พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

         ถึงเศรษฐกิจจะตกสะเก็ด แต่ชีวิตก็มีความสุขได้ ถ้ารู้จักคิดบวกเพื่อชีวิตบวก!! ในงานเสวนาธรรมเรื่อง "ศิลป์และธรรม สุนทรียะแห่งชีวิต" (คิดบวก...ชีวิตบวก) โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ที่ดับเบิ้ล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ให้แง่คิดเรื่องการใช้ชีวิตอย่างให้มีสุข โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดดีทำดี


คิดบวก



         "ท่าน ว.วชิรเมธี" เปิดฉากการเสวนาว่า สิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา คือ ความคิด ชีวิตของคนเราเป็นเงาสะท้อนของความคิด เราคิดอะไร ชีวิตเราก็จะปรากฏมาอย่างนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรามีทั้งดีและไม่ดี แต่มันอยู่ที่แนวความคิดของเราว่า เราจะเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มาทำให้เรามีกำลังใจที่จะต่อสู้กับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราอย่างไร เวลาเจองานหนักให้บอกกับตัวเองว่า นี่คือโอกาสกับตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ เวลาเจอทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่ทำให้เกิดทักษะในการดำรงชีวิต

         การคิดบวกจะได้ผลหรือไม่ได้ผลต้องดูว่า มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราหรือไม่ ซึ่งประโยคนี้ "ท่าน ว.วชิรเมธี" ขยายความว่า
การคิดบวกมี 2 ลักษณะ คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับความคิดอย่างเดียว คือ คิดบวกแล้วทำให้ชื่นอกชื่นใจ ทำให้ได้ปัญญา หรือคิดบวกแล้ว ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงจริงๆ เช่น ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างนี้ เราต้องคิดบวก คือ คิดที่จะอยู่ให้ได้จะไปประท้วงให้น้ำมันลดลงได้หรือไม่ คำตอบคือ คงไม่ได้ ในเมื่อลดไม่ได้ฉันจะลดเอง คือ ลดความต้องการบริโภคให้น้อยลง


เครียด



         ที่เราทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้เพราะบริโภคมาก และมีเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทุกข์ คือ "โรคจมไม่ลง" คือ เคยใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย อย่างมหาเศรษฐีโลกทั้งหลาย ไปไหนต้องนั่งรถราคาแพงๆ คำใช้จ่ายก็สูงขึ้น แต่เราจมไม่ลง ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรากำลังแย่ เราก็จ่ายแพงขึ้นเพื่อประคับประคองตัวฉันให้โดดเด่นอยู่ในวงสังคม สุดท้ายไม่ใช่แค่จมไม่ลง มันล้มเลย 


วิธีคลายเครียด


         หากจะอยู่ให้รอดในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ "ท่าน ว.วชิรเมธี" บอกว่า ต้องเปลี่ยนวิธีบริโภคจากที่เคยตามใจตัวเอง มาเป็นบริโภคตามความจำเป็น ถ้าวิ่งตามความอยาก ไม่ว่าวันไหนๆ เราก็จะทุกข์ เพราะความอยากไม่เคยมีขีดจำกัด กินเท่าที่จำเป็น ใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ต้องจ่ายแพงเพื่อรักษาหน้าตา ทำตัวเป็นคนธรรมดาๆ ก็ไม่ต้องเสียเงินรักษาภาพพจน์ และจะมีความสุขได้ แม้ในยุคข้าวยากหมากแพง


ข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ภาพประกอบจาก 


 

   ถ้าพูดถึงคนที่มีสุขภาพจิตดีคุณจะนึกถึงคนที่มีบุคลิกภาพอย่างไร?
บางคนนึกถึงคนที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลา หรือคนที่ร่าเริงอยู่เสมอ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน
หรือคนที่ไม่เคยมีความทุกข์เลยใช่ไหมครับ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรนั่นก็อาจถูกต้องในบางส่วน

ถ้าพูดถึงคนที่มีสุขภาพจิตดี องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายไว้ว่า
สุขภาพจิตที่ดี คือ ความสามารถที่จะปรับตัวให้มีความสุขอยู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ดี
มีสัมพันธภาพอันดีงามกับบุคคลอื่น ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสมดุลอย่างสุขสบาย
รวมทั้งสนองความต้องการของตนเอง ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีข้อขัดแย้งภายในจิตใจ,
สุขภาพจิต,ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง, ขี้ระแวง, มองโลกในแง่ร้าย

