ฝรั่งว่าคนไทยมี 4 ขี้? (1)
อาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
เมื่อราวๆ ปลายปี 2549 มีข่าวลงตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าหน่วยงานรัฐของไทยหน่วยงานหนึ่ง ได้ว่าจ้างบริษัทวิจัยของต่างประเทศ ให้ทำการศึกษาวิจัยค่านิยม พฤติกรรม นิสัยใจคอของคนไทยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่าจากผลการวิจัยดังกล่าว พบว่าคนไทยมี “อุปนิสัยอันถาวร” (แถวบ้านผมเขาใช้คำว่า “สันดาน”) ที่เด่นๆ อยู่ 4 ประการ คือ
1.คนไทยเป็นคน “ขี้เกียจ”
2.คนไทยเป็นคน “ขี้โกง”
3.คนไทยเป็นคน “ขี้โอ่”
4.คนไทยเป็นคน “ขี้อิจฉา”
อันเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า “คนไทยนั้นมีนิสัย 4 ขี้!”
ถ้าเราคนไทยจะไม่เป็นคนที่ใจคอคับแคบจนเกินไป หรือถ้าเราคนไทยจะไม่ทำเป็นดัดจริตวี้ดว้ายกระตู้วู้ รับไม่ได้ ทนไม่ได้กับการที่มีคนเขามาบอกความไม่ดีของตัวเราแล้วละก็ เราน่าจะได้มองเห็นตัวของเราเองได้อย่างชัดเจน รอบด้านขึ้น อันจะสามารถทำให้เรานำข้อค้นพบนั้นไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องได้บ้างตามสมควร
ที่ว่าคนไทยเป็นคน “ขี้เกียจ” นั้น นอกจากจะหมายความตรงๆ ตัวว่าไม่ค่อยขยันทำการงาน ดั่งภาษิตโบราณที่บอกว่า “เรื่องกินเรื่องอยู่ใครไม่สู้พ่อ แต่เรื่องพายเรื่องถ่อพ่อไม่สู้ใคร!” แล้ว ก็น่าจะหมายความรวมถึงประเด็นดังต่อไปนี้ด้วย :-
- บางครั้งก็ไม่ถึงกับขี้เกียจ แต่ว่าก็ไม่ค่อยจะกระตือรือร้น ทำอะไรก็จะทำไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็เอนหลังนอน! มีลักษณะเฉื่อยชา แฉะแหมะ
- ทำงานตามอารมณ์ นึกอยากทำก็จะทำ พอไม่มีอารมณ์จะทำ (แล้วก็มักขยันไม่มีอารมณ์อยู่เรื่อยแหละ) ก็จะไม่ทำ ขนาดกำลังทำๆ อยู่นี่แหละ พอหมดอารมณ์ขึ้นมาก็หยุดทำ ทิ้งงานไปหน้าตาเฉย พวกนักลงทุนต่างชาตินี่เขาปวดหัวกับคนงานไทยเป็นอันมาก เพราะพอเสร็จหน้านา ก็เข้ามาหางานทำ ครั้นพอฝนพรำ ก็กลับไปดำนา! มิใยที่โรงงานเขาจะขอให้ช่วยเร่งผลิตสินค้าตามออร์เดอร์ที่มีเข้ามามาก ก็ไม่สนใจ คิดอยู่อย่างเดียวว่ากูจะกลับไปทำนา เดี๋ยวสิ้นหน้านา ก็ค่อยกลับมาหางานทำ พวกนักลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติเขาก็เลยทำชีวิตกันไม่ถูก จะวางแผนกะการอะไรไม่ได้เอาเลยทีเดียว เพราะคนงานไทยเล่นทำงานตามอารมณ์
- ทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ คือทำงานแบบวันต่อวัน เงินหมดก็หางานทำ พอได้เงินมา ซึ่งก็แค่พอใช้ไปได้วันสองวัน ก็หยุดทำ พอเงินหมดก็ออกหางานทำอีก วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์อยู่อย่างนี้อยู่ทั้งปีทั้งชาติ
