นวนิยายอิงธรรมะ กรรมพยากรณ์2
อุปการะ ตโมไพรี ชายวัยกลางคนนั่งประจำซุ้มหมอดูของห้างใหญ่แห่งนั้นมาเป็นวันที่ ๓ ซึ่งลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นกว่าสองวันแรกอย่างผิดหูผิดตา ส่วนใหญ่ก็คือลูกค้าในสองวันแรกนั่นเองที่เวียนกลับมาซ้ำ และพาญาติสนิทมิตรสหายพ่วงมาด้วย
จากสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายสามครึ่งของวันนั้น เขาแทบไม่ได้พักหายใจหายคอ กระทั่งลูกค้ารายล่าสุดลุกจากโต๊ะ ก็คิดจะพักเหนื่อยลุกไปรับประทานอาหารกลางวันเสียหน่อย แต่ปรากฏว่ามีสองสาววัยรุ่นกรายร่างเข้ามาดักไว้เสียก่อน จึงชะงักกิริยาลุกยืนกลับลงนั่งตามเดิม
“สวัสดีค่ะพ่อหมอ”ละอองฝนยกมือไหว้พ่อหมอของหล่อนพร้อมรอยยิ้มศรัทธา อุปการะรับไหว้ด้วยสีหน้าสงบ ไม่ถือสาว่าใครจะเรียกตนไปต่างๆนานาอย่างไร สุดแล้วแต่ความถนัด“วันนี้หนูพาน้องสาวมาให้พ่อหมอช่วยดูให้ด้วยค่ะ”“ได้ครับ”อุปการะพยักหน้านิดหนึ่งและรับคำอย่างสงบ เมื่อเบนสายตาไปทางผู้เป็นน้องสาวของลูกค้าเก่า ก็เห็นฝ่ายนั้นพนมมือไหว้เขาตามพี่สาวเงียบๆ จึงต้องรับไหว้อีกที“สวัสดีครับ” แล้วเขาก็พูดไม่อ้อมค้อม “มีปัญหาอะไรว่ามาได้เลย”ณชะเลปิดปากเงียบอยู่ครู่ ย่นคิ้วครุ่นคิดก่อนเอ่ยอึกอัก“คือ… หนูไม่สบายใจกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นนะค่ะ หนูเพิ่งทำให้เพื่อนๆเดือดร้อน พอดีพี่สาวของหนูบอกว่าควรมาปรึกษาพ่อหมอ เผื่อได้คำแนะนำอะไรที่จะทำให้สบายใจขึ้นบ้าง”อุปการะเล็งตากำหนดจะดูกรรมของเด็กสาว แต่รู้สึกวิงเวียนเพราะใช้กำลังจิตอย่างต่อเนื่องมาหลายชั่วโมง จึงปิดตาลงสู่สภาพนิ่งของจิตเพื่อบ่มกำลังชั่วคราว สายตาของคนภายนอกอาจนึกว่าเขาเข้าฌานนั่งทางใน มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองเพียงสงบใจพักผ่อนเยี่ยงผู้เป็นนักเลงสมาธิชั้นอ๋อง มิได้กำหนดดูสิ่งใดทั้งสิ้นเกือบสามนาทีชายวัยกลางคนจึงลืมตาขึ้นใหม่ และใช้เวลาเพียงชั่วแวบเล็งดูเด็กสาวตรงหน้า ก็เห็นชัดทะลุปรุโปร่งในเงากรรมที่ติดตามตัวหล่อนมา เห็นว่าไม่มีเงากรรมด้านมืดเกาะกุม ถ้าจะมีก็เพียงความกังวลใจอันทำให้รู้สึกอึดอัดคับแคบหรือฟุ้งซ่านกระวนกระวายถ่ายเดียว พูดง่ายๆว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่ทุกข์เพราะความคิด ไม่ใช่ทำผิดใหญ่หลวงอะไรมาหมอดูหน้าใหม่ระบายลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยด้วยความการุณย์ดุจกล่าวกับลูกสาว“หนูทำให้งานของเพื่อนๆเสียหาย ส่งครูกันไม่ทันกำหนดเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ใช่ไหม?”