ข้อมูลส่วนตัว
 
 
คำแนะนำตัว :

เป็นคนไม่หวาน แค่ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องอยู่อย่างเหงาๆ ไปวันๆ

  หมวดของ BLog
 * ทุกกลุ่ม
 Home

  Link
 cherryka
 cherryka
 เด็กที่มีภาวะออทิสติก

...ถ้าพูดถึงเรื่องเสียงหัวเราะและท่าทางในการยิ้มของคนเรานั้น เชื่อว่าไม่มี
ใครเหมือนใครเป็นแน่ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็มาจากหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกันนั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว สภาพแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม หลากหลายมากมาย
ด้วยเหตุนี้เอง เสียงหัวเราะของคนเราจึงสามารถบอกถึงนิสัยใจคอของคนคนนั้น
และหากคุณลองสังเกตดูก็จะพบว่าการยิ้มและหัวเราของคนแต่ละคนนั้น มีหลายสิ่ง
หลายอย่างที่แตกต่างกันเหลือเกิน ซึ่งกิริยาเหล่านี้เองที่นักวิจัยได้ทำการวิจัยออกมา
และพบว่ามีอิทธิพลต่อนิสัยของคนเราเป็นอย่างมาก

ว่าแล้วเรามาเริ่มสังเกตกันดีกว่า ว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนรอบตัวเราเนี่ย
มันบ่งบอกว่าเขาเป็นคนอย่างไรได้บ้าง

วิเคราะห์นิสัยและท่าทางของตัวคุณเองหรือคนรอบข้างว่าหัวเราะแบบไหน
(ตอบข้อที่ตรงมากที่สุดนะ)
- หัวเราะเสียงดังลั่น      - หัวเราะเสียงเบา
- หัวเราะเสียงสูง      - หัวเราะเสียงต่ำ
- หัวเราะเสียงแห้ง      - หัวเราะเสียงหนักสม่ำเสมอ
- หัวเราะแล้วน้ำตาไหล      - หัวเราะหลายเสียง

และวิเคราะห์นิสัยและท่าทางของตัวคุณเองหรือคนรอบข้างว่ายิ้มแบบใด
(ตอบข้อที่ตรงมากที่สุดนะ)
- ยิ้มกว้างเปิดเผย      - ยิ้มเม้มปาก
- ยิ้มยั่วยวน         - ยิ้มมุมปาก
- ยิ้มเยือกเย็น         - ยิ้มปุ๊บปั๊บ ยิ้มเร็วหุบเร็ว
- ยิ้มตาหยี


.............................................


เอาหล่ะ เรามาเฉลยในส่วนของท่าทางการหัวเราะก่อนละกัน

หัวเราะเสียงดังลั่น : เอาแบบว่าหัวเราะได้ยินไปสิบบ้านแปดบ้านหล่ะก็ ผลวิจัย
เขาบอกว่า แสดงถึงนิสัยของคนที่จริงใจ จริงจัง มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว หรือจะ
เรียกว่า กล้าได้กล้าเสียก็ไม่ผิดนัก เมื่อมีเรื่องคอขาดบาดตายมาให้ตัดสินใจ ก็จะ
ทำได้อย่างรวดเร็ว มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะได้เก่ง และเป็นคนที่
กระตือรือร้นสูง มักมีงานนั่นงานนี่มาให้ทำอยู่เสมอ เสียแต่ว่าไม่มีความรอบคอบ
เท่าที่ควร

หัวเราะเสียงเบา : เสียงหัวเราะที่เบาๆ นุ่มๆ นั้นบอกถึงนิสัยที่เป็นคนที่มี
ความระมัดระวังตัวเองสูง ค่อนข้างจะมีความคิดซับซ้อนซ่อนอยู่ในใจลึกๆ
และมีความต้องการที่จะให้คนรอบข้างสนใจและรู้สึกนิยมชอบพอในตนเอง
นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่ละเอียดถี่ถ้วนเป็นอย่างยิ่ง ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบเป็นที่สุด
จึงมีเรื่องให้คิดไตร่ตรองอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่เชื่อถือได้
และมีน้ำใจดี พึ่งพาได้ในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ

หัวเราะเสียงสูง : มักเป็นคนที่มีจิตใจกระตือรือร้นอยู่เสมอ เรียกได้ว่า มีไฟอยู่ตลอดเวลา
สนใจเรียนรู้เรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ ทุกประการ โดยเฉพาะเมื่อได้รวมกลุ่มกับคนหนุ่มคนสาว
จะมีพลังในการสร้างสรรค์สูง มักทำในเรื่องที่สร้างความประหลาดใจต่อผู้อื่นอยู่เสมอๆ
ขณะเดียวกันก็เป็นคนจิตใจดี ไว้เนื้อเชื่อใจทุกคน และยังเป็นคนที่มีคุณธรรม
ในจิตใจสูงส่งอีกด้วย จะไม่ยอมทำในเรื่องที่ขัดต่อศีลธรรมโดยเด็ดขาด

หัวเราะเสียงต่ำ : อุปนิสัยค่อนข้างจะเป็นคนเจ้าชู้เอาเรื่องทีเดียว ทั้งยังเป็นคนที่ให้
ความสำคัญในเรื่องความรักมากอีกด้วย ชีวิตมักวนเวียนอยู่กับเรื่องเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่
ในขณะเดียวกันก็จะเป็นคนที่พูดจาหว่านล้อมคนได้เก่ง เข้ากับผู้คนได้ง่าย
มีแนวคิดที่ลึกซึ้งน่าเลื่อมใสศรัทธา และมักเผยแพร่อิทธิพลความคิดของตนได้ผลเสมอ
ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะทำให้มีคนมารุมล้อมอยู่บ่อยๆ ด้วยความนิยมรักใคร่

หัวเราะเสียงแห้ง : สำหรับคนที่มีเสียงหัวเราะแห้งๆ ไม่มีชีวิตชีวานั้น บ่งบอกถึง
นิสัยการเป็นคนที่ชอบต่อสู้ และมีชีวิตอยู่ในโลกของความจริง ไม่มีอารมณ์เพ้อฝัน
ในจิตใจเอาเสียงเลย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ละเอียดลึกซึ้งทีเดียว
มองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ใครที่คิดจะมาหลอกลวงอะไร ไม่มีทางจะได้ผล
แต่ว่าก็เป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือและเรียกร้องสิทธิเพื่อคนที่ตกทุกข์ได้ยาก
มักมีชีวิตง่ายๆ สมถะ มักคบหากับคนด้วยเรื่องของจิตใจมากกว่าฐานะหรือชื่อเสียง

หัวเราะเสียงหนักแน่นสม่ำเสมอ : มักเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ
คาดหวังเพียงสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจสูง
เพื่อผลของงานที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่มีจินตนาการแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอ
ซึ่งสร้างความสนใจให้กับคนอื่นได้มากทีเดียว ทั้งยังเป็นคนมีอารมณ์ขัน ที่ช่วย
ผ่อนคลายความเป็นคนเอาจริงกับทุกเรื่อง ไม่ให้กลายเป็นคนซีเรียส จนใครๆ ไม่กล้าเข้าใกล้
ให้ดูน่ารักขึ้นอีกมาก


หัวเราะแล้วน้ำตาไหล : บอกถึงนิสัยของการเป็นคนที่มีอุดมคติหรืออุดมการณ์นั่นเอง
มักมีจิตใจที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นอย่างมาก เป็นคนเปิดเผย ร่าเริง ชื่นชมชีวิต
รักทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่ว่าจะดีหรือเลว เรียกว่าเป็นศรัทธาต่อการมีชีวิต
แต่ว่าถ้าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนสูง ก็จะรู้จักแก้ไขปัญหา
ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว และยังหวงแหน
โลกส่วนนี้ของตนเอามากๆ

หัวเราะเสียงหลายเสียง : ถ้าคุณสามารถหัวเราะเป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ ได้อย่างน่าแปลกใจ
ซึ่งบ่งบอกถึงการเป็นคนที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีมาก
ทั้งยังมีบุคลิกที่คล่องแคล่วว่องไว ชอบความสนุกและยังเอาใจคนรอบข้างเก่งอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังเป็นบุคคลที่สามารถเข้ากับใครๆ ได้ง่าย ไม่ถือตัว ไม่มีฟอร์มใดๆ ทั้งสิ้น
จะทำงานในหน้าที่บริหารหรือจัดการประสานงานได้ดี



.............................................

