แม่ก้าวเดินอย่างมั่นคงมาขึ้นรถ มั่นคงจนฉันใจหาย  " หนักมั้ยแม่ อิ๋วถือกล่องให้แล้วกัน"

ฉันเอื้อมมือไปฉวยกล่องเก่า ๆ นั้น จากมือแม่แต่ไม่สำเร็จ

แม่เม้มปากอย่างเด็ดเดี่ยว และตามองถนนอย่างระมัดระวัง

ส่วนมือประคองกล่องที่ว่าไว้อย่างมั่นคง


วันสุดท้ายแล้วที่แม่จะอยู่ในความดูแลของฉัน

เมื่อตอนคุยกันกับแม่ ความโล่งอกทำให้ฉันมีความสุขมาก

สุขที่แม่เข้าใจความจำเป็นของลูกที่ตัดสินใจส่งแม่ไปอยู่ที่อื่น

แน่นอนตรงนั้น ตรงที่ใหม่ที่แม่จะไปอยู่

ทุกคนจะมีความสุขเพราะเป็นสถานที่สำหรับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน



สถานที่ซึ่งรวมเอาคนที่มีความรู้สึก ความต้องการ

ความคิดอ่านและอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมือนกัน

มาไว้ใต้ชายคาเดียวกันมันเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง

ทฤษฎีของการแยกประเภทแยกโลกออกจากกันให้ชัดเจน

เพื่อลดความชัดแย้งในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วสังคมล้วนเป็นเช่นนี้


"ไปก็ไปซิ ว่าแต่แกจะอยู่อย่างไรล่ะ"  แม่ตอบง่าย ๆ

หลังจากฟังลูกสาวคนเล็กอย่างฉันพูดวกวนอยู่เป็นนานสองนาน

ใจวาบลึกเหมือนกันกับคำพูดของแม่ที่ห่วงแหน


"จะอยู่จะกินยังไรต่อไป"

" แม่อย่าห่วงเลย อิ๋วโตแล้ว" ฉันตอบแม่อย่างเด็ดเดี่ยวบ้าง

นับแต่วันที่คุยกันแล้ว แม่ก็ยังดำเนินชีวิตที่ปกติ

เพื่อรอวัน "ย้ายบ้าน"


แม่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเก็บสมบัติของแม่อย่างที่ฉันคิดไว้

แม่ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าเหงาหยอยอย่างที่พวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ กลัวกัน

และไม่ได้ได้พูดจาโต้แย้งกับฉัน เหมือนเรื่องอื่นที่เคยเป็นมา


พวกพี่ ๆ และบรรดาสะใภ้ กับเขยทั้งหลายเสียอีกที่รุกถล่มฉันอยู่หลายวัน

"แม่คนเดียว อยู่อีกไม่กี่ปี อิ๋วก็ไม่น่าจะต้องผลักใสแกไปอย่างนี้" นี่พี่สาวคนโต


"คนแก่ก็ยังงี้แหละ บ่นบ้างว่าบ้างจะอะไรกันหนักหนา ชั่วดีก็แม่เรา จะส่งแกไปทำไมกัน

แถมไอ้เนิร์สซิ่งโฮมที่ไปหามาก็ราคาแพงเป็นบ้า "> นี่ก็พี่เขยจอมตืด


"แม่คงเสียใจพิลึก แก่ลองไปคิดดูใหม่ดี ๆแล้วกันว่าจะส่งแม่ไปจริงเหรอ"

"แกก็หัดใจเย็น ๆ ลงมั่งสิลูกผัวก็ไม่มีแม่คนเดียวก็ดูไม่ได้ แล้วจะไปอยู่กะใครเขาได้"

เออ….เอาเข้าไปได้พวกดีแต่พูด พูดกันดีนัก

แต่ไม่เห็นมีใครมาดูดำดูดีแม่ซักคน นอกจากฉัน

ก็ใอ้ที่ไม่มีลูกมีผัวทุกวันนี้ก็เพราะแม่นั่นแหละ

วัน ๆ เวลาที่เหลือจากการทำงานต้องอุทิศให้แม่ไปจนหมดแล้ว

จะไปพักร้อนยาว ๆ ก็ไม่ได้เพราะไม่มีใครยอมมาดูแลแม่ให้


พวกปากดีที่ว่าตำหนิฉันนั้นแหละตัวดีนักละ

วันหยุดยาวที่ไรต่างก็เผ่นกันไปพักร้อนยังกะผึ้งแตกรัง

"โอ้ย ไม่ได้หรอกฉันจองโรงแรมไว้แล้ว แกไว้ไปคราวหน้าแล้วกัน เอาเถอะน่าแล้วจะซื้อของมาฝาก"

อ๊วกจะแตก ใครอยากได้ของฝากพรรค์นั้น

ขนมหม้อแกง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง ลูกหยี กล้วยฉาบ

และ ของบ้าๆ บอ ๆ อีกเป็นพะเรอ แม่ก็ไม่กิน ฉันก็ไม่กิน

เดือดร้อนต้องขนไปแจกต่ออีกต่างหาก ทุเรศ!


แล้วฉันจะไปพึ่งใครได้ ไม่มีคำว่าพักร้อน

ไม่มีวันหยุดยาวอย่างใคร ๆ เขา ไม่มีงานเลี้ยงตอนค่ำ

ไม่มีงานวันเกิดเพื่อน หรืองานสนุกอะไรทั้งนั้น

สรุปแล้วฉันจะหาโอกาสที่ไหนไปมีแฟนล่ะ


เลยกลายเป็นลูกเหลือขออยู่คนเดียวในบ้านนี้แหละ

ลูกสาวสามคนในบ้านมีคนมาขอ ไปหมดแล้ว

ยกเว้นคนสุดท้องอย่างฉัน

ใครจะมาซาบซึ้งกับความเป็น "ลูกเหลือขอ" ได้ดีเท่าฉัน

ใช่ว่าฉันจะสวยน้อยกว่าพี่อ้อย พี่แอ๊วและพี่อ๋อม

และใช่ว่าความรู้จะด้อยกว่าพี่คนอื่น ๆ


เพียงแต่แม่พวกนั้นมันเกิดก่อน

เลยได้มีโอกาสตัดช่องน้อยแต่งงานกันไปหมดแล้ว

ฉันเลยกลายเป็นคนสุดท้ายที่พลาดเก้าอี้ดนตรีไปซะฉิบ

ตกที่นั่งต้องมานั่งเลี้ยงแม่ทนฟังแม่บ่นและคอยเถียงกับแม่ในทุกเรื่อง

ตั้งแต่เรื่องเสื้อตัวใหม่ ผมทรงใหม่ อาหารเย็นของแม่แต่ละวัน

และวันที่แม่ต้องไปไหว้เจ้าตามวัดต่าง ๆ


ก็ไม่รู้เป็นไง ให้ตายเถอะ มันเหมือนแกล้ง

แม่จำเพราะต้องไปไหว้พระไหว้เจ้าเอาวันที่ฉันอยากออกไปซ๊อปปิ้ง

หรือมีนัดทุกทีซีน่า

"แม่ไปวันอื่นไม่ได้เหรอ วันนี้อิ๋วจะไปดูหนังกับเพื่อน"


แต่แม่ไม่เคยแยแสท่าทางกระฟัดกระเฟียดและเสียงสะบัดของฉันเลย

"วันนี้เป็นวันดี วันเทวดาลงมาจากสวรรค์ วันอื่นไปไม่ได้"

หรือไม่ก็


"วันนี้วันพระใหญ่ปีหนึ่งมีไม่กี่วันเอง ไม่ไปไหว้ได้ไง"

