ทฤษฎีทำร้ายคนรัก<-->เรื่องเล่า ธรรมะ แง่คิด ชีวิต สอนใจ ทำดี คติ บทเรียน
ทฤษฎีทำร้ายคนรัก

 คุณเชื่อทฤษฎีนี้ไหม? ตอนที่เรายังไม่รักใคร เราอาจมีแก่ใจทำดีกับเขา แต่เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเขารักเรา เราจะเริ่มอยากทำร้ายเขาทันที!

คุณเชื่อไหมว่าที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะลึกๆเราอยากหาใครสักคนมาเป็นข้าทาส เอามาเป็นที่รองรับอารมณ์ เอามาก่นด่าได้แรงๆ ดูถูกเหยียดหยามได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องกลัวว่าเขาหรือเธอ (ที่เราเรียกในใจว่า ‘มัน’) จะไปฟ้องตำรวจ?

คุณเชื่อไหมว่าเราเห็นคนแปลกหน้าทั้งหลายเป็นอื่น เมื่อจะลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย หรือกระแทกวาจาทำร้ายจิตใจ จะได้ถนัดถนี่หน่อย ไม่ต้องเกรงใจอย่างญาติ เมื่อคนแปลกหน้ากลายเป็นคนใกล้ชิดจนยากจะถอนตัวออกห่าง เราก็สามารถบังคับควบคุมให้เขาต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยดี ไม่ว่าจะต้องทนทุกข์จากน้ำมือเราสักขนาดไหน?

หากทฤษฎีข้างต้นเป็นจริง ก็แปลว่าโลกนี้ไม่มีใครครองรักแล้วเป็นสุขกันสักราย เพราะหมายความว่าทันทีที่ยึดครองใครสักคนเป็นคนรัก คุณก็พร้อมจะกดขี่คนๆนั้นเยี่ยงทาสแล้ว คงไม่มีใครเป็นสุขจากภาวะจองจำเยี่ยงทาส และแม้ผู้ผันตัวเองไปเป็นนาย ก็ย่อมมีชีวิตที่แห้งแล้ง เพราะทราบอยู่แก่ใจลึกๆว่าตนไม่มีคนรัก มีแต่คนใกล้ชิดที่อึดอัดทรมานเพราะเรา เราย่อมไม่รู้สึกอบอุ่นกับการใช้ชีวิตคู่เคียงกัน ผิดจุดประสงค์เริ่มแรกแห่งการจับคู่ ที่มนุษย์ทั้งหลายปรารถนาความรัก ความอบอุ่น ความไยดีอาทร และมีลูกหลาน มีครอบครัวอันปรองดองไปจนกว่าจะตายจากกัน

ทุกคนปรารถนาความปรองดอง แต่ทฤษฎีทำร้ายคนรักกลับบอกเรา ว่าเมื่อใดคนสองคนเริ่มรักกัน ก็รอดูได้เลยว่าใครจะเป็นฝ่ายข่มเหง และใครจะเป็นฝ่ายถูกรังแก หรืออีกทีก็รอดูว่าถ้าต่างฝ่ายต่างตั้งท่ารังแกกันและกัน ในที่สุดใครจะแพ้ ใครจะชนะ ลงเอยคือจะแตกแยกกันเมื่อใด คงไม่มีสักกี่รายที่ทนทำหน้าบูด ทู่ซี้อยู่ได้นานพอจะรอมัจจุราชมาเป็นกรรมการยุติการชกในชาตินี้

หากอยากยืนยันว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักเป็นเรื่องจริง ก่อนอื่นเราต้องตั้งสมมุติฐานว่าเมื่อตกลงเป็นคนรักกัน ‘ทุกคู่’ ต้องพูดจาหรือทำเรื่องน่าเจ็บใจให้แก่กันและกันเสมอ หากพิสูจน์ได้ว่ามีคู่รักแม้แต่คู่เดียวในโลกที่ครองชีวิตกันดีๆ มีแต่พูดหวานๆ เอาอกเอาใจกันตลอดรอดฝั่งไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ก็ให้ถือว่าทฤษฎีทำร้ายคนรัก ‘ไม่จริง’ หรือ ‘มีข้อยกเว้นให้พิจารณาเป็นกรณีไป’

พฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปเป็นอย่างไร?