และคำเฉลย สำหรับท่าทางการยิ้ม

ยิ้มกว้างเปิดเผย : การยิ้มที่สามารถมองเห็นฟันได้อย่างชัดเจนนั้น
บอกถึงการเป็นคนกระตือรือร้นอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นคนที่ชอบการแสดงออกเอามากๆ
หากได้รับมอบหมายให้ทำการใดๆ ในกลุ่มคนจำนวนมาก ก็จะสามารถทำได้ดี
โดยไม่มีอาการเก้อเขิน หรือเอียงอายใดๆ ทั้งสิ้น และยังคบหากับคนทั่วไป
ได้โดยง่าย นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่ชมชอบการแต่งตัวมาก มักเสียเงินไปกับเรื่องนี้
ทีละมากๆ โดยไม่เสียดาย

ยิ้มเม้มปาก : จะเป็นการยิ้มไม่เห็นฟันของคนยิ้ม บอกถึงความเป็นคนที่ระมัดระวัง
ตัวเองสูง แถมยังมีโลกส่วนตัวมากๆ อีกด้วย ชอบที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า จึงมีน้อยคนที่
จะสามารถเข้าหาจนถึงขั้นสนิทสนมด้วยได้ นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
รักสันโดษ ชอบใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ
(อย่างในชนบท มากกว่าในเมืองใหญ่)

ยิ้มยั่วยวน : ยิ้มแบบนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
คนที่มีรอยยิ้มเช่นนี้อย่างแท้จริง นิสัยมักจะเป็นคนที่ชอบจนถึงขั้นหลงใหลในเรื่องความรักเป็นพิเศษ
และยังชอบเพ้อฝันกับเรื่องสวยๆ งามๆ มากกว่าที่จะสนใจความเป็นจริงของชีวิต
จึงมักมีความสามารถสูงในเรื่องที่เกี่ยวกับความสวยงามหรือศิลปะ

ยิ้มมุมปาก : ลักษณะที่ยิ้มเพียงแค่การกระตุกมุมปากเหมือนไม่ค่อยเต็มใจจะยิ้มเท่าไหร่นั้น
บอกถึงอุปนิสัยที่เป็นคนค่อนข้างเข้าใจยากทีเดียว และมักจะมีความซับซ้อนในตัวเองสูง
อารมณ์แปรเปลี่ยนรวดเร็ว แต่จะเป็นคนที่มีความคิดลึกซึ้งคมคาย เพียงแต่อาจแปลก
และแตกต่างจากคนทั่วไปมาก จนบางทีคนอื่นถึงกับตามไม่ทัน นอกจากนี้ ยังมีความ
สามารถในการเป็นนักจิตวิทยาที่พูดจาปลุกเร้าผู้คนจำนวนมากได้ไม่ยากเลย

ยิ้มเยือกเย็น : ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นคนที่มีบุคลิกน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้
แต่ลึกๆ ลงไปข้างใน จะเป็นคนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว
ทั้งยังเป็นที่ซื่อเอามากๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนกับใครเลย
และมีความเป็นนักประนีประนอมสูงอีกด้วย

ยิ้มปุ๊ปปั๊บ : คนที่ยิ้มเร็ว หุบเร็ว บ่งบอกถึงการเป็นคนที่มีพลัง คล่องแคล่วอยู่ตลอดเวลา
และจะตื่นเต้นได้ง่ายกับสิ่งเร้าใจที่แปลกๆ ใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน
ก็จะเป็นคนที่สับสนได้ง่ายกับสิ่งที่คลุมเครือ เพราะจะเป็นคนที่ค่อนข้างใจร้อน
และชอบความชัดเจนมากกว่า

ยิ้มตาหยี : บ่งบอกถึงนิสัยของการเป็นคนที่มองโลกในเง่ดีเอามากๆ
เพราะถึงแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างไร ก็จะยังสามารถหัวเราะ
ได้อย่างน่าแปลกใจทีเดียว นอกจากนี้ ยังบ่งบอกถึงการเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน
ชอบทำให้คนรอบข้างยิ้มแย้มอยู่เสมอ และยังเป็นคนที่สามารถนำ
ประสบการณ์ของตนมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณค่าแทบทุกเรื่อง
เรียกว่า ไม่มีวันปล่อยให้ประสบการณ์ไร้ประโยชน์


.............แล้วคุณหล่ะ มีรอยยิ้มและท่าทางการหัวเราะแบบไหน?


