มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3  ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชาย
เองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่
ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ ไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตา
แก่ๆ ผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบ
ว่า เป็นพระ จึงบอกว่า
ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วย
ใช่มั๊ย
อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้ง แต่ก็บอกว่า
ตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน  เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่า
อยากเข้ามา ก็เข้ามา!

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีด
เซียว
ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆ เตียง
ของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่า อาการหนักเลยนะ

ชายคนนั้นนิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลย
นะ ชายคนนั้นไม่สนใจ
หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวใน
ห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น  ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์
ชายทะเล
ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ  ไม่มีคนผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่
ชายหาด
เวลาผ่านไปสักครู่  มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่าน
ไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่าง
ของหญิงคนนั้น
แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆ อีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ
ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้าง ค่อยๆ
กอบทรายขึ้นมา
เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ  จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขา
ได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2 แล้วก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือ คู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอ
หนึ่งชาติ
ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา  ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3  ปี ตอนนี้ครบ 3  ปี วาสนา
สิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว
เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด

^_^  คนเราเจอกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ,  แม่,  พี่,  น้อง, ญาติ,  เพื่อน,  ศัตรู,
คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย

เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน

เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง

เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้

ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่  ^_^

 

ตะละแม่วีนัส

เขามาสารภาพว่าทำผิดไปแล้วที่ทิ้งเราไป ขอโอกาสแก้ตัวใหม่อีกครั้งได้ไหม ไอ้เราก็ใจเต้นตูมตาม ทั้งรักทั้งแค้นสุมแน่นอก หัวใจยังอักเสบกลัดหนอง เขามางอนง้อขนาดนี้ ทำอย่างไรดีเล่า

การกลับมาของเขาไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวังมาก่อน น้ำตาจึงไหลพรากราวทำนบแตก เพราะยังจำประสบการณ์สุดแสนรวดร้าวได้แม่น การที่เขากลับมาแสดงว่าเขายังรักเราอยู่ใช่ไหม ชีวิตของสาวช้ำรักจะได้มีความสุขอีกครั้งหรือนี่

ได้โปรดยั้งคิดสักนิด ก่อนที่จะตะกุยถังขยะเก็บรูปถ่ายของเขาที่เราฉีกทิ้งเป็นเศษเล็กเศษน้อยขึ้นมาปะติดประกอบใหม่ ก่อนที่จะยกเลิกทริปสาวโสดทัวร์ยุโรป และก่อนที่จะตกลงปลงใจเออออยอมรับเขากลับเข้ามานั่งในหัวใจอีกครั้ง ควรสงบสติอารมณ์ใคร่ครวญอย่างจริงจัง การหวนกลับมาคืนดีกันเป็นเรื่องเสี่ยงตายอย่างยิ่ง ตามสถิติแล้วมักไม่เวิร์คและเราต้องมานั่งอกหักชอกช้ำเป็นครั้งที่สองกับชายคนเดิม เขาคุ้มค่าพอที่เราจะยอมเจ็บปวดใจอีกครั้งงั้นหรือคะ

ควรระวังคำหวานให้ดี
เมื่อกลับมาเดทกันเป็นครั้งแรกหลังจากเลิกรากันไป เขาจะป้อนคำหวานเยินยอเรา เช่น เราสวยอย่างนั้นอย่างนี้ แถมยังเอาอกเอาใจสั่งอาหารจานโปรดให้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ยังจำรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเราได้

หลังจากนั้นเขาจะสารภาพผิดทำนองว่า ไม่รู้อะไรดลใจเข้าสิงให้เขาทิ้งเราไป พร้อมกับสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนเราก็ใจอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟจนเผลอหลุดปากสารภาพว่า สุดช้ำเพียงใดกับการถูกทิ้ง ถึงขนาดนอนร้องไห้อยู่บนเตียงสามวันสามคืนไม่หยุด

ความปลาบปลื้มยินดีที่ได้กลับมาครองรักกันใหม่มักมีอานุภาพรุนแรงหนักหน่วง ควรรีบตักตวงหาความสุขไว้ เพราะหลังจากนั้นไม่นานประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยอีหรอบเดิม เพียงแค่ 2-3 อาทิตย์ทั้งเราและเขาจะกลับมาอยู่ในรูปแบบเก่า ปัญหาที่เคยมีจะเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้ง ในที่สุดก็มาถึงจุดแตกหักอีกจนได้

