จากหญิงสาวที่เข้มแข็ง เต็มไปด้วยความสุข ร่าเริง สดใส สนุกสนาน ร่าเริง เธอไม่เคยสนใจว่าจำเป็นต้องมีคนพิเศษหรือไม่ ขอเพียงเพื่อนๆ ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเธอก็พอ ไม่มีใครดูแลก็ไม่ตาย เรื่อยๆกับชีวิตเรื่องความรักไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่สักเสี้ยววินาทีในความคิดของเธอ เธอมีความสุขกับสิ่งที่มี ที่เป็นอยู่ ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงแนวทางการเดินของชีวิต และแล้วกาลเวลาก็นำพาความเปลี่ยนแปลงเข้ามา ไม่มีใครที่จะมีความสุขได้ตลอดเวลา คงเป็นคำพูดที่ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้เลย หญิงสาวได้กลับมาพบใครคนหนึ่งที่รู้จักกันมาแสนนาน หลังจากที่เขาหายไปหลายปี ทั้งคู่ได้คุยกัน สนิทสนมกัน ใกล้ชิดกันมากขึ้น และความรู้สึกหนึ่งก็เกิดขึ้นในใจของเธอ แต่เธอไม่สามารถตอบได้ว่ามันคืออะไร แค่รู้สึกดีเวลาที่ได้รับข้อความที่ลงท้ายว่าเป็นห่วงนะ และความรู้สึกของเธอก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเมื่อวันหนึ่งเธอได้รับข้อความที่มีคำว่า เพราะเป็นห่วงและรัก เธอเริ่มมั่นใจว่าเขาคนนั้นคือคนที่ใช่ เธอจะไม่
เดียวดายถ้ามีเค้า และเมื่อความรักก้าวเข้ามาในใจเธอเต็มตัว ความเศร้า ความอ่อนแอก็เริ่มเป็นเงาตามมา เมื่อเขาเงียบหายไป หรือเมื่อคุยกันแล้วมีเหตุอันทำให้ต้องน้อยอกน้อยใจกัน เธอจะเศร้า จากหญิงสาวที่เคยร่าเริง สดใส กลายเป็นคนที่เศร้า เหม่อลอย เฝ้ารอคอยข้อความที่ลงท้ายด้วยความเป็นห่วงเป็นใย รอคอยเสียงสายเรียกเข้าที่มีเสียงของใครบางคนที่อ่อนโยนเวลาพูดจา
นี่นะหรือที่เขาว่ากันว่าความรักมีอานุภาพมาก บางครั้งความรักก็ทำให้คนที่กำลังเศร้าโศก เสียใจ กลับยิ้มได้อย่างที่ว่าลืมความทุกข์เป็นปลิดทิ้ง แต่ในทางกลับกันความรักอาจทำให้คนที่เคยเข้มแข็ง ร่าเริง กลับมาเป็นคนอ่อนแอ เลื่อนลอยกับความรู้สึก
แต่ฉันก็ยังเชื่อนะว่าฟ้าหลังฝนมักจะสดใส และงดงามเสมอ สักวันหญิงสาวผู้อ่อนล้าจะกลับมาเข้มแข็ง และร่าเริงได้เหมือนเดิม
เวลาผ่านไปอีกเกือบเดือน หมออนุญาตให้ “นา” กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เพราะร่างกายเธอเป็นปกติ แต่ด้านจิตใจหมอคงรักษาไม่ได้ “เอกและขวัญ” ไปรับ “นา” กลับบ้าน เมื่อไปถึงบ้าน “นา” ก็ขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง และบอกให้ทั้ง 2 คนกลับบ้าน “เอกและขวัญ” ยิ่งรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้ “นา” เป็นแบบนี้ “นา” พูดกับเราสิ จะด่า จะว่าอะไรก็ได้อย่าทำแบบนี้เลย เราขอโทษ เราเสียใจ “ขวัญ” เอ่ย ส่วน “เอก” ได้แต่เพียงพูดว่าเรารัก “นา” นะ แต่หญิงสาวพูดเพียงว่า กลับไปเถอะเราอยากพักผ่อน โชคดีนะ ทั้ง 2 คนยังคงผลัดกันมาเยี่ยม “นา” อยู่เสมอเพื่อหวังให้ทุกอย่างดีขึ้น และวันหนึ่ง “นา” ลุกขึ้นจัดกระเป๋าเสื้อผ้า และโทรเรียก “เอก และขวัญ” มาที่บ้าน ทั้งคู่ดีใจมาก เพราะคิดว่า “นา” คงทำใจได้ และกลับมาเป็นเหมือนเดิม และทั้งคู่ก็รีบมา สิ่งที่เธอพูดกับทั้ง 2 คน คือ เธอ 2 คนสนิทกันมานาน คงไม่อยากที่จะปรับตัวเข้าหากัน “นา” ดีใจนะที่ได้รู้จักเธอ 2 คน ขอให้มีความสุขกันมากๆ นะ และจำไว้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดใคร ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป อย่าคิดมาก เวลาจะทำให้เราทุกคนดีขึ้นเอง “นา” ตัดสินใจแล้วว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกอีก 2 ปี หลังจากนั้นคงกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเลย ถ้าว่างๆ ก็ไปเยี่ยมกันบ้างนะ “เอก และขวัญ” พยายามจะห้ามปราม แต่ “นา” รู้จึงพูดว่าอย่าพูดอะไรเลย ฉันตัดสินใจดีแล้ว ไปก่อนนะ เดี๋ยวขึ้นเครื่องไม่ทัน ทั้งคู่ตกใจมาก “นา” จะไปวันนี้เลยหรอ ใช่จ้ะ เครื่องจะออกคืนนี้ แต่ไม่ต้องไปส่งหรอกนะลำบากเปล่าๆ ไปนะ “นา” ใช้เวลาเป็นยาเพื่อรักษารอยช้ำภายในจิตใจของเธอจนเกือบจะดีเหมือนเดิม “นา” ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเรียน ไม่มีผู้ชายคนใดที่จะเข้ามามีบทบาทในจิตใจเธอได้เลย ต่อให้เขาผู้นั้นจะดีกับเธอมากแค่ไหนก็ตาม ความเป็นเพื่อนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เธอมอบให้ทุกคน เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน 2 ปีของการเรียนต่อก็จบลง “นา” โทรบอกเพื่อนๆ สนิทถึงกำหนดการเดินทางกลับ และเตรียมจัดงานปาร์ตี้ที่บ้านเกิดของเธอ โดยเชิญเพื่อนมาร่วมงาน และวันนั้นก็มาถึง ทันทีที่หญิงสาวลงจากเครื่อง ก็มีเพื่อนสนิทมารับเธอ มีทั้ง “เอก ขวัญ ปลาย” และเพื่อนๆ อีกหลายคน ทุกคนจึงเดินทางกลับบ้านของ “นา” พร้อมๆ กัน และเย็นนั้นก็มีปาร์ตี้กันเล็กน้อย ทุกคนตกลงจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่มีใครได้สมหวังในความรัก เพราะทุกคนต่างเดินถอยหลังเพื่อย้อนกลับไปเป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อกัน และทุกคนก็ต่างใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเมื่อไม่มีเรื่องต่างๆ มารบกวนจิตใจให้ขุ่นมัว และวันหนึ่ง “เอก ขวัญ และปลาย” ก็ได้รับโทรศัพท์จาก “นา” บอกด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่าคิดถึง และรักเพื่อนๆ ทุกคนมาก ขอจงใช้ชีวิตกับปัจจุบัน เพื่ออนาคตที่สดใส ปล่อยอดีตให้จางหายไปกับความทรงจำที่ผ่านมา เพียงแค่นั้นเธอก็วางไป เพื่อนๆ ทุกคนรู้สึกแปลกใจ และเป็นห่วงมาก เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติในตัวเพื่อน ทั้ง 3 คนโทรคุยกันจึงได้รู้ว่า “นา” โทรหาทุกคนและพูดเหมือนกัน ทั้ง 3 คนจึงรีบลางาน และเดินทางไปที่บ้านของ “นา” เมื่อไปถึงสิ่งที่เพื่อนๆ พบเห็นคือร่างของหญิงสาวที่หายใจอ่อนลงทุกที และทั้ง 3 คน ก็ได้รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว “นา” เป็นโรคหัวใจมานานแล้ว ตั้งแต่เธอย้ายเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ใหม่ ซึ่งเธอก็รู้ตัวเองดี แต่เธอก็เข้มแข็งสู้ต่อไปโดยไม่บอกใร และเพื่อนๆ สนิทก็ไม่มีใครรู้เลย ยิ่งเป็นการตอกย้ำและสร้างความเจ็บปวดภายในใจของทั้ง 3 คน ที่เคยทำให้เธอเสียใจ ทุกคนโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุทำให้ “นา” ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ ทั้งที่เพื่อนคนนี้ไม่เคยทำให้ใครเสียใจเลยแม้แต่น้อย เธอคือเพื่อนที่เสียสละได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งความสุขของตนเองเพื่อเพื่อนที่เธอรัก แต่ “นา” ก็แข็งใจและพูดกับเพื่อนทุกๆ คนว่าไม่มีใครผิดหรอก ความรักสวยงามเสมอ เพียงแต่เราใช้มันไม่ถูกเท่านั้นเอง ความผิดพลาดจะสอนให้เราเข้มแข็งขึ้นเสมอ ถ้าจะมีใครผิด ก็คงเป็นใจของเราที่ทำให้เราต้องเจ็บ “เจ็บเพราะใจไม่จำ” ปล่อยให้ความเจ็บปวดบั่นทอนจิตใจให้อ่อนแอซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ทุกคนอย่าโศกเศร้าไปเลยอย่าให้มันมีอิทธิพลทำให้ชีวิตของเราต้องทนทุกข์ทรมานขอจงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อย่าเสียใจกับการจากไปของเรา “นา” จับมือเพื่อนทั้ง 3 และพูดว่าเรารักทุกคนนะ และจะอยู่ข้างทุกคนตลอดไป สิ้นเสียงนั้นหญิงสาวนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหว เพื่อนๆ ต่างรับรู้ได้ว่า “นา” ได้จากทุกคนไปแล้วพร้อมกับความสุขที่เต็มเปี่ยมภายใจจิตใจ ดูได้จากสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของเธอ และแล้วการเดินทางของหญิงสาวคนหนึ่งผู้เข้มแข็งก็จบลงอย่างสวยงาม พร้อมกับจิตใจที่แสนบริสุทธิ์ควรค่าแก่การจดจำของครอบครัว เพื่อนๆ และทุกคนที่ได้รับรู้เรื่องราวของเธอ
อวสานชีวิตเปื้อนฝุ่น
เวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงเหมือนว่าทุกคนจะหลับแล้ว แต่ “นา” ก็ตื่นขึ้นด้วยความเป็นห่วง “เอก” แต่เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่า “ขวัญ” กำลังเดินถือผ้าห่มออกจากห้อง เธอจึงแกล้งทำเป็นหลับสนิท จนเพื่อนสาวเดินออกจากห้องไป “นา” ลุกขึ้นนั่งคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จนคิดถึงเรื่องเก่าๆ หรือว่าคนที่ “ขวัญ” ชอบนั้นจะเป็น เธอไม่อยากเชื่อในความคิดของตัวเองจึงพยายามทำใจ ไม่คิดฟุ้งซ่านและล้มตัวลงนอนต่อ ส่วน “เอก” เมื่อได้ยินเสียงคนเดินมาก็คิดว่าเป็น “นา” จึงแกล้งหลับเพื่อหวังจะแกล้ง และหญิงสาวก็เดินเข้าไปที่เตียง และห่มผ้าให้ชายหนุ่มที่ตนแอบรัก เมื่อเสร็จก็จะเดินกลับ แต่ “เอก” ยังคงเข้าใจว่านั่นคือ “นา” เขาจึงดึงแขนของเธอไว้ ด้วยความตกใจ “ขวัญ” จึงเสียหลักล้มลงไปที่ “เอก” ซึ่งนอนอยู่บนเตียง หน้าของทั้งคู่แทบจะชิดกัน ทำให้จิตใจของ “ขวัญ” เริ่มหวั่นไหวมากขึ้น และเมื่อ “เอก” ลืมตาขึ้นก็ต้องตกใจเมื่อคนที่เขากอดอยู่นั้นไม่ใช่ “นา” ด้วยความตกใจเองผลัก “ขวัญ” ออกจากตัวหญิงสาวเริ่มน้ำตาไหลนองหน้า และโผลเข้าไปกอดชายหนุ่มที่อยู่บนเตียง