ไม่ว่าใครย่อมต้องอยากมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ แต่คุณ ๆ ทราบหรือไม่ครับว่า
คนที่ซึมเศร้า ไม่สบายใจนอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว
บางครั้งก็อาจจะมาจากนิสัยส่วนตัวของคุณเองก็ได้นะคะ

วันนี้เราลองมาสำรวจตัวเองกันดีกว่า
ว่าคุณเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ของคุณเอง เพราะมี 6 นิสัยต่อไปนี้หรือไม่

1. นิสัยขี้ระแวง
คนที่มีนิสัยขี้ระแวงนั้นเป็นคนที่ไม่เคยไว้วางใจผู้ใดเลย
ใครจะทำอะไรจะคิดอะไรก็นึกคิดไปว่าเขามีความประสงค์ร้ายกับตน
คิดว่าใคร ๆ ไม่รัก ไม่ให้ความสำคัญ ไม่นับถือ ระแวงว่าจะถูกทรยศ หักหลัง

คนขี้ระแวงไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สวมบทบาทใด ๆ ในชีวิต
ก็จะทำให้บทบาทนั้นเป็นบทบาทที่มีปัญหา และคนที่ได้รับความทุกข์นั้นก็คือตนเองและผู้ใกล้ชิด
ถ้าคุณเป็นนายคน คุณก็จะระแวงว่างานที่มอบหมายให้ลูกน้อง อาจจะทำไม่สำเร็จ
ระแวงว่าสามีจะมีเมียน้อย ภรรยาจะมีชู้, กลัวว่าเพื่อนจะเอาเรื่องตัวเองไปซุบซิบนินทา ฯลฯ
นิสัยระแวดระวังนั้นเป็นสิ่งดี แต่ถ้าเป็นหวาดระแวงไปซะทุกเรื่องอย่างนี้คงแย่มากกว่า

2. คนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
นิสัยไม่มั่นคงในตนเองมักจะสร้างความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง
ด้วยไม่รู้จักตัวเองว่าตนนั้นต้องการอะไรกันแน่ ไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร แบบไหน
ไม่รู้ว่าควรวางตัวแบบไหนในสังคม ไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้
ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน จนถึงเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ในชีวิต

นิสัยขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ใช่ว่าเจ้าของนิสัยจะชอบ
แต่เป็นเพราะไม่อาจลบล้างความรู้สึกด้อยในใจตนเองได้
ทั้งที่ความรู้สึกที่คิดว่าตนเองต่ำต้อยนั้น อาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้

3. นิสัยกล่าวโทษผู้อื่นอย่างไม่รู้จบสิ้น
ในความล้มเหลวผิดพลาดที่ผ่านมาแล้ว และสิ้นสุดไปแล้ว
ถ้าคุณเป็นคนที่คอยแต่เพ่งโทษผู้อื่น เห็นว่าความผิดของคนอื่นนั้นยิ่งใหญ่เท่าภูเขา
เป็นความผิดร้ายแรงไม่มีวันที่จะให้อภัยได้ มองเห็นแต่ความไม่ดี ความไม่ถูกต้อง
และความไม่เหมาะสมในสิ่งที่ผู้คนรอบข้างของคุณทำ โดยไม่ได้มองด้วยใจที่เป็นกลางและเป็นธรรม
ไม่ได้มองอย่างที่ควรจะเป็นในสภาวการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มองด้วยเหตุผล ฯลฯ
ถ้าคุณมีนิสัยเช่นนี้ย่อมจะทำให้คุณทุกข์ทนและไม่มีความสุขแน่นอน
เพราะในความคิดของคุณ คงไม่มีใครจะเป็นผู้ที่ถูกต้องดีงามไปหมดแน่ๆ
แต่คุณลืมไปว่า ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด รวมทั้งตัวคุณเองด้วย

4. นิสัยหลีกหนีปัญหา
ชอบหลีกหนีเหตุการณ์/ปัญหา แล้วหาทางออกให้กับตนเองอย่างผิด ๆ
เช่น การดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด การเล่นการพนัน อบายมุขต่างๆ ฯลฯ
โดยคิดว่าการใช้สุรายาเสพติดจะเป็นการแก้ปัญหา แต่จริงๆแล้ว กลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นไปอีก
กับบางคนอาจเป็นลักษณะไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่การเพิกเฉยหรือหลบเลี่ยงปัญหา
ก็ไม่ได้รับการแก้ไข มิหนำซ้ำกลับทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนทับถมเข้าไปอีก