โอ๊ย จะบ้าว่ะ อยากขว้างแก้วขว้างจานให้มันสาแก่ใจนัก


นอกเหนือจากพวกเจ้าประจำคือไปหาหมอทุกเดือนและซื้อยา

ส่วนที่เป็นกรณีฉุกเฉินพิเศษก็ชักบ่อยจนกลายเป็นเจ้าประจำกันไป

คือ เดี๋ยวหวัดเล่นงาน เดี๋ยวท้องเสีย วันดีคืนดีก็หกล้มหกลุก

ให้อารมณ์เสียระหว่างทำงาน ก็จะไม่อารมณ์เสียได้ไง



ฉันเป็นพนักงานคนเดียวในบริษัทที่ต้องขาดงาน

หรือมีอันต้องมีเหตุให้เผ่นกลับบ้านด่วนจี๋กลางคันบ่อยที่สุด

จนแค่เดินเข้าไปหาเจ้านายโดยไม่ต้องอ้าปากพูด

นายก็โบกมือไล่อนุญาตแล้ว (ดีที่นายดีและเข้าใจ)

ฉันเริ่มรู้ชะตากรรมตัวเองดีว่า คงไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องเลื่อนตำแหน่ง

หรือเงินเดือนขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างคนอื่น ๆ หรอก จนกว่าแม่จะตาย

แล้วเมื่อไรละแม่ถึงจะตาย ฉันอาจจะตามก่อนแม่ก็ได้ใครจะรู้

 แม่ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วพร้อมเอากล่องของแม่วางบนตักโดยไม่ยอมให้ฉันเอาไปวางไว้เบาะหลัง

พอพ้นซอยเท่านั้นแหละรถติดเป็นแพเต็มถนนฟ้าที่ดำทะมึนตั้งเค้ากะเช้าก็สำแดงอาการทันที

กลายเป็นฝนตกลงมาห่าใหญ่ โดยไม่ต้องมีอารัมภบท


มันดูน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับอาการฝนตกรถติด

"แม่หนาวมั้ย จะได้หรี่แอร์" แต่แม่สั่นหน้า   ตั้งแต่ออกจากบ้านแม่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย

"แม่เอาของมาน้อยจัง"

ในเมื่อแม่ไม่พูด ฉันเลยต้องพูดไม่งั้นคงเครียดเป็นบ้า

กับประโยคนี้ของฉันแม่เริ่มพูดขึ้นมาได้

"ที่เอามานี่ก็ทั้งชีวิตแล้ว อย่างอื่นไม่รู้จะเอาไปทำไม

มันไม่จำเป็น เสื้อสองชุด รองเท้าแตะคู่ก็พอเอาไปมากเดี๋ยวโดนขโมยน่ะซี"

ฉันลอบถอนใจยังดีที่แม่คุยขึ้นมาบ้างแม้จะเป็นการพูดแบบมองโลกในแง่ลบไปหน่อยก็ตาม

แม่ก็ยังงี้แหละ กลัวของหายกลัวคนมาขโมยของของตัว บางทีโวยวายแทบตาย

ปรากฏว่าของที่ว่าหายนั้นอยู่ในลิ้นชักของตัวเองแท้ ๆ


รถบนถนนขยับได้ทีละนิดสลับกับอาการหยุดนิ่งอยู่กับที่ทีละนาน ๆ

ฉันมองดูกล่องบนตักแม่ที่แม่ใช้ใส่ของไปบ้านใหม่

มันเป็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าแก่ด้วยตามกาลเวลา

กล่องแบบนี้เดี๋ยวนี้เขาคงเลิกผลิตแล้ว

และผงซักฟอกยี่ห้อนั้นก็เลิกผลิตไปนานหลายปีแล้ว

ยิ่งดูจากวันเดือนปีที่ผลิตตรงข้างกล่องยิ่งเห็นว่ามันเก่าเชียว

ลังผงซักฟอกของแม่จะว่าไปจริง ๆ ขนาดกำลังพอดี

เพราะพอวางบนตักแล้วขนาดพอดีกับตักแม่เลย

มีรอยปะตามวิธีการของแม่อยู่หลายแห่ง

รวมทั้งเชือกฟางสีชมพูหม่นที่แม่ใช้รัดรอบกล่องหลายทบเพื่อเสริมความแข็งแรง

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแม่ไม่เปลี่ยนกล่องใหม่

ทั้งที่เราก็มีกล่อง แบบนี้หลายใบอยู่

วันนี้แม่ประคองกล่องของแม่อย่างเบามือ

มันดูน่าขัน ยังกะพวกบ้านนอกเวลาจะกลับบ้าน

วันก่อนฉันเอากระเป๋าใบเก่งของฉันให้แม่ แต่ไม่ไม่เอา

"ไม่เอา ย้ายไม่ได้ ย้ายแล้วเดี๋ยวมันสบสนกันหมดเอาไว้ในกล่องนะดีแล้ว"



ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นแม่ลากเจ้ากล่องใบนี้เข้าๆ ออก ๆ อยู่หลายหน

แต่ไม่มีใครเคยถามแม่ซักทีว่ามีอะไรในนั้น

พวกเรามักเรียกว่า "กล่องของแม่" ก็เท่านั้น

และเป็นอันรู้กันว่าห้ามย้าย ห้ามรื้อกล่องของแม่เป็นอันขาด



ไหน ๆ แม่จะไม่อยู่แล้ว ฉันเลยถามขึ้นว่า "มีอะไรในกล่องมั่งละ"

แม่มีอาการกระตือ รือร้นเชียว เวลาพูดถึงกล่องของแม่

รีบดึงเชือกฟางสีชมพูที่ผูกบนกล่องออกมาอย่างเบามือ

แล้วเริ่มหยิบของในนั้นออกมาให้ดู

"มีแต่ข้าวของเกี่ยวกับพวกแกทั้งนั้นแหละบน ๆ

นี่ก็รูปพวกหลานทั้งหลาย ล่าง ๆ ก็จะเป็นรูปพวกแก"

แม่หยิบสมุดAlbumใส่รูปขึ้นมาหนึ่งเล่ม

แล้วเปิดดูที่ละหน้าพร้อมกับยิ้มกว้าง

"นี่ตาเอกตอนเกิดใหม่ ๆ ตัวมันแดงเชียว

หน้าเหมือนแม่มันยังกะแกะ พอโตแล้วซนเป็นบ้า

ยายมันเลี้ยงซะเสียคน"



นี่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแม่คือมีช่องว่างเป็นต้องจิกลูกสะไภ้และครอบครัว

แม่ยังหยิบโน่นหยิบนี่ออกมาอย่างช้า ๆ

พวกรูปทั้งนั้นแหละมีทั้งรูปลูกชาย ลูกสาว หลานยาย หลานย่า

รูปวันแต่งงาน รูปรับปริญญา รูปเด็กเกิดใหม่

รูปที่พวกลูก ๆ หลาน ๆ ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน

แม่ยังเก็บไว้ยังกะของมีค่า



แล้วก็มาถึง บรรดากระดาษรุ่งริ่ง

กระดาษพวกนั้นบางและเก่าจนแทนจะกระจาย

เมื่อโดนลมจากเครื่องปรับอากาศหน้ารถ

"อุ๊ย อะไรน่ะ"

ฉันรับปัดหน้ากากเครื่องทำความเย็นให้พ้นหน้าตักแม่

ก่อนที่กระดาษคร่ำคร่าพวกนั้นจะร่วงปลิวไปตามแรงลม



"วันเกิดพวกแกกับพวกหลาน ๆ ไง ฉันเก็บไว้ทุกคนแหละ

ไม่งั้นเวลาไหว้พระจำไม่ได้ว่าเกิดกันเมื่อไหร่

เรามันครอบครัวใหญ่ จำไม่หมด นี่ นี่  แผ่นวันเกิดตาอึ่ง (คือพี่ชายฉัน)