ณชะเลลืมตาโพลง ร้องดังๆเหมือนคำอุทานมากกว่าเป็นคำตอบยอมรับ“ค่ะ!”“แต่ก็ดีนี่ เพื่อนๆหนูก็เข้าอกเข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของเรา นับว่าน้ำใจประเสริฐกันทุกคน แล้วหนูจะเศร้าไปทำไม?”ได้ยินคำพูดแทงใจดำจากผู้วิเศษ ณชะเลถึงกับทำตาแดงๆ“ถ้าพวกเขาด่าว่าหรือตบตีหนูเสียยังอาจรู้สึกผิดน้อยกว่านี้”อุปการะหัวเราะเอื่อยๆก่อนปลอบ“ความสำนึกผิดเป็นของดี ใครสำนึกผิดง่ายแปลว่าทำเรื่องชั่วร้ายได้ยาก ต่างจากคนขาดสำนึกที่ทำให้โลกตกอยู่ในอันตรายโดยไม่เคยเสียใจ”เมื่อสังเกตว่าเด็กสาวตั้งตาฟังโดยดี พ่อหมอก็เอ่ยต่อ“แต่หนูก็ไม่จำเป็นต้องสำนึกผิดมากเกินเหตุ ความเศร้าโศกไม่รู้เลิกนั้นเป็นแค่เพียงส่วนเกินที่เปล่าประโยชน์ ร้องไห้อีกกี่ปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ใจเราขังตัวเองไว้กับทุกข์อยู่คนเดียว สู้เอาเวลาที่สูญเปล่านั้นไปทำประโยชน์เพื่อละลายความสำนึกผิดจะดีกว่า”กระแสเสียงนุ่มนวลปรานีมีผลให้ณชะเลรู้สึกสงบและตาสว่างอย่างประหลาด ความกังวลเศร้าโศกแทบมลายเป็นปลิดทิ้ง เอาแต่เงียบฟังนิ่งอยู่“นั่นแหละค่ะ” ละอองฝนกล่าวแทนน้องสาว “เรื่องของเรื่องคือยายทรายเขาเป็นคนกลัวบาปกลัวกรรมมาแต่ไหนแต่ไร เรียกว่ากลัวขึ้นสมองจนเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งละกัน วันก่อนเผลอเหยียบจิ้งจกตายยังคร่ำครวญเหมือนอยากฆ่าตัวตายตาม นี่ทำงานเพื่อนเสียหายก็แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะกลัวกรรมสนอง หนูเลยพาเขามาหาพ่อหมอ เพื่อให้เชื่อว่าที่เขาทำนั้นไม่ใช่ความผิด เหมือนอย่างที่พ่อหมอบอกหนูเมื่อคราวก่อนว่าถ้าไม่มีเจตนาเป็นประธาน ก็ไม่ถือว่าเราก่อกรรมขึ้นเต็มรูปแบบ”อุปการะพยักหน้าคล้ายช่วยรับรองให้ คนเรามีความรู้สึกผิด มีความรู้สึกพะวงกับความพลาดพลั้งที่เผลอทำไปแล้วแตกต่างกัน เรื่องคอขาดบาดตายของคนหนึ่งอาจแสนธรรมดาสำหรับอีกคนหนึ่ง เหตุก็เพราะพื้นฐานความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นไม่เหมือนกัน บวกกับความไม่รู้จริงเรื่องการสนองกรรมเข้าไปด้วยชายวัยกลางคนทำหน้าเคร่งเล็กน้อย กำหนดดูด้วยจิตแล้วเห็นเป็นนิมิตแปลกและไม่เป็นที่เข้าใจสำหรับคนเคยอยู่แต่ในวัดห่างไกลเทคโนโลยี“ผมเห็นจากนิมิตเหมือนหนูทรายเอาเครื่องกักกัน หรือตุ้มถ่วงหน่วงเหนี่ยวอะไรสักอย่างไปใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อนโดยไม่ได้เจตนา ตรงข้าม เป็นความหวังดี นึกว่าใส่อะไรนั่นเข้าเครื่องเพื่อนแล้วจะช่วยเป็นโล่ปกป้องคุ้มครองภัยให้เขา