5. นิสัยมองโลกในแง่ร้าย
คนเช่นนี้จะเป็นคนที่มีชีวิตแต่ละวันด้วยความหดหู่เศร้าหมอง
ด้วยเห็นว่าผู้คนรอบตัวนั้นต่างเป็นศัตรูของตนเอง เป็นผู้ที่คอยทำลายตนเอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนต่างก็เลวร้ายทั้งนั้น เป็นคนที่คิดหรือมองคนในแง่ลบ
ทำให้ขาดความสุขเล็กๆน้อยๆในชีวิต

6. คนที่มีจิตใจหมกมุ่นอยู่กับความอาฆาตแค้น ชิงชัง ริษยา
จิตใจเช่นนี้หาความสงบไม่ได้แน่ ด้วยร้อนรนอยู่ด้วยความทุกข์ที่เกิดจากความคิดร้าย ๆ ของตนเอง
ด้วยจิตอาฆาตแค้นที่ไม่ยอมอภัยและคอยคิดทำร้าย ความร้อนของไฟริษยาที่คิดว่าคนอื่น ๆ ล้วนดีกว่าตนทั้งนั้น
คิดว่าตนนั้นต่ำต้อยนัก ถ้าหากมีทางใดที่จะเอาชนะหรือทำให้คนที่ตนเห็นเป็นศัตรูเดือดร้อน เจ็บปวดได้ก็จะทำ
ถ้าคุณมีนิสัยอย่างนี้ ก็จะมีแต่ความทุกข์ร้อนเข้ามาในชีวิตไม่หยุดหย่อน

สำรวจพบเหตุแห่งทุกข์กันบ้างรึเปล่าคะ ถ้ามีนิสัยเหล่านี้อยู่ก็ควรจะหาหนทางดับทุกข์
ด้วยการ ปรับปรุงกาย ปรับปรุงใจเสียใหม่ มองโลกในแง่ดี
มองคนรอบข้างอย่างเข้าใจว่าคนทุกคนล้วนแตกต่างกัน ผู้คนในโลกนี้ต่างมีนิสัยที่ดีและไม่ดีกันทุกคน
มองในส่วนที่ดีของเขาหรือถ้าเป็นไปได้ยอมรับในส่วนที่ไม่ดีของเขา
ปรับตัวในทางที่ถูกต้องในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความสำเร็จในการปรับตัวที่ดีย่อมจะทำให้คุณได้รับรางวัลแห่งชีวิต นั่นคือการเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีและชีวีเป็นสุข


------------------------


ขอบคุณ FWD mail ค่ะ


 

 1. ตอนขึ้นปีใหม่นี้ ไม่มีเรื่องอะไรที่ผมต้องกลุ้มใจมากนัก เพราะชักจะจำเรื่องราวเหล่านั้นไม่ค่อยได้ซะแล้ว

2. เมื่อคืน วันส่งท้ายปีเก่าก็ไม่เมา เพราะไม่มีใครเค้าคิดจะโทรมาชวนออกไปเที่ยวต่อ แถมยังต้องเข้านอนเร็วขึ้นกว่าคืนอื่นด้วย เพราะว่ามีคนชวนไปทำบุญที่วัดเมื่อตอนเช้าวันนี้

3. ไม่รู้สึกเจ็บกระดูกข้อเท้าอันเกิดจากการวิ่งอีกต่อไป เพราะออกไปวิ่งไม่ไหว

4. ตอนนี้เวลาคนเรียกว่า ลุง ก็ไม่โกรธ

5. ดู music video เพลงรักซึ้งล่าสุดของ อัสนี-วสันต์ แล้วไม่นั่งเหม่อลอยมองท้องฟ้า หรือต้องรีบร้อน message หาใครซักคน เหมือนเคย

6. โฆษณากางเกงยีนส์ Armani ลดราคาหน่ะไม่ได้กินเงินผมอีกต่อไปหรอก แต่ถ้า กางเกงชาวเล ลดราคาล่ะก็.. ไม่แน่

7. ตัวแทนบริษัทของประกันไม่ค่อยโทรมาตื้อแล้ว หรือไม่ก็เป็นฝ่ายขอวางสายเอง เมื่อทราบอายุ