ตอนมีลูกคนแรกมันสับสนวุ่นวายไปหมดทีแรกไม่รู้จะจดวันเกิดลูกยังไงดี

แต่ยายนะซีรีบฉีกปฏิทินออกมายัดใส่มือบอกว่า เอ้า วันเกิดลูกเก็บไว้ซะ

ตั้งแต่นั้นมาพอใครเกิด ฉันก็ฉีกวันที่เก็บไว้ทุกที

ฉันมันคนไม่รู้หนังสือ ไม่เหมือนพวกแกหรอก

มีคอมพิวเตอร์มีอะไรกันแต่ไม่เห็นมีใครจำวันเกิดของแม่ได้ซักคน

วันตายพ่อยังไม่รู้เลย ฉันต้องนั่งไหว้อยู่คนเดียวทุกปี"

น้ำเสียงของแม่ไม่มีอาการน้อยใจหรือเสียใจ

อาจเพราะแม่กำลังชื่นชมของที่เก็บไว้ในกล่องอยู่ก็ได้

ปฏิทินที่แม่ว่านั้นเป็นกระดาษสีนวลบาง ๆใบใหญ่บ้านเล็กบ้าง

ตามแต่ว่าปีไหนเขาจะผลิตออกมา



"ลูกแปดคนก็มีแต่แกนี่แหละที่เล่นเอาฉันไม่เป็นอันกินอันนอน"

"อ้าว ทำไมละ" เออ นี่เป็นความรู้ใหม่ทีเดียวสำหรับฉัน

"ตอบแกเกิดในปฏิทินเขาเขียนไว้ว่า ชะตาไม่ดี เลี้ยงยาก

ไอ้ฉันเลยร้องไห้ซะเป็นวรรคเป็นเวร พ่อแกเค้าหาหว่าบ้า

เฮ้อจริงไม่จริงคนเป็นแม่ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนแหละของมันอยู่ในท้องมาตั้งเก้าเดือน

ใครไม่รักไม่หวงก็บ้าแล้ว ผู้ชายจะมารู้อะไรเค้าไม่ได้มาอุ้มท้องแบบเรานี่"



พูดถึงพ่อแล้วแม่อดค้อนลมค้อนแล้งไม่ได้ ก่อนจะพูดต่อว่า

"พอออกจากโรงพยาบาลอยู่เดือนยังไม่ครบดีฉันก็รีบไปไหว้เจ้าเลย

ย่าแก่ด่าซะไม่มีดี เค้าห่วงกลัวเราไม่สบาย

ไอ้ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เลยเสียอกเสียใจยกใหญ่

พอไปไหว้เจ้าเสี่ยงเซียมซีก็พูดเหมือนกันว่าแกเลี้ยงยาก

เพราะดวงมันมายังงั้น แต่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต เฮ้อ

ใอ้ฉันนะเสี่ยงเลี้ยงแกมาชนิดไม่ยอมให้ใครอุ้มเลย

กลัวพี่เอาไปทำแข้งขาหักไปโรงเรียนก็จุดธูปทุกเช้าให้แคล้วคลาด

เวลาไปไหน ๆ ก็ต้องบนพระทุกที่ให้แกไปดีมาดี

กว่าจะโตมาได้ เฮ้อ "

แม่ถอนหายใจอยู่หลายครั้งกว่าจะพูดจบได้

ความเงียบเกิดขึ้นพักใหญ่

นอกจากเสียงฝนและเสียงเครื่องปรับอากาศในรถแล้ว

มันเงียบจนฉันรู้สึกเหมือนอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกที่ไม่ใช่บนถนนมีรถติดเป็นแพอย่างนี้

"แกเอาฉันย้ายไปอยู่ไอ้เนิร์สซิ่งโฮมของแก

ฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก คนแก่แล้วมีที่นอน

มีข้าวกินสามมื้อก็พอ ห่วงแต่แกน่ะแหละ

อีกไม่กีปีจะสามสิบห้าอยู่แล้ว ต้องระวังตัวให้ดี

อย่าลืมไปทำบุญไหว้พระจะได้อายุมั่น ขวัญยืน

ถ้าฉันยังอยู่กะแกก็จะได้ไปจัดการให้แต่ต่อไปแกต้องทำเองแล้ว

ค่ำมืดดึกดื่นเข้าบ้านออกบ้านต้องระวังหน่อย"



แม่พูดพร้อมกับที่ค่อย ๆ

เรียงกระดาษและรูปทั้งหมดลงไปในกล่องของแม่อย่างเดิม

"ไอ้กล่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนเลยนะ ตั้งแต่มีลูกคนแรก มีอะไร ฉันก็เรียงลงไปเรื่อย ๆ

หลายสิบปีแล้วแต่มันยังกะคอมพิวเตอร์ พวกแกเลยละ

แถมแม่นไม่มีอะไรเท่า พวกแกอีกหลง ๆ ลืม ๆ "



ฉันไม่เคยรู้เลยว่ากล่องของแม่จะบันทึกชีวิตของครอบครัวเราไว้ได้มากขนาดนี้

มิน่าแม่จะจำวันสำคัญของพวกเราได้แม่น อย่างไม่น่าเชื่อ

จนพวกเราแอบเรียกแม่ว่า "สมองคอมพิวเตอร์"

ที่แท้แม่มีทีเด็ดตรงกล่องนี่เองเห็นแม่ลากออกมาดูบ่อย ๆ แล้วเก็บไว้อย่างดีทุกที

ฉันคงนั่งนิ่งไปนานถ้าแม่ไม่พูดขึ้นว่า

"แกก็อย่าไปคิดอะไรมากเลยฉันรู้ว่าพวกพี่ ๆ

เค้าเอาภาระมาใส่แกมากเกี่ยวกับตัวฉันแต่คนเดี่ยวนี้มันก็ภาระแยะ

ไหนจะส่งลูกไปโรงเรียน ไหนจะเอาลูกไปสอบ

ไปวิ่งเต้นเรื่องนั้น เรื่องนี้ ผัวมันยังต้องไปตีกอล์ฟอีก

แม่พวกสะใภ้ก็ต้องวิ่งกลับไปดูพ่อแม่เค้า

อะไร ๆ ฉันก็รู้ แต่ทำไงได้ละ คนมันยังไม่ถึงคราวตาย

มันก็ต้องอยู่ไปอย่างนี้แหละใช่ว่าอยากตามก็จะได้ตายซะที่ไหน

แก่แล้วลำบาก ไปไหนต้องอาศัยคนอื่น

ทำอะไรก็ต้องออกปากไหว้วานคนนั้นคนนี้

มันเหมือนต้องตากหน้าไปอ้อนวอนเค้า

ไอ้ที่เคยคล่อง ๆ ก็กลายเป็นภาระ

ความจริงไอ้ที่แกไม่มีผัวฉันก็ห่วงอยู่เหมือนกัน

บางที ถ้าไม่มีภาระเรื่องแม่แกอาจจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาซักที"



เงาดำในใจฉันเริ่มคลี่คลายออกกลายเป็นเพียงหมอกบาง ๆ

ฉันแหงนหน้าไปดูท้องฟ้าข้างนอก ฝนเริ่มบางตา

แสงสว่างสามารถส่องผ่านเมฆมาได้บ้าง



"แกอย่าห่วงฉันเลย ห่วงตัวเองดีกว่า

ไอ้ที่ฉันจะไปอยู่มันคงดี เพราะราคามันแพง

จะมีคนแก่ซักกี่คนที่ได้ไปอยู่ที่แพง ๆ อย่างนั้น

ห่วงตัวเองเถอะ ถ้าเจอคนดีพอใช้ได้ก็อย่าเลือกมากมาย

รับแต่งงาน รีบมีลูก แก่แล้วจะได้ไม่ลำบาก

ดูอย่างชั้นซี  อย่างน้อยถึงลูกไม่มีมาดูแล

เวลาให้ก็ยังมีคนส่งเงินมาให้ใช้

ถ้าไม่มีลูกจะยิ่งลำบากมากกว่านี้"

