ข้อมูลส่วนตัว
 
 
คำแนะนำตัว :

say hello หวัดดีคะยินดีต้อนรับทุกกกกกกคนนะคะเข้ามา แล้วช่วยเม้มด้วยก้อจะน่ารักมากๆๆๆเลยคะ

  หมวดของ BLog
 * ทุกกลุ่ม
 Home
 ทายใจ
 อ่านกันนะคะ
 อ่านเล่นๆ
 ความรู้
 ทายนิสัย

  Link
 แจ่มใส
 บ้านและสวน
 club
 ร้านหนังสือ
 โหลดเพลง
 my fang
 star
 ที่นี่
 น่ารัก
 ไทยซ่า
 potato
 AB normal
 zeal
 punch
 นาเดีย
 บาวแก้ว
 jung
 gang
 ส่ง sms ฟรี
 บ้านหมี
 ลีลาชีวิต
 women
 คุณหมึกแดง
 when i fall in love
 ความรัก
 ญ รัก ญ
 oho
 tavee
 อาหาร
 food
 ของที่ระลึกจากสบู่
 งานฝีมือ
 clash
 ขวัญเรือน
 แตงโม
 เชียร์
 พิงกี้
 อั้ม พัชราภา
 นิค
 yenta4
 วอลเปเปอร์
 ple paradee
 gale
 gale1
 rodmay
 namfon
 women ka
 polyplus
 ดุ๊กดิ๊ก...
 may เฟื่องอารมณ์
 ซุบซิบ
 หมอเอิง
 clip ต่างๆ
 eurng
 เอิงคะ
 หมูหิน
 จ๊ะ สุดแต่ฟ้ากำหนด
 hi5 ชะเอม สตอร์
 sms
 ขวัญ อุษามณี
 อุษามณี
 ละคร
 msn
 ละครเกาหลี
 my slide
 my blog
 ป๋อ
 ต่าย ซีซันเชจง
 นาถ ซีซั่น
 zaza
 แพท
 นิตยสาร Gm
 นิตยสารหญิงไทย
 ไทยซ่า
 เบอเกอรี่
 ขนมไทย
 mv
 pop
 model
 คลินิกของวัยรุ่น
 การ์ตูนดุ๊กดิ๊ก
 แต่งblog
 dookdik
 virgin
 thaiza
 image
 mars
 อรจิรา
 แพรว
 knockๆ
 computer today
 สารคดี
 tv-inside
 นิตยสารroom
 อสท.
 รักลูก
 รวมนิตยสาร ขวัญเรือน-
 นิตยสารผู้หญิง
 ศิลปวัฒนธรรม
 hi5 อรจิรา
 game Enjoy
 กระปุก
 สยามซ่า
 สยามโซน
 โฟร์
 เบเบ้
 สนุก
 มาดู
 สุดสัปดาห์

 
 

การมีเพื่อนซี้สุดสนิท ที่เที่ยวออกไป ไหนมาไหน ด้วยกันตลอดเวลานั้น ไม่ได้ หมายความว่า เธอจะเป็น เพื่อน ที่ดีเสมอไป บางครั้ง เราอาจ กำลัง ถูกเพื่อนเอาเปรียบ โดยไม่ รู้ตัว มาดูสิว่าอะไรคือ สัญญาณที่บอก ให้รู้ว่า เรากำลังถูกเพื่อนหลอกใช้

1. เพื่อนชอบขอร้องให้เราทำเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี รู้สึกผิด หรือรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ
ข้อนี้ละตัวดีนัก คิดดูสิ เดี๋ยวก็ขอให้เรามาทำไอ้นู้นให้ทำไอ้นี่ให้ ซึ่งล้วน แล้วแต่เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำ บางเรื่องอาจไม่ใช่ เรื่องถูกหรือ เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ช้อบไม่ชอบ เช่น รู้ทั้งรู้ว่า เราไม่ชอบกิน ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ไม่ชอบกินข้าวร้านนั้น หรือไม่ชอบหน้า เพื่อนคนนี้ ก็ยังบังคับให้เราไปกิน หรือชวนเราไป นั่งคุยกับเพื่อน ที่เราไม่ชอบหน้า โดยไม่สนใจความ รู้สึก ของเรา ไม่สนว่า เราจะอึดอัด หรือกร เดือกข้าวไม่ลง เพราะคุณเธอชอบ ของเธอ อย่างนั้นนี่ ใครจะทำไม


2. ชอบโม้แต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น
วู้ยเหลือจะทนจริงๆค่ะท่านผู้ชม วันๆเอาแต่นั่งโม้นั่งสาธยาย แต่เรื่อง ของตัวเอง เช่น ฉันเพิ่งซื้อกระเป๋าลูกลิงใบละห้าพัน แบบใหม่ล่าสุดเลย นะเธอ หรือ เมื่อวานนี้มีลูกอธิบดีมาจีบ แต่ฉันไม่สนหรอกย่ะ ขนาดวันนี้ หนุ่มหล่อ ลูกนายก (สมาคมอะไรสักอย่าง) มาชวนไปทานข้าว ฉันยัง เซย์โน เลยนะ
นอกจากเอาแต่โม้เรื่องตัวเองแล้ว ถ้าเราขืนพูดเรื่อง ของเรา ออกไป บ้าง คุณเธอนอกจากจะไม่ฟัง ยังเกทับบลั๊ฟแหลกอีกต่างหาก ถ้าเราเล่า เรื่อง ความเริ่ดของเราออกไป เธอจะสาธยายความเริ่ดกว่า ออกมาอีก สิบเท่า หรือถ้าเรารำพันถึงความซวย เธอก็จะมีเรื่องราวความแสน ซวยของเธอ มาทับถม เรียกว่าเรื่องเราจืดไปเลยละ