         เวลาที่คนเราอกหัก มีอยู่สองประโยคที่ผู้คนรอบตัวมักจะนำมาพูดเพื่อปลอบใจคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่เสมอ นั่นก็คือ ‘เวลาจะช่วยเยียวยาบาดแผลทุกชนิดได้’ และ ‘เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูอีกบานก็จะเปิดรอรับเราอยู่เสมอ’ 
         แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ไม่ว่าใครต่างก็รู้สึกว่า เวลาแต่ละเสี้ยววินาที ช่างเนิ่นนาน และผ่านไปยากเย็นเหลือเกิน แต่ก็ขอให้เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าจะใช้เวลานานขนาดไหน ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านไปตามกาลเวลา กว่าจะผ่านช่วงเวลาที่ความคิดและความรู้สึกตกผลึกมาได้ ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย กว่าที่เราจะผ่านจุดนั้น 

  1. ปฏิเสธ 

          ตอนนี้คุณยังไม่เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้ กำลังเกิดขึ้นกับคุณ คุณแยกตัวเองออกมาจากสังคมและเพื่อนฝูง เพราะคุณยังทำใจไม่ได้ วิธีที่จะช่วยให้คุณผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ก็คือ อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะคนที่รักคุณจริงๆ ทั้งเพื่อนฝูงหรือพ่อแม่ ย่อมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

  2. เกรี้ยวกราด 

          คุณคิดว่าคนๆ นั้นกล้าดียังไง ถึงมาทำแบบนี้กับคุณ ตอนนี้คุณอาจจะโกรธทั้งตัวเขาและตัวคุณเองว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเลิกรากันไป ลองพยายามขจัดอารมณ์โกรธของคุณ ด้วยการเขียนจดหมายถึงเขา แต่ห้ามส่งจดหมายนี้เด็ดขาด หลังจากนั้นลองกลับมาอ่านจดหมายนี้ใหม่ในอีกวันถัดมา แล้วคุณอยากเก็บไว้ หรือจะขยำทิ้งก็ไม่มีใครว่า เขียนไปเรื่อยอารมณ์รุนแรงจะค่อยๆ ลดลงทุกวัน จะเขียนเป็นบันทึกเลยก็ไม่เป็นไร

  3. ลดคุณค่าตัวเอง 

          ในขั้นนี้คุณจะลดคุณค่าตัวเองลงมา โดยบอกเขาว่า จะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขากลับมา อะไรก็ได้ที่จะทำให้เรากลับไปเป็นเหมือนเดิม หรือคุณอาจจะพยายามทำอะไรแปลกๆ เพื่อให้เขากลับมาจนถึงขั้นขาดสติ เช่น โทรตามตื้อไม่หยุด แม้ว่าเขาจะไม่รับโทรศัพท์คุณเลยก็ตาม

  4. ซึมเศร้า 

          คุณอาจจะยังรู้สึกโกรธ โศกเศร้า รู้สึกผิด ทุกสิ่งทุกอย่างผสมกันอยู่ในตอนนี้ แล้วสิ่งเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอาการซึมเศร้า คุณไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เหนื่อยแม้กระทั่งหายใจ เพราะคุณสูญเสียการควบคุมทั้งอารมณ์และร่างกายตนเอง ถ้าคุณอยู่ในระหว่างขั้นตอนนี้นานเกินไป จนเสียงานเสียการ ให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ดู

  5. ยอมรับ 

          คุณเริ่มเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น คุณไม่รู้สึกโกรธเกรี้ยว หรือจมอยู่ในความเศร้าเหมือนที่ผ่านมา เวลาที่คิดถึงเขา คุณไม่ได้รู้สึกอารมณ์รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน ทั้งในแง่บวกหรือลบ คุณสามารถที่จะกลับมามีชีวิตของคุณได้อีกครั้ง มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงเหมือนเดิม

 ***เมื่อคุณได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดนั้นแล้ว คุณก็ควรจะบอกตัวเองไม่ให้ทำสิ่งเหล่านั้นอีกในความสัมพันธ์ครั้งใหม่


คำว่า"อกหัก"...ใครที่รักใครไม่เป็นก็คงไม่รู้จักคำนี้...
และคำว่า"อกหัก"...ถ้าใครมีความรักที่สมหวัง  ก็จะไม่รู้จัก คำ ๆ นี้เช่นกัน...

ในเมื่อคนสองคนที่มีใจที่ตรงกัน  ได้มารักกัน  ได้เดินทางในเส้นทางเดียวกัน...


