ข้อมูลส่วนตัว
 
 
คำแนะนำตัว :

หวาด ดี เรื่องราวดีๆ จาก อีเมล์

  หมวดของ BLog
 * ทุกกลุ่ม
 Home

  Link
 www.hunsa.com

ยุทธการ ลอกเนื้อ มังกร<-->รัก ลวง หลง ทุกสิ่งทุกอย่าง จากอีเมล์ email
ยุทธการ ลอกเนื้อ มังกร

 ในสมัยปลายราชวงศ์เจี่ย    มีคหบดีใหญ่ที่ร่ำรวยมากนามว่า  “ สุมาเต๊กไต๋ ”   มีลูกชายหลายคน ทุกคนล้วนขยันขันแข็ง  ช่วยกันทำการค้าเจริญรุ่งเรืองจนมีกำไรมหาศาล
สาเหตุที่ลูกๆทุกคนประสบความสำเร็จนั้น    เนื่องจาก “ สุมาเต๊กไต๋ ”  เป็นคนออกหน้าและออกทุนรอนในการเริ่มต้นกิจการให้ก่อน    จากนั้นจึงระดมทุนที่เหลือจากชาวบ้านทั่วไป   ทำให้กิจการของลูกๆ “ สุมาเต๊กไต๋ ” ทุกคน   ต่างประสบความสำเร็จก้าวหน้ากว่ากิจการของตระกูลอื่นอย่างรวดเร็ว
ลูกชายคนที่ 7  กับลูกชายคนที่  11  ของ “ สุมาเต๊กไต๋ ”   มีนิสัยชอบแต่งตัวทันสมัย   ทำอะไรค่อนข้างรีบและรวดเร็ว    “ สุมาเต๊กไต๋ ”  เลยให้ไปทำกิจการขายสินค้าสะดวกจ่าย   โดยตั้งชื่อร้านว่า “ 7 + 11 ”  โดยนโยบายของร้านก็คือ   เปิดร้านให้ลูกค้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน
 
โดยสั่งสินค้าที่เห็นว่ากำลังเป็นที่นิยมของชาวบ้านมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก    โดยขายเป็นเงินสด งดเชื่อ    แล้วค่อยๆทะยอยคืนเจ้าหนี้การค้าเป็นงวดๆ    เข้าทำนอง  เอาเงินสดมาหมุนก่อนค่อยจ่ายคืนช้าๆทีหลัง    จึงทำให้ร้าน “ 7 + 11 ”  ไม่มีหนี้สิน   มีแต่เงินสดอยู่เต็มกระเป๋า   จนกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วทั้งตลาด    เป็นที่หมายปองของเหล่าสาวและไม่สาวตลอดจนหนุ่มๆที่อยากรวยทางลัดรวดเร็วทั้งหลาย    จ้องมองหนุ่มน้อยทั้ง 2 กันตาเป็นมัน
อยู่มาวันหนึ่ง  เพื่อนของ “ สุมาเต๊กไต๋ ” มาจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน     มาชวนให้เข้าร่วมเปิดร้านขายของชำขนาดใหญ่หรูหราแบบทันสมัย     ซึ่งต้องใช้ทุนเป็นจำนวนมาก   แต่สิ่งที่ “ สุมาเต๊กไต๋ ”  คิดไม่ตกอย่างหนักก็คือ   การร่วมทำธุรกิจในครั้งนี้    คู่แข็งล้วนแต่มีทุนมากกว่าอีกทั้งใช้วิธีการขายที่เข้มแข็งกว่า   ยากที่จะได้กำไรคืนทุนภายใน 5 ปีเป็นแน่
   
กอรปกับที่เมืองจีนยังปกครองแบบสังคมนิยม    ไม่อนุญาตให้ประชาชนเป็นเจ้าของที่ดิน    จึงทำให้ ” สุมาเต๊กไต๋ ” คิดมากจนนอนไม่หลับอยู่หลายคืน     แต่ด้วยสายตาที่ยาวไกล    และความที่เป็นคนกล้าได้แต่ไม่ยอมเสีย    จึงตัดสินใจร่วมลงทุนกับเพื่อนที่เซี่ยงไฮ้ทันที      โดยออกคำสั่งให้ อา 7  กับ อา 11  เอาร้าน “ 7 + 11 ” ออกหน้าลงทุน   โดยใช้เงินสดที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือของร้าน   เปิดร้านขายของชำหรูหราทันสมัยที่เซี่ยงไฮ้      โดยใช้ชื่อร้านใหม่ว่า  “ ดอกบัวเซี่ยงไฮ้ขนาดใหญ่ ”
   
กิจการที่เซี่ยงไฮ้เป็นไปตามที่ “ สุมาเต๊กไต๋ ” คาดไว้ไม่มีผิด    คู่แข่งที่ร่ำรวยกว่ามากหน้าหลายตา  ทำให้ร้าน  “ ดอกบัวเซี่ยงไฮ้ฯ ”  ขาดทุนมหาศาล    จนดึงให้กำไรของร้าน “ 7 + 11 ”  ลดลงอย่างน่าใจหาย   เหลือกำไรเพียงปีละไม่กี่อีแปะ     สร้างความอึดอัดใจแก่บรรดาชาวบ้านที่ร่วมทุนของ ร้าน “ 7 + 11 ” เป็นอย่างยิ่ง  ต่างบ่นกันเป็นแถว   แต่ด้วยเงินส่วนแบ่งกำไรที่เจียดให้ปีละไม่กี่อีแปะ   จึงทำให้เสียงบ่นเบาบางน้อยลง  แม้จะไม่พอใจก็ตาม
เหตุการณ์เป็นอยู่อย่างนี้หลายปี    จนชาวบ้านที่ร่วมทุนบางคนเห็นว่า  หากตนเอาเงินไปทำธุรกิจอย่างอื่นน่าจะได้กำไรดีกว่าที่จะร่วมทุนกับร้าน “ 7 + 11 ”  อีกต่อไป    จึงค่อยๆทยอยถอนทุนออกไป  จนทำให้ความนิยมของร้านตกต่ำลงเรื่อยๆ
             