3. ชอบขอให้เราช่วยโกหกให้
อันนี้รับรองว่าโดนมาแล้วทุกคน ไม่ว่าเรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หรือเรื่อง คอขาด บาดตายแค่ไหน ถ้าเป็นตอนเด็กก็ขอให้เราช่วยโกหกพ่อแม่ว่า เมื่อวานอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ได้แอบหนีไปเที่ยวที่ไหน แต่ที่แท้ คุณเธอไป ตะแลด***แต๋กับแฟนถึงไหนก็ไม่รู้ โตขึ้นมา หน่อยก็ให้ ช่วยหลอกแฟนว่า เมื่อคืนหรือเมื่อช่วงเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา เธอเฮฮา อยู่กับเรา แต่ความจริงแอบ หนีไปเที่ยวกับชู้ (หรือแฟนหนุ่มอีกคน) นอกจากให้ช่วยโกหก เป็นตุเป็นตะ แล้ว ยังให้เราอยู่เฉยๆแต่ ช่วยอือ ออเป็น แบ็คให้เวลามีใคร มาถาม มาเช็ค พฤติกรรมของเธอ เฮ้อ…เหนื่อย แทนแม่ปลาไหลจริงจริ๊ง


4. พยายามเปลี่ยนแปลงเราอยู่ตลอดเวลา
นี่คือเพื่อนที่ไม่รักเราในแบบที่เราเป็นอยู่ แสดงว่าเธอ ไม่ชอบ บางอย่าง หรือทุกอย่างในตัวเรา และยังทำใจยอมรับไม่ได้ ถึงขนาดพยายาม เปลี่ยน แปลง เราให้เป็นคนแบบที่เธอชอบ พยายามเปลี่ยนแปลง เราตั้งแต่หัว จรดเท้า รวมทั้งนิสัยใจคอรสนิยมและการใช้ชีวิต ถ้าทำใจรับ ไม่ได้ขนาดนี้ จะคบกันต่อไปทำไม จับเข่าคุยให้รู้เรื่องดีกว่า ถ้าเพื่อนยังรับไม่ได้ ก็เลิกคบกันเถอะ เพื่อความสบายใจ ของทั้งสองฝ่าย


5. ชอบขอร้องให้เราทำในสิ่งที่เธอเองก็ทำได้
สงสัยเป็นพวกองค์หญิงกลับชาติมาเกิด ถึงต้องมีบ่าวข้าทาสบริวารตามล้าง ตามเช็ด หรือคอยทำอะไรให้ตลอด ของแบบนี้สังเกตง่ายๆ คุณเธอจะชอบ นั่งเอ้อระเหยวางท่าเป็นคุณนาย คอยชี้นิ้วให้เราทำนู่นทำนี่ให้ แม้แต่จะหยิบ น้ำกินเองยังไม่ยอมกระดิก เรียกว่าขยับแต่ปาก กระดิกแต่นิ้ว… เพื่อนหนอเพื่อน


6. เป็นเพื่อนกับเราก็เฉพาะเวลาที่เรามีประโยชน์เท่านั้น
เจ็บจริงๆเพื่อนเอ๋ย ทำไมนะเหรอ ก็คุณเธอเป็น เพื่อนกับเรา เฉพาะเวลา ที่เรามีรถนะสิ เธอจะรีบแถเข้ามาทันที หลังจากนั้น ก็จะติดเราหนึบ เป็นตุ๊ก แก เกาะเพดาน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ทำท่าไม่ แยแสเราเท่าไร หรือถ้าพรุ่ง นี้มีสอบ เธอก็จะมาทำก้อร่อก้อติด หวังว่าจะได้ติวข้อสอบ หรือยืมเล็คเชอร์ เก็งข้อสอบ ระดับ สมองเพชรของเราไปดู
ข้อนี้สังเกตง่ายๆคือ หากวันใดที่เพื่อนหันมา ทำดีกับเราจนผิดสังเกต เอาอก เอาใจ เหลือเกิน ให้รีบดูอย่างถี่ถ้วนเลยว่า ในขณะนั้นหรือช่วง เวลานั้นเรา กำลัง ทำอะไร ที่เพื่อนมุ่งหวังประโยชน์อยู่หรือเปล่า



7. ชอบยืมของเราประจำ
ข้อนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก มีอะไรก็วิ่งมายืมยันเต ไอ้นู่นก็ยืม ไอ้นี่ก็ยืม คุณเธอไม่เห็นมีอะไรไว้ใช้เองสักอย่าง