ต่อมาระยะหนึ่ง...ความรักที่มีนั้น   ไม่เหมือนเดิม  ใจไม่ตรงกัน  อาจเพราะว่า  ใครคนใดคนหนึ่ง  มีใจไม่เหมือนเดิม หรืออาจจะเป็นว่า 
ทั้งสองคนร่วมใจกันใจไม่ตรงกัน...เป็นการใจตรงกันครั้งสุดท้าย..  คนสองคนหมดรักกัน และจากกันไป 
เพื่อ "ไปเดินในเส้นทางใหม่"ที่ตนต้องการ..

กรณีคนอกหัก
เป็นประเภท...เราใจเหมือนเดิม  แต่เขา  เปลี่ยนไป...
     เหมือนโลกทั้งโลก...ทะลายไป...
รู้สึกว่า  ตัวเองไม่มีค่า  คิดแต่ว่า  " ฉันผิดอะไร? "
เขาทำไมจากไป  ทำไม  ทำไม  และทำไม 
ณ เวลานั้น  คนอกหัก  จะกลายเป็นคนช่างคิดช่างตั้งคำถาม  คิดอะไรรกหัวไปหมด..แต่ออกจะคิดแคบไปหน่อย 
คิดแต่เรื่องเขาคนนั้น...ด้วยคำถามว่า...ทำไม
ตัวอย่างของคำถามจากคนอกหัก...ที่ต้องการคำตอบจากเขา  (แต่เขาไม่อยู่ให้ตอบคำถาม)
     1.  ทำไมถึงเลิกกับเรา?
     2.  เธอมีใครใหม่หรือ?
     3.  เธอจะคิดถึงฉันไหม?
     4.  ทำไมเหงาอะไรอย่างนี้นะ...เธอล่ะ?
     5.  เธอทำอะไรอยู่นะ...?
                     ฯลฯ

คิดโทษแต่ตัวเอง....
ร้องไห้...ร้องไห้....และร้องไห้....เหมือนคนบ้า.....อยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้.....
ทำตัวห่อเ***่ยว  เสมือนหมดแรงเพราะทำงานตรากตรำ......
สมองฝ่อไปชั่วขณะ.......
บางที  สำหรับบางคน.....
ไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด...เขาคิดทำร้ายตัวเอง   บางคนถึงกับชีวิตก็มี  
เพื่ออะไร?.......
พวกนี้ไม่รู้จักใช้สมองอันน้อยนิดที่ปลายนิ้วมือคิดเลย...(จริง ๆ)

เสียใจกับความรักที่มันไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมน่ะได้....แต่อย่าเสียใจนานนัก...

เราเสียใจ...ร้องไห้....ทำร้ายตัวเอง   จะมากน้อยเท่าไร  
"เขาคนนั้นไม่มารับรู้อะไรด้วยหรอก"

ขณะที่คุณร้องไห้...เสียใจ   คิดถึงแต่เขา  นึกถึงแต่เขา...
คุณทำร้ายตัวเอง....เขาคนนั้น  กำลังนึกถึงคนอื่น  มีความสุขอยู่กับรักใหม่ของเขา 
โดยที่เขาไม่ได้นึกถึง  ไม่ได้คิดถึงคุณแม้แต่น้อยนิดเลย...
    ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว...คิดอะไรได้รึยัง?
****คิดซะ...เขาคนที่ทำเราร้องไห้ได้น่ะ   ไม่ได้มีค่าอะไรเลย  กับชีวิตที่มีค่าของเรา  
อยู่มาได้อายุเท่านี้   ก่อนหน้านี้ไม่มีเขาเราก็ไม่ตาย   ประสาอะไรกับตอนนี้  
ณ วินาทีนี้  เราจะไม่มีเขาแล้ว   จะเป็นอะไรไป... 
ชีวิตมีค่า   เวลาที่มีอยู่ใช้ให้คุ้ม  กับคนที่เขาหวังดี  รักเรา  เถอะนะ...
รักตัวเองให้มากขึ้น...มองโลกให้กว้างกว่านี้  แล้วคุณจะเห็นอะไรดี ๆ มากมาย

คนรอบ ๆ ข้างคุณ  เพื่อน ๆ  คุณ  ก็ช่วยให้คุณหัวเราะได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น....
มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้นแหล่ะ...ที่จะช่วยให้ตัวคุณเองยิ้มและหัวเราะได้...

หาอะไรทำเพื่อที่จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านกับเรื่องเลวร้ายอย่างนั้นซะ....
ถึงแม้มันจะเหมือนการหลอกตัวเอง  หลอกคนอื่นว่าคุณทำใจได้    แต่ว่า  มันก็ดีซะกว่า   คุณไม่รักตัวเอง....