ฉันไม่รู้จะพูดอะไร เงียบกันไปพักหนึ่ง

ฉันบอกแม่ว่า "อิ๋วจะไปหาแม่บ่อย ๆ "

"อย่าพูดยังงั้นเลยเดี๋ยวนี้การจราจรมันสาหัสเหลือเกิน เวลาก็ไม่ค่อยมี

เรื่องต้องทำก็มีแยะไปหมดเอาเป็นว่าว่างก็มาแล้วกัน

แต่ถึงพวกแกไม่มาฉันก็ไม่เดือดร้อนหรอก

ชีวิตทั้งชีวิตของชั้นอยู่ในนี้หมดแล้ว

อยากเห็นหน้าลูกก็ดูลูกเอาในนี้อยากเห็นหน้าหลานก็ดูเอาในนี้

ไม่ต้องมานั่งคอยให้เสียเวลาเปิดกล่องของแม่มาก็เห็นหน้าพวกแก่ได้ทันที"



แม่ขยับตัวเล็กน้อย เพื่อกอดกล่องให้กระชับขึ้น

รถบนถนนเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ พร้อมกับฝนที่ขาดเม็ด

อีกไม่กี่เมตรจะถึงสี่แยกแล้วและมีป้ายให้กลับรถได้

ฉันพารถ เบียดเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถ

แม้รถคันอื่นจะบีบแตรด่ากันเสียงขรม แต่ฉันไม่สนใจ

ฉันกำลังนึกถึงตัวเองตอนแก่ และมีกล่องอย่างแม่สักใบ



คงดีไม่น้อยที่จะได้อวดลูก ๆ ของฉันถึง "กล่องของแม่"

รักแม่ ดูแลและตอบแทนแม่ของคุณ ให้มาก ๆ

ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ

ทำซะก่อนที่จะรู้สึกเสียใจ

ในชีวิตนี้คุณมีแม่เพียงคนเดียวนะ

คนอื่นคุณหาได้ มีได้อีกเยอะ จริงมั้ย


 ราศีเมษ (21 มี.ค.-20 เม.ย.)
แม้จะเป็นชาวราศีที่น่าตื่นเต้น ชวนสนใจกว่าใคร แต่ก็ใจร้อน ใจเร็ว ไม่อดทน
อยู่สงบไม่เป็น สะเพร่า บุ่มบ่าม เจ้าโทโส เอาตัวเองเป็นศูนยกลางโลก
หัวดื้อ ตลบตะแลง ชอบบงการและเพียบพูนด้วยตัณหา
 
ราศีพฤษภ (21 เม.ย. -21 พ.ค.)

ข้อเด่น คือเป็นคนหน้าตาดีเอามาก แต่ก็ดื้อหัวชนฝาทีเดียวเชียว นิยมวัตถุ
ขี้อิจฉา เจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบทำเป็นเจ้าข้าวเจ้าของตามใจตัวเอง ดันทุรัง
ชอบโต้แย้งเป็นที่สุด
 
ราศีเมถุน (22 พ.ค.-21 มิ.ย.)
ถึงจะเป็นคนที่สนุกสนานรื่นเริงเป็นสองเท่าเมื่อคบหา
แต่ส่วนเสียประจำราศีนี้ก็คือ เหลาะแหละ โลเล
ขี้เบื่อ กวนประสาทอยู่ไม่สุข ช่างกังวลและเครียดง่าย ชอบสอดรู้สอดเห็น
ชอบยักย้ายเปลี่ยนแปลง และมักพาลหาเรื่องทะเลาะวิวาท
 
ราศีกรกฎ (22 มิ.ย.-23 ก.ค.)
เป็นชาวราศีที่น่ารักมีน้ำใจกว่าใครอื่นทว่าข้อเสียคือ ชอบผัดวันประกันพรุ่ง
ขี้ระแวง นึกถึงแต่ตัวเอง หงุดหงิดง่าย ทำอะไรไม่เรียบร้อย อยากได้โน่นนี้
ไม่ตรงไปตรงมา ขุ่นใจเป็นประจำ หวั่นไหวง่าย
ถ้าเป็นหญิงก็มักน้ำตาหยดบ่อย เพราะอารมณ์ กระฉูดอยู่เสมอ
 
ราศีสิงห์ (24 ก.ค.-23 ส.ค.)
ชาวสิงห์ กิดมาเป็นนักปกครอง จึงมักหยิ่งยโสโอหัง เชื่อมั่นตัวเองจนล้นเกิน
มีความทะเยอทะยานสูง ชอบคุยโว ชอบวางมาด ขี้อิจฉา เจ้าทิฏฐิ เจ้าเล่ห์
ชอบควบคุม อวดดี ชอบก้าวก่ายแทรกแซง
และครบเครื่องเรื่องตัณหาทั้ง โลภะ ราคะ โทสะ และโมหะวบ
 
ราศีกันย์ (24 ส.ค.-23 ก.ย.)
เป็นชาวราศีที่สุดเซ็กซี่ แต่ก็สามารถครองตำแหน่งจอมจู้จี้ จุกจิก ชอบติ
ชอบบ่น เจ้าทุกข์ ช่างวิตกกังวล โลเล ชอบอวดรู้ ชอบโต้แย้ง
 
ราศีตุล (24 ก.ย.-23 ต.ค.)

ชาวราศีนี้สุดฟู่ฟ่าก็จริง หากชอบหนีปัญหา ไม่ยอมตัดสินใจไม่ว่าเรื่องอะไร
ชอบนินทา เป็นนักยักย้ายเปลี่ยนแปลง ถูกชักจูงง่าย ถูกหลอกก็ง่าย เจ้าชู้
เอาแต่ใจตัวเอง ทนการวิจารณ์ ติติงไม่ได้เลย
 
ราศีพิจิก (24 ต.ค.-22 พ.ย.)

มีลับลมคมนัย คิดมาก ขี้หงุดหงิด อารมณ์ ปรปรวนง่ายและรุนแรง
เดียวดีเดียวร้าย ดื้อรั้น ขี้โมโห ขี้อิจฉา ชอบเรียกร้องคนอื่น เจ้าคิดเจ้าแค้น
แล้วก็เป็นอีกราศีที่บริบูรณ์ด้วยตัณหานานา
 
ราศีธนู (23 พ.ย.-21 ธ.ค.)
เป็นพวกมองโลกในแง่ดีอย่างหลับหูหลับตา อยู่นิ่งไม่ได้ ไม่มีไหวพริบ
ชอบเป็นเผด็จการ ไม่ยอมใคร เชื่อมั่นตนเองจนล้นเกิน ชอบเรียกร้องคนอื่น
ทื่อมะลื่อ ขวานผ่าซาก ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่สนใจใคร
และไม่รับผิดชอบ แต่น่าแปลกที่ใครๆ  กลับมารุมตอมชาวราศีนี้กัน
 
ราศีมังกร (22 ธ.ค.-20 ม.ค.)
เอาใจยาก ช่างติ ขี้ระแวง ทะเยอทะยานสูง หัวรั้น เข้มงวด ช่างวิตกกังวล
มักเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ ชอบไต่เต้าแสวงหาตำแหน่งหรือสถานภาพสูง
 ไม่เคยพึงพอใจอะไรเลย
 