8. โกรธแทบบ้าถ้าเราไม่ทำตามที่เธอต้องการ
เออเอาสิ เวลาถูกขัดใจเพื่อนจะกรี๊ดๆๆขึ้นมาทันที อาละวาดราวกับผีบ้า เรียกว่าขัดอกขัดใจไม่ได้เลยละ นี่มันเพื่อนหรือแม่กันแน่


9. เวลามีเรื่องเดือดร้อนเพื่อนหายหัว
เจ็บสุดๆกับเพื่อนสันดานแบบนี้ เวลาเรามีประโยชน์ก็เข้ามาทำดีกับเรา เวลามีเรื่องเดือดร้อนก็มาขอให้เราช่วย พอเวลาเรามีเรื่องเดือดร้อนบ้าง เพื่อนกลับหายหัว ทำตัวเป็นนินจาล่องหน หาตัวยากยิ่งกว่าดาราดังๆ เสียอีก ที่ร้ายๆไปกว่านั้น ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนแล้วเธอต้องมาพัวพันด้วย เธอพร้อมที่ จะป้ายความผิดให้เราทันที เรียกว่าขอเอาตัวรอดก่อน ไม่สนอย่างอื่นแล้ว


   ถ้าตัดสินใจได้ว่าถึงเวลาต้องสลัดเพื่อนแบบนี้ทิ้งเสียที คงต้องใช้เวลาทำใจหน่อย ก็แหม…คบกันมาตั้งนาน เพิ่งมาเผยธาตุแท้ให้เห็น การตัดเพื่อนจึงเป็น เรื่องยาก กว่าที่คิด เพราะเป็นประเภทของการตัดสัมพันธ์ที่เลวร้ายที่สุด มันต่างกับ การเลิก กับแฟน ซึ่งความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแบบนั้น พอตัดแล้วก็แล้วกันไป เมื่อหมดความ สเน่หาหัวใจก็ย่อมเลิกโหยหา เป็นการตัดความสัมพันธ์อย่าง เป็นทางการ แต่กับ เพื่อนมักใช้ความห่างเหิน ค่อยๆถอยออกไปทีละน้อยๆ

ดังนั้นการตัดเพื่อนที่ยากลำบากและหนักหนาสาหัสที่สุดคือ การเลิกคบกันแบบ ปัจจุบันทันด่วนทันทีทันใด โดยที่ยังแก้ปัญหาในตอนจบไม่ได้ ซึ่งผลที่ออก มามักจะก่อให้เกิดอารมณ์สับสนและความเจ็บปวดขึ้นในจิตใจ จึงไม่ใช่วิธีที่ดี ที่สุดในการตัดเพื่อน

วิธีที่ดีที่สุดในการตัดเพื่อนคือ พูดความจริงออกมาให้หมด โดยให้เกียรติกัน และไม่ใช้คำพูดเชือดเฉือนให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำ เพื่อที่ว่าต่างฝ่ายต่างสามารถ ทำใจทนรับฟังได้ เวลาคุยกันให้ใช้ความสงบสุขุม และอธิบายอย่างชัดเจน กระจ่างแจ้งไปเลยว่า ทำไมมิตรภาพฉันท์เพื่อนจึงไม่เวิร์คสำหรับเรา

เทคนิคเวลาเปิดอก คือให้ชี้แจงยกตัวอย่างเหตุการณ์มาเลยว่า อะไรเป็นอะไร ตรงไหนที่ยอมรับไม่ได้ และนำมาสู่การตัดความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน เพื่อจะได ้ไม่เกิดความสับสนทั้งเราและเพื่อน

ถ้าคุยกันแล้วการณ์กลับกลายเป็นว่า เราและเพื่อนตัดสินใจ หันมาปรับปรุง ความสัมพันธ์ใหม่แทน ที่จะจบมันลงแบบไม่ให้เหลือซาก ก็ควรทำข้อตกลง โดยการจำกัดขอบเขตไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น อย่าให้เพื่อนยืมเสื้อผ้าหรือเงิน ถ้ารู้ว่าเพื่อนเป็นคนชอบชักดาบ หรือไม่เคยคืนของที่ยืม จากใคร หรืออย่า พาแฟน ไปเที่ยวกับเพื่อน ถ้ารู้ว่าทั้งสองฝ่ายเกลียดขี้หน้ากันอย่างกับอะไรดี

แต่ถ้าคุยกันแล้วต่างฝ่ายต่างมองไม่เห็นอนาคตว่าจะสามารถรักษาความเป็น เพื่อนต่อไปได้ เราควรปล่อยให้ตัวเองเศร้าโศกเสียใจ กับการสูญเสีย ครั้งนี้ได้ อย่างเต็มที่ เหมือนกับเวลาเลิกกับแฟน หรือบุคคลที่รักทั้งหลายต้องจากไป

ทันทีที่หายจากอาการเศร้าโศกเพราะเราได้ปลดปล่อยไปหมดแล้ว เมื่อนั้นเราจะ สามารถเดินหน้าสร้างมิตรภาพใหม่ๆได้ด้วยตัวเอง บนพื้นฐานของความไว้ วางใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน


 

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อไรที่เราได้ซื้อของดีราคาถูก จะเป็นวันที่แฮปปี้กระดี๊กระด๊า แต่วันไหนได้ของแบบงั้นๆ ใช้ได้ครั้งสองครั้ง แถมยังรู้สึกว่าแพงไป ก็ให้รู้สึกเซ็งใจขึ้นมาทันที คงเพราะเหตุนี้ผู้หญิงเราจึงมักจะพยายามฝ่าฟันไปให้ถึงปลายทางของการดูดีให้ได้โดยไม่ทำร้ายกระเป๋าเงินมากนัก
ว่าแล้วก็ลอง 9 กฎทองนี้ดีกว่าค่ะ รับรองไม่เสียเที่ยวเปล่าแน่นอน

1. ร้านคุณป้าอย่าได้เมิน

ของดีราคาถูก ก็เหมือนกับการหาสมบัติใต้ทะเลลึกนั่นแหละ จะเจอหรือไม่เจอก็ได้ แล้วแต่โชค  หลายคนพอได้ยินว่าให้แวะไปร้านเสื้อผ้าเก่าๆ แนวป้าๆ ลุงๆ ทั้งแถวบางลำพู หรือ สำเพ็ง หรือบางรัก ก็อาจจะนึก "ว๊าย  ไปทำไมยะ.. อายุฉัน เพิ่งจะยี่สิบนิดๆ ชอปปิ้งห้างตลอด ไปร้านอย่างนั้นได้แต่ของป้าๆ สิ ฯลฯ" ...นั่นก็เพราะคุณยังไม่รู้สิว่า เสื้อผ้าลินินหรือผ้าฝ้ายพิมพ์ลายสวยๆ มักจะซ่อนตัวอยู่ร้านแถวนี้ล่ะ ยิ่งตอนนี้ลินินขาวกำลังอิน ใส่หน้าร้อนเย็นสบาย หรือจะลองหากระโปรงผ้าฝ้ายพิมพ์ลายรีโทรนิดๆ มาใส่กับสายเดี่ยวก็สวย ของอย่างนี้ ต้องใฝ่หา วันไหนว่างเริ่มจากสำเพ็ง วังบูรพาก่อนเลย เข้ามันทุกร้าน โชคดีจะเจอ เสื้อลายลูกไม้เก๋ๆ หรือแวะไปดูกระโปรงที่ร้านโขมพัสตร์ ถนน นเรศ สี่พระยา ก็มีกระโปรงผ้าฝ้ายพิมพ์ลายน่ารักดี

2. ซื้อแบบเบสิคแล้วค่อยเดรสอัพ 

'เบสิค' ในที่นี้ได้แก่ เดรสดำ กางเกงดำ กระโปรงสีดำ และเสื้อสีขาว จะเป็นเชิ้ตหรือแพทเทิร์นหวานๆก็ได้ พวกนี้ไม่เคยล้าสมัย ดูดีตลอด แม้ว่าจะไม่แฟชั่นจ๋าออนเทรนด์อะไรขนาดนั้น แต่คุ้มค่ามากที่จะยอมทุ่มทุนซื้อชิ้นที่คุณภาพดีๆ ตัดเนี้ยบ แพทเทิร์นเก๋ ไม่ถึงกับต้องเป็นแบรนด์ดังจากอิตาลีหรอกนะคะ ในห้างชั้นนำบ้านเราก็มีมากมายให้เลือก หรือจะไปตัดก็ได้ ขอแนะนำร้านยอดฮิตของเด็กจุฬา ที่นี่ตัดเสื้อผ้าแนวสูทกระโปรงกางเกงชนะเลิศ คุณประทวน-คุณประทิน แห่งร้านโฟร์ชอง สุขุมวิท 49  ก่อนถึงสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ ร้านนี้ตัดได้ทุกแพทเทิร์น แม้จะต้องรอนานหน่อย เพราะลูกค้าเยอะ แต่รับรองถูกใจ ราคาไม่แพง ช่างเป็นกันเอง พอได้ชุดเนี้ยบๆ แล้วค่อยมาแต่งกับพวกเครื่องประดับเปรี้ยวๆ ดราม่าๆ หน่อย อย่างต่างหูสไตล์ My Little Chandelier สีสดๆ เท่านี้ก็สวยแล้วค่ะ

3.จากจตุจักร ไปสยาม สแควร์ จบที่สยามพารากอน 

การมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าจากแหล่งต่างๆ จะช่วยเพิ่มความสนุกในการช้อปปิ้งให้คุณอีกโข แถมเมื่อรวมแล้วราคาก็จะไม่สูงจนเกินไป เคยมีเพื่อนคนหนึ่งเธอไปจตุจักร ได้ตุ้มหูขนนกกระเต็นเป็นแผงยาวใหญ่ ราคาสองร้อยบาท เธอรวบผมตึงโชว์แผงขนนกยาวใหญ่เคลียร์บ่า ใส่เสื้อสายเดี่ยวสีขาวปักเลื่อมนิดๆ ราคาสามร้อยบาทจากโบนันซ่า และชั่งใจอยู่นานว่า จะเลือกกางเกงยีนส์จาก MGN หรือ ZARA ที่สยามพารากอนดี เพราะตะเข็บสวย ทรงเซ็กซี่ คุณภาพดี ราคาไม่แพงทั้งคู่ เป็นไงล่ะ