- ทำงานอย่างไม่มีน้ำอดน้ำทน ดั่งคำโบราณที่ว่า “หนักไม่เอา เบาไม่สู้” และหรือเป็นคน “หยิบโหย่ง..เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” คนไทยเป็นคนที่รักสนุก ชอบความสำราญ ชอบความบันเทิง ชอบการละเล่น มากกว่าชอบทำงาน ส่งผลให้กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีความมุ่งมั่น ขี้แพ้ ท้อง่าย ไม่ชอบแก้ปัญหา อ้างว่าคิดแล้วปวดหัว เครียด ชอบหนีปัญหา ทิ้งปัญหา ชอบกวาดขยะไว้ใต้พรม ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง นอกจากนี้ยังชอบทำงานที่เบาๆ งานที่สบายๆ ไม่ชอบทำงานหนัก
- คนไทยเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรอย่างจริงๆจังๆ เป็นงานเป็นการ แต่ชอบทำทุกอย่างอย่างผิวเผิน ทำอย่างฉาบฉวย ทำพอเป็นพิธี ทำอย่างผักชีโรยหน้า ทำโดยเน้นรูปแบบมากกว่าเนื้อหาสาระ เน้นพิธีกรรมมากกว่าแก่นแท้ เรื่องที่ควรทำอย่างจริงจังก็เอามาทำกันอย่างเล่นๆ (เช่น เล่นการเมือง เล่นหุ้น ฯลฯ) แต่เรื่องที่เป็นเรื่องเล่นๆ เรากลับทำอย่างจริงจัง ทำอย่างเป็นการเป็นงาน (เช่น งานกาชาด งานวัด งานประกวดธิดาโอท็อป งานประกวดสุนัข ฯลฯ เหล่านี้นี่เราเรียกว่ามันเป็น “งาน” ทั้งสิ้น ไม่ได้ทำกันอย่างเล่นๆ เลย)
- คนไทยทำงานและดำเนินชีวิตด้วยหลักความเชื่ออย่างผิดๆ เช่น เชื่อในเรื่องของฟ้าลิขิต มากกว่าจะเชื่อว่าชีวิตลิขิตเองได้ เชื่อว่าคนจะรวยจะจนอยู่ที่โชคลาภวาสนา ไม่เชื่อในเรื่องของความขยัน อดทน ไม่เชื่อในเรื่องของความเพียร ความอุตสาหะวิริยะ ความมุมานะพยายาม ก็เลยแทนที่จะขยันทำการงาน แต่กลับไปขยันหาเลขเด็ด ขยันไปตระเวนหาเจ้าแม่เจ้าพ่อ ขยันไปวิ่งไล่ล่าหาเช่าบูชาจตุคามรามเทพกันจนถึงขั้นชกต่อยทำร้ายกันเพื่อแย่งกันเช่าบูชาวัตถุมงคลนั้น (แค่เริ่มต้นก็ไม่เป็นมงคลแล้ว คิดดูก็แล้วกัน!) ปากก็ก็พร่ำว่าเป็นชาวพุทธ แต่พฤติกรรมกลับไปคล้ายพวกชนเผ่าผีตองเหลือง ที่ยังนับถือภูติผีปีศาจอะไรกันอยู่
ส่วนที่ว่าคนไทยมีนิสัย “ขี้โกง” นั้น นอกจากจะหมายถึงโกงจริงๆจังๆ โกงอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อย่างกรณีสนามบินสุวรรณภูมิที่ต้องถือว่าเป็น “มหากาพย์แห่งการโกง” แล้ว ก็น่าจะหมายรวมถึงประเด็นในต่อไปนี้ด้วย :-
- คนไทยนิยมเล่นพรรคเล่นพวก เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มากกว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและสังคมประเทศชาติ ข้าราชการไทยทุกคนน่ะรู้อยู่แก่ใจว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” แต่เขาก็ยังรู้อีกว่า “แต่ถ้ากินของราชการ กินได้ตั้งนานก็ยังไม่หมด!” คนไทยต้องหันมาตรวจสอบในเรื่องของ “สำนึกเพื่อสาธารณะ” (Public Spirit) กันให้มากยิ่งขึ้น แม้แต่ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราปฏิบัติต่อกันในสังคม อย่ารอแต่ให้พม่ายกทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์ แล้วจึงค่อยไปอาสาขี่ควายออกศึก กันอยู่สถานเดียว!!