ราศีกุมภ์ (21 ม.ค.-19 ก.พ.)
ชาวราศีนี้แม้ดูสมบูรณ์ แบบไปหมด แต่เป็นพวกไร้อารมณ์ ไม่มีไหวพริบ
ชอบมีความลับ เย็นชา ไม่อ่อนไหว ดันทุรัง ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ต่อต้านสังคม
เดาใจยาก มักมีอะไรประหลาด หรือ ทำอะไรพิลึกพิลั่น
 
ราศีมีน (20 ก.พ.-20 มี.ค.)
นี่ก็เป็นอีกราศีที่ชอบหลบเลี่ยงปัญหา ชอบมีลับลมคมใน และทำตัวเป็นปริศนา
ใจลอยเป็นที่หนึ่ง จะพูดจะทำอะไรก็คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ขี้เกียจหลุดโลก ลังเล
อ่อนไหวเกินเหตุ ถูกหลอกหรือถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรได้ง่าย
เพราะอย่างนี้หรือเปล่าไม่รู้

รู้จักตัวตนจากเวลาเกิด

· ผู้ที่เกิดเวลาตี 5 ถึง 7 โมงเช้า ช่วงเวลานี้เป็นเวลากระต่าย จะทำให้คุณเป็นคนรักสวยรักงาม ทำอะไรละเอียดอ่อน สะอาดสะอ้าน ชอบแต่งตัวให้ดูดีเสมอ บุคลิกของคุณจะค่อนข้างสุภาพดูอ่อนโยน พูดจาหวานและนอบน้อมถ่อมตัว มีมารยาทเป็นเลิศ ดูแล้วผู้ดี๊ผู้ดี สงบ เงียบ เรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่ ด้านนิสัยใจคอแม้จะดูเงียบนุ่มปานนั้น ลึก ๆ มั่นใจและทะเยอทะยานไม่น้อย เป็นคนเข้ม แข็งข้างใน รู้จักระมัดระวังรอบคอบ เป็นนักการทูต จิตวิทยาสูง มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นดี ใจกว้าง โกรธง่ายหายไว จิตใจดี ใจอ่อน ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือ รสนิยมดี

· ผู้ที่เกิดเวลา 7 โมงเช้าถึง 9 โมงเช้า เวลานี้เป็นเวลามังกร บุคลิกของคุณจะดูหยิ่งทะนงมาก ท่าทางสง่าผ่าเผย ดูหัวสูง ติดหรู ความทะเยอทะยานจะเห็นได้ชัด คุณดูน่าเกรงใจ เข้าถึงยาก มีความเป็นผู้นำสูง นิสัยของคุณจริง ๆ แล้วเป็นคนใจกว้างและเด็ดเดี่ยว รักศักดิ์ศรี โมโหร้าย บุ่มบ่าม มุทะลุ ทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ไม่ชอบเรื่องเล่ห์เหลี่ยม ในด้านดีอยู่ที่เป็นหลักพึ่งพิงได้ รับผิดชอบสูงและขี้สงสาร เป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูงทีเดียวนะ อนาคตของคุณค่อนข้างแจ่มแจ๋วด้วยความมุ่งมั่นบากบั่นของคุณนั่นแหละ

· ผู้ที่เกิดเวลา 9 โมงเช้าถึง 11 โมงเช้า คนที่เกิดสาย ๆ เวลานี้ซึ่งเป็นเวลางู โดยมากจะหน้าตาดี แต่งตัวดีเสมอ ด้วยของหรูหราราคาแพงหรือมียี่ห้อ ภาพพจน์ของคุณต้องมาก่อนเสมอบุคลิกของคุณดูเงียบขรึม เรียบร้อยสุภาพนุ่มนวล มายาทดี พูดจาหวานหูชื่นใจ นิสัยข้างในค่อนข้างฉลาด เก็บความรู้สึกและความต้องการได้นิ่งลึกมาก คุณรักการแข่งขันชิงดีชิงเด่น มีความทะเยอทะยานสูง ชอบทำตัวเด่น อยากมีชื่อเสียง เป็นนักวางแผนผู้ชาญฉลาดใจแข็งไม่หวั่นไหวอ่อนข้อให้ใครง่าย ๆ ถ้าจะล้วงความลับจากตัวคุณคง ไม่ง่ายนักหรอก

· ผู้ที่เกิดเวลา 11 โมงเช้าถึงบ่ายโมง เวลาเกิดช่วงนี้เป็นเวลาม้า ทำให้คุณมีบุคลิกของนักกีฬา แข็งแรงอดทน ร่าเริงคึกคัก ชอบสนุกสนาน เรื่องตลกโปกฮาล่ะ ชอบนัก ความที่รักอิสระเสรีกับการเป็นนักผจญภัย ถือเป็นจุดเด่นในตัวคุณ มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบแหกกฎ นิสัยของคุณเป็นคนใจกว้าง กระตือรือร้นมากแต่รอบคอบไม่เป็น ใจร้อน ชอบทำก่อนคิด กล้าลุยไปข้างหน้า จิตใจเข้มแข็ง มานะบากบั่น มีความจริงใจสูง รักเพื่อนและครอบครัว เวลามีทิฐิจะเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้นสุด ๆ เวลาน่ารักจะมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้น เจอมรสุมก็ยังลุกขึ้นสู้ได้ ยิ้มได้ทั้งน้ำตาเลยนะคุณน่ะ

· ผู้ที่เกิดเวลาบ่ายโมงถึงบ่าย 3 โมง คุณที่เกิดเวลานี้เป็นเวลาแพะ จะเป็นคนใจดีอ่อนโยนจนถึงขั้นขลาดเขิน บุคลิกท่าทางของคุณจะสุภาพอ่อนโยน นุ่มนวล มีมารยาท ดูสุขุมใจเย็น ไม่มีพิษไม่มีภัย ขี้อายแต่มีความคิดสร้างสรรค์ ช่างฝัน มีไอเดียมัน ๆ กับเรื่องตลกจี้เส้นที่ทำให้หัวเราะน้ำหูน้ำตาไหล บางเวลาดูเศร้าซึมเพราะชอบคิดมากเกินเหตุ จิตใจดีทำร้ายใครไม่เป็น ถ้าถูกรังแกจะสู้ยิบตา มีความมั่นใจซ่อนไว้ใต้ท่าทางอ่อนโลกติ๋ม ๆ คุณเป็นคนซื่อตรงรักสงบ เกลียดความรุนแรง อะไร ๆ ก็ดีหมด ยกเว้นเรื่องดื้อรั้นของคุณ ครองแชมป์ตลอดกาลเลย

· ผู้ที่เกิดเวลาบ่าย 3 โมงถึง 5 โมงเย็น คุณที่เกิดเวลาบ่าย ๆซึ่งเป็นเวลาของลิง จะมีอิทธิพลทำให้คุณค่อนข้างแอ็กทีฟไม่อยู่เฉย บุคลิกของคุณดูเปิดเผย ใจร้อน และซุ่มซ่ามนิสัยของคุณเหมือนเด็ก ๆ ชอบเล่นพิสดาร คุณเป็นคนฉลาดหัวไว มีไหวพริบกล้าพูดกล้าทำ ตรงไปตรงมา เป็นนักวางแผนและรู้จักเอาตัวรอด มีเล่ห์กลแต่ไม่ทำร้ายใครลับหลัง มีความสามารถรอบตัว ปรับตัวเข้ากับคนได้ทุกระดับ ทุ่มเทกับการงานมาก งานดีเชื่อมือได้ เสน่ห์ในตัวอยู่ที่ความขี้เล่นมีชีวิตชีวาเฮฮา แม้ท่าทางจะดูคล้ายกะล่อนเล็ก ๆ แต่ก็หนักแน่นจริงใจมากนะ

