การทำบุญ.....ที่ถูกลืม<-->เรื่องเล่า ธรรมะ แง่คิด ชีวิต สอนใจ ทำดี คติ บทเรียน
การทำบุญ.....ที่ถูกลืม
 "คุณนายแก้ว" เป็นเจ้าของโรงเรียนที่ชอบทำบุญมาก เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าทอดกฐินอยู่เนือง ๆ ใครมาบอกบุญสร้างโบสถ์วิหารที่ไหน ไม่เคยปฎิเสธ เธอปลื้มปิติมากที่ถวายเงินนับแสนสร้างหอระฆังถวายวัดข้างโรงเรียน แต่เมื่อได้ทราบว่ามีนักเรียนคนหนึ่งไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ค้างชำระมาสองเทอมแล้ว เธอตัดสินใจไล่นักเรียนคนนั้นออกจากโรงเรียนทันที



"สายใจ" พาป้าวัย ๗๐ และเพื่อนซึ่งมีขาพิการไปถวายภัตตาหารเช้าที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเจ้าอาวาสเป็นที่ศรัทธานับถือของประชาชนทั่วประเทศ เช้าวันนั้นมีคนมาทำบุญคับคั่ง จนลานวัดแน่นขนัดไปด้วยรถ เมื่อได้เวลาพระฉันเสร็จ ญาติโยมก็พากันกลับ สายใจพาหญิงชราและเพื่อผู้พิการเดินกระย่องกระแย่งฝ่าแดดกล้าไปยังถนนใหญ่ เพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน ระหว่างนั้นมีรถเก๋งหลายสิบคันแล่นผ่านไป แต่ตลอดเส้นทางเกือบ ๓ กิโลเมตร ไม่มีผู้ใจบุญคนใดรับผู้เฒ่าและคนพิการขึ้นรถเพื่อไปส่งถนนใหญ่เลย



เหตุการณ์ทำนองนี้มิใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทย "ชอบทำบุญแต่ไ้ร้น้ำใจ" เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า คนไทยนับถือพุทธศาสนากันอย่างไร จึงมีพฤติกรรมแบบนี้กันมาก เหตุใดการนับถือพุทธศาสนาจึงไม่ช่วยให้คนไทยมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ีที่ทุกข์ยาก การทำบุญไม่ช่วยให้คนไทยมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเลยหรือ


หากสังเกตุจะพบว่า การทำบุญของคนไทยมักจะกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน เช่น พระภิกษุสงฆ์ วัดวาอาราม พระพุทธเจ้า เป็นต้น แต่กับสิ่งที่ถือว่าอยู่ต่ำกว่าตน เช่น คนยากจนหรือสัตว์น้อยใหญ่ เรากลับละเลยกันมาก (ยกเว้นคนหรือสัตว์ที่ถือว่าเป็น "พวกกู" หรือ "ของกู") แม้แต่เวลาไปทำบุญที่วัด เราก็มักละเลยสามเณรและแม่ชี แต่กุลีกุจอเต็มที่กับพระสงฆ์ อะไรทำให้เราชอบทำบุญกับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่อยู่สูงเหล่านั้น สามารถบันดาลความสุขหรือให้สิ่งดี ๆ ที่พึงปรารถนาแก่เราได้ เช่น ถ้าทำอาหารถวายพระ บริจาคเงินสร้างวัดหรือพระพุทธรูป ก็จะได้รับความมั่งมีศรีสุข มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นต้น หรือช่วยให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ มีความสุขสบายในชาติหน้า ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรานั้นไม่มีอำนาจที่จะบันดาลอะไรให้เราได้ หรือไม่ช่วยให้เราสุขสบายขึ้น เราจึงไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเผื่อแผ่ให้แก่สิ่งเหล่า
นั้น


นั่นแสดงว่าที่เราทำบุญกันมากมายก็เพราะหวังผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ดังนั้น ยิ่งทำบุญด้วยท่าทีแบบนี้ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น ผลคือ จิตใจยิ่งคับแคบ ความเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากมีแต่จะน้อยลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทำบุญแบบนี้จะทำให้ได้บุญน้อยลงแน่ แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมเกิดแก่ผู้รับอยู่แล้ว เช่น หากถวายอาหาร อาหารนั้นย่อมทำให้พระสงฆ์มีกำลังในการศีกษาปฎิบัติธรรมได้มากขึ้น แต่อานิสงส์ที่จะเกิดแก่ผู้ถวายนั้น ย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะเจือด้วยความเห็นแก่ตัว ยิ่งถ้าทำบุญ ๑๐๐ บาท เพราะหวังจะได้เงินล้าน บุญที่เกิดขึ้นย่อมน้อยลงไปอีกเพราะใช่หรือไม่ว่า นี่เป็นการ "ค้ากำไรเกินควร"


บุญที่ทำในรูปของการถวายทานนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินก็ตาม จุดหมายสูงสุดอยู่ที่การลดความยึดติดถือมั่นในตัวกู ของกู ยิ่งลดได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้พระนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุดที่เรียกว่า "ปรมัตถะ"ซึ่งสูงกว่าสวรรค์ในชาติหน้า (สัมปรายิกัตถะ) หรือความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้ (ทิฎฐธัมมิกัตถะ) แต่หากทำบุญเพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน อยากได้เข้าตัวมาก ๆ แทนที่จะสละออกไป ก็ยิ่งห่างไกลจากนิพพานหรือกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นนิพพานด้วยซ้ำ อันที่จริงอย่าว่าแต่นิพพานเลย แม้แต่ความสุขในปัจจุบันชาติก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะจิตที่คิดแต่จะเอานั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์


ในทานมหัปผลสูตร อังคุตตรนิกาย พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า ทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก ได้แก่ "ทานที่ให้อย่างมีใจเยื่อใย ให้ทานอย่างทีจิตผูกพัน ให้ทานอย่างมุ่งหวังสั่งสมบุญ" รวมถึงทานที่ให้เพราะต้องการเสวยผลในชาติหน้า เป็นต้น พิจารณาเช่นนี้ก็พบว่าทานที่ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ทำกันนั้นหาใช่ทานที่พระองค์สรรเสริญไม่ นอกจากทำด้วยความมุ่งหวังประโยชน์ในชาติหน้าแล้ว ยังมักมีเยื่อใยในทานที่ถวาย กล่าวคือ ทั้ง ๆ ที่ถวายให้พระสงฆ์ไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมสละสิ่งนั้นออกไปจากใจ แต่ใจยังมีเยื่อใยในของชิ้นนั้นอยู่ เช่น เื่มื่อถวายอาหารแก่พระสงฆ์แล้ว ก็ยังเฝ้าดูว่าหลวงพ่อจะตักอาหารของฉัน "ฉัน" หรือไม่ หรือหากท่านไ่ม่ฉัน ก็รู้สึกไม่สบายใจ คิดไปต่าง ๆ นานา นี้แสดงว่ายังมีเยื่อใย
ยึดติดผูกพันอาหารนั้นว่าเป็นของฉันอยู่ ไม่ได้ถวายให้เป็นของท่านอย่างสิ้นเชิง


เยื่อใยในทานอีกลักษณะหนึ่งที่เห็นได้ทั่วไปก็คือ การมุ่งหวังให้ผู้คนรับรู้ว่าทานนั้น ๆ ฉันเป็นผู้ถวาย ดังนั้น ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ ของใช้ต่าง ๆ ไม่ว่า ถ้วย ชาม แก้วน้ำ หม้อ โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนขอบประตู หน้าต่างในโบสถ์ วิหาร และศาลาการเปรียญ จึงมีชื่อผู้บริจาคอยู่เต็มไปหมด กระทั่งพระพุทธรูปก็ไม่ละเว้น ราวกับจะยังแสดงความเป็นเจ้าของอยู่ หาไม่ก็หวังให้ผู้คนชื่นชมสรรเสริญตน การทำบุญอย่างนี้ จึงไม่ได้ละความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย หากเป็นการประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่งนั่นเอง


การทำบุญแบบนี้มีข้อดีตรงที่ช่วยอุปถัมภ์วัดวาอารามและพระสงฆ์ให้ดำรงอยู่ได้แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่ส่งเสริมให้ผู้คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากหรือไร้อำนาจวาสนา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองไทยมีวัดวาอารามใหญ่โตและสวยงามมากมาย แต่เวลาเดียวกันก็มีคนยากจนและเด็กที่ถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมาก ไม่นับสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกละเลย หรือถูกปลิดชีิวิ ตแม้กระทั่งในเขตวัด