8. มีเงินซื้อ Viagra มาเก็บไว้ดูเล่นเยอะๆได้

9. ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในช่วงนี้ คุณภาพ น่าจะสำคัญกว่า ปริมาณ

10. มีเส้นผมสีขาวแซมรอบศรีษะบ้าง ก็ดูเท่ดี

11. เริ่มจะเข้าใจแล้วว่า หากเราหัดทำใจให้กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเก่า ความเป็นทุกข์จะน้อยลง

12. รู้ว่าคนเราควรกินอาหารแต่พอดี หากใส่เข้าไปมากเกินไป ตอนจะเอาออกไปให้เหลือสมดุลย์นั้น ยากกว่าตอนเอาเข้าไป ราวๆ 10 เท่า

13. เพิ่งทราบว่า หายใจไม่ถูกวิธีมาตลอดห้าสิบปี ตอนนี้กำลังฝึกหายใจใหม่ -อย่างมีสติ
และเป็นสุข แบบที่ท่านติช นัท ฮันห์ สอนเอาไว้ (ขอแนะนำว่า ทุกคนควรลองหัดนะ ขณะที่ยังสามารถหายใจได้อยู่)

14. ประหยัดค่าไอสครีม hot fudge sundae ราดหน้าวิปครีมไปเยอะ เพราะหมอประจำตัวบอกว่า จะสั่งแบบแพงพิเศษยังไงก็ไม่ว่ากัน ดูได้ - แต่ห้ามกิน

15. รู้จักปลูกกล้วยกินเอง

16. กินผักหรือผลไม้ มื้อเย็นทุกวันก็อิ่มได้ เป็นประโยชน์ และชักจะขาดไม่ได้ซะแล้ว ส่วนละครทีวีหรือเกมส์โชว์ ไม่ได้ดูมาร่วมสิบปีแล้ว ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ - โดยไม่รู้สึกว่าขาดอะไร

17. ภรรยาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของชีวิต และจะอยู่กันจนกว่าจะตายกันไปข้างนึง ดังนั้นควรทะนุถนอมด้วยความรัก อย่าให้บอบช้ำ หรือโดนกระทบกระเทือนแรงๆ ไม่ว่าจากเรื่องใดก็ตาม

18. สามีที่เป็นสถาปนิกส่วนใหญ่ ก็เปราะบาง และช้ำง่าย ควรได้รับการเอ็นดู ทะนุถนอม จากภรรยาไม่แพ้กัน

19. ลูก ผมไม่มี แต่หากมี เค้าก็น่าจะเลือกสิ่งที่เค้าชอบเอง - กล้าตัดสินใจเอง จะผิดหรือถูก ก็เป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตการเรียนรู้ ควรส่งเสริมและให้กำลังใจ

20. ไม่มีใครไม่เคยพลาดหรอก แต่ขอให้ทำสำเร็จมากกว่าทำพลาด ก็เพียงพอแล้ว

21. ผมบอกหลานๆว่า ขอให้ชำนาญเพียงสามอย่าง หนึ่งภาษาอังกฤษ สองว่ายน้ำ และสามศิลปะการป้องกันตัว เพราะเค้าต้องอยู่ในโลกแห่งการต่อสู้นี้อีกนาน

22. ควรทำให้คนในบ้านและคนรอบข้างมีความสุข ก่อนที่จะเดินทางไปทำบุญทำทานที่ไหนไกลๆ

23. ไม่เห็นจะต้องขับรถเร็วมากเหมือนเคยเลย ปลอดภัยกว่า ถึงที่หมายเหมือนกัน แถมประหยัดน้ำมันอีกด้วย แล้วรถยนต์จะยี่ห้ออะไร ก็ชักดูคล้ายคลึงกันหมด ขอให้มันสตาร์ทติด แอร์เย็น มีลมยาง และวิ่งได้เถอะ

24. เครื่องออกกำลังกาย ไม่ว่ารุ่นวิเศษแค่ไหน ถ้าซื้อมาเกินสามเดือน จะกลายเป็นที่พาดผ้าของทุกๆคนในบ้าน และถ้าเลยเจ็ดเดือนแล้ว มันจะถูกย้ายไปอยู่ ในห้องเก็บของรวมกับเครื่องอื่นที่เคยซื้อมา

25. 'ทำ' ดีกว่า 'คิดว่าจะทำ' - ประมาณ 51 เท่า!