ข้าทำได้ แต่แกห้ามทำ!

ข้าพูดได้ แต่แกห้ามพูด!

ข้าคิดได้ แต่แกห้ามแม้จะแอบคิด!

ถ้าพบพฤติกรรมทำนองนี้ทั่วทุกหย่อมหญ้า ก็แปลว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักมีแนวโน้มจะเป็นจริง เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องของคนบ้าอำนาจ อยากยึดครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น โลกนี้ไม่มีสิ่งใดน่ารังเกียจเท่าการสูญเสียสิทธิเสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเอง แต่พฤติกรรมของผู้ที่อ้างว่าเป็นคนรักส่วนใหญ่ กลับเอนเอียงไปทางใช้สิทธิ์ของคนรักลิดรอนสิทธิเสรีภาพของอีกฝ่ายเกือบทั้งสิ้น!

ความหมายของคนรักคืออะไร? ต้องทำตัวน่ารัก หรือสมควรจะทำให้คู่รักของตนมีความสุขมิใช่หรือ? มิฉะนั้นจะมีศัพท์เรียกว่าเป็น ‘คู่รัก’ ได้อย่างไร? ต้องเรียกว่าเป็นคู่เวร คู่แค้น หรือคู่ทิ่มแทงเสียมากกว่า ทำไมการณ์กลายเป็นเรื่องกลับตาลปัตรไปอย่างนี้ได้?

เพื่อความเข้าใจ ก็ต้องขุดค้นกันให้ลึกลงไปอีกหน่อย ถามว่าเหตุผลของการ ‘ต้องมีคนรัก’ คืออะไร แน่นอนว่าสิ่งที่เราจะคิดถึงเป็นอันดับแรกน่าจะได้แก่การหาใครสักคนมาแก้เหงา มาเอาสนุก มนุษย์เป็นสัตว์แสนเหงา อยู่คนเดียวนานๆไม่ได้ ต้องหาคนที่คุยกันรู้เรื่องมาเป็นเพื่อน และมนุษย์ก็เป็นสัตว์เสพความบันเทิง อยู่เปล่าๆแล้วแห้งเหี่ยว ต้องหาเพศตรงข้ามมาจอยกันให้สนุก

ถ้าแก้เหงาได้จริง ถ้าร่วมสนุกได้มาก ธรรมดาเราก็จะเกิดการหวงแหน เห็นคนรักเป็น ‘สมบัติส่วนตัว’ แถมอยากให้เป็น ‘ของตายในมือ’ อีกด้วย คนอื่นไม่มีสิทธิ์แม้แต่เกร่เข้ามาเจ๊าะแจ๊ะสักคำสองคำ แถมจะเห็นคนรักเป็นบริกรเอนกประสงค์ อยากเรียกใช้บริการที่ไหนเมื่อไหร่ต้องได้ ห้ามมาช้า ห้ามบ่นปอดแปด

เห็นจุดเริ่มต้นของการอยากครอบงำคนรักให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือยัง? หากไม่ได้ดังใจนะครับ คนเราก็จะหาวิธีต่างๆนานา หาจุดอ่อนของคนรักให้เจอ เพื่องัดไม้เด็ดมาใช้ให้ถูกจุด จนกว่าจะครอบงำและควบคุมความนึกคิดของคนรักได้ทั้งตัว

จากเริ่มต้นที่ตั้งความหวังไว้ว่าคนรักจะเป็นแหล่งรวมอารมณ์ดีของฉัน ในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งรวมความได้อย่างใจของกู