อันที่จริง ถ้ามองให้กว้างกว่าการทำบุญ ก็จะพบปรากฎการณ์ในทำนองเดียวกัน นั้นคือ คนไทยนิยมทำดีกับคนที่ถือว่าอยู่สูงกว่าตน แต่ไม่สนใจที่จะทำดีกับคนที่ถือว่าต่ำกว่าตน เช่น ทำดีกับเจ้านาย คนรวย ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือ คนเหล่านั้นให้ประโยชน์แก่เราได้ (หรือแม้เขาจะให้คุณได้ไม่มาก แต่ก็สามารถให้โทษได้) ประโยชน์ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยชน์ทางวัตถุ อาจเป็นประโยชน์ทางจิตใจก็ได้ เช่น คำสรรเสริญหรือการให้ความยอมรับ ประการหลัง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยขวนขวายช่วยเหลือฝรั่งที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างเต็มที่ แต่กลับเมินเฉยหากคนที่เดือนร้อนนั้นเป็นพม่า มอญ ลาว เขมรหรือกระเหรี่ยง ใช่หรือไม่ว่าคำชื่นชมของพม่าหรือกระเหรี่ยง ความหมายกับเราน้อยกว่าคำสรรเสริญของฝรั่ง


บุคคลจะได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ ไม่ใช่เพราะนิยมทำบุญกับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตนเท่านั้น หากยังยินดีที่จะทำบุญกับสิ่งที่เสมอกับตนหรืออยู่ต่ำกว่าคนอีกด้วย แม้เขาจะไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนได้ ก็ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้ เพราะมิได้หวังผลประโยชน์ใด ๆ นอกจากความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ นี้คือกรุณาที่แท้ในพุทธศาสนา การทำดีโดยหวังผลประโยชน์หรือยังมีการแบ่งแยกและเลือกปฎิบัติอยู่ ย่อมไม่อาจเรียกว่าทำด้วยเมตตากรุณาอย่างแท้จริง


จะว่าไปแล้ว ไม่เพียงความใจบุญหรือความเป็นพุทธเท่านั้น แม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ก็วัดกันที่ว่า เราปฎิบัติอย่างไรกับคนที่อยู่ตำกว่าเราหรือมีอำนาจน้อยกว่าเรา หาได้วัดที่การกระทำต่อคนที่อยู่สูงกว่าเราไม่ ถ้าเรายังละเลยเด็กเล็ก ผู้หญิง คนชรา คนยากจน คนพิการ คนป่วย อุปถัมภ์พระสงฆ์มากมาย ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนใจบุญ เป็นชาวพุทธหรือเป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่ผิดหากจะกล่าวว่านี้เป็นเครื่องวัดความเป็นศาสนิกที่แท้ในทุกศาสนาด้วย แม้จะปฎิบัติ
ตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัดแต่เมินเฉยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ หรือยิ่งกว่านั้นคือกดขี่บีฑาผู้คนในนามของพระเจ้า ย่อมเรียกไม่ได้ว่าเป็นศาสนิกที่แท้ จะกล่าวไปใยถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์


ในแง่ของชาวพุทธ การช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือนร้อน ทั้ง ๆ ที่เขาไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่เราได้เป็นเครื่องฝึกใจให้มีเมตตา กรุณาและลดละความเห็นแก่ตัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งทำมากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งเปิดกว้าง อัตตาก็ยิ่งเล็กลง ทำให้มีที่ว่างเปิดรับความสุขได้มากขึ้น ยิ่งให้ความสุขแก่เขามากเท่าไร เราเองก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น สมดังพุทธพจน์ว่า "ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข" เป็นความสุขที่ไม่หวังจะได้รับ แต่ยิ่งไม่อยากก็ยิ่งได้ ในทางตรงข้ามยิ่งอยากก็ยิ่งไม่ได้้


เมื่อใจเปิดกว้างด้วยเมตตากรุณา เราจะพบว่าไม่มีใครที่อยู่สูงกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา ถึงจะเป็นพม่า มอญ ลาว เขมร กระเหรี่ยง ลัวะ ขมุ เขาก็มีสถานะเสมอเรา คือเป็นเพื่อนมนุษย์ และเป็นเพื่่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายกับเรา แม้แต่สัตว์ก็เป็นเพื่อนเราเช่นกัน จิตใจเช่นนี้ คือจิตใจของชาวพุทธ และเป็นที่สถิตของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง การทำนุบำรุงพุทธศาสนาที่แท้ ก็คือการบำรุงหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นนี้ให้เจริญงอกงามในตัวเรา ในลูกหลานของเรา และในสังคมของเรา หาใช่การทุ่มเงินสร้างโบสถ์ วิหารราคาแพง ๆ หรือสร้างพระพุทธรูปให้ใหญ่โตที่สุดในโลกไม่