พร้อมกับเอ่ยว่าเรารัก “เอก” นะ เราขอโทษที่ทำแบบนี้ เราเสียใจแต่เราห้ามใจตัวเองไม่ได้ ด้วยความสงสารและงง “เอก” กอดหญิงสาวไว้แน่น และหอมไปที่แก้มของเธอ ทันใดนั้นเองก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงประตูขยับ และทั้งคู่ก็ได้รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีผู้ล่วงรู้อีก 1 คน ก็คือ “นา” เพื่อนและคนรักของเขาทั้งคู่ เธอเสียใจมากเพราะไม่เคยคิดว่า เพื่อนและคนที่เธอรักจะทรยศเธอแบบนี้ เธอหันหลังและจากไป “ขวัญ และเอก” พยายามจะช่วยกันอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เหมือนจะไม่มีประโยชน์ เธอไม่รับรู้ และรับฟังทั้ง 2 คน “เอก” เดินเข้าไปกอด “นา” ไว้แน่น ทั้ง 3 คนต่างร้องไห้เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่คนที่ดูจะเสียใจที่สุดคงเป็น “นา” เพราะเหมือนใจสลายที่ทั้งเพื่อนและแฟนมาทำแบบนี้ และนี่เป็นครั้งที่ 2 กับความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้นกับเธอ “นา” บอกให้เอกปล่อยเธอ แต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย เธอพยายามดิ้นรนจนมือไปโดนหน้าของ “เอก” เข้า ซึ่งเธอเองก็เสียใจไม่น้อย ทันใดนั้น “ขวัญตรงเข้ามาตบหน้า และผลัก “นา” จนล้มและต่อว่าทั้งน้ำตา เธอไม่มีสิทธิทำกับเอกแบบนี้ ทั้งหมดฉันผิดเอง ฉันเลวที่ทรยศเธอ แต่ฉันรัก “เอก” รักมาก รักมานานแล้วด้วยก่อนเธอจะเข้ามาแย่งเค้าไปซะอีก “นา” เสียใจมากและไม่สามารถอยู่เห็นหน้า หรือรับฟังอะไรได้ เธอลุกขึ้นปาดน้ำตา และพูดว่า ขอให้เธอ 2 คนมีความสุข และรักกันมากๆ ฉันขอโทษนะ “ขวัญ” ที่แย่งคนรักของเธอไป ฉันเสียใจ และ “นา” ก็วิ่งออกจากบ้านไป “เอก และขวัญ” ตกใจมากจึงวิ่งตามออกไป และทันใดนั้นเมื่อ “นา” วิ่งออกไปที่ถนนทุกอย่างหยุดนิ่งเมื่อมีเสียงแตรรถดังสนั่นขึ้น แต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว หญิงสาวถูกรถชนล้มลงกับพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยเลือดมากมาย “เอก และขวัญ” รีบพาหญิงสาวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการที่สาหัสมาก พร้อมหน้าตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ทั้งคู่นั่งรออยู่หน้าห้อง ICU เป็นเวลาเกือบ 6 ชั่วโมง และหมอก็เดินออกมาบอกว่าคนไข้อาการหนักมากคงต้องพักอยู่ในห้อง ICU เพื่อดูอาการต่อไป ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม เชิญพวกคุณกลับบ้านก่อนเถอะ ทั้งคู่จึงตัดสินใจกลับบ้านโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรเลย เวลาผ่านไปเป็นอาทิตย์ “นา” เริ่มรู้สึกตัวและอาการดีขึ้น หมอจึงให้ย้ายมาพักฟื้นนอกห้อง ICU “นา” นอนนิ่งไม่พูดจากับใคร เหมือนไม่รับรู้ถึงสิ่งรอบข้าง นั่นเป็นเพราะสิ่งที่ได้รับผลกระทบมากกว่าร่างกาย คือจิตใจของเธอ หมอยืนยันว่าไม่พบความผิดปกติในตัวเธอ อาการที่พบเห็นมาจากจิตใจของเธอมากกว่า...............................