เมื่อรักกัน คบหาสนิทกัน ใครสมควรเตรียมตัวเป็นฝ่ายซวย ใครสมควรเป็นตัวซวย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เกมรักกลายเป็นว่าใครหงอก่อน เปิดช่องโหว่ให้ก่อน ก็จะมีสิทธิ์เป็นฝ่ายซวยก่อน ใครแสดงความเข้มแข็ง หรือมารยาเพทุบายดีกว่า คนนั้นก็ได้ตำแหน่งตัวซวยประจำชีวิตของคนรักไป คนเรากลัวการสูญเสีย แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างเหตุแห่งความสูญเสียกันอย่างไม่ต้องหยุดต้องหย่อน บางทีรู้แก่ใจว่าเป็นตัวซวย ทำชีวิตคนรักให้อับเฉา อึดอัดคับอกคับใจ ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง จะเปลี่ยนทำไม ได้เป็นนายแล้วนี่

เอาล่ะ! เดี๋ยวจะเครียดเกินไป มามองด้านดีบ้าง เพราะเห็นเงื่อนไขของการเป็นคนร้ายหลังคบกับคนรักกันไปแล้ว คราวนี้หากจะเป็นคนรักที่ทำตัวน่ารักอย่างยั่งยืน เราต้อง ‘สมมุติ’ ให้มีเงื่อนไขอะไรอยู่บ้าง?

มองบางคู่ที่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้จริง คนบางคนโชคดีเจอ ‘แจ็กพอตของชีวิต’ โดยไม่ต้องพยายาม กล่าวคืออยู่ดีๆก็ได้เจอคนสมกัน มีความเลื่อมใสในชีวิตที่ดีงามเหมือนๆกัน มีความประพฤติอันใสสะอาดพอๆ มีความเสียสละไม่เอารัดเอาเปรียบได้เท่าๆกัน ตลอดจนมีความคิดอ่านในระดับเดียวกัน

อันนี้สอดคล้องกับคุณสมบัติที่จะครองรักกันอย่างสมบูรณ์แบบตามอุดมคติพุทธ นั่นคือมีศรัทธา มีศีล มีจาคะ และมีปัญญาเสมอกัน สำหรับคุณๆที่อาจยังไม่เคยเจอคู่แสนประเสริฐดังกล่าว ก็ขอให้ฟังหูไว้หู แบบเผื่อใจไว้แล้วกัน คิดว่า ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นแค่เรื่องสมมุติ ก็แปลว่าไม่มีคู่ที่หลุดรอดจากทฤษฎีทำร้ายคนรัก แต่หากเป็นจริงได้เมื่อใด ก็แปลว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักจะใช้ไม่ได้กับคู่นั้นอย่างเด็ดขาด!

ผู้ที่ศรัทธาความบังเอิญ ย่อมไม่อาจเลื่อมใสว่าคู่ใดในโลกจะมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมดังกล่าวได้ ส่วนผู้ที่ศรัทธาพรหมลิขิต ย่อมเชื่อว่าถ้ามีการขีดชะตาไว้จากฝั่งฟ้าเบื้องบน ก็ย่อมมีอะไรเช่นนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย (และไม่ควรตั้งคำถามว่าทำไมจึงได้รับความกรุณาอย่างลำเอียงเช่นนั้น) ดังนั้นจึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำตนเป็นคนร้าย ปล้นความสุขของคนรักกันต่อไป

แต่สำหรับผู้ที่ศรัทธากรรมวิบาก ย่อมเชื่อในเรื่องของ ‘การพยายามทำให้มี’ เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าถ้าสมมุติอะไรขึ้นมาได้ก็แปลว่าคิดได้แล้ว และ ‘ถ้าคิดได้ก็ต้องทำได้’ ขอเพียงมีวินัยและความซื่อสัตย์กับความตั้งใจของตนเองไปสักพัก เขาย่อมเห็นตามจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่าสามีภรรยาผู้มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน ควรแล้วที่จะครองรักอยู่ด้วยกันตลอดชีวิตปัจจุบัน และจะได้พบกันอีกในปรโลก