ทำไม? เพราะอะไร? เหตุผลคือปัญหาทั้งหลายแหล่ไม่ได้จางหายเพียงเพราะเราเลิกรากันไปช่วงหนึ่ง ถ้าคิดจะกลับมาคืนดีกันอีกครั้งก็ควรพูดจาให้เข้าใจถ่องแท้ มิฉะนั้นต่อให้กลับมาดีกันอีกกี่ครั้ง ทั้งเราและเขาก็ต้องเลิกกันด้วยเหตุผลเดิมนั่นแหละ นอกเสียจากว่าเราจะมีวิถีทางในการแก้ปัญหาได้ชะงัดจริงๆ มันถึงจะเวิร์ค แต่ส่วนมากมักไปไม่รอดค่ะ

เหตุผลอันสมควรรับเขากลับมา

  • สถานการณ์หรือตัวบุคคลได้เปลี่ยนไปแล้ว เราได้วิเคราะห์สาเหตุของการเลิกรากันมาตั้งแต่แรก แถมยังสามารถแจกแจงออกมาได้อย่างคมชัดลึก เช่น อาจเกิดจากความกดดันภายนอก อาทิ ต่างคนต่างทำงานมากเกินไป หรือญาติพี่น้องชอบเข้ามาวุ่นวายเป็นมือที่สาม หากสถานการณ์เหล่านี้ผ่านพ้นและแก้ไขได้แล้ว ก็สมควรกลับมาครองคู่กันดังเดิม ความกดดันมีผลกระทบต่อความสามารถในการคิดและตัดสินใจของคน ถ้าเขารู้ตัวและหยุดเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาลงที่เรา โอกาสที่ความรักจะงอกเงยขึ้นมาใหม่ก็มีมาก...น่าลุ้นนะคะ

  • ใจเราคิดว่าสามารถไว้ใจเขาได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทิ้งเราไปหาสาวอื่น แต่เขาก็ยังใจดำพอที่จะโบกมือลาและปล่อยให้เราเจ็บปวดเพียงเดียวดาย เรายังสามารถไว้ใจให้เขามาอยู่เคียงข้างอีกหรือ หากเราเจ็บไข้ได้ป่วยต้องนอนแบ็บอยู่บนเตียงนานเป็นเดือนเขาจะมาดูแลหรือเปล่า เขาจะทำอย่างไรถ้าเราเกิดป่องขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเกิดวิกฤตชีวิตเขาอยู่เคียงข้างเราหรือเปล่า อันนี้น่าคิดมาก

  • มองอดีตหวานเกินจริงหรือเปล่า แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นท์ไหมว่าอยากเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ลองมองความสัมพันธ์ที่ผ่านมาอย่างจริงจังสิว่ามันเคยมีอะไรดีหรือเปล่า มีความหวานชื่นบ้างไหม อย่าหลอกตัวเองว่าเคยมีความสุขกับเขาเลยนะ

  • ลองทดสอบเขาดูก่อนคิดผูกมัดอีกครั้ง ข้อนี้สำคัญเหมือนกัน หากมีโอกาสก็ควรพิสูจน์ดูสิว่า สถานการณ์และตัวเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ ถ้าเราเลิกกับเขาเพราะความขี้หึงชนิดหน้ามืดตามัวโดยไร้เหตุผล ก็ควรลองสร้างสถานการณ์เพื่อดูว่าเขาเปลี่ยนนิสัยหรือยัง และถ้าเขาเป็นหนุ่มเจ้าชู้ประเภทเสือหิว น่าจะพาเขาไปงานปาร์ตี้ที่มีสาวสวยตรึม แล้วทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ดูสิว่าเขาจะเก็บกดความงุ่นง่านเอาไว้ได้นานแค่ไหน

  • บางครั้งก็ต้องยอมเพื่อก้าวต่อไป การยอมรับเขากลับมาทั้งที่ใจรู้ว่ามันไม่เวิร์คแล้วบางครั้งก็เป็นไอเดียที่ดี ไม่งั้นเราก็อาจยังคลางแคลงใจว่าสาเหตุและปัญหาที่เกิดขึ้นมานั้นสมควรให้เราเลิกราจากเขาหรือไม่ ถ้าการกลับมาครั้งที่สองไม่เวิร์ค เราจะได้เรียนรู้และยอมรับว่า มันไปกันไม่ได้จริงๆ วิธีนี้นักจิตวิทยาเรียกว่าเป็นการทดสอบด้วยความเป็นจริง ลองดูจะได้รู้ชัวร์ๆไปเลย