26. ข้อดีของการมีอายุมากขึ้นก็คือ ไม่พลาดอย่างที่เคย ถูกหลอกน้อยลง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มั่นคงขึ้น และมีเสรีมากขึ้น, ข้อเสีย - ไม่มีหรอกน่า - มองให้มันดีก็แล้วกัน!

27. ทัศนคติในปัจจุบัน น่าจะเป็นผลรวมของบทเรียนดีๆที่ผ่านเข้ามา บวกกับทบทวนความผิดพลาดที่เคยทำไป ลบด้วยเรื่องที่ควรจะลืมได้แล้ว

28. พอเข้าใจโครงสร้างของประเทศไทยของเราได้ดีขึ้น และก็เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน ท่ามกลางระบอบอันหลากหลาย

29. เปิดประตูรับคำสั่งสอนทางศาสนา เข้ามาในชีวิต เป็นเหยื่อน้อยลง มีความเป็นเจ้าของน้อยลง กลัวน้อยลง และเพิ่มเวลาทำใจภาวนาสู่สมาธิ

30. เคยสะสมนาฬิกาดีๆอยู่เยอะมาก แต่ตอนนั้นมีเวลาน้อย ตอนนี้เปลี่ยนใจ ขายไปแทบหมด เหลือนาฬิกาอยู่น้อยมาก แต่ขอสะสมเวลาดีๆ เยอะๆ

31. รู้เลยว่าขณะนี้ ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยเหมาะกับผมซะแล้ว ไม่ถึงกับอยู่ไม่ได้ เพียงแต่ต้องการเดินช้าลง ในที่กว้างๆ เงียบๆ ต้นไม้เยอะๆ เห็นเส้นขอบฟ้าชัดๆ ได้มองดาวเต็มตาทุกคืน และอากาศสะอาด

32. ผมอยู่ในใจกลางเหตุการณ์ สึนามิ เมื่อสามปีก่อน ธรรมชาติและคลื่นยักษ์เหล่านั้น ได้สอนให้ผมได้รู้จัก จุดเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่ไม่อาจฝืนต้านทาน หรือต่อรองใดๆได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม และรู้จักความงดงามระหว่างเพื่อนมนุษย์ ท่ามกลางโศกนาฏกรรม

33. ถ้าอยากได้เพื่อนใหม่ๆที่ดี ก็น่าจะทำสิ่งดีๆกับเค้าก่อน

34. หัวเราะมากๆ ออกกำลังกาย และกำหนดลมหายใจ ทุกๆวัน - ทั้งหมอ และพระ บอกว่า ช่วยรักษาโรคได้สารพัด

35. Golf ไม่ใช่กีฬาที่เล่นเพื่อคิดจะชนะใคร แค่ตกลงกับตัวเองให้ครบทุกอิริยาบถ ยังทำได้ไม่ทุกครั้งที่ตี

36. หนังสือดีๆของไทย ราคาไม่แพงเอาเลย เมื่อเทียบกับเหล้าขวดนึง

37. หากตื่นเช้ามาแล้วกระตือรือล้นอยากทำอะไรแบบนั้นบ่อยๆ นั่นแหละ.. น่าจะเลือกเป็น อาชีพของคนๆนั้น ในทางกลับกัน หากตื่นเช้าขึ้นมาทุกวัน แล้วไม่อยากทำเอาซะเลย ก็น่าจะเลิกได้แล้ว

38. หากเกลียดใครมากๆ จงยุให้เค้าทำร้านอาหารที่เริ่มต้นขายตั้งแต่เช้า และให้ขายเหล้าทุกชนิดด้วย ผมเคยทำแล้ว รู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์จริงๆตอนที่มีคนมาขอซื้อกิจการต่อ ก่อนหน้านั้น ตกนรกล้วนๆ ทุกคืน โดยเฉพาะตอนที่นั่งรอคนเมาคนสุดท้ายกลับบ้าน ช่วงอารมณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเกลี้ยกล่อมใคร ที่เหลือสามัญสำนึกน้อยมาก ให้สำเร็จได้ง่ายๆ

39. ผมเองก็เคยเป็นคนเมาคนสุดท้ายที่เพื่อนพาออกจากร้านอาหาร บ่อยๆ โดยที่เจ้าของนั่งรอคอยอยู่ ก็คงต้องเชื่อแล้วล่ะว่า กรรมสนองมีจริง