· ผู้ที่เกิดเวลา 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม ช่วงหัวค่ำเป็นเวลาไก่ ส่งผลให้คุณเป็นคนเข้มแข็ง หยิ่งยโส หัวรุนแรง ขวางโลก และหัวโบราณ คุณเป็นคนที่ชอบแต่งตัว ใช้แต่ของดีมีราคา บุคลิกขี้อวดไม่ใช่เล่น ว่าฉันเนี่ยรสนิยมดีนะ ในส่วนลึกของจิตใจคุณเป็นนักอนุรักษ์นิยม เจ้าระเบียบ จู้จี้ ขี้บ่นเก่ง หงุดหงิดง่ายดาย ไม่ยอมเสียเงินแบบไร้ค่า ยกเว้นเรื่องภาพพจน์ล่ะก็โอ.เค. คุณมีหัวในการบริหาร ควบคุม มีความเด็ดขาดละเอียดถี่ถ้วน ต่อสู้กับอุปสรรคไม่มีถอย ยามอารมณ์ดีจะเป็นคนสนุก ชอบล้อเล่น ใจกว้าง มีน้ำใจนักกีฬา ไม่ชอบการใช้อำนาจ เกลียดคนอวดเบ่งที่สุด

ผู้ที่เกิดเวลา 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม คุณทีเกิดช่วงเวลานี้เป็นเวลาของหมา ทำให้คุณเป็นคนรักคุณธรรม ความถูกต้องซื้อสัตย์จริงใจมาก จนถึงขั้นยึดมั่น ถือมั่นทีเดียว ยืดหยุ่นไม่ค่อยเป็น คิดและทำอะไรก็ตามตรงทื่อไปหมด ไม่กล้าแหกกฎระบบระเบียบจนเกินไป ชีวิตถึงไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ บางครั้งจึงดูน่าเบื่อและแสนเซ็ง มีความขยัน ฉลาด แต่พลิกแพลงไม่เป็น เอาตัวไม่ค่อยรอด คุณเกิดมาเป็นนักปกป้องคุ้มครองคนอื่นมองโลกแบบตรงไปตรงมา ไม่เพ้อฝัน ขาดอารมณ์โรมานซ์ แต่ก็เป็นคนตลกจี้เส้น เพราะมองโลกในแง่ดี เรื่องเสียสละเพื่อคนอื่น คุณเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงในเรื่องนี้เลยล่ะ ซื่อไปนิดเซ็งไปหน่อยแต่จริง ใจไม่มีใครเทียบได้เลย

· ผู้ที่เกิดเวลา 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม คุณที่เกิดเวลาหมู อันเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ทำให้คุณขี้เกียจนิด ๆ เฉื่อยหน่อย ๆ คุณรักความเรียบง่ายไม่มากเรื่อง สุภาพอ่อนโยน ใจดี และอบอุ่น บุคลิกออกจะนุ่ม ๆ คุณมีจิตใจดี จริงใจ มีอารมณ์สุนทรีย์ รักดนตรี ศิลปะสวยงาม มีความโรมานซ์ในหัวใจ แม้จะพูดน้อย แต่เอาอกเอาใจเป็นเลิศ คุณชอบแต่งตัวแบบผู้ดี๊ผู้ดี รสนิยมดี ชอบทำอาหารและ ชอบกินด้วย รูปร่างจึงออกจะแข็งแรงและสมบูรณ์ คุณเป็นคนใจกว้างและชอบให้อภัย หากถูกทำร้ายจะกลายเป็นหมูป่า สู้ถวายชีวิต ความคิดและการกระทำจะเป็นแบบค่อยๆเป็นค่อย ๆ ไป รอบคอบใจเย็นจนกว่าจะมั่นใจนั่นแหล่ะถึงจะลุย ไม่ว่าคุณจะหญิงหรือชาย คุณจะเป็นแม่บ้านพ่อเรือน และรักครอบครัวมาก

· ผู้ที่เกิดเวลา 5 ทุ่มถึงตี 1 เป็นเวลาของหนู คุณที่เกิดเวลานี้จะมีบุคลิกกระตือรือร้น ร่าเริงปราดเปรียวสดใส แต่มีความระแวดระวัง ฉลาดหัวไว ไหวพริบดี ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม บุคลิกท่าทางดูขรึม พูดน้อย เฉยชาแต่มีมารยาท รักเพื่อน มีความสุขในหมู่ เพื่อน ๆชอบช่วยเหลือและมีน้ำใจ จุดเด่นคือความขยัน และสะสมเก่งคุณมักมีเงินสำรองช่อนไว้ไม่มีใครรู้หรอก ชอบวางแผนการเงิน ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย เป็นคนมีระเบียบ บากบั่นมุ่งมั่นสูง ปรับตัวเก่ง มีความรักแบบผู้ให้ รักบ้านรักครอบครัว แต่ก็รักอิสระ ไม่อยากถูกผูกมัด กว่าจะลงเอยกับใครสักคน คิดนาน คิดลึก จนผมหงอกเลยเชียวล่ะ

· ผู้ที่เกิดเวลาตี 1 ถึงตี 3 เวลานี้เป็นเวลาของวัว ทำให้คุณทำอะไรช้ากว่าชาวบ้าน บุคลิกท่าทางแข็งแรงบึกบึน และอึดเป็นบ้าเลย เป็นคนเฉื่อย แบบใจเย็น ๆ โกรธยากแต่โกรธทีเหมือนระเบิดลง ข้อดีอยู่ที่มีความบากบั่นมีระเบียบ ขยันอดทนหนักแน่น อยู่ในจำพวกสมบูรณ์แบบนิยม ทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่รู้จักปรับตัว ไม่มีเล่ห์เพทุบายกับใครเค้าหรอก คุณน่ะทื่อตรง จนไม่ค่อยทันใคร ขาดอารมณ์ขัน ตลกก็ตลกแบบฝืดๆ โดยปกติเป็นคนอดทนมาก ไม่ชอบความรุนแรง การทะเลาะวิวาท เลี่ยงได้จะเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้คุณจะเปลี่ยนร่างเป็นวัวกระทิงขวิดสุดฤทธิ์ทีเดียว

· ผู้ที่เกิดเวลาตี 3 ถึงตี 5 คุณที่เกิดเวลานี้จะเป็นคนดวงแข็ง เพราะนี่เป็นเวลาเสือ ส่งผลให้คุณหุนหันพลันแล่น ก้าวร้าวเข้มแข็งและดูมีอำนาจ คุณมีจิตใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว มั่นใจในตัวเองสูง แต่ขาดความรอบคอบ เพราะอารมณ์อยู่เหนือหัวใจ แต่ก็เป็นคนใจดี ชอบเสียสละ ใจกว้างไม่จุกจิกกับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ มีความรับผิดชอบ ชอบฉายเดี่ยวไม่อยู่ติดที่ คุณมักจะมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ขี้โม้โอ้อวด หลงใหลเรื่องรักใคร่โรแมนติก ชอบเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปชั่ววูบ มีความเซ็กซี่เป็นเสน่ห์ ส่วนตัวที่น่าดึงดูดใจ ข้อเสียมีแค่ไม่รู้จักยอมออมชอมบ้างขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ จะหาสีเทาจากคุณน่ะยากเหลือเกิน

 
“เจี๊ยบ” แจ๋ว ฮือฮามหาอึ๋ม

เจี๊ยบ-พิจิตตรา เลิกแอ๊บแบ๊ว! ลุกมาเปลี่ยนลุค ตามยุคถูกสมัย หมดสมัยแล้วที่นางเอกหงิมๆ ติ๋มๆ จะโด่งดังอยากมีชื่อเสียงก้องวงการ ต้อง เปรี้ยวซ่าส์ กล้าอวด ทรวดทรง อกเอว มีดีที่ “กึ๋น” รึจะสู้คนมีดีที่ “อึ๋ม”...คนพันธุ์นี้ปราบผู้ชายพันธุ์ “คาสโนว่า” ได้ทีเป็นโหลๆ!