4. จำวิชา ก.พ.อ. การงานพื้นฐานอาชีพได้ไหมคะ

วิชาที่สอนเย็บโน่นนี่น่ะค่ะ ลองค้นตู้ดูซิว่า เรามีเสื้อกี่ตัวที่ไม่ได้ใส่เพราะกระดุมหาย หรือตะเข็บปริ ลองหยิบมาเย็บมาซ่อม ถ้าตัวเองไม่ถนัดก็ไปพึ่งฝีมือ ก.พ.อ.ของช่างก็ได้ ประหยัดค่าเสื้อใหม่ไปได้โข

5. ไม่เตะใจ-ไร้เหตุผล-อย่าซื้อ

ผู้หญิงเราหลายคนชอบซื้อของด้วยความรู้สึก ประเภทคิดเข้าข้างตัวเอง 'ใส่แล้วน่าจะสวย'  หรือ 'เดี๋ยวก็ได้ใส่ไปงานเลี้ยงปีใหม่ออฟฟิศ (คิดตั้งแต่เดือนมีนาคม)' อย่าค่ะ ทางที่ดีก่อนซื้อถามตัวเองอย่างน้อยสองครั้ง และอย่าไปฟังคนขาย สุดท้ายลองใส่แล้วถามตัวเองหน้ากระจกว่า 'จะใส่ไปไหน' 'ใส่ได้อย่างน้อยกี่ครั้ง' และของชิ้นนั้นอยู่ในข่าย 'ไม่มีไม่ได้' หรือเปล่า ถ้าอยากได้มาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ หรือหารจำนวนครั้งที่คิดว่าจะได้ใช้กับราคาแล้วคุ้มค่าค่อยควักกระเป๋าขึ้นมาจ่าย

6.ซื้อตอนเซลล์

ถึงจะได้ของหลุดซีซั่นไปบ้าง แต่คุ้ม ขาช็อปแต่ละคนจะมีเคล็ดลับการซื้อของเซลล์ห้างใหญ่ๆ แตกต่างกันไป เพื่อนดิฉันคนหนึ่งเคยกระซิบว่า ช่วงเซลล์ของห้างเซ็นทรัลสินค้าสวยๆ ที่สาขาชิดลมจะขายหมดเร็วมาก ถ้าเราเดินผ่านแล้วเตะใจ แต่ไม่ซื้อ นั่นหมายความว่าเมื่อเดินกลับมาอีกครั้งของจะหายวับไปแล้ว อาจต้องไปให้พนักงานขายช่วยโทรศัพท์ไปเช็คสาขาอื่นว่ามีเหลืออีกหรือเปล่า แต่ถ้าขี้เกียจถาม 'เซ็นทรัลลาดพร้าว' มักจะมีคำตอบสุดท้าย  ส่วนอีกคนบอกว่าถ้าชอบแบรนด์ไทยดีๆ อย่าง Jaspal หรือ Chaps เตรียมนับสัปดาห์ไว้ได้เลย เพราะประมาณเก้าถึงสิบสัปดาห์หลังคอลเลคชั่นใหม่จะมีเซลล์ให้น้ำลายหก

7. เปิดและสำรวจตู้เสื้อผ้าทุกสัปดาห์

กฎข้อนี้ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอนะคะ เช็ดดูเลยว่ามีเสื้อผ้าตัวไหน เครื่องประดับชิ้นใดที่หลงลืมไม่ได้ใส่บ้าง หยิบออกมาดู  แล้วอาจจะใช้เวลาในวันว่างลองทุกชุด กับเครื่องประดับเก่าๆ เพราะแฟชั่นมักจะวนไปวนมา ของเก่าในวันก่อนอาจกำลังเป็นของฮ็อตในวันนี้ก็ได้ และถ้าชิ้นไหนชุดไหนใส่ไม่ได้ ใช้ไม่ลงก็จะได้เก็บไปบริจาค หรือแลกกับเพื่อนก็ยังได้

8. ให้ความสำคัญกับป้ายวิธีดูแลเสื้อ

อุตส่าห์ซื้อของดีมาแล้ว แต่ไม่ดูแล จับยัดใส่เครื่องซักผ้า ถึงเวลาตากก็ห้อยต่องแต่งซะงั้น ทำการบ้านนิดนึงว่า คาร์ดิแกนที่ซื้อมาน่ะเป็นผ้าชนิดไหน ต้องซักมือ หรือใส่ถุงผ้าก่อนซักเครื่อง ตากในร่ม หรือใช้ไม้แขวน อย่าคิดว่าถ้าพังก็ค่อยซื้อของใหม่มาแทน เสื้อผ้าแพงๆ บางชิ้นถ้าดูแลดีๆ อยู่ได้ 4-5 ปีทีเดียวนะคะ