ชายหญิงคู่อื่นในโลกย่อมสลับกันเป็นฝ่ายกระทำและฝ่ายถูกกระทำ เมื่อทำเขาเจ็บ วันหนึ่งก็ต้องเจอใครสักคนทำให้เจ็บบ้าง และถ้าเห็นคนอื่นเป็นทาส วันหนึ่งย่อมตกอยู่ในฐานะข้าทาสบ้าง เป็นความยุติธรรมที่ได้ดุลดีในธรรม อันนั้นก็ปล่อยเขาไป แต่อย่าปล่อยตัวเราเองเลย ไม่มีใครสร้างกฎ แต่ก็ตกอยู่ภายใต้กฎนี้เหมือนๆกันหมด ถ้าเราทำถูกกฎ กฎย่อมสนองคืนเป็นความรู้สึกถูกต้อง และบันดาลรูปชีวิตที่เป็นสุขสืบไป ให้ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอนาคต อย่าปล่อยให้อดีตมาครอบงำปัจจุบันและอนาคตกันเลย

สิ่งที่คนรักดูเหมือนน่าจะมี

คือความพร้อมที่จะรัก

แต่สิ่งที่ทุกคนมีอยู่แน่

คือความพร้อมจะร้าย

ที่มา หนังสือคิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ

 


Comment

ชื่อ

comment ที่ 24
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ตัวเองก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันค่ะ ชอบดุด่าสามีเค้าขอตังก็ไม่ค่อยให้ โอ้พระเจ้าเราทำร้ายเค้าจริงๆด้วย พอรู้ว่าเค้าตามใจ เค้ารักเราก็เลยได้ใจโอ้พระเจ้าที่ผ่านมาเราทำร้ายคนที่เค้ารักเราขนาดนี้เลยเหรอ ขนาดเค้าจะซื้อกางเกงทำงานตัวใหม่สักตัวเรายังไม่อนุญาติเลย แต่พอเราจะซื้อเสื้อซื้อเครื่องสำอาง พอเค้าว่านิดนึงโดนเราตคอกเงียบเหมือนโดนตบปาก ที่รักจ๋าต่อไปเราจะไม่ทำร้ายตัวเองอีกแล้วสัญญาขอบคุณสำหรับบทความนี้เป็นที่สุด
  จากคุณ รันยา   วันที่ 2008-07-06 08:54:49

comment ที่ 23
เห็นด้วยค่ะ ตรงกับความเป็นจริง เพราะว่าตัวเองก็เป็นอย่างนั้น อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองร้ายก็จะพยายามแก้ไขให้ดีขึ้น
  จากคุณ คนเห็นแก่ตัว   วันที่ 2008-07-06 06:55:19

comment ที่ 22
ไม่รู้เหมือนกันว่าที่อยู่กันมาเรียกว่ารักหรือเปล่า มีบ้างที่ทะเลาะ ตีกัน ด่ากัน แต่สุดท้ายก็ต้องมานอนกอดกันอยู่ดี อยู่ทนหรือทนอยู่ก็ไม่รู้ รักทนหรือทนรักก็ไม่รู้
  จากคุณ ชูวับ   วันที่ 2008-07-06 06:37:57

comment ที่ 21
ไม่เชื่อครับ
รู้สึกว่านักเขียนท่านนี้ค่อนข้างจะคิดอะไรแปลกๆ มีทัศนะในโลกส่วนตัวทิศทางเดียว ทำให้บิดเบี้ยวจากโลกแห่งความเป็นจริง
ผู้อ่านต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยใช้วิจารณญาณให้มากๆ และควรหาข้อมูลทางวิชาการในระดับสากลประกอบการพิจารณาด้วย.
  จากคุณ นักวิชาการอิสระ   วันที่ 2008-07-06 02:43:37

comment ที่ 20
ไม่จริงอ่ะ
ยิ่งรักยิ่งอยากดูแล จะไปทำร้ายเขาทำไมอ่ะ
โทษทีนะเราเป็นคนดีอ่ะ....
  จากคุณ Miki   วันที่ 2008-07-06 01:43:05