- คนไทยนั้นเป็นคนที่ได้ชื่อว่ามีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ แต่เรามักเอาไปใช้ในลักษณะของ “ความกะล่อน” “การเอาตัวรอดไปวันๆ” “การแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ” “การเอาสีข้างเข้าถู” เท่านั้น เราชอบหาเหตุผลตั้งร้อยข้อพันข้อเพื่อมาแก้ตัวว่าทำไมจึงยังไม่ทำอะไร หรือทำไมจึงทำไม่ได้ แต่เราไม่เคยใช้ความเป็นอัจฉริยะนั้นไปขบคิดหาเหตุผลเพียงแค่หนึ่งข้อเท่านั้นก็พอ เพื่อจะหาวิธีทำมันให้ได้
- คนไทยชอบหลอกตัวเอง โกงกระทั่ง “โกงตนเอง” อย่างเช่น แก้ปัญหา “ยาม้า” ด้วยการไปเปลี่ยนชื่อว่า “ยาบ้า” แล้วยาม้าก็หมดไป ส่วนยาบ้าก็เฟื่องฟูเสียยิ่งกว่ายาม้าเสียอีก คนไทยแก้ปัญหา “สลัม” ที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ด้วยการไปเปลี่ยนชื่อเสียเก๋ไก๋ว่า “ชุมชนแออัด” จากนั้นสลัมก็หมดไปจากแผ่นดินไทย ส่วนชุมชนแออัด ก็เพิ่มพูนขึ้นไปทุกหย่อมย่าน! นี่ได้ข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อจากยาบ้า เป็น “ยาโง่” กันอีกแล้ว ส่วนชุมชนแออัด ก็เห็นได้ยินว่าจะเปลี่ยนเป็น “ชุมชนพัฒนา” หรือ “ชุมชนเก่า” หรือ “ชุมชนเดิม” หรือ “ชุมชนเมือง” ฯลฯ อะไรกันต่อไปอีกแล้ว เป็นการแก้ปัญหาแบบหมกเม็ด แบบหลอกตัวเอง แบบกวาดขยะไว้ใต้พรม
- คนไทยเป็นคนที่ไม่มีวินัย ไม่เคารพกฎเกณฑ์ ไม่สนใจกฎ กติกา มารยาท เราจึงสามารถทำได้ทั้งนั้น ทั้งโกงเวลา (มาสาย กลับก่อน) ทั้งโกหก ทั้งแก้ตัว ได้สารพัดเพื่อปัดความรับผิดชอบ ฯลฯ
คงต้องยกยอดไปว่ากล่าวในคราวหน้ากันอีก “2 ขี้” แล้วละครับ หวังว่าท่านผู้อ่านจะใจกว้าง ไม่เป็นคนขี้โมโห หรือขี้รำคาญ จนถึงขั้นทนฟังสิ่งที่เขาวิจัยวิจารณ์นี้กันไม่ได้ ฟังเขาหน่อยเถอะครับ มีภาษิตฝรั่งบทหนึ่งว่าไว้น่าฟังว่า “ไม่มีคำแนะนำใดจะไร้ประโยชน์หรอก เพราะแม้แต่นาฬิกาที่ตายสนิทแล้วมันยังบอกเวลาได้แม่นยำถึงวันละตั้งสองครั้งแน่ะ!”
