ข้อมูลส่วนตัว
 
 
คำแนะนำตัว :

เป็นคนไม่หวาน แค่ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องอยู่อย่างเหงาๆ ไปวันๆ

  หมวดของ BLog
 * ทุกกลุ่ม
 Home

  Link
 cherryka
 cherryka
 เด็กที่มีภาวะออทิสติก

 http://i5.tinypic.com/42jlzxg.jpg
 


แฟนเก่า คือ คนที่ในอดีตเค้าคือ นางฟ้า/ฮีโร่ ในใจคุณ
แต่ปัจจุบันเค้าคือ นางปีศาจร้าย/นายยมทูต
แฟนเก่า คือ คนที่คุณเคยคิดว่าเค้าน่ารักที่สุด (ในสายตาคุณ)
แต่ปัจจุบันเค้า คือ (แล้วแต่จะคิด) ทั้งๆ ที่หน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
แฟนเก่า คือ คนที่คุณเคยอยากเห็นหน้าเค้ามากที่สุด
แต่ปัจจุบันเค้าคือ คนที่คุณเห็นหน้าแล้วอยากจะเดินเอาไปตบ/ต่อยซักที
แฟนเก่า คือ คนที่คุณเคยคิดถึงมากที่สุด
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่ใครพูดถึงให้คุณได้ยินแล้วอยากจะเดินเข้าไปด่า
แฟนเก่า คือ คนที่สอนให้คุณรู้จักคำว่ารัก
แต่ปัจจุบันเค้าคือ คนที่สอนให้คุณรู้จักคำว่าเกลียด
แฟนเก่า คือ คนที่เวลาหนังเข้าคุณจะนึกถึงเค้าเป็นคนแรก
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่ทำให้คุณไม่อยากดูภาคต่อไปของหนังเรื่องนั้น
แฟนเก่า คือ คนที่ทำให้คุณมองโลกสดใส (สีชมพู)
แต่ปัจจุบันเค้าคือ คนที่ทำให้คุณฟังเพลงอกหักเพราะขึ้น
แฟนเก่า คือ คนที่ทำให้คุณอยากไปโรงเรียน (อยากเจอกันทุกวัน)
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่ทำให้คุณไม่อยากไปโรงเรียน (ไม่อยากเจอหน้ามัน)
แฟนเก่า คือ คนที่สอนให้คุณเข้าใจสัจธรรมของคำว่าเข้าใจกันและกัน
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่สอนให้คุณเข้าใจสัจธรรมของคำว่าเลิกลา
แฟนเก่า คือ คนที่เคยเป็น "แฟนฉัน"
แต่ปัจจุบันเค้าคือ "แฟนคนอื่น"
แฟนเก่า คือ คนที่ทำให้คุณหัวเราะได้
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่ทำให้คุณรู้คำว่า "เหงา"
แฟนเก่า คือ คนที่คุณเคยรัก
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่ทำให้คุณคิดว่า "เคยรักกับมันไปได้ยังไง" (เห็นธาตุแท้)
แฟนเก่า คือ คนที่คุณเคยคิดว่าอยากอยู่ด้วยกันตลอดไป
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่ทำให้คุณคิดว่า "เคยอยู่กับมันไปได้ยังไง"
แฟนเก่า คือ คนที่ทำให้คุณมีความสุขกับความรัก
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่ทำให้คุณเข็ดกับการมีความรัก/หาใหม่ให้ได้ดีกว่านี้
แฟนเก่า คือ คนที่คุณเคยเบื่อที่จะตอบคำถามไปไหนมาไปกับใครไปที่ไหนไปทำไม
แต่ปัจจุบันเค้า คือ คนที่คุณรอคอยว่าสักวันเค้าจะกลับมา
แฟนเก่า คือ คนที่คุณเคยพูดถึงเสมอว่า "เบื่อ"
แต่ปัจจุบันถ้าคุณยังพูดถึงเค้าเสมอ นั้นหมายถึงว่า คุณยังลืมเค้าไม่ลง
และสุดท้ายถ้าคุณเข้ามาอ่านบทความ "แฟนเก่า" นี้นั้นแสดงว่าคุณยังคิดถึงเค้าอยู่

    หากการเลิกราเป็นไปตามแบบแตกหัก  ก็เท่ากับว่า  คู่รักจะต้องได้รับความเจ็บปวดอย่างมากมาย  แถมทั้งสองไม่อาจที่จะกลับมาเป็นเพื่อนหรือแม้แต่คนรู้จักกันได้ตลอดชีวิต  แต่หากการบอกเลิกเต็มไปด้วยความเข้าใจที่เกิดขึ้นในทั้งสองฝ่ายก็จะทำให้ทั้งคู่สามารถเดินจากกันด้วยความรู้สึกที่เป็นสุข  และแม้การเลิกราจะสร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้น  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็จะเบาบางลง  จนทำให้ทั้งสองสามารถกลับมาเป็นเพื่อนที่จริงใจต่อกัน
ลองมาดูกันสิว่าจะมีวิธีในการเลิกราอย่างไรที่ช่วยให้ทั้งคุณและอีกฝ่ายหนึ่ง  ได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุดและสามารถจากกันไปด้วยความรู้สึกที่ดี