comment ที่ 19
เพราะความเอาแต่ใจตัวเองอยากให้เขาเอาใจเราคนเดียวมองเราดีคนเดียวห่วงเขามากจนห้ามปรามเหมือนเป็นแม่ทั้งที่รักกันตอนแรกก็ไม่เป็นจึงมีความสุขดีพอนานไปก็เปลี่ยนมีแต่เสียใจ ต้องขอบคุณที่ทำให้คิดได้
  จากคุณ รัน   วันที่ 2008-07-05 22:04:45

comment ที่ 18
เพราะรักเค้ามาก .. ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว คิดว่าเค้าเป็นของเราเพียงคนเดียว เราอยู่ไหน..จะต้องมีเค้าเคียงข้างเสมอ เมื่อฉันพูด,คิดและทำเช่นไร ..ต้องเป็นฝ่ายสนับสนุนฉันเสมอ ..ฉันเพิ่งได้รู้ว่ามันคือการทำร้ายเค้า ... แต่จากวันนี้ต่อไปฉันจะเปลียนทัศนคติซะใหม่ ให้เธอเป็นเสมือนคู่คิด คู่ชีวิตของฉัน ..เราจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน .. เธอเป็นกำลังฉันเป็นสมอง .. เธอเป็นยาใจให้ฉัน และฉันจะเป็นแรงใจให้เธอ
  จากคุณ เบญจวรรณ ทับทอง   วันที่ 2008-07-05 17:09:06

comment ที่ 17
เพราะรักเค้ามาก .. ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว คิดว่าเค้าเป็นของเราเพียงคนเดียว เราอยู่ไหน..จะต้องมีเค้าเคียงข้างเสมอ เมื่อฉันพูด,คิดและทำเช่นไร ..ต้องเป็นฝ่ายสนับสนุนฉันเสมอ ..ฉันเพิ่งได้รู้ว่ามันคือการทำร้ายเค้า ... แต่จากวันนี้ต่อไปฉันจะเป็นทัศนคติให้เธอเป็นเสมือนคู่คิด คู่ชีวิตของฉัน ..เราจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน .. เธอเป็นกำลังฉันเป็นสมอง .. เธอเป็นยาใจให้ฉัน และฉันจะเป็นแรงใจให้เธอ
  จากคุณ เบญจวรรณ ทับทอง   วันที่ 2008-07-05 17:08:13

comment ที่ 16
ดีมากๆๆๆๆๆ เพราะเราก็กำลังเป็นอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน น่าเศร้าเหลือเกิน เราไม่อยากรู้ว่าเขารักเรามากแค่ไหน ไม่อยากให้บอกว่ารักมากมาย เพราะเขายิ่งบอกมันเหมือนกับทำร้ายเขามากขึ้นกว่าเดิม
  จากคุณ กระแต   วันที่ 2008-07-05 15:30:38

comment ที่ 15
น่ากลัว และ ถ้ากลัวการจากลา ความเจ็บปวด
ก็คงไม่ทำร้ายกัน
แต่ลึกๆแล้ว คนเราชอบให้คนเอาใจ
และการดุ ด่า ตะคอก มันเหมือนกับว่าเขาใหญ่ มีอำนาจ
คนที่เป็น แฟนก็ต้องยอม และบางทีเขาก็จะลองใจด้วยวิธีนี้
อยากรู้ว่าคนคนนี้จะรักเราจริงไหม ก็จะลองร้ายดู
ซึ่งถ้าเขาทนไม่ได้ก็จะเลิกกันไป
ปัจจุบันที่เลิกกันบ่อยๆ อาจจะเกิดจากทฤษฤนี้
โดยเฉพาะดารา เพราะเขาต้องยอมคนอืน สร้างภาพพจน์ให้เป็นน่ารัก
แต่กลับคนรักของตนก็แสดงออกในสิ่งที่ตนไม่ได้แสดงออกออกมา
เพราะเป็นคนคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้
ยอมรับนะว่า น่ากลัว
  จากคุณ ยอมรับว่าจริง   วันที่ 2008-07-05 14:26:34

