ผลของความขี้อิจฉา<-->เรื่องเล่า ธรรมะ แง่คิด ชีวิต สอนใจ ทำดี คติ บทเรียน
ผลของความขี้อิจฉา
 
ถาม : คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาผู้อื่น จะมีผลเสียต่อเขาเองอย่างไรบ้าง และสามารถแก้ไขนิสัยนี้ได้อย่างไรบ้างครับ ?

ตอบ : คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาผู้อื่น จะมีผลเสียต่อเขาเองอย่างไรบ้าง และสามารถแก้ไขนิสัยนี้ได้อย่างไรบ้างครับ ?



คุณโยมก็ต้องดูให้ถึงต้นตอเสียก่อนว่า นิสัยของคนที่ชอบอิจฉาตาร้อน หรือว่าไม่อยากให้ใครได้ดีเกินกว่าตัวเองนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ..?

นิสัยอิจฉาริษยานี้ จะเกิดขึ้นกับคนที่มีความดีในตัวน้อยกว่าคนอื่น เพราะถ้าหากมี คุณงามความดีอยู่ในตัวมากกว่าคนอื่น เขาคงไม่มีความจำเป็นต้องไปอิจฉาตาร้อนใคร

เนื่องจากมีคุณงามความดี มีความรู้ มีความสามารถน้อยกว่าคนอื่น แล้วอยากจะให้ได้ดีเท่ากับเขา หรืออยากจะให้ดียิ่งกว่าเขา แต่แทนที่จะคิดแก้ไขตัวเอง กลับไปคิดในทางผิดๆ ในทางร้ายๆ

คือ แทนที่จะยกตัวเองขึ้นมาด้วยการทำ ความดีให้ยิ่งขึ้นไป กลายเป็นว่าความดีก็ไม่ทำแถมยังคิดจะเหยียบคนอื่นลงไปด้วยฤทธิ์แห่งความเข้าใจผิด จนกลายเป็นความอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ใครได้ดีเสียอีก

เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นเหตุแห่งความอิจฉาริษยานั้น มาจากความที่ตัวเองมีคุณงามความดีน้อย ก็สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าอย่างนั้นในใจของคนที่ชอบอิจฉาริษยา ก็คงจะมีแต่ความเศร้าหมอง คิดที่จะสร้างสรรค์อะไรกับใครเขาไม่เป็น คิดออกแต่ในเรื่องที่จะทำลายทำร้ายคนอื่นอยู่ร่ำไป

เช่น คิดจะทำลายทรัพย์สินเงินทอง คิดจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียง คิดจะทำร้ายคนอื่นให้เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ คิดวนๆ เวียนๆ อยู่อย่างนี้

เพราะฉะนั้น คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาริษยา จึงเป็นคนที่ใจเศร้าหมองทั้งวัน เมื่อมีใจเศร้าหมองอย่างนี้ แม้คำพูดก็เป็นคำพูดที่ชวนให้เศร้าหมอง คือ มีแต่เรื่องร้ายๆ ออกจากปาก ไม่มีคำพูดที่เป็นภาษา ดอกไม้ มีแต่พ่นพิษพรวดๆ ออกมา เมื่อเป็นอย่างนี้หนักๆ เข้า ก็จะเลยไปจนกระทั่งถึงการกระทำทางร่างกาย ทำให้แสดงอาการร้ายๆ ออกมา ตั้งแต่การกระทบกระแทกแดกดัน ทำอะไรโครมคราม หรือมีอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่กัน เป็นต้น คนที่มีนิสัยชอบอิจฉาริษยาผู้อื่น หรือคนที่ มีบุญน้อย แล้วไม่คิดจะทำบุญเพิ่มเติม แต่กลับไปคิดทำร้ายคนอื่น จึงมีอาการเช่นนี้

เมื่อความดีเก่ามีอยู่น้อยจนทำให้สู้ใครเขาไม่ได้ แล้วความดีใหม่ก็ไม่คิดจะทำเพิ่มตรงกันข้ามมีแต่จะเพิ่มความร้ายกาจ เพิ่มความบาปเข้าไปทุกวันๆ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเผาผลาญเป็นการทำลายล้างตัวเองไปทุกวันๆ นั่นเอง นี่คือผลเสียต่อตัวเองของความที่เป็นคนขี้อิจฉาริษยา