9. จ่ายสด  ทิ้งบัตรเครดิตไว้ที่บ้าน

พกแต่เงินสดกับบัตรเงินสดเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้คุณบังคับตัวเองได้ เพราะตัวเลขในกระเป๋าจะเป็นตัวกำหนดจำนวนชิ้นที่คุณจะช็อปไม่ว่าจะเสื้อผ้าหรือข้าวของเครื่องใช้ ยิ่งเดี๋ยวนี้ห้างร้านหลายแห่งเขาจับมือกันให้ส่วนลดสินค้าและบริการกับผู้ที่ถือบัตรพันธมิตร อย่างบัตร One Plus สำหรับลูกค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ทรู ยูนิลิเวอร์ และอาร์เอสโปรโมชั่น ที่ซื้อได้ตั้งแต่ของกระจุกกระจิกไปจนถึงสินค้าราคาแพง แถมได้คะแนนสะสมสิทธิพิเศษอีกต่างหาก  ทีนี้จะเลือกบัตรไหนก็ดู ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์แล้วกัน   

แค่นี้ก็มีเงินเหลือไว้ให้อุ่นใจแล้วละค่ะ


 
 


ตายจริง! หมู่นี้เราฮ็อตเป็นพิเศษ สงสัยคงเพราะรู้ว่าควรแต่งตัวอย่างไรให้ถูกใจหนุ่มๆ (จาก Dress good เล่มที่แล้ว) เขาเลยพากันมานัดไปดินเนอร์จนสับรางไม่ทัน ตอนนี้น้ำหนักไต่ระดับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ถ้าปล่อยไว้มีหวังเป็นดีกรีความฮ็อตคงลดฮวบแน่ แบบนี้ต้องใช้เสื้อผ้าช่วยอำพรางด่วน

   เสื้อเชิ้ตแขนยาวคอบัว  ช่วยได้มากในการเก็บหน้าท้อง และต้นแขน  แต่ขณะเดียวกันคอเสื้อลักษณะนี้มักทำให้ช่วงลำคอถึงหน้าอกดูตันๆ ไปเล็กน้อย  ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการปลดกระดุมเม็ดบนเวลาใส่   ส่วนกระโปรงจับจีบด้านหน้าช่วยเก็บสะโพกของเราได้เป็นอย่างดี

  สำหรับเดรสลายทแยงสีเข้มๆ คอเสื้อผ่าลึก  จะช่วยดึงจุดสนใจมาอยู่ที่หน้าอก  แทนที่จะเป็นสะโพก ลายทแยงและผ้าบางเบาจะทำให้รูปร่างดูพลิ้วไหว บอบบาง เมื่อใส่กับรองเท้าส้นเข็มสูงสีน้ำเงินม่วงจะช่วยขับผิวขาขาวๆ ให้ยิ่งสวย และดูเรียวขึ้น ตบท้ายด้วยสร้อยไข่มุกเส้นยาว เพื่อสร้างเส้นแนวตั้งให้หุ่นดูผอมยิ่งขึ้น จะอีกกี่เดทก็ยังสวยเพรียวอยู่เสมอ

   วันทำงานที่ต้องอาศัยความคล่องแคล่วเป็นพิเศษ  การใส่กางเกงย่อมสะดวกกว่า แต่เราก็ต้องดูสวย และพรางส่วนเกินด้วย  เลือกเสื้อเชิ้ตแขนสั้นตัวหลวมนิดๆ เพื่อที่จะไม่เน้นหน้าท้องมากนัก และสามารถปิดสะโพกได้ด้วย  มาใส่กับกางเกงสีครีม ถ้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มได้จะยิ่งเลิศ และเข็มขัดเส้นเล็กสีเขียว  ถ้าเลือกใส่รองเท้าส้นสูงสีเขียวจะทำให้ชุดนี้ดูกลมกลืน และไม่แย่งซีนกันจนเกินไป

  อย่างที่ทราบว่าลายทแยงทำให้เราดูผอมเพรียวได้ ยิ่งนำมาจับคู่กับกางเกงสีเข้มๆ ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ดูผอมลงจนใครๆ ก็ต้องทัก  นอกจากนี้อาจเพิ่มลูกเล่นตรงรองเท้าแตะสีเหลือง  ซึ่งมีเส้นด้านข้างสองเส้นขนานกัน เส้นนั้นมีความหนาพอเหมาะสามารถช่วยเก็บเนื้อเท้าด้านข้าง อีกทั้งแผ่นหนังที่นำมาตกแต่งด้านหน้าก็สามารถบดบังความอวบของเท้าได้อย่างน่าทึ่ง  ทำให้วันสบายๆ ของคุณเป็นอีกวันที่น่าจดจำ

  เคยรู้มาว่าการใส่เสื้อสองตัวซ้อนกันช่วยพรางลำตัวให้ดูเพรียวได้  แต่ก็ต้องระวังหากตัวนอกเป็นสีอ่อน และดูโคร่งจนเกินไป  ถ้านำมาจับคู่กับการเกงยีนส์สีสว่างอาจทำให้ต้นขาเราดูใหญ่ขึ้นอีก ทางที่ดีควรเป็นกางเกงยีนส์สีเข้มที่ไม่ผ่านการฟอก จะเพอร์เฟคมากๆ


