กฐิน
คอลัมน์ ศาลาวัด
นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ชาวพุทธจะร่วมกันทำบุญทอดกฐิน
คำว่า "กฐิน" เป็นชื่อของกรอบไม้ หรือสะดึง อันเป็นแม่แบบสำหรับขึงผ้าเพื่อความสะดวกในการ ปะ-ตัด-เย็บ ทำจีวร
เนื่องจากในสมัยพุทธกาลการทำจีวรให้มีรูปลักษณะตามที่กำหนดกระทำได้ยาก จึงต้องมีกรอบไม้สำเร็จรูปไว้เป็นอุปกรณ์ในการทำ แม้ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอาศัยไม้สะดึงเช่นนี้อีกแล้ว แต่ก็ยังคงใช้คำว่ากฐินตามเดิม
ในครั้งพุทธกาล มีพระภิกษุชาวเมืองปาฐา จำนวน 30 รูป พากันเดินทางไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี เพื่อให้ทันดิถีเข้าพรรษา แต่ก็ไปไม่ทัน จึงต้องพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตุ
ครั้นออกพรรษาแล้วก็รีบเดินทางไปเฝ้าพระพุทธองค์ ต้องกรำแดดกรำฝนมาตลอดทาง ทำให้จีวรผ้านุ่งห่มเปียกชุ่มผุเปื่อยลง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบถึงความลำบากของพระภิกษุดังกล่าว จึงทรงมีพุทธานุญาตให้รับผ้าที่ชาวบ้านถวาย เพื่อผลัดเปลี่ยนได้เป็นครั้งแรก
ประเพณีทอดกฐินหลังออกพรรษาจึงได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
ด้วยเหตุนี้หลังจากออกพรรษาแล้วจะเป็นเทศกาล "ทอดกฐิน" อันเป็นการบำเพ็ญบุญที่ได้กระทำสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ที่ชาวพุทธทุกคนถือว่าเป็นมหากุศล และยังถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของแต่ละวัดอีกด้วย
เพราะเหตุว่า "กฐินทาน" นี้เป็นทานที่ยิ่งใหญ่และพิเศษกว่าทานอย่างอื่น เพราะเป็นพุทธานุญาตโดยตรง นับเป็นทานอันเกิดจากพุทธประสงค์โดยแท้
นอกจากนี้ยังเป็น "กาลทาน" คือ แต่ละวัดจะรับกฐินได้เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น และต้องอยู่ภายในช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากออกพรรษาเท่านั้น
คือ นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
อีกทั้งพระภิกษุที่จะรับผ้ากฐินต้องจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นครบ 3 เดือนโดยไม่ขาดพรรษา และต้องมีจำนวนพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป
การถวายผ้ากฐินนี้ก็มิได้จำเพาะเจาะจงพระภิกษุสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง จึงนับว่าเป็น "สังฆทาน" ที่แท้จริง และทางฝ่ายพระภิกษุเมื่อรับผ้ากฐินแล้วต้องทำพิธี "กรานกฐิน" คือการตัด เย็บ ย้อมทำเป็นผ้าสบง หรือจีวร หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง และทำพิธีมอบให้แก่พระภิกษุที่ได้รับคัดเลือกจากสงฆ์