ที่มา : http://www.ajarnvason.com/index.php?mo=3&art=96913
ฝรั่งว่าคนไทยมี 4 ขี้? (2)
เมื่อคราวที่แล้ว ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่ามีสำนักวิจัยของฝรั่ง ได้ทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมและอุปนิสัยใจคอของคนไทยแล้วได้ข้อสรุปว่า คนไทยนั้นมีนิสัย (เฉพาะส่วนที่ไม่ดี) อยู่ 4 ขี้ คือ ขี้เกียจ ขี้โกง ขี้โอ่ และขี้อิจฉา ซึ่งผมก็ได้อภิปรายความเห็นส่วนตัวไปแล้ว 2 ขี้ คือ ขี้เกียจ กับขี้โกง ยังเหลืออีก 2 ขี้ ก็ขอขี้ต่อ..เอ้ย..ว่าต่อให้สุด..เอ้ย..ให้จบเลยนะครับ
ที่ว่าคนไทยเป็นคน “ขี้โอ่” นั้น นอกจากจะหมายถึงการชอบคุยโม้โอ้อวด อันเป็นความหมายอย่างพื้นๆ ตามปกติแล้ว ก็น่าจะหมายความรวมถึงพฤติกรรมดังต่อไปนี้ด้วย :-
- คนไทยนั้นยอมรับแต่ข้อดีของตนเอง ไม่ยอมรับข้อเสียด้วย ไม่ชอบให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสีย ข้อบกพร่องของตนเอง ชอบให้คนชม ไม่ชอบให้ใครมาตำหนิ แม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ไม่ชอบ ส่งผลให้คนไทยเราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องใดๆ ได้ อยู่ๆ กันไปแบบลูบหน้าปะจมูก แก้ปัญหาอะไรก็ไม่ตรงจุด ได้แค่เฉี่ยวไป ถากมาอยู่ตลอด
หลายปีก่อน หนังสือพจนานุกรมภาษาอังกฤษ (Dictionary) ที่ชื่อว่า Longman ได้อธิบายคำว่า “Bangkok” ไว้ในพจนานุกรมของตนในทำนองว่า เป็นชื่อเมืองหลวงของประเทศไทย แล้วก็อธิบายเพิ่มเติมเพื่อขยายความอีกเล็กน้อย รวมทั้งกล่าวถึงว่าเป็นเมืองหนึ่งที่มีโสเภณีอยู่เป็นจำนวนมาก เท่านั้นละครับ คนไทยจำนวนมากถึงกับลมออกหู ทั้งพูดทั้งเขียนเพื่อโวยวายและประท้วงกันอย่างขนานใหญ่ กระทรวงการต่างประเทศของไทย ถึงกับทำหนังสือประท้วงไปยังสำนักพิมพ์ที่พิมพ์พจนานุกรมดังกล่าว และเรียกร้องให้เก็บพจนานุกรมเวอร์ชั่นที่มีข้อความดังกล่าวออกไปจากตลาด รวมทั้วให้ลบข้อความที่ว่ากรุงเทพฯมีโสเภณีอยู่เป็นจำนวนมากออกไปจากพจนานุกรมที่วางขายไปแล้วทั่วโลกด้วย คนไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีเลือดรักชาติชนิดพุ่งกระฉูด ก็สวมวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ขู่ผู้พิมพ์พจนานุกรมว่าจะประท้วงด้วยการรณรงค์ให้คนไทยงดซื้อพจนานุกรมฉบับนี้ พร้อมทั้งจะนำพจนานุกรมยี่ห้อนี้จำนวนหนึ่งมาเผาเพื่อเป็นการประท้วงด้วย
ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น บริษัทผู้พิมพ์พจนานุกรมเขาไม่ยี่หระ เขาไม่แยแส เขาไม่สนใจ และเขาไม่ทำอะไรทั้งนั้น นอกจากสั่งเดินเครื่องพิมพ์พจนานุกรมเพิ่มอย่างขนานใหญ่ พร้อมแอบยิ้มอยู่ในใจที่ประเทศไทยช่วยเขากระพือข่าว ช่วยเขาทำพีอาร์พจนานุกรมฉบับนี้ โดยที่เขาไม่ต้องควักสตางค์เลยแม้แต่สลึงเดียว ความจริง ถ้าคนไทยเราจะอยู่เฉยๆ เสีย ไม่ต้องลุกขึ้นมาโวยวายอะไรมาก ก็คงไม่มีใครรู้ เพราะคนที่ไปพบความหมายของคำว่า “Bangkok” ในพจนานุกรม Longman นั้น ก็เป็นคนไทยเรานี่แหละ ไปอ่านแล้วพบเข้าก็ทำเป็นดัดจริตวี้ดว้ายกระตู้วู้ ตีอกชกหัว ฟูมฟาย ทุรนทุราย จะเป็นจะตายเสียให้ได้ ผู้คนเขาก็เลยรู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมือง นี่ถ้าทำเฉยๆ เสีย (เพราะที่เขาว่ามามันก็มีส่วนจริงอยู่) เรื่องมันก็จะเงียบๆ ไป จะมีใครในโลกนี้สักกี่คนกันที่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเมืองหลวงของไทยจนถึงขั้นขยันมาเปิดดูพจนานุกรมเพื่อหาคำว่า Bangkok? ประเทศไทยไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ในสหรัฐอเมริกานั้น คนกว่าค่อนประเทศไม่รู้จักประเทศไทยเลยด้วยซ้ำ คนไทยไปแนะนำตัวกับฝรั่งว่ามาจาก Thailand พี่แกยังนึกว่า Taiwan เสียด้วยซ้ำ
- คนไทยมีนิสัยทะนงตนในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อความเจริญของประเทศ เช่น ทะนงตนว่า “เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร…ฯลฯ” แต่ในความเป็นจริงเราไม่เคยทำอะไรอย่างจริงจังและเอาการเอางาน เพื่อแสดงความเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเลย คนทั่วโลกส่วนใหญ่รู้จักศาสนาพุทธจากประเทศทิเบต ผ่านองค์ทะไลลามะ สัญลักษณ์อะไรที่จะแสดงว่าเป็นเมืองพุทธนั้น คนทั่วโลกเขาก็มักนึกถึงประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศไทยกันไปทั้งนั้น ส่วนคนไทยที่ทึกทักว่าตนเป็นเมืองพุทธนั้นก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำพิธีเทวาภิเศกเหรียญจตุคามรามเทพและวัตถุมงคลอื่นๆ กันอย่างเป็นที่อึกทึกครึกครื้น!
และที่ว่าเมืองไทยมีเอกราชมาช้านาน ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใครนั้น เราก็พูดกันได้อย่างไม่กระดากปาก เพราะความจริงอย่างน้อยเราก็เคยเป็นเมืองขึ้นพม่ามาถึง 2 ครั้ง 2 คราวด้วยกัน
- คนไทยนั้นมักลุ่มหลงอยู่แต่กับอดีต ไม่ชอบมองอะไรไปข้างหน้า แม้จน ณ นาทีนี้ เราก็ยังพร่ำเพ้อคุยโม้โอ้อวดอยู่แต่ว่า “เมืองไทยนั้นอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” โดยไม่เคยลืมตาขึ้นมาดูความจริงเลยว่ามันยังเหลืออะไรกันอยู่บ้าง ทั้งที่ในน้ำและในนานั่น
กล่าวโดยสรุป ที่ว่าคนไทยมีนิสัย “ขี้โอ่” นั้น ก็หมายถึง การเป็นคนที่หลงตัวเอง มีอัตตาสูง ชอบคุยโม้แต่ในด้านดีด้านเดียว และในด้านดีบางด้านก็ไม่ได้มีอยู่จริงแล้วในขณะนี้ เราชอบแต่โหยไห้อาลัยหาแต่ความรุ่งเรืองในอดีต ไม่ค่อยยอมรับความจริง หรือยอมรับข้อบกพร่องที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข ครั้นใครเขามีน้ำใจมาบอกถึงข้อไม่ดีของเรา ก็พาลไปโกรธเขาเสียอีก เราชอบหลอกตัวเองไปวันๆ คนไทยนั้นขอแค่ได้คุยเขื่องว่าแน่กว่า เหนือกว่าประเทศลาว ประเทศเขมร และประเทศพม่า เท่านั้น ก็ทำตัวพองได้ยิ่งกว่าอึ่งอ่างแล้ว!