  • เราแน่ใจว่าป้องกันตัวเองได้ เราเชื่อฝังหัวว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เขาเปลี่ยนเป็นคนใหม่จริงๆ และเราก็พร้อมยอมเสี่ยงอีกครั้ง ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็เยี่ยมไปเลย! แต่อย่าเพิ่งตื่นเต้นยินดีจนยอมมอบใจให้เขาทั้งหมด ให้เวลาตัวเองมองสถานการณ์และความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคอยปกป้องหัวใจตัวเองไว้ให้ดี ถ้าเขาไม่เปลี่ยนหรือเปลี่ยนแค่ช่วงต้นๆ ควรรีบตัดสวาทให้เร็วที่สุดเพื่อตัวเราเองจะได้ไม่ต้องชอกช้ำเป็นครั้งที่สอง

เหตุผลที่ควรลืมเขาให้สิ้นซาก

  • เราบังคับให้เขาหวนกลับมา ถ้าเราขู่เขาว่าจะฆ่าตัวตายหรือกอดเข่าอ้อนวอนน้ำตานองหน้าจนเขายอมกลับมา โอกาสล้มเหลวอีกครั้งนั้นเฉียดร้อยเปอร์เซ็นท์เชียวละ เราไปบังคับให้เขากลับมารักเราไม่ได้หรอก เขาอาจยอมกลับมาด้วยความสงสาร แต่ท้ายสุดก็ต้องจบด้วยความเศร้าเหมือนเคย

  • เขาปฏิบัติกับเราแย่มากๆ ถ้าเขาทำร้ายเราทั้งทางร่างกายและจิตใจ เรียกว่าต้องทนทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ก็ควรลืมเขาเสียอย่าได้คิดกลับไปอยู่กับเขาอีกเลย

  • เขาพยายามมีเซ็กส์กับเราในคืนแรกที่กลับมาดีกัน แสดงว่าเขาแค่อยากระบายความใคร่เท่านั้น

  • เราเหงาเพราะยังไม่มีใครมาดามอก ถ้าเป็นเพราะเหตุผลนี้ ยิ่งไม่ควรกลับไปคืนดีกัน อยู่คนเดียวสบายกว่ากันเยอะ

  • เขาบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่เราสงสัยว่าคงเป็นแค่ราคาคุย คนทุกคนจะยอมพูดอะไรก็ได้เพียงเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ยิ่งถ้าเขารู้นิสัยเราก็ยิ่งพยายามเอาชนะให้ได้ คำสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นเป็นเพียงแค่ลมปาก พฤติกรรมต่างหากที่สำคัญ อย่าหูเบาหลงเชื่ออะไรง่ายๆ มิฉะนั้นจะเจ็บซ้ำสอง

เลิกแล้วก็แล้วกันไปเถอะค่ะ การกลับมาคืนดีกันใหม่น้อยรายนักที่จะประสบความสำเร็จหวานชื่นกันเหมือนเดิม ลองคิดดูดีๆก็แล้วกันว่า การเริ่มต้นอีกครั้งมันคุ้มค่าพอที่จะเสี่ยงหรือไม่


 ใครๆ ก็ปรารถนาความสุข แต่ส่วนใหญ่มักมองสุขนอกตัว...
แม้จะรู้ว่า เงินทองกองเพชรและชื่อเสียงเกียรติยศไม่ใช่ความสุข
แต่ก็ยังอยากได้ไว้ก่อน เพราะเชื่อว่าตัวเองอาจเล่นแร่แปรธาตุ
ให้มันกลายเป็นความสุขได้...
ปัญหาคือตอนนี้ยังได้ไม่สมใจ...
เพราะฉะนั้นความสุขจึงเป็นสิ่งที่ต้องรอไปก่อน

จะมีสักกี่คนที่ฉุกคิดว่า ความสุขนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน
หากอยู่กับตัวเรานี้เอง แถมยังอยู่กับเรา...
แม้กระทั่งตอนนี้ เดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องรอคอยให้เสียเวลา
เป็นแต่ว่าความสุขเหล่านั้นมักถูกมองข้ามไป
เราก็เลยไม่นึกว่าตัวเองเป็นสุข...

ลองถามตัวเองดูสิว่า ตอนนี้ร่างกายเราเป็นปกติดีอยู่หรือเปล่า
ถ้าพยักหน้าว่าใช่...ก็โปรดบอกกับตัวเองได้แล้วว่า "นั่นแหละสุขแล้ว"

ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองย้อนนึกไปถึงวันที่ตัวเองปวดหัว ปวดฟันหรือปวดท้อง
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า นั่นเป็นช่วงเวลาที่แย่เอามากๆ แม้กระทั่งในยามที่เป็นโรคพื้นๆ
อย่างไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเล่นงานจนล้มหมอนนอนเสื่อ ใช่หรือไม่ว่า
ในยามนั้นยอดปรารถนาของเราคือ ขอให้ได้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

เพียงแค่อาการเริ่มทุเลา หัวที่เคยเต้นตุบๆ ค่อยๆ สงบลง
ไข้ร้อนผ่าวเริ่มกลับเป็นปกติ เราจะรู้สึกสบายใจอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันหายดีด้วยซ้ำ ...