ดังนั้นเมื่อใดที่เราเห็นคนทุกข์ยาก ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน เชื้อชาติอะไร ต่ำต้อยเพียงใด อย่าได้เบือนหน้าหนี ขอให้เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขา แล้วถามตัวเองว่าเราจะช่วยเขาได้หรือไม่และอย่างไร เพราะนี้คือโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญ ลดละอัตตาตัวตนและบำรุงพระศาสนาอย่างแท้จริง

ขอบคุณที่มา: พระไพศาล วิสาโล

Comment

ชื่อ

comment ที่ 37
จากที่อ่านมา เหมือนความต่างระหว่าง บุญ กับ กุศล แตกต่างกันตรงนี้แหละครับ ทำแล้วยังหวังสิ่งใด มีสวรรค์ วิมาน ผลของบุญตอบแทน อยู่ ก็ป็นระดับ บุญ แต่ถ้าทำ เพื่อ ลด ละ เลิก นั้นคือ กุศล เรื่องเีดียวกัน แต่ต่างกันที่เจตนานิดเดียว ....บุญ และ กุศล....ยังมีเรื่อง ผู้ให้ 3 ผู้รับ 3 ตามหลักพระพุทธศาสนา ทำให้ผลของ บุญ และกุศล แตกต่างกันไปอีกครับ ว่างๆ ไปอ่านศึกษาให้กระจ่างจะเข้าใจได้มากขึ้นครับ เจ้าของกระทู้ื ตีความได้เป็นกุศลมากครับ
  จากคุณ นักวิจัยข้ามชาติ   วันที่ 2009-11-10 12:10:31

comment ที่ 36
ใช่ครับ ผมก็คิดเหมือนกันแต่สังคมทุกวันนี้เป็นอย่างนี้ มีคน1ใน100คนที่คิดได้
  จากคุณ กันดัมพ์   วันที่ 2009-10-25 09:31:08

comment ที่ 35
เข้าใจค่ะว่าการทำทานสำคัญ แต่ถ้ามนุษย์โลกขอท่านให้ทำทานด้วยการนำเงินทองหรือข้าวของที่ไม่ใช่ของท่าน(ท่านไม่มีสิทธิ์)ในของเหล่านี้เลย แล้วท่านให้ไม่ได้ แล้วคนเหล่านั้นประณามท่านว่าไร้น้ำใจ เพียงแต่เราไม่ได้ร่วมมือแกล้งทำมองไม่เห็นในสิ่งที่พวกเขากระทำหรือเจตนาละเว้นที่จะกระทำ ถามหน่อยแล้วเราสามารถแสดงเป็นคนมีน้ำใจได้หรือเปล่า
  จากคุณ ก้อย   วันที่ 2009-10-21 23:35:26

comment ที่ 34
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูล
  จากคุณ k   วันที่ 2009-10-19 22:26:46

comment ที่ 33
ก็เพราะทางพุทธสศาสนาบอกว่า การให้ทานแก่สตว์ ๑๐๐ ชีวืต ไม่เท่ากับ ให้ทานคน ๑ คน และตามลำดับสูงขึ้นไปอีก ลองหาอ่านเอาเองก็แล้วกัน ขอบอกว่าไม่ค่อยจะเห็นด้วยเลยยยย
  จากคุณ ฟ้าใส   วันที่ 2009-09-14 18:58:59

comment ที่ 32
อยากให้พระบางรูปได้อ่าน เอาเงินที่คนเขาทำบุญไปเล่นบอล ขายแต่วัตถุมงคล โฆษณาชวนเชื่อ อาศัยบารมีอดีตหลวงพ่อหาประโยชน์ใส่ตัว ใส่ผ้าเหลืองแล้ว คุณยังไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมหรือค่ะ
  จากคุณ คนกลัวกรรม   วันที่ 2009-09-05 07:31:56

comment ที่ 31
จริงด้วยสังคมเป็นอย่างนี้จริง ๆ ชอบทำบุญแต่ไม่มีน้ำใจ ไม่ค่อยมองคนที่ลำบากกว่าแต่ชอบทำบุญเพราะต้องการสร้างบารมีมากก่า
  จากคุณ U2   วันที่ 2009-09-04 11:20:30

comment ที่ 30
สาธุ นี่แหล่ะวิถีชาวพุทธที่น่าจะนำไปปฏิบัติกันไม่ใช่ทำเพื่อเอาหน้าเท่านั้น
  จากคุณ มนัสนันท์   วันที่ 2009-08-30 10:30:34

comment ที่ 29

ขอเพิ่มเติมความเห็นที่ 28
ถ้าปลุกเสกวัตถุมงคลด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ นำเงินที่ได้มาทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนา และสงเคราะห์สังคมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำได้และเป็น
กุศล แต่ถ้าทำเพื่อหวังผลประโยชน์ตนเองเช่นคิดค่า ปลุกเสกหรืออวดอภินิหาร เพื่อหวังให้คนมาทำบุญแล้วนำมาใช้ส่วนตัว ก็ถือว่าเป็นบาป มีจิตที่ไม่บริสุทธิ ไม่สมควรเป็น สาวกของพระพุทธองค์