เพราะฉะนั้น พวกเราอย่าได้เป็นเข้าทีเดียว ถ้าครั้งใดใจคิดแวบไป ชักเริ่มจะอิจฉาชาวบ้านที่เขาดังกว่าเรา เด่นกว่าเรา ดีกว่าเราขึ้นมาละก็ รีบติดเบรกเสียนะ

โดยเตือนตัวเองว่า ที่เรายังตกต่ำอยู่อย่างนี้ เพราะว่าชาติที่แล้ว รวมทั้งชาตินี้ด้วย เราสั่งสมคุณงามความดีมาน้อยไป

เตือนตัวเองได้อย่างนี้ หนทางที่จะแก้ไขให้ดีก็มีมากขึ้น เพราะจับทิศทางถูกว่า เมื่อเรามีบุญน้อย ก็ต้องหาวิธีเติมบุญ คือ ในเรื่องของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจากหมู่คณะ หรือจากครอบครัว จากงานเลี้ยงชีวิตเราเองก็ตาม นอกจาก ทำให้สุดฝีมือแล้ว ยังต้องปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย

แต่ในกรณีที่ถึงจะปรับปรุงอย่างไรก็ยังสู้ไม่ได้ อยู่นั่นเอง อย่างนี้ต้องรีบเข้าไปกราบขอความรู้จากเขา ซึ่งจะทำให้เราย่นระยะเวลาทั้งในการปรับปรุงฝีมือและเวลาที่ไม่ต้องไปตกนรกได้ตั้งเยอะ

จากนั้นก็หันหน้าเข้าหาวัด มาศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำบุญ ทำทาน ไม่เคยรักษาศีล ไม่เคยนั่งสมาธิ ต่อแต่นี้รีบไปทำกัน

ด้วยการศึกษาจากหลวงปู่ หลวงพ่อ ว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วดีอย่างไร เช่น การทำทานมีผลทำให้รวย การรักษาศีลมีผลทำให้สวย การเจริญสมาธิภาวนามีผลทำให้เฉลียวฉลาด มีสติปัญญา

พอจับหลักตรงนี้ได้ ถ้าอยากจะเพิ่มเติมความรู้อะไรเป็นรายละเอียดให้ยิ่งขึ้นไป ก็ค่อยๆ ศึกษาจากหลวงปู่ หลวงพ่อท่าน

ยกตัวอย่าง เรามีอะไรต่ออะไรพร้อมแล้วแต่ที่ไปอิจฉาเขานั้น เพราะว่าเราไม่มีบริวาร เวลาไปไหนมาไหน ทั้งๆ ที่ รวยก็แสนรวย สวยก็แสนสวย แต่ว่าใครๆ ก็ไม่รัก

แล้วแทนที่จะถามว่าทำไมใครๆ ถึงไม่รักเรา กลับเที่ยวไปโกรธไปเคืองเขา หรือว่าเที่ยวไปอิจฉา คนที่มีคนรักเต็มบ้านเต็มเมือง ต้องมองและตั้งคำถามใหม่ให้เป็น คือ แทนที่จะตั้งคำถามว่าทำไม เขาไม่รักเรา ก็ตั้งคำถามเสียใหม่ว่าเราไม่น่ารักตรงไหน แล้วเริ่มสำรวจตรวจสอบตัวเอง


ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ไปถามหลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านดูก็ได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าวิชาเจ้าเสน่ห์ ซึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้นั้น มีอยู่ ๔ ข้อ ด้วยกัน คือ

๑. หมั่นให้ทาน คำว่า "ทาน" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการตักบาตรกับพระภิกษุสามเณร ทานในที่นี้ หมายถึง มีอะไรก็ปันกันกิน ปันกันใช้ รวมทั้งปันกันดังด้วย

๒. ปิยวาจา เวลาพูดจากับใครก็พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ เพราะสิ่งที่จะให้กำลังใจคนได้ดีนั้น ไม่มีอะไรเกินคำพูดที่เพราะๆ ในทำนองเดียวกันสิ่งที่จะทอนกำลังใจคน ก็ไม่มีอะไรเกินคำพูดที่ระคายหูเช่นกัน

๓. อัตถจริยา คือ ความรู้ความสามารถ ที่เรามีอยู่ ถ้าเอาไปช่วยใครได้ ก็ช่วยๆ กันไป อย่าไปหวงเลย