ขอชมเชย เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ ที่กล้าฉีกเอาตัวเองออกมาจากกรอบซะบ้าง แล้วเธอจะได้รู้ว่า “โลกแห่งสีสันคัลเลอร์ฟูล” มันสนุกจนลืมตายเป็นยังไง ยิ่ง เจี๊ยบ กล้าเปลี่ยน กล้าโชว์สิ่งดีๆในตัวเองมันจะยิ่งเพิ่มพูนมูลค่า ผู้จัด-คนจ้างงาน ก็อยากชวน “คนเซ็กซี่” ไปเป็นเกียรติในงาน เจี๊ยบ กลัวตัวเองเป็น “นางเอกหมดอายุ” ที่คนดูไม่ต้องการ เลยพลิกโฉมสลัดผ้าถ่ายชุดว่ายน้ำโชว์ผิวขาวๆ อกอึ๋มๆ จนเคยมีคนทักว่า “เจี๊ยบต้องไปเพิ่มไซส์มาแน่ๆ” ถึงจู่ๆกล้าลุกมาโชว์ แต่ เจี๊ยบ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แถมยังบอกว่าไม่พึ่งบริการมีดหมอ แต่มีเทคนิค “อัพอึ๋ม” เฉพาะตัว...เอามือดันๆจัดทรงใหม่ อกก็ใหญ่ขึ้นแล้ว!

ล่าสุด เจี๊ยบ ยอมยกเรือนร่างให้ช่างภาพ “อารีน่า” รัวชัตเตอร์ เก็บภาพประทับใจเพื่ออวดสายตาประชาชี หาก “หนุ่มชีกอ” ดูแล้วอาจจะแอบอิจฉา บอย นักร้องหนุ่มเสียงซึ้งกันเป็นแถวที่ได้เป็นแฟนสาวสวยเซ็กซี่ ซ่อนความน่ารักครบสูตร สงสัยหนุ่มๆ “จะคิดดัง” บอย เลยได้ยินความในใจ กลัว “แฟนสาว” ถูกงาบ เลยต้องรีบ “ตีตราจอง” เอาไว้ก่อน กันเหนียว เดี๋ยวเกิดมีใครมา “เหนี่ยว” เอาไป เจี๊ยบ จะได้ไม่ไปไหน วิ่งกลับมา “เด้งดึ๋งในหัวใจบอย” เหมือนเดิม!

มีข่าวลอดออกมาว่า เจี๊ยบ เตรียมเคลียร์ “นิ้วนาง” ข้างซ้ายให้ว่าง เพื่อรอรับแหวนจาก บอย เพราะล่าสุดมีข่าวว่าทั้งคู่เตรียมจะหมั้น แต่ติดที่ บอย กำลังจะออกเทป ต้น สังกัดเลยสั่งเบรกความสุข, เจี๊ยบ เลยลุกออกมาปฏิเสธคำโตว่า “ยังไม่ได้หมั้น เรื่องหมั้นคงอีกนาน ยังไม่ได้ คิดเรื่องนี้” แต่ก็ไม่ปฏิเสธใช่มั้ยว่า หนุ่ม บอย เป็นผู้ชายจอมเทกแคร์ ตอนงานศพพ่อ เจี๊ยบ บอย ก็ช่วยขับรถ ดูแล เจี๊ยบ ทุกที่ จน แม่เจี๊ยบ-น้องชายเจี๊ยบ ยังไว้ใจจนใจอ่อน รัก บอย เหมือน “พี่เขย” เอ้ย! พี่ชายแท้ๆอีกคน!

ความรักของ เจี๊ยบ เลยมีแต่ สีชมพู ว่างก็ไปเดินห้าง ช่วงไหนเจอกันน้อย ก็ส่งความคิดถึงมาทางสายโทรศัพท์ ฮัลโหล...โทร.หากันเป็นประจำ ล่าสุด บอย ไปร้องเพลง เจี๊ยบ ยังทำหวาน ดอดหอบดอกไม้ไปเซอร์ไพรส์ถึงเวทีคอนเสิร์ต ความรักของ “เจี๊ยบ-บอย” เป็นคู่ที่ “ลงล็อก” แม่ทั้ง 2 ฝ่ายปลื้มใจ แม่ฝ่ายชายก็อยากได้ เจี๊ยบ เป็น ลูกสะใภ้ เหมือนกัน ยังไม่มีหมอดูฟันธง! มาบอกว่าคู่นี้ต้องเลิกกัน แต่ เจี๊ยบ ก็สะดุ้ง!ทุกครั้งที่มีข่าวหาว่าเลิกกัน เจี๊ยบ เป็น “ผู้หญิง รักจริง” ก็เลยไม่อยาก “ถูกทิ้งจัง” พฤติกรรมสุดฮิตของ “พระเอก-นางเอก” สมัยนี้ รักกันแป๊บเดียว พอเคี้ยวหมดความหวานก็คายทิ้ง แต่คู่ เจี๊ยบ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “รักจริงหวังแต่ง” ไม่ “แบ่งใจ!”

ชายใดได้เป็นเจ้าของเรือนร่าง ดุจนางฟ้าอย่าง “สาวเจี๊ยบ”...คุณคือ “ผู้ชายที่โชคดี” มีเมียสวย-ทรวดทรงสะท้านจิต...เมื่อ “เจี๊ยบ-พิจิตตรา” มาสามิภักดิ์ จะไปรัก “สาวอื่น” ให้ เพลียไฉน? สมควร “นั่งตีขิมแล้วจิบไวน์”... ใครทำตัวแบบ “รักจริง-ทิ้งจัง” สังคมจะตรา หน้าว่า “รักเลว-ไม่รักดี!”.

ภาพจาก “ARENA”

ขอขอบคุณ

    ไทยรัฐ


 

What Award รางวัลอย่างนี้ก็มีด้วย

     นี่คือรางวัลที่คอลัมน์ Talk-a-tive ภูมิใจ มอบให้เหล่านักแสดงจากค่ายหนังอารมณ์ดีจีทีเอช ด้วยความปลาบปลื้มอย่างที่สุด ว่ากันว่า ค่ายหนังแห่งนี้ อุดมไปด้วยนักแสดงหลากหลายคาร์แร็คเตอร์ จนเป็นที่จดจำ เราปลื้ม...ว่าแต่คนที่รับจะปลื้มไหมน้อ เอาน่า ไม่รักจริง ไม่ให้หรอก 

 

 

รางวัลบ้าไมค์ ได้อีก

แจ็ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์
ของรางวัล : ไมโครโฟนพ่วงวิทยุสีชมพู เพื่อฝึกเสียง
     ตอนพิจารณาว่า ระหว่างตำแหน่งนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมกับรางวัลตลกชายยอดเยี่ยม ควรมอบรางวัลไหนให้กับเจ้าของน้ำหนักตัว.....กิโลกรัม ที่เคยมีผลงานกับค่ายนี้ถึง 7 เรื่องดี อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเพลงแว่วเข้าหู หลายเสียงในจีทีเอชการันตีว่า “ไอ้แจ็ค” ของพวกเขานี่แหละ คือจอมบ้าไมค์ตัวจริง งานไหนงานนั้น แจ็คขึ้นโชว์ตลอด รางวัลนี้จึงตกเป็นของเขาอย่างไร้ข้อกังขา

 