ปรับทัศนคติของตนเอง 

         ไม่ว่าเธอคนนั้นจะทำไม่ดีต่อคุณอย่างไร  ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องปฏิบัติต่อเธออย่างเลวร้ายเช่นเดียวกัน  เพราะนั่นจะนำไปสู่การเลิกราแบบแตกหักในที่สุด  ซึ่งการตัดสัมพันธ์แบบนี้มีแต่จะทำให้ตัวคุณเองต้องเจ็บปวดและเต็มไปด้วยความขมขื่น  ฉะนั้นก่อนที่จะบอกเลิกคุณควรปรับทัศนคติเสียใหม่ว่า  การบอกเลิกเป็นการสร้างความเจ็บปวดให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง  ดังนั้นการบอกเลิกจะต้องเต็มไปด้วยความจริงใจ  ตรงไปตรงมาและเห็นอกเห็นใจ  อย่าลืมเติมความจริงใจลงในคำพูดและน้ำเสียงที่สื่อสารออกไปเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีมากที่สุด  เคล็ดลับสำคัญก็คือลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา  ลองคิดเสียว่าหากเธอเป็นฝ่ายมาขอเลิกกับคุณ  แล้วคุณจะรู้สึกอย่างไร  พยายามเรียนและนำสิ่งเหล่านั้นมาสื่อสารเพื่อให้เกิดความเจ็บช้ำน้อยที่สุดในการบอกเลิก

บอกเลิกอย่างชัดเจน

         แม้ว่าสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณและเธอย่ำแย่ลงจนถึงจุดที่ต้องเลิกรา  ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องปฏิบัติกับเธอราวกับคนที่ไม่เคยรู้จักกัน  ฉะนั้นหากต้องการบอกเลิกคุณควรให้เกียรติเธอด้วยการพบหน้ากันและบอกเลิกอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา  ไม่ควรใช้วิธีบอกเลิกทางจดหมาย  อีเมล  โทรศัพท์  ฝากคนอื่นบอก หรือแม้แต่การเลิกติดต่อไปเฉย ๆ  เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและ เสียใจกับอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าที่จบลงด้วยดี
         หากตัดสินใจว่าจะเลิกรากันก็ควรนัดเธอมาพบตัวต่อตัว  อย่าลืมหาสถานที่เป็นส่วนตัวที่ไม่มีใครมารบกวน  เพื่อให้คุณทั้งคู่สามารถพูดคุยและปรับความเข้าใจกันได้อย่างเต็มที่  ก่อนที่จะเดินแยกทางกันไป

ใช้วิธีสื่อสารให้ได้ผล

         การบอกเลิกนับว่าเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดพอสมควร  ฉะนั้นเมื่อจะบอกเลิกกับใครสักคนจึงต้องมีการสื่อสารที่นุ่มนวล  เพื่อให้การบอกเลิกเต็มไปด้วยความเข้าใจและเจ็บปวดน้อยที่สุด  เริ่มจากการเลือกสถานที่และเวลาเพื่อนัดพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ที่มีอยู่  จากนั้นเริ่มการสนทนาด้วยการถามถึงความคิดและความรู้สึกของเธอก่อนว่า  เธอรู้สึกอย่างไรกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน  อย่าลืมแสดงความเห็นอกเห็นใจและพูดถึงสิ่งดี ๆ และวันเวลาแห่งความทรงจำที่ได้อยู่ด้วยกันถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้สึกดีกับความสัมพันธ์นี้สักเท่าใด  แต่การเอ่ยคำขอบคุณที่เธอมาเสียเวลา พลังงาน และความรู้สึกนึกคิดไปกับเราในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง  เพราะยิ่งเติมความจริงใจและเห็นอกเห็นใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้คุณทั้งสองสามารถจากกันด้วยความรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น

 
หลีกเลี่ยงการตำหนิ 
         การบอกเลิกกันจะต้องไม่ตำหนิอีกฝ่ายว่าเป็นคนผิดและเป็นต้นเหตุที่ทำให้เลิกรากัน  เพราะการที่ความสัมพันธ์ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกนั้นไม่ได้มาจากความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  แต่เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจกันต่างหาก  ฉะนั้นอย่าตอกย้ำความเจ็บปวดด้วยการโยนความผิดใส่กัน  แต่จงทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อเรียนรู้และเก็บสิ่งเหล่านี้เอาไว้เป็นประสบการณ์ในความรักที่อาจเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต

         สิ่งสุดท้ายก็คือเมื่อเลิกรากันแล้ว  คุณควรเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นเอาไว้เป็นความลับระหว่างกันจะดีกว่าการที่ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้เพราะการถูกคนรักทิ้งนับว่าเป็นเรื่องที่ปวดใจมากที่สุด ฉะนั้นคุณควรให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการไม่นำเรื่องราวเหล่านี้ไปเปิดเผยให้กับคนอื่นฟัง การเลิกราอาจนำความเจ็บปวดมาสู่คู่รักได้แต่หากทั้งสองปรับความเข้าใจและจากกันด้วยความเห็นอกเห็นใจแล้ว  ก็จะทำให้ทั้งสองสามารถกลับมาเป็นเพื่อนที่จริงใจต่อกันได้ต่อไปในอนาคต

 
ฟันธงผู้ชายหมกมุ่นเรื่องเซ็กซ์ ส่วนผู้หญิงคิดเรื่องนี้เพียงวันละ 1 ครั้ง

          เป็นผลวิจัยที่น่าสนใจทีเดียว จึงต้องนำมาเล่าสู่กันฟังเสียหน่อย โดยเฉพาะสาวๆ ทั้งหลายจะได้ระมัดระวังตัวเวลาเข้าสังคม ในหนังสือเล่มใหม่ของ ดร.ลูแอน ไบรเซนดีน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ผู้หญิงพูดมากกว่าผู้ชายสามเท่า โดยวันๆ หนึ่งสาวๆ เมาธ์กระจายเฉลี่ย  20,000 คำ มากกว่าหนุ่ม 13,000 คำ ขณะที่ความแตกต่างทางสมองทำให้ผู้ชายหมกมุ่นเรื่องเซ็กซ์ โดยคิดวนเวียนถึงแต่เรื่องนี้เกือบทุกนาที ทั้งนี้เขายังบอกว่า ผู้หญิงพูดเร็วกว่าผู้ชาย โดยพฤติกรรมเหล่านี้เป็นผลจากความแตกต่างทางสมองระหว่างคนสองเพศ 
          ดร.ไบรเซนดีน เจ้าของคลินิกบำบัดด้านฮอร์โมนและจิตใจในซานฟรานซิสโก แจงว่า เซลล์สมองของผู้หญิงอุทิศให้กับการพูดมากกว่าผู้ชาย หมายความว่าการพูดทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่ทำให้ผู้หญิงเคลิบเคลิ้มแบบเดียวกับความรู้สึกของคนเสพเฮโรอีน และความแตกต่างนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ในช่วงเวลาดังกล่าว ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองของทารกเพศชาย ทำให้สมองส่วนที่รับผิดชอบการสื่อสาร อารมณ์ และความจำมีขนาดเล็กลง ผลคือผู้ชายช่างพูดน้อยกว่าผู้หญิง และมีปัญหาในการแสดงอารมณ์

          นักวิจัยท่านนี้ยกตัวอย่างว่า ในเรื่องของการแสดงอารมณ์นั้น สมองผู้หญิงเปรียบเสมือนทางด่วน 8 ช่องทาง ขณะที่สมองผู้ชายเป็นได้แค่ถนนต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งและสงบปากสงบคำของผู้ชายมีข้อดีเช่นกัน โดย ดร.ไบรเซนดีนแจกแจงว่า ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนช่วยลดขนาดของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน ทำให้ผู้ชายสามารถทำหูทวนลมกับคำโต้แย้งที่มีเหตุผลที่สุดของภรรยาหรือแฟน


          อย่างไรก็ตาม ขณะที่สมองผู้ชายอ่อนด้อยในเรื่องการแสดงอารมณ์และการสนทนา แต่ส่วนที่มาชดเชยคือความสามารถในการคิดถึงเรื่องเซ็กซ์ เนื่องจากสมองส่วนนี้ของผู้ชายใหญ่กว่าผู้หญิงถึงสองเท่า หรือเปรียบได้กับท่าอากาศยานนานาชาติ ขณะที่สมองผู้หญิงเป็นได้แค่สนามจอดเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กๆ เท่านั้น

          ผลศึกษาซึ่งมาจากการทดลองทางคลินิกและการวิเคราะห์งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 1,000 ชิ้น ของนักจิตวิทยาผู้นี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายคิดเรื่องเซ็กซ์ทุก 52 วินาที ขณะที่ผู้หญิงคิดเรื่องนี้วันละครั้งเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก :: thaiweddingmall