 
มิตรภาพ คือ สิ่งที่ควรรักษา

ในสังคมที่มีการแข่งขันตลอดเวลา ทำให้คนที่เห็นแก่ตัวมีเพิ่มมากขึ้น ขาดแคลนน้ำใจ หลายคนต้องสูญเสียมิตรภาพดีๆ ไปอย่างไม่รู้ตัว เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่เราได้เจอมิตรแท้ เราก็ควรรักษามิตรคนนั้นให้อยู่กับเรานานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เหมือนนิทานเรื่องที่จะนำมาให้อ่านในสัปดาห์นี้

ทวดของโจโฉ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ทวดของโจโฉ ว่าท่านเป็นคนที่มีชื่อเสียงในเรื่องเป็นคนที่มีน้ำใจ วันหนึ่งเพื่อนบ้านของทวดโจโฉนับสุกรที่เลี้ยงไว้ เห็นว่าขาดไปหนึ่งตัว จึงเที่ยวออกตามหา เรื่อยมาจนถึงบ้านทวดของโจโฉ และพบสุกรตัวหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันกับสุกรตัวที่หายไป เพื่อนบ้านผู้นั้นจึงได้กล่าวหาทวดของโจโฉที่เอาสุกรของเขาไป พร้อมกับยึดสุกรตัวนั้นกลับบ้าน ถึงขณะนั้นทวดของโจโฉก็ไม่ได้ว่าอะไรปล่อยให้เพื่อนบ้านนำสุกรของท่านไป
สุกรหาย

ฝ่ายเพื่อนบ้านพอกลับถึงบ้านก็พบว่าสุกรตัวที่หายไปได้กลับมาอยู่ที่เล้าตามเดิมแล้ว ก็รู้สึกละอายใจที่ได้ไปกล่าวทวดของโจโฉเช่นนั้น เพื่อนบ้านจึงได้อุ้มสุกรตัวนั้นกลับมาคืน พร้อมหล่าวขอขมาทวดของโจโฉ

เจอสุกร

ภายหลังมีเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ได้เข้าไปถามทวดขอวโจโฉว่า ทำไมท่านถึงไม่โต้แย้งไปในตอนแรก ที่เพื่อนบ้านของท่านมายึดสุกรตัวนั้นไปล่ะ ทวดของโจโฉตอบว่า ฉันยอมเสียหมูไปหนึ่งตัว ดีกว่าเสียเพื่อนไปหนึ่งคน แต่แล้วความจริงก็คือความจริง ตอนนี้ฉันเลยได้ทั้งหมูได้ทั้งเพื่อนอีกหลายคน
รักษามิตร

เรื่องของ ทวดโจโฉ สอนให้รู้ว่ากานสูญเสียเงินทองบางส่วน เพื่อรักษามิตรที่ดีเอาไว้หนึ่งคน ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายตรงกันข้ามกับทำให้ดราได้สิ่งดีๆ กลับคืนมาโดยไม่รู้ตัว หลายคนคงรู่กว่าเราได้มิตรที่ดีสักคน เราต้องใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้นานแค่ไหน เราจึงจะยอมเปิดเราจึงจะยอมเปิดใจรับคนๆ นั้น ฉะนั้นถ้ามีเรื่องอะไรที่จะทำให้สูญเสียมตรที่ไปล่ะก็ พยายามคิดดูให้ถี่ถ้วนเสียก่อนอย่างน้อยคนที่คบกันมานาน เราย่อมรู้จักนิสัยใจคอเขามากกว่า คนที่เรารู่จักกันได้ไม่นานจริงไหมค่ะ ?

 
1. กลัวการรับผิดชอบ

พวกผู้ชายหลายคนได้รับการสั่งสมความคิด และรับรู้กันมาว่า การแต่งงานคือการผูกมัดต้องมอบชีวิตทั้งหมดให้ครอบครัว ซึ่งพวกเขาจะต้องรับผิดชอบภรรยาและลูกๆ ที่จะเกิดมาทำให้พวกเขาแค่นึกก็ขยาดขนหัวลุก เลยพากันคิดว่าอยู่อย่างนี้ดีแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใคร
2. กลัวขาดอิสระ

ชีวิตส่วนใหญ่ของเพศชาย มีอิสระล้นฟ้า จะทำอะไร จะไปไหนก็ได้ พ่อแม่ไม่ถือ อาจจะบ่นจะว่าบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรง หายหัวไปนอนบ้านเพื่อนสองอาทิตย์ กลับมาก็ยังได้รับการต้อนรับจากครอบครัวเหมือนเดิม สำมะเลเทเมาแค่ไหนก็ได้ มีแฟนกี่คนก็ได้จะ รีบมีเมียไปทำไม
3. กลัวไม่ได้ทุ่มเทกับงาน

ผู้ชายบางกลุ่มมุ่งมั่นในอาชีพการงาน ชอบการแข่งขัน เพื่อไขว่คว้าหาความก้าวหน้า คนพวกนี้คิด
ว่า การมีครอบครัวจะขัดขวางเวลาในการทำงาน กลัวทำงานดึกไม่ได้ กลัวไปกินดื่มสังสรรค์กับเจ้านาย และลูกค้าไม่ได้อย่างที่เคย เขาจึงไม่อยากผูกมัดกับหญิงใด
4. กลัวอดเที่ยว