รางวัลคนแบบฉัน

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์
ของรางวัล : ถ่ายภาพโดยเสื้อผ้า รองเท้า ทรงผม เป็นตัวเองทั้งหมด (มายังไง ถ่ายให้อย่างนั้น) 
     ยังจะมีใครในค่ายนี้ที่คงความเป็นตัวเองได้มากเท่าหนุ่มคนนี้อีกไหม ไม่ว่าคำพูดคำจา การตอบคำถามเวลาให้สัมภาษณ์ กริยาท่าทาง ลูกล่อลูกชนหรือการแต่งตัว แม้จะขัดใจใครหลายคน แต่เราเชื่อว่าความเป็นตัวของตัวเองนี่แหละ ที่เป็นเสน่ห์ให้สาวๆ ปลื้มทั้งบ้านทั้งเมือง

 

รางวัลแหล่มเลย

พีค-ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ 
ของรางวัล : ฮูล่าฮูป เพื่อบริหารร่างกายเพิ่มความแหล่ม
 
     ต้องแสดงความเสียใจแก่โอปอลล์มา ณ ที่นี้ที่พลาดตำแหน่งนี้ไปอย่างเฉียดฉิว (หลายกิโล) เพราะนักแสดงสาวสวยในค่ายที่หนุ่มๆ ทั่วประเทศลงความเห็นว่าเซ็กซี่ น่ารัก และรวมจนกลายเป็นคำว่าแหล่ม มติเป็นเอกฉันท์ว่าต้องเธอคนนี้เท่านั้น ในหนังว่าแหล่มแล้ว ตัวจริงแหล่มกว่าหลายเท่าครับพี่น้อง

 

รางวัลอารมณ์ค้าง...เติ่ง

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี
ของรางวัล : ทิชชู่แพ็คใหญ่ 
     ในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่เกาะพะงัน บนหาดที่แสงจันทร์สลัว ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งมีร่างของโซระ อาโออิ หญิงสาวซึ่งเป็นขวัญใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั่วทั้งเอเชียทาบทับอยู่ ในนาทีเข้าด้ายเข้าเข็มและผู้ชายทั้งโรงลุ้นกันตัวโก่งจนหายใจติดๆ ขัดๆ นั้น อยู่ๆ ไอ้หนุ่มผู้โชคดีดันสำนึกดี สังคมดี นึกถึงแฟนขึ้นมาแล้วหยุดทุกอย่างลงซะดื้อๆ ผลคือ ค้างเติ่งกันทั้งโรง ทิชชู่แพ็คใหญ่นี้ ชายไทยที่ได้เข้าไปชมหนังเรื่องปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น เขารวมเงินกันไปซื้อเพื่อประชดโดยเฉพาะ (ไม่รู้ว่าจริงๆ เหลือจากที่ตัวเองใช้หรือเปล่า)

 

รางวัลชุดประจำช้าด...ประจำชาติ

เก้ง-จิระ มะลิกุล
ของรางวัล : เสื้อขาวและกางเกงสแล็คสีกากี 1 ชุด

     ถ้า 4 ปี เราต้องรอให้เดือนกุมภาพันธุ์มี 29 วันฉันใด การได้เห็นพี่เก้งของทุกคน ใส่เสื้อที่ไม่ใช่สีขาวกับกางเกงที่ไม่ใช่สีกากี คงนานฉันนั้น ชุดคอนเซ็ป ชุดประจำตัว (หรือที่แซวว่าเป็นชุดประจำชาติ) นี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ถือเป็นตำนานที่น่าค้นหาพอๆ กับอินเดียน่า โจนส์ ค้นหาอาณาจักรกะโหลกแก้วเลยทีเดียว 

 

รางวัลหญ้าอ่อนสะท้อนใจ

โฟกัส แพท แน็ค ไมเคิล
ของรางวัล : ปุ๋ยสูตร 16-16-16 หนึ่งกระสอบ เพื่อเร่งโต 

     เพราะคำว่า “พรากผู้เยาว์” แท้ๆ ที่ทำให้คนรุ่นพี่ ป้า น้า อา รู้สึกผิดทุกครั้งที่คิดจะเคี้ยวเอื้องเด็กวัยละอ่อน เมื่อเข้าไปในจีทีเอชแล้วส่ายตามองหา ก็พบว่ามีเด็กที่คุณปวีณา หงสกุลและครูหยุยสามารถจับให้ใส่หมวกและสวมแว่นตา เพื่อชี้ตัวผู้หาอยู่ไม่กี่คน และสี่คนที่โดนใจที่ซู้ดก็คือน้องๆ เหล่านี้ ลองไปถามสิว่า โตขึ้น นอกจากไม่อยากมีแฟนแก่แล้ว อยากทำอะไรกันอีก (ว่าแต่รางวัลที่ให้ เพื่อตัวเองหรือเพื่อน้องๆ กันเนี่ย)

 

รางวัลน่ารักเป็นนักหนา

เอ๋ นาถ ต่าย
ของรางวัล : แป้งเด็กน่ารักคน ไว้เติมความน่ารัก
     ความน่ารักไม่เข้าใครออกใคร หลังโหวตเสียงจากหนุ่มๆ สาวในค่ายที่ขีดความน่ารักพุ่งปรี๊ดเอาชนะใจหนุ่มๆ ก็คือ 3 สาว ได้แก่ ต่ายกับนาถ สองนางเอกจากหนังเรื่อง Season Change และ เอ๋ จากเพื่อนสนิทและสี่แพร่ง อย่าว่าแต่หนุ่มๆ เลย สาวๆ ก็เห็นด้วย

 

รางวัลหัวฟูแล้วยังขาเด็บ

เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ
ของรางวัล : เจลกระปุกใหญ่ ไว้ลูบผม ในบางโอกาสที่ไม่ต้องการความฟู
 

     เวลานึกถึงหน้าของ เป้ วงเสลอ หรือ เป้ ศพ 19 สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคงไม่ใช่อะไรนอกจากผมฟูๆ และกางเกงขาเด็บมากถึงมากที่สุด แต่หัวฟูและขาเด็บนี้ มีที่มาที่ไป

 

รางวัลหลอน...ได้อีก

โอ๋ สิน กอล์ฟ โต้ง 
รางวัล : ชุดสังฆทาน เพื่อขอบคุณเหล่าผีๆ ที่ให้เรื่องมาสร้างหนัง

     ในทำเนียบหนังหลอนของประเทศไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ถ้ามีการจัดลำดับอย่างเป็นเรื่องเป็นราว รับประกันว่าต้องมีหนังเรื่องสี่แพร่งติดอยู่ในลำดับต้นๆ ผู้สร้างความหลอนและเรียกเสียงกรี๊ดคือผู้กำกับทั้ง 4 คนนี้ แต่สี่แพร่งที่ว่าหลอนและผีที่ว่าน่ากลัว ยังมีสิ่งที่พวกเขายกให้ว่าหลอนกว่าอีก.... 

 

รางวัลตลกหญิงยอดเยี่ยม

โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ
ของรางวัล : หนังสือขายหัวเราไว้เติมมุข
     ถ้านึกถึงนักแสดงหญิงที่ตลกมากในยุคนี้ เชื่อว่าหน้าขาวๆ (พูดเอาใจไว้ก่อน) ของเธอคนนี้คงลอยเข้าวินมาก่อนใคร ช่วงหลัง แม้เธอจะพยายามลดน้ำหนัก และเพิ่มความสวยและเซ็กซี่ แต่เชื่อเถอะ ไม่ว่าสถาบันไหน ก็ลดขนาดของความตลกในตัวเธอไม่ได้หรอก

 


 

ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของคนอารมณ์ดีเพิ่มเติมได้ใน
Talk-a-tive   No.608 (1 JUN 2008)

ขอบคุณเรื่องน่าอ่าน จากนิตยสาร สุดสัปดาห์