  จากคุณ ชลวิช จารุบุณย์   วันที่ 2009-08-20 00:50:40

comment ที่ 28

ขอบคุณท่านมากที่สั่งสอนชาวพุทธไทยเช่นนี้ การทำบุญนั้นคือการสงเคราะห์คนอื่น หวังให้ผู้อื่นมีความสุข เช่นเห็นผู้อื่นจมน้ำเท่ากับ
ตัวเองจมน้ำ เห็นผู้ตกทุกข์ได้ยากต้องช่วยเหลือ ผู้ที่ควรถวายสิ่งของมากที่สุดเป็นอันดับแรกคือพ่อแม่เลี้ยงดูแลท่านให้มีความสุข ต่อมาคือครอบครัวพี่น้องและสังคม ถ้าสงฆ์ไทยเหมือนท่านเยอะๆสั่งสอนผุ้คนแบบนี้สังคมไทยจะดีขึ้นมาก และขอแสดงความเห็นอีกหน่อยคือ เลิกปลุกเสกวัตถุมงคลกันได้แล้ว ทำให้คนไทยงมงาย

  จากคุณ ชลวิช จารุบุณย์   วันที่ 2009-08-19 23:03:47

comment ที่ 27
ทำบุญผ้าป่าถวายโลงเย็น ออกพรรษา
www.rongyen.com
http://blog.hunsa.com/arwuth

  จากคุณ อาวุธ   วันที่ 2009-08-16 11:34:14

comment ที่ 26
ขออนุโมทนาสาธุ
  จากคุณ กัญญาณัฐ แซ่ตัน   วันที่ 2009-08-13 08:22:30

comment ที่ 25
พระไพศาล วิสาโล เป็นพระอาจารย์ที่นับถือมาก และเขียนความจริงของโลกได้อย่างถูกต้องที่สุด
  จากคุณ   วันที่ 2009-08-11 20:55:38

comment ที่ 24
ขอบคุณสำหรับมุมมองอีกด้านในแง่ของการทำบุญคิดว่าทุกๆคนที่อ่านคงได้รับประโยนช์และแนวทางในการทำบุญกันมากขึ้น...ขอให้ทุกๆคนทำบุญด้วยจิตจัยที่ขาวสะอาดนะครับ
  จากคุณ santaya   วันที่ 2009-06-22 16:04:16

comment ที่ 23
เป็นจริงตามที่สอนมาเลยคะ คนเรามักทำบุญกับคนที่สูงกว่าเสมอ

  จากคุณ bambee   วันที่ 2009-06-21 22:57:39

comment ที่ 22
ควรจะอธิฐานอย่างไรเวลาทำบุญ..ถึงจะดี..
ส่วนใหญ่คนทำบุญก็มักจะพูดว่า..ขอให้...มีความสุขความเจริญ.....ขอ...ฯลฯ...ช่วยบอกเป็นกุศลหน่อยนะค่ะ
  จากคุณ อาหงษ์   วันที่ 2009-06-21 12:46:46

comment ที่ 21
เราเองคิดอยู่เสมอว่าการให้ทานแก่ผู้ที่ด้อยกว่านั้นมีประโยชน์และได้บุญมากกว่า แม่เคยสอนอยู่เสมอว่าเห็นคนด้อยกว่าเรากไม่ควรที่จะละเลย อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ายังมีคนที่ลำบากกว่าเราอีก เราไม่ได้เป็นคนที่ลำบากที่สุด เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ค่อยอยากจะทำบุญกับการติดเงินกฐินผ้าป่า อะไรมากนัก เพราะว่าคิดถึงการสงเคราะห์คนด้วยโอกาสมากกว่าการสะสมบุญไว้ใช้ชาติหน้า ที่ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะมีจริงหรือเปล่า
  จากคุณ อังจุ๊   วันที่ 2009-06-20 23:08:11