พูดง่ายๆว่าความตั้งใจของเราเป็นกุศลเสียด้วยซ้ำ”ณชะเลขนลุกขึ้นมาซู่หนึ่ง แต่ไม่ถึงขนาดตะลึงงันเกินคาด เนื่องจากละอองฝนเล่าให้ฟังถึงอำนาจหยั่งรู้เหลือเชื่อของอุปการะมาก่อนแล้ว“ค่ะ หนูเป็นคนเอาไวรัสคอมพิวเตอร์มาแจกจ่ายเพื่อน เพราะถูกหลอกว่าเป็นโปรแกรมป้องกันไวรัส”อุปการะทำหน้าสงสัยอยากรู้“ผมเคยได้ยินบ่อยเหมือนกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์เนี่ย มันเป็นยังไงหรือ ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยเถอะ”เด็กสาวยืดตัวตรงอย่างผู้มีความกระตือรือร้นขยายความรู้แจกคนอื่น“ที่ได้ชื่อว่าไวรัสเพราะมันทำตัวเหมือนเชื้อโรคน่ะค่ะ คือติดคอมพ์เครื่องไหนแล้วก็จะแพร่กระจายโรคเดียวกันนั้นต่อไปยังคอมพ์เครื่องอื่นๆผ่านอินเตอร์เน็ต”“มันทำให้คอมพิวเตอร์พังหรือยังไง?”“แล้วแต่สายพันธุ์ไวรัสค่ะ บางสายพันธุ์ก็ร้ายกาจขนาดทำเครื่องพังได้จริงๆ แต่กรณีของหนู คือมันมาหลอกให้หนูเข้าใจว่าจัดเก็บเอกสารเรียบร้อย แต่จริงๆไม่มีการจัดเก็บเลย”อุปการะไม่เข้าใจเรื่องการจัดเก็บเอกสารในคอมพิวเตอร์ แต่พอเข้าใจได้ว่าณชะเลทำงานฟรีโดยไม่มีข้อมูลไปส่งครู“แล้วหนูก็ทำให้เพื่อนของหนูจัดเก็บงานไม่ได้เหมือนกัน?”“ค่ะ… ถือว่าหนูเป็นตัวซวยของพวกเขา คือแนะนำให้เพื่อนในกลุ่มอีกสองคนไปเอาไวรัสนี้มาด้วย แบบว่า…”ณชะเลพยายามเรียบเรียงคำอธิบายให้ง่ายสำหรับคนไม่รู้คอมพิวเตอร์ อุปการะทราบเจตนาจึงพยักพเยิด“เอาเถอะ อธิบายตามสบายของหนู ใช้ศัพท์แสงเหมือนพูดให้คนเข้าใจคอมพิวเตอร์ด้วยกันฟังก็ได้ ความเข้าใจของหนูจะทำให้ผมเข้าใจตามได้คร่าวๆ เอาตั้งแต่เริ่มเรื่องเลยว่าหนูไปเอาไวรัสนี่มาอย่างไร ผมพยายามจะแปลให้ออกเท่านั้นว่านิมิตที่เห็นนี่คืออะไร มันมีลักษณะกรรมของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำที่แปลกประหลาด ผมไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน”“พ่อหมอเห็นอย่างไรหรือคะ?”ละอองฝนเป็นคนถามด้วยความอยากรู้มากกว่าจะลองภูมิ“พอสาวไปถึงกรรมของต้นตอผู้กระทำผิดที่แท้จริง นิมิตที่ผมเห็นนั้นคล้ายกับว่าใครคนหนึ่งจุดไฟประหลาดขึ้นราวกับใช้มายากล คือมันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ไฟนั้นตั้งอยู่บนคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่เครื่องหนึ่ง พอไฟสว่างขึ้น คนเห็นแล้วนึกว่าจะเป็นคุณ เลยพากันวิ่งไปเอามาติดไว้กับคอมพิวเตอร์ของตัวเอง แต่ปรากฏว่ากลายเป็นไฟที่เผางานของตัวเองมอดไหม้ไปแทน และไฟนั้นลุกลามขยายวงกว้างออกไปทุกที แม้ขณะนี้ก็ยังไม่หยุด