๔. สมานัตตตา คือ ไม่ว่าคบกับใครก็มีแต่ความจริงใจให้เขา ไม่แทงใครข้างหลัง ไม่ว่าร้ายใครลับหลัง มีแต่ความจริงใจ มีแต่ความปลอดภัยให้เขาเสมอ

ทั้ง ๔ ประการนี้แหละจะเป็นที่มาแห่งเสน่ห์ของเรา พูดง่าย ๆ โปรยเสน่ห์ด้วยการให้ ทั้งสิ่งของ ทั้งคำพูด ทั้งกำลังอกกำลังใจ ทั้งความปลอดภัยแก่เขา ทำอย่างนี้แล้วใครยังไม่รัก ก็ให้รู้ไป
แล้วในไม่ช้าเราจะต้องย้อนกลับมาถาม หลวงพ่อว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ เวลาไปไหนมาไหน ถึงมีแต่ถูกคนอื่นเขาตามอิจฉากันทั้งบ้านทั้งเมือง

ถึงตอนนั้นก็ช่วยไปสอนคนอื่นๆ ที่กำลัง อิจฉาคุณให้รู้ว่า เมื่อก่อนคุณเองก็เคยเป็นอย่างเขาเหมือนกัน แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร บอกเขาไปด้วย เพื่อจะได้เป็นบุญติดตัวเราต่อไป...

ที่มา
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?

Comment

ชื่อ

comment ที่ 15
เคยค่ะ เคยเปิดใจไว้กว้างงงงงงงงงงงงงมากกกกกกกกก.....เกินไป ปัจจุบันเลยต้องปิดดดดดดดดดดดตายยยยยยยยยยยมันไปเลย จะทุกข์ก็คงยอมนะคะ หากจะทุกข์เพราะตัวเราเอง แต่คงไม่ยอมให้ใครเอาทุกข์มาใส่ตัวเราฟรีๆ อีกต่อไปแล้วค่ะ ขี้เกียจตามรับชดใช้กันในอนาคตอันไกลเกินไป ขอเช็คบิลกันในวาระใกล้ ๆ เนี่ยแหละจะได้จบๆ กันไป ไม่ต้องมาพบมาเจอกันอีกต่อไปเลย
  จากคุณ ก้อย   วันที่ 2009-10-27 23:35:43

comment ที่ 14
คุณ comment 13 ครับ ความผิดแก้ไขกันได้นะ จริงอยูกรรมดีจะเอามาหักลบกลบกล้างกรรมชั่วไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำกรรมดีไว้เลย ตัวเราก็จะมีแต่กรรมชั่วนะครับ เปิดใจให้กว้างเถอะครับแล้วใจคุณจะเป็นสุข ใจมีแต่ทุกข์คือใจคับใจแคบนะครับ
  จากคุณ กก   วันที่ 2009-10-25 15:21:18

comment ที่ 13
ถ้ามือถือสากไปแล้ว ปัจจุบันจะเอาพ่นแต่สีนออกมา ก็ขอให้พระเจ้าคุ้มครองให้ได้จริง ๆ เถอะนะจ๊ะ ไม่มีใครรู้จักบาปในใจตนได้เท่ากับตัวเองหรอก กรรมน่ะก็คือกรรม พระเจ้า พระพุทธเจ้าศาสนาใดก็ไม่มีสิทธิ์ล้างให้ด้วยการถือศีลทำบุญกลบเกลื่อนได้หรอกนะคะ เพราะท่านเองก็ไม่ได้อยากโดนล้างบางไปพร้อมกับพวกคุณเร็ว ๆ นี้หรอกจ้า เราว่าท่านเลือกทึ่จะอยู่ภพของท่านอย่างสงบ ๆ มากกว่า มานั่งพรมน้ำมนต์ให้คนทำบุญใจบาปทุกวันนี้หรอกนะอ๊ะ
  จากคุณ ก้อย   วันที่ 2009-10-21 23:27:00