comment ที่ 19
ดีมากครับ เขียนได้ดีมากเลย
  จากคุณ เอ๋   วันที่ 2009-06-13 19:08:42

comment ที่ 18
เป็นแนวความคิดที่ดีมากครับเปิดโลกทัศน์และมุมมองใหม่ๆอยากให้ท่านไปเทศน์ให้คนที่มีเงินเยอะฟังครับ
  จากคุณ chai   วันที่ 2009-06-12 12:44:40

comment ที่ 17
เป็นบทความที่ดีมาก ให้ความรู้กับผู้แสวงบุญที่ชอบเลือกการบำบุญใหญ่ๆๆ เลยมองข้ามสิ่งที่ใกล้ตัวเอง เช่น พ่อแม่พี่น้อง ญาติๆ เพื่อร่วมงาน ฯลฯ ขอบคุณกับสิ่งดีๆ ที่ผู้นำบทความนำมาให้อ่านกันนะครับ สาธุ
  จากคุณ มิลค์   วันที่ 2009-06-11 17:28:53

comment ที่ 16
เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำบุญว่าทำแบบไหนจะได้บุญสูงสุด แต่ก็จะค้านอยู่ในใจเสมอว่า จะทำบุญแบบไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องแบ่งว่าแบบไหนได้บุญสูงสุด ขอให้ทำด้วยใจบริสุทธิ์และตั้งใจจริงก็พอน่าจะไดบุญสูงสุดเท่ากัน ไม่เช่นนั้นคนจะมุ่งแต่ทำบุญที่ได้บุญสูงสุดอย่างเดียวไม่ทราบว่าคิดเช่นนี้ถูกต้องหรือเปล่า

  จากคุณ wawa   วันที่ 2009-06-06 08:55:39

comment ที่ 15
แหกฟห
  จากคุณ   วันที่ 2009-06-01 17:42:30

comment ที่ 14
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกการกระทำนั้น อยู่ที่ใจ สิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ ศาสนาพุทธมักจะกล่าวถึงกรรม กฎแห่งกรรม ใครทำเช่นไร มักได้เช่นนั้น คนเราทุกคนไม่สามารถทำทุกสิ่งให้ดีที่สุดได้ ดังนั้นเราควรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อน ไม่เพ่งโทษผู้อื่น ควรเพ่งโทษตัวเองมากกว่า ว่า เราทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์แล้วเพียงใด เรื่องทาน ศีล ภาวนา เรามีหรือไม่ ทุกสิ่งทีทำนั้น เพื่อสะสม หรือเพื่อปล่อยวาง ใครเขามีศรัทธาจะทำอะไร ก็ช่างเขา ถ้าทำดี เราอนุโมทนาด้วย อย่าได้กล่
  จากคุณ นินจา   วันที่ 2009-05-28 13:54:01

comment ที่ 12
อ่านแล้วสบายใจมากค่ะ
มีครั้งนึงเคยได้ยินพระผู้ใหญ่ที่คนทั้งประเทศรู้จักบอกว่า
ทำบุญทำทานกับพระสงฆ์ ได้บุญได้กุศลกว่าทำทานกับสัตว์เดรัจฉาน
ฟังแล้วอึ้งค่ะ งงเลย ท่านเทศออกทีวี ฟังแล้วไม่อยากฟังต่อ
เพราะทำให้คนฟังที่สติและปัญญาน้อยอย่างเรา อาจเกิดการเลือกปฏิบัติได้ แต่อ่านธรรมของพระคุณแล้วสบายใจมากเลยค่ะ
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
  จากคุณ บัว   วันที่ 2009-05-24 11:48:05

comment ที่ 11
อ่านแล้วก็สบายใจดีครับ
  จากคุณ ปรัชญา   วันที่ 2009-05-23 01:46:59

comment ที่ 10
จะจดจำคำสอนไว้ในใจตลอดไปค่ะ
  จากคุณ สายลม   วันที่ 2009-05-22 21:38:59

comment ที่ 9
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ สาธุ
  จากคุณ กนกธร อนัญมงคล   วันที่ 2009-05-22 19:52:19

comment ที่ 8
อนุโมทนาค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
  จากคุณ น   วันที่ 2009-05-14 22:45:13

comment ที่ 7
ขออนุโมทนาสาธุเช่นกันคะ
  จากคุณ 123   วันที่ 2009-05-10 19:11:32

comment ที่ 6
ขออนุโมทนา สาธุ ดวงใจแจ่มใสขึ้นเยอะเลย
  จากคุณ ต   วันที่ 2009-05-09 13:35:29

1 | 2