comment ที่ 14
เป็นคนเจ้าชู้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องเจ็บไม่ยึดติด ไม่รักใครจริงๆถูกรักอยู่ฝ่ายเดียวน่ะดีแล้ว..จริงม่ะ
  จากคุณ nn   วันที่ 2008-07-05 14:17:08

comment ที่ 13
ยึดมาก ทุกข์มาก ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งเราก็จะไม่ทุกข์อย่าได้วิ่งไขว่คว้าสิ่งใดให้มากเลยยิ่งวิ่งก็ยิ่งเหนื่อยคนเราตายไปแล้วไมได้เอาอะไรติดไปได้แม้แต่ร่างกายเราเองมีแต่ความดีและความชั่วที่เราก่อไว้มันติดตามเราไปทุกชาติทุกภพ
  จากคุณ แรงกรรม(การกระทำ)   วันที่ 2008-04-24 18:37:59

comment ที่ 12
ความรัก=ความห่วงใย+ความเข้าจัย/ความจิงจัย

  จากคุณ นางสาววิลาสินี กิตติกุล   วันที่ 2008-04-19 17:08:38

comment ที่ 11
ความรัก=ความห่วงใย+ความเข้าจัย
__________________
ความจริงจัย
  จากคุณ นางสาววิลาสินี กิตติกุล   วันที่ 2008-04-19 17:05:19

comment ที่ 10
มีสิ

เราและก้อแฟนเราเอง

เจ้บด้วยกันทั้งคู่

แต่เราเองที่เลิกกะเค้าไม่ได้

ถือว่าเค้าชนะ
  จากคุณ มิ้น   วันที่ 2008-04-14 22:45:04

comment ที่ 9
มีสิ

เราและก้อแฟนเราเอง

เจ้บด้วยกันทั้งคู่

แต่เราเองที่เลิกกะเค้าไม่ได้

ถือว่าเค้าชนะ
  จากคุณ มิ้น   วันที่ 2008-04-14 22:44:50

comment ที่ 8
แต่ก้อไม้แน่นะอาจจะมีคนอย่างงี้อยู่ก้อได้
  จากคุณ   วันที่ 2008-04-12 14:55:26

comment ที่ 7
ทฤษฎีคนโรคจิต คนปกติเขาไม่เป็นแบบนี้หรอก ถ้าเรารักใคร ก็มีแต่อยากให้เขามีแต่ความสุข แต่นี้มันรักแบบไหนฟ่ะ โรคจิตแล้ว
  จากคุณ คนปกติ   วันที่ 2008-04-11 15:17:51

comment ที่ 6
ทฤษฎีอะไรแบบนี้ ไม่มีในโลกหรอก
  จากคุณ ผู้รู้จริง   วันที่ 2008-04-11 12:54:38

comment ที่ 5
ดีค่ะ เหมือนตอนนี้เลยที่เรากำลังโดยทำร้ายจากคนรัก โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย และไม่รู้ด้วยว่าเพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นคนเริ่มเองและทำให้มันจบเอง
  จากคุณ   วันที่ 2008-04-10 12:59:58

comment ที่ 4
เหตุผลที่คนเรามักร้าย ใส่คนที่เรารักก็มาจากการที่เรา...
เราต้องการรับ มากกว่าที่จะให้
เราคาดหวัง..มากเกินไป
เรากำลังพยายาม เพื่อยึดความรักให้อยู่กับเรา...
สุดท้าย
...
...
...
หมดเวลา รักจากไป ปีกหัวใจหัก
เศร้า....
  จากคุณ sometime with someone   วันที่ 2008-04-09 16:00:16

comment ที่ 3
นี่มันใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนที่เรารู้จัก เค้าบทจะดีก็ดีมาก บทจะร้ายก็ไม่เหลือเยื่อใย
  จากคุณ ปลาทอง   วันที่ 2008-04-08 19:14:26

comment ที่ 2
ดี ชีวิตรักในความซวย
  จากคุณ เฮงซวย   วันที่ 2008-04-08 17:42:28

comment ที่ 1
ดี
  จากคุณ พิ...   วันที่ 2008-04-08 14:08:30

1