comment ที่ 12
เพื่อนของดิฉันไม่มีใครดีเลย พูดถึงใครก็นินทาเขาตลอดเวลา ชอบพูดเกินจริง เรื่องว่าคนอื่นอยู่ที่ปลายลิ้น วันๆคุยด้วยเหมือนยืนอยู่ใกล้กองไฟ เลี่ยงได้พยายามเลี่ยงยิ่งแก้อาการยิ่งหนัก สามีก็ไม่สนใจ รำรวยแต่ไม่มีความสุข เพราะมองคนร่วมงานเลวไปหมด เคยคิดว่าต้องให้พบธรรมะ หรือจิตแพทย์ แต่เขาก็ไม่เปิดใจเลย
  จากคุณ   วันที่ 2009-09-22 16:06:42

comment ที่ 11
คนที่อิจฉาคนอื่น จริงหรือที่ทำให้จิตใจคนนั้นเศร้าหมอง หรือว่า นำแต่ความเดือดร้อนให้คนอื่น ทำให้คนอื่นเจ็บใจอยู่ฝ่ายเดียว(เพราะคนพวกนี้ ชอบใส่ร้ายคนอื่น เอาความดีเข้าตัวเอง) อยู่ใกล้คนพวกนี้แล้ว ชีวิตหาความสงบสุขไม่ได้เลย กำลังเจอคนประเภทนี้อยู่...
  จากคุณ คนผ่านมา   วันที่ 2009-08-25 22:21:41

comment ที่ 10
สาธุ
  จากคุณ K.007   วันที่ 2009-08-17 15:49:24

comment ที่ 9
จะทำตามทุกวัน
  จากคุณ แพรวา   วันที่ 2009-08-14 11:45:53

comment ที่ 8
ดีคะแล้วจะปฏิบัติตามนะคะ
จะได้หมดเวรหมดกรรมซักที่คะ
ที่จะที่เราอยากได้
  จากคุณ   วันที่ 2009-08-14 11:45:15

comment ที่ 7
คนประเภทนี้ เคยเจอมาแล้ว..และก็เป็นจริงอย่างนั้นเลยนะ รวยมากทีเดียวล่ะ.. สวย..ก็พอสวย..ครอบครัวค่อนข้างสมบูรณ์ สามีก็ดีมาก..แต่เป็นคนขี้อิจฉาและริษยาอย่างมากไม่เว้นแม้แต่คนที่เค้าลำบากกว่าตนเองในหลายๆด้าน.. ก็เลยสงสารเค้า..ชาตินี้คงหาความสุขไม่ได้แล้วเพราะมัวแต่มานั่งเผาไหม้จิดใจตนเองเพื่อจะใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น..คอยยุแยงตะแคงรั่วคนอื่นตลอดเวลา..เพื่อนร่วมงานก็ทราบกันดี แต่ก็ไม่อยากถือสากัน..
  จากคุณ ผู้มีประสบการณ์   วันที่ 2009-05-08 16:07:55

comment ที่ 6
อิจฉา ดีครับ เป็นแรงจูงใจ บรรดาลใจให้อยากมี อยากเป็นอย่างคนอื่นบ้าง
แต่ริษยา ไม่ดี ครับ เป็นการทำลายคนอื่นไม่อยากให้ใคร ได้ดีไปกว่าตนเอง
คนไทยมักพูดรวมกัน ทำให้ความหมายเป็นไม่ดีครับ คือ อิจฉาริษยา
ก็เลือกเอานะครับ ว่า อยากขีดเส้นของตนเอง ให้ยาวกว่าคนอื่น หรือ ลบ
เส้นของคนอื่น ให้เหลือเท่าตนเองน่ะ
  จากคุณ ฮาร์ดคอร์   วันที่ 2009-05-08 11:44:32

comment ที่ 5
มาดามโอไง
  จากคุณ 123   วันที่ 2009-05-08 10:13:42

comment ที่ 4
อ่านแล้วรู้สึกดีจัง
  จากคุณ ใบกล้วย   วันที่ 2009-05-08 10:03:37

comment ที่ 2
เพราะไอ้คำว่าอิจฉานี่แหละที่ทำให้ประเทศไทยในขณะนี้เกิดความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสีเสื้อ
  จากคุณ 9999   วันที่ 2009-05-03 18:46:22

comment ที่ 1
เพื่อนสนิทเราคนนึง มีนิสัยแบบนี้เหมือนกัน
แต่เราไม่ได้โกรธอะไรหรอก แต่เห็นใจเขามากกว่า
ที่เขาไม่ได้มีอย่างที่มีเรามี
  จากคุณ ตุ๊กตา   วันที่ 2009-05-02 16:38:12

1