ผู้ชายทุกคนชอบเที่ยว บางกลุ่มชอบเที่ยวกลางคืน เฮไหนไปนั่น อยู่กับเพื่อนทั้งวันทั้งคืน บางกลุ่มชอบผจญภัย ชอบขับรถออฟโรด ตะลุยไปทั่วป่าเขาลำเนาไพร ผู้ชายกลุ่มนี้จะทุ่มเทเงินกับการแต่รถซื้อ อุปกรณ์เดินป่า ไม่อยากมีลูกเมียให้เป็นพันธะให้ต้องเป็นห่วง
5.กลัวเพื่อนหาย

เป็นที่รู้กันแล้วว่า ผู้ชายชอบจับกลุ่มอยู่กันเป็นฝูง เพื่อส่องหญิง จีบหญิงแข่งกัน หรือแต่งรถแข่งกัน หาเรื่องมาแข่งขันกันเช่น พนันฟุตบอล เล่นเกมต่างๆ คุยใหญ่โตทับกัน เพราะหัวใจของผู้ชายชอบการแข่งขัน ถ้ามีเมีย เขากลัวว่าจะกลับมารวมกลุ่มกันไม่ได้
6. กลัวว่าตัวเองจะกลัวเมีย

ผู้ชายหลายคนนะ...ที่รักผู้หญิงแบบเทิดทูน แต่พวกเขาก็ยังรักตัวเอง รักชีวิตแบบเดิมๆ ของตัวอง ดังนั้นพวกเขาอาจจะไม่อยากแต่งงาน เพราะเกรงว่ามีครอบครัวไปแล้วจะกลายเป็นคนกลัวเมีย หลงรักลูก ไม่กล้าไปทำอะไรอย่างที่เคยๆ แล้วก็กลัวถูกเพื่อนล้อด้วย...
7. กลัวเซ็กซ์หดหู่

เคยบอกแล้วววว...ว่าเซ็กซ์เป็นสิ่งสำคัญในอันดับต้นๆ ของเพศชาย การเป็นโสดของผู้ชาย อาจหมายถึงการใช้ชีวิตเซ็กซ์อย่างอิสระเสรี มีเพศสัมพันธ์อย่างตื่นเต้นกับหญิงแปลกหน้าไปเรื่อยๆ ถ้าการมีเมียหมายถึง การต้องมีเซ็กซ์กับผู้หญิงคนเดียวพวกเขาจะรีบมีไปทำไม
8. กลัวญาติ (เมีย) เยอะ

ผู้ชายไม่ชอบความวุ่นวาย เพศชายส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครแบบเพศหญิง ถ้าการแต่งงานหมายถึงเขาจะต้องเข้าไปจำยอมอดทนกับ พ่อตา แม่ยาย สารพันญาติกาโหติโกของภรรยา เขาคงต้องหลีกเลี่ยงแน่ๆ ผู้ชายหน้าไหนจะอยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน
9. กลัวผู้หญิงเปลี่ยนไป

ผู้ชายอาจรับรู้มาจาก พ่อ –แม่ ของเขา หรือจากครอบครัวเพื่อนว่า ผู้หญิงที่เป็นแฟนกับเป็นเมียต่างกันลิบลับ เช่น แฟนน่ารัก เมียขี้บ่น แฟนหุ่นดี เมียอ้วนพะโล้ ฯลฯ (แล้วผู้หญิงก็มักเป็นเช่นนี้ซะด้วย!...) ผู้ชายพวกนี้จะคบผู้หญิงแค่เป็นแฟน แต่ไม่ยอมแต่งงาน
10. กลัว เพราะเห็นแก่ตัว

จากการที่มนุษย์เพศชายส่วนใหญ่ในสังคม ทำให้พวกเขาเคยชินกับอาการใหญ่โตของพวกเขา และเห็นแก่ตัวเกินไป ที่จะต้องเสียสละอันใหญ่หลวง ด้วยการแต่งงาน ผู้ชายบางคนบอกว่าไม่มีเมีย เพราะกลัวเมียมาแย่งกินแย่งใช้...เฮ้อ! อย่างนี้ก็มีด้วยแฮะ...มาถึงตรงนี้แล้ว

อยากจะบอกว่าผู้หญิงหลายคนก็กลัวการแต่งงานเช่นกันนะคะ เพราะภาระการเป็นเมียก็ยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้ากัน โดนเฉพาะการเป็นแม่ ผู้หญิงต้องลำบากกว่าผู้ชายหลายเท่านักแต่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักกล้าหาญ เรียกร้องการผูกมัด อยากเข้าพิธีแต่งงาน อยากเป็นเมีย อยากเป็นแม่ ... ว่าแต่ถ้าจะให้ได้เป็นแน่ๆ ต้องทลายกำแพงความกลัวทั้งหลายเหล่านี้ของผู้ชายให้ได้ก่อนนะคะ