         
และแล้ว  วันหนึ่ง   ชาวบ้านในตลาดได้ยินข่าวกระซิบมาว่า   ทางการประเทศจีน  ได้ออกกฏหมายอนุญาตให้ชาวบ้านทั่วไปเป็นเจ้าของที่ดินได้     และด้วยข่าวนี้นี่เอง   ทำให้เกิดอีกข่าวต่อเนื่องมาว่า   มีนายฝรั่งอาชีพนายหน้าที่ดิน  มาติดต่อขอเซ้งร้าน “ ดอกบัวเซี่ยงไฮ้ ฯ ”  เพื่อนำมาปล่อยเช่าอีกต่อหนึ่ง   ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็คาดเดาว่า    หากข่าวนี้เป็นจริง  ต่อไปร้าน “ 7 + 11 ” ที่พวกเขาร่วมทุนอยู่ด้วย   คงไม่ต้องแบกขาดทุนของร้าน “ ดอกบัวเซี่ยงไฮ้ฯ ” อีกต่อไป  และคงได้เงินค่าเซ้งก้อนโตเก็บเข้ากระเป๋าเป็นแน่    จึงทำให้ความนิยมของร้าน “ 7 + 11 ” กลับมาเป็นที่นิยมอย่างมากมายล้นหลามอีกครั้ง     สูงจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่วันต่อมา   มีข่าวประกาศจาก “ สุมาเต๊กไต๋ ”  ติดหราอยู่หน้าตลาดแผ่นใหญ่ใจความว่า


“ ข้าฯ  ในนามของ  “ สุมาเต็กไต๋ ”  กับ ตระกูล  ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า   เนื่องจาก ร้าน“ ดอกบัวเซี่ยงไฮ้ฯ ” ประสบกับการขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี          มาบัดนี้  ข้าฯเล็งเห็นแล้วว่า  ในฐานะที่ข้าฯ เป็นผู้ใหญ่  หัวหน้าของตระกูล  ขอรับผิดชอบ   โดยการขอรับซื้อกิจการทั้งหมดของร้าน “ ดอกบัวเซี่ยงไฮ้ฯ ” คืนจากเจ้าของเดิม  พร้อมทั้งหนี้สินทั้งหมด  ด้วยตั๋วแลกเงิน ซึ่งรับประกันโดยตระกูลของข้าฯ    โดยตีมูลค่าให้ทั้งสิ้น  3,900  ล้านตำลึง    จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน  ”


ชาวบ้านโดยทั่วไปต่างดีใจที่ร้าน “ 7 + 11 ”  ไม่ต้องแบกขาดทุนอีกต่อไป  พร้อมกับสรรเสริญในความมีน้ำใจของเศรษฐี “ สุมาเต๊กไต๋ ” อย่างเซ็งแซ่ มีเพียงชาวบ้านบางคน   ที่เคยค้าขายต่างถิ่นมาก่อนไม่เห็นด้วย   พร้อมกล่าวอย่างกระฟัดกระเฟียดเสียงดังว่า
“  เจ้าสัวทำงี้ได้ไง   ทีขาดทุนก็โยนให้พวกเราชาวบ้านรับกรรมมาหลายปี     ทีจะมีคนเอาเงินก้อนใหญ่มหาศาลเป็นหมื่นล้านตำลึงทองมาเซ้งร้าน   กลับรีบซื้อร้านคืนเป็นของตัวเอง     เพื่อเอาเงินค่าเซ้งเข้ากระเป๋าเอง   อย่างงี้เอาเปรียบพวกเราชัดๆนี่หว่า..“


ในบรรดาคนที่ยืนอ่านประกาศอยู่นั้น    มีชายสูงอายุ   ผมและหนวดเคราสีดอกเลา  สวมหมวกปีกกว้างคลุมปกปิดใบหน้าอันเหี่ยวย่น     ที่กรำแดดมาหลายปีปะปนอยู่ด้วย    ยืนอ่านอย่างสงบ  แล้วหลบกายถอยจากไปท่ามกลางเสียงสรรเสริญและดีใจของผู้คนชาวบ้านที่แออัดยัดเยียด
ก่อนที่ชายนิรนามจะสาวเท้าจ้ำเดินจากไปอย่างเร่งรีบ       มีเสียงรำพึงที่สั่นระรัวปนหวาดกลัวเล็ดรอดออกจากปากของชายนิรนามอย่างแผ่วเบา
 
“  สุมาเต๊กไต๋  ผู้นี้  ใช้เคล็ดสุดยอดวิชา  “ ลอกเนื้อ มังกร ” ได้แนบเนียนล้ำเลิศเหนือมนุษย์ธรรมดาจริงๆ    ช่างอำมหิตยิ่งนัก ”


Comment

ชื่อ

comment ที่ 1
คือแบบว่าอ่านแล้วงงอ่ะ...
  จากคุณ มูมู่   วันที่ 2008-04-26 09:03:51

1