และสุดท้าย ที่ว่าคนไทยเป็นคน “ขี้อิจฉา” นั้น จริงๆแล้ว ถ้าแค่ “อิจฉา” อย่างเดียว มันก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย แต่ผมเข้าใจว่าฝรั่งผู้วิจัยเขาคงต้องการบอกว่าคนไทยมีนิสัย “ขี้ริษยา” เสียละมากกว่า
เพราะ “อิจฉา” นั้นหมายถึง อยากได้ดีอย่างเขา อยากรวยอย่างเขา อยากสวย อยากหล่อแบบเขา อยากเป็นอย่างเขาบ้าง ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นสิ่งเสียหายมากมายอะไร ออกจะเป็นเรื่องสร้างสรรค์เสียด้วยซ้ำในบางกรณี เช่น ทำให้เกิดความทะเยอทะยาน เกิดแรงบันดาลใจ เกิดการพัฒนาปรับปรุงตนเองเพื่อให้ได้ เพื่อให้มี เพื่อให้เป็นอย่างนั้นบ้าง
แต่ “ริษยา” นี่ มันมีความหมายไปในทางลบ คือไม่อยากให้ใครได้ดี ไม่อยากเห็นใครรวยกว่า สวยกว่า หล่อกว่า เหนือกว่า ฯลฯ พอเห็นใครรวยกว่า มีบ้านหลังใหญ่กว่า ขี่รถคันใหญ่กว่า หรูหรากว่า แล้วหัวจิตหัวใจมันพาลจะสั่นไหวริกๆ ด้วยแรงฤทธิ์ริษยา แทนที่จะทำตัวให้ได้เท่าเขา แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาทำลายเขา นินทาว่าร้ายเขา ปล่อยข่าวลือเพื่อดิสเครดิตเขา ใส่ร้ายป้ายสีเขา ทำทุกอย่างและทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาตกลงมา วินาศ วิบัติไปเลยได้ยิ่งดี
แล้วที่ว่ามาทั้งหมดตั้งสองตอนนี่ เกี่ยวอะไรกับพวกเราซึ่งเป็นนักธุรกิจขายตรง เกี่ยวซิครับ ประการแรกเลย ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิตและในธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ อย่างสง่างาม และอย่างยั่งยืน ก็จงอย่ามีนิสัยขี้ใดขี้หนึ่งแม้แต่ขี้เดียวใน 4 ขี้ที่ว่านี้
ประการที่สอง พวกเราในฐานะผู้นำ คงต้องพึงสังวรณ์ให้จงหนักเลยว่าการหาคนมาร่วมทีมทำธุรกิจนั้น สำหรับคนไทยแล้ว นับเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว ด้วยพื้นฐานของคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็มักมีนิสัย 4 ขี้ ดังกล่าวกันถ้วนทั่วทุกตัวคน ทำให้การทำงานของเรายากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ การจะหาผู้นำสักคนหนึ่งมาร่วมทีมทำธุรกิจกับเรานั้น อาจถือได้ว่าเสมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลยทีเดียว
สิ่งเดียวที่เราจะทำได้ก็คือ พบคนให้มากขึ้น เข้ากลุ่มคนให้หลากหลายขึ้น มองคน คัดคนให้ละเอียดขึ้น พิถีพิถันหาคนที่มีแววเป็น “หน่อเนื้อเวไนยสัตว์” ให้ได้ เมื่อได้แล้วก็ต้องทุ่มเทอย่างหนักกับการสร้างเขา ปั้นเขา แม้มันจะยากแสนยากก็ต้องทน ทำอย่างไรได้ละครับ คุณภาพของคนไทยมันมีตัวเลือกน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ยังจำได้ใช่ไหมครับว่า “สิ่งเหมือนกันจะดึงดูดกัน” ดังนั้น คนที่มีนิสัย 4 ขี้ ก็มักได้คนนิสัย 4 ขี้มาร่วมขี้..เอ้ย..ร่วมทีม แล้วลองจินตนาการดูซิครับว่าเครือข่ายธุรกิจทั้งทีมนั้น มันจะเหม็นตะหลบอบอวล คละคลุ้ง ฟุ้งกระจาย ไปด้วยขี้ยกกำลังขี้ คูณด้วยขี้ยกกำลังสอง ได้ถึงขนาดไหน แค่เขียนนี่ก็จะอ้วกแตกอ้วกแตนแล้วละครับ!
ที่มา : http://www.ajarnvason.com/index.php?mo=3&art=96921