40. ยิ้ม ช่วยคนไทยได้เสมอ ในทุกอย่าง ทุกสถานการณ์

41. แคมป์คนงานก่อสร้าง ตลาดนัดท้ายรถ อู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์ และคาราโอเกะที่เพิ่งมาปลูกอยู่รอบที่ดินผืนงามเชิงเขา ที่เราหมายจะสร้างบ้านหลังใหม่ ซึ่งบรรจงออกแบบตามความฝันมานานนับปี ถือเป็นตัวแปรผันสำคัญ ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ทั้งจากข้อมูลทางสถาปัตยกรรมเมืองร้อน จากระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง การเข้าถึงอาคาร ตำราฮวงจุ้ยและอื่นๆ อย่างสุดวิสัย - ตอนนี้ ผมกำลังใช้เวลาส่วนใหญ่ ออกแบบป้ายประกาศขายที่ดิน ให้สวยงามและน่าดึงดูดใจอยู่

42. ก็ตอนปีที่ซื้อมันไม่มีนี่หว่า! และก็นึกไม่ถึงว่าครอบครัวเจ้าของที่ข้างๆ เค้าจะให้ใครเช่าง่ายๆแบบนี้! ที่จริงที่ดินก็ราคาแพง แต่ทราบภายหลังว่าเค้าขายกันไม่ได้เพราะ พินัยกรรมเขียนไว้ว่าห้ามซื้อขายภายในสิบห้าปีข้างหน้า ตอนนี้ให้เก็บผลประโยชน์กินเท่านั้น - ผมหน่ะรอนานขนาดนั้นไม่ไหวหรอก ถึงตอนนั้นอาจทำได้เพียง - เขียนพินัยกรรมเช่นกัน

43. ถ้าจะเรียกว่าซวยก็คงได้ แต่หากเรียกว่า ถือเป็นประสบการณ์ ก็อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง - เมียผมบอกยังงั้น ; คำสอนของท่านพุทธทาสฯ เรียกว่า 'ตถาตา' หรือ-มันเป็นเช่นนั้นเอง ตอนนี้ผมกำลังฝึกใจให้ว่าง สว่าง สงบ สลับกับดื่มเบียร์เย็นๆ ดับอารมณ์อยู่ทุกคืน

44. ไม่ควรสบประมาทใครเลยทั้งนั้น เพราะวันหนึ่ง หากตั้งใจจริงขึ้นมา เค้าอาจจะทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามาก

45. ตอนที่ยังหนุ่มและเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ผมเข้าใจว่า เงิน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด บัดนี้ - อายุขนาดนี้ ผมและภรรยา เลือกที่จะมีชีวิตอย่างอิสระ โดยไม่มีสวัสดิการใดๆรองรับ และรับอุปการะหลานๆเอาไว้อีก 5 คน ขอบอกว่า เงินหน่ะ-สำคัญมากจริงๆ!

46. แต่คงไม่ที่สุด เพราะชีวิตในทุกวันที่ผ่านไป นอกเหนือจากปัจจัยสี่แล้ว ยังมีความรู้สึกชื่นใจ ภาคภูมิใจ ความรัก รอยยิ้ม และสำนึกผิดชอบชั่วดี ซึ่งยังเป็นส่วนที่เงินแลกไม่ได้ทั้งหมด อีกทั้งการตัดสินใจที่คิดแต่เงินเท่านั้นเป็นศูนย์กลาง ทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวเอาได้ง่ายๆ

47. ความยังยั่งยืนของความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน โดยไม่มีเงื่อนไข คงยืนยันเรื่องเหล่านี้ได้เสมอ

48. ที่คุยกัน ยิ้มกัน ตลกกันอยู่เนี่ยะนะ อีกแค่ไม่กี่ปีเอง จะอายุ 60 กันหมดแล้ว

49. ตามสถิติที่เก็บเอาไว้ ของกระทรวงสาธารณสุข พวกเราน่าจะเหลือเวลาเดินไปเดินมาบนโลกนี้อีกไม่เกิน 21-22 ปี ยกเว้นคนที่โชคดีกว่า

50. มาถึงปีนี้แล้ว... ตอนนี้แล้ว... ยังจะมีข้ออ้างอะไร ที่จะไม่เลือกทำในสิ่งที่อยากทำอีก?

51. สุดท้าย.. ผมยังหวังที่จะเติบโต และเปลี่ยนแปลงต่อไป ยังไม่ยอมแก่ง่ายๆหร๊อก....



http://www.saranair.com/article.php?sid=16751