เพียงแค่ร่างกายเป็นปกติสุขเราก็เป็นที่อิจฉาของผู้คนนับไม่ถ้วนแล้ว
ซึ่งแม้มีเงินมากมายมหาศาลก็เป็นอย่างที่เราเป็นตอนนี้ไม่ได้

ไม่เพียงแต่ความปกติสุขของร่างกายเท่านั้น...
ยังมีความสุขอีกหลายอย่างที่เรามักจะมองข้ามไป
ทั้งๆ ที่อยู่ในครอบครองของเราแล้ว
ลองถามตัวเองว่า คนที่เรารักยังอยู่กับเราหรือไม่
จะเป็นพ่อแม่ คู่ครอง หรือลูกหลานก็แล้วแต่
หากว่าเขาเหล่านั้นยังไม่ล้มหายตายจากเราไป
นั่นก็เป็นทั้งโชคและสุขที่ล้ำค่าของเราแล้ว

การสูญเสียบุคคลดังกล่าวก่อให้เกิดความทุกข์เพียงใด เราคงรู้อยู่แก่ใจ
เพราะบางครั้งบางคราว เราอาจประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวในความฝัน

ครั้นตื่นขึ้นมาพบว่า นั่นไม่ใช่ความจริง ก็ให้ดีใจเสียนี่กระไร
แต่เราต้องรอให้ฝันร้ายเสียก่อนหรือ ถึงจะซาบซึ้งใจว่า
การที่บุคคลผู้เป็นที่รักยังอยู่กับเรานั้นเป็นความสุขอันประเสริฐแล้ว
เพียงแต่เฉลียวใจสักนิดก็จะพบว่า ณ ขณะนี้เรามีโชค มีทรัพย์
และมีสุขอันประเสริฐอยู่กับตัวแล้ว...

แม้เราจะไม่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนอื่นเขามีกัน
และแม้ว่าจะมีหลายอย่างที่พลัดพรากไปจากเรา
แต่หากลองพิจารณาดูก็จะพบว่า...
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรามีอยู่ตอนนี้ได้นำความสุขให้แก่เราแล้ว

เป็นแต่ว่าเราอาจละเลยไปเพราะเหตุว่า...
ความสุขเหล่านั้นอยู่กับเราจนคุ้นชินชาแล้วก็ได้
แต่คุณค่าของความสุขเหล่านั้นจะปรากฏชัดก็เมื่อสิ่งนั้นๆ ขาดหายไปจากชีวิตเรา
เมื่อพ่อแม่ คู่ครอง หรือลูกหลานจากเราไปอย่างกระทันหัน
เราก็จะประจักษ์แก่ใจว่า วันเวลาในอดีตที่มีเขาอยู่ด้วยกันกับเรานั้น
ช่างเป็นวันชื่นคืนสุขอย่างยิ่ง...

นั้นก็ทำนองเดียวกับอากาศที่เราหายใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ต่อเมื่อมันเกิดขาดแคลนหรือสกปรกขึ้นมาเราถึงจะเห็นคุณค่าของมัน
ทั้งๆ ที่แต่ก่อนไม่เคยสนใจเลย...
ความสุขนั้นมีอยู่กับเราทุกลมหายใจอยู่แล้ว

ก่อนที่จะดิ้นรนหาความสุขนอกตัว...
อย่าลืมดื่มด่ำกับความสุขที่ปลายจมูกเสียก่อน ...



บทความจาก_ "ร่มไม้และเรือนใจ" โดย พระไพศาล วิสาโล

 
"ของขวัญอันล้ำค่า เหล่านี้ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ให้แล้ว ผลที่ได้รับ มีคุณค่ามากมายมหาศาล ทั้ง ๆ ที่มันเป็นของขวัญที่ไม่ต้องลงทุนสักแดงเดียว เราลองมาดูรายละเอียดของกิฟต์เซ็ตชุดนี้กันดีกว่า"
ของขวัญจากการฟัง
จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด
หรือขัดคอคนอื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก

ของขวัญจากภาษากาย
อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ
การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บอกให้พวกเขารู้
ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้
จับมือ, โอบไหล่, สวมกอด, หอมแก้ม ฯลฯ

ของขวัญจากความเบิกบาน
แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้าง
มีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว

ของขวัญจากการเขียน
กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง
เช่น "ฉันรักคุณจังเลย" "ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ"
จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย

ของขวัญจากคำชม
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม
เช่น "ผมทรงนี้ดูดีจัง" "กับข้าวอร่อยมากเลยนะ"
อย่าชมจนเวอร์แล้วกัน เดี๋ยวกลายเป็นคนไม่จริงใจ

ของขวัญจากความมีน้ำใจ
ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ
สภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอด
ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการ "หลับใน"
การแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นนะ

ของขวัญจากเวลาส่วนตัว
บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง
อย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วย
ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เมื่อเขาต้องการ

ของขวัญจากการให้กำลังใจ
คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด
ช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส
"ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้" "ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลย"
สักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

ของขวัญจากมธุรสวาจา
คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี
อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง "ขอบคุณ" "ขอโทษ"
คุณอยากฟังคำพูดดี ๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน

(ศึกษาเพิ่มเติมได้จากคติธรรม "สังคหวัตถุ 4")
จากหนังสือสุดยอดเรื่องน่าอ่าน


 เมื่อคุณเจอประโยคบอกเลิกสุดฮิตอย่าง "เราไปกันไม่ได้" คุณแทบจะวี๊ดใส่เขาทันที มาดูกันดีกว่าค่ะว่าคุณมีนิสัยแย่ๆแบบนี้หรือเปล่า เขาถึงได้ไม่อยากไปกับคุณ

 
หลงตัวเอง ถ้าเดทกี่ครั้งก็เอาแต่พูดถึงตัวเอง "ฉัน ฉัน ฉัน ฉัน" อย่างโน้นอย่างนี้โดยไม่ถามเรื่องของเขาสักคำหรือถามบ้างแล้วก็ไม่ได้สนใจฟัง เขาก็จะรู้สึกตัวเองไม่พิเศษ และอยากจะไปให้พ้นๆคุณเสียท

 ทำตัวเป็นถังขยะ อันนี้ต้องโทษตัวเองที่รู้ทั้งรู้ก็ยังไขว่คว้าหารักที่ไม่เอาไหน ผู้ชายประเภทลอยไปลอยมาไม่คิดจริงใจกับใครมันเสียเวลาเปล่าๆที่จะอดทนคบเขา เพราะเขาก็ตั้งโปรแกรมไว้แล้วว่าต้องพูดประโยคนี้ "เราไปกันไม่ได้"

 เรียกร้องความสนใจ สาวๆบางคนก็ติดนิสัยหว่านเสน่ห์ คือมันก็เร้าใจดีตอนที่ยังไม่ได้ลองคบ แต่พอลองคบกันแล้วเธอก็ยังหว่านไปทั่วไม่หยุด เรียกร้องความสนใจผิดๆแบบนี้ผู้ชายดีๆเขาก็หนีหมดสิน้อง


 รุกเกินงาม ผู้ชายยังไงก็ชอบไล่ล่ามากกว่า ถ้าคุณคิดว่าเซ็กซ์จะจับผู้ชายให้อยู่หมัดได้ในสามเดทแรกก็จงทำใจรับสภาพความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนได้เลย 


 ขี้หึง หึงนิดหน่อยมันก็รู้สึกว่ารักนะ แต่เลิกกันหลายคู่เพราะมันมากไปนี่ล่ะ เมื่อไรที่คิดว่าเขานอกใจให้ถามครั้งเดียว อย่าถามอีก เลือกเอาแล้วกันว่าจะเชื่อเขาหรือเลิกกันไปเลยดีกว่า อย่าให้เขาชิงบอกว่า "เราไปกันไม่ได้"


 ขี้เกียจ พอมีแฟนแล้วก็ขี้เกียจซะอย่างนั้น จากสาวงามแต่งตัวสวยก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไปเดทกันด้วยเสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และหัวยุ่งมาเชียว หรือจากที่เคยส่งข้อความหวานแหววทุกวันก็ขี้เกียจส่งแล้ว เฉยและเฉื่อยแบบนี้ผู้ชายก็เซ็งเหมือนเรานั่นแหละ


 
ขี้วีน
การทำตัวเป็นนางร้ายวีนแตกตลอดเวลา วีนแตกได้ทุกเรื่องมันดูไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย คุณไม่ต้องทำตัวเป็นนักบู๊กับทุกคนที่ขวางหน้าก็ได้ การใช้อารมณ์โกรธอย่างสงบและใช้น้ำเสียงที่มั่นใจจะทำให้เขามองว่าคุณหนักแน่น