เพราะยังมีคนหลงช่วยแพร่กระจายต่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นจำนวนมาก”“เข้าเค้าค่ะ” ละอองฝนชิงน้องสาวอธิบาย “ในแวดวงคอมพิวเตอร์นี่คนเชี่ยวชาญมากๆขนาดรู้ไส้รู้พุงระบบเครือข่ายทะลุปรุโปร่งจะถูกขนานนามเป็น ‘แฮกเกอร์’ แฮกเกอร์ที่เก่งระดับเซียนมักทำอะไรได้เหมือนนักมายากล และถ้าเลวพอก็จะแกล้งคนอื่นด้วยการส่งไวรัสไปในอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดการแพร่กระจายทำนองเดียวกับโรคระบาด คนเดือดร้อนมักเป็นใครก็ตามที่เอาคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต” อุปการะสงบฟังเสียงละอองฝนเพื่อให้คลื่นจิตหล่อนเข้ามากระทบจิตเขาโดยตรง เป็นอุปเท่ห์วิธีเรียนรู้ทางมโนทวารอย่างหนึ่ง คือพอละอองฝนพูดคำว่า ‘แฮกเกอร์’ จิตเขาจะเห็นกลุ่มคนจำพวกหนึ่งที่มีจิตหมกมุ่นกับคอมพิวเตอร์เกินคนปกติ วันทั้งวันเอาแต่นั่งหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์แทบไม่เป็นอันกินอันนอน จิตของแฮกเกอร์จะใส่ใจกับรายละเอียดยิบยับ ในหัวมีแต่เรื่องข้อมูล ช่องทางลับ สายสนกลใน และการเอาชนะข้อจำกัด ปีนกำแพงเข้าปล้นสิ่งที่ต้องการอยู่ตลอดเวลาอุปการะเคยเห็นจิตของเด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ อาการจะคล้ายกัน เพียงแต่นิมิตของพวกแฮกเกอร์ปรากฏไปอีกแบบ คือเหมือนคนเล่นเกมสนุกที่สุดในโลก และถ้าชนะจะได้รางวัลใหญ่กันในโลกความจริง อาจเป็นเงินล้าน หรืออาจเป็นการโค่นศัตรูคู่อริให้ล้มหายตายจากโดยปราศจากร่องรอยผู้ลงมือ!เมื่อหยั่งทราบลักษณะจิตของแฮกเกอร์แล้ว อุปการะก็กำหนดรู้ต่อไปว่าแฮกเกอร์ผู้เป็นต้นเหตุความเดือดร้อนของเด็กสาวตรงหน้าคือใคร…หลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วเปิดขึ้นมองณชะเลยิ้มๆก่อนกล่าว“น่าสนใจนะ แฮกเกอร์นี่เป็นพวกทำกรรมหนักทีเดียว ท่าทางหนูทรายโดนเขาหลอกด้วยอุบายที่แยบคายด้วยนี่ใช่ไหม?”“ค่ะ”ณชะเลตอบทันที และเมื่อเห็นว่าพ่อหมอตรงหน้าเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย จึงเล่าเต็มที่ “หนูเป็นหนึ่งในเหยื่อนับล้านๆคนของเขา! เขาใช้เวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงหลอกคนครึ่งโลกจนเป็นข่าวใหญ่ซีเอ็นเอ็นอยู่ในเวลานี้ กว่าเหยื่อของเขาจะรู้ตัวก็พากันช่วยลากพาญาติสนิทมิตรสหายมาให้เขาเชือดกันระนาว และถึงขณะนี้คนที่ยังไม่รู้ข่าวก็ส่งไฟล์ต่อๆไปให้คนรู้จักอย่างต่อเนื่อง”
อ่านต่อจนจบได้ที่ url ด้านล่าง
http://www.bangkokmag.com/story_dans/show_kam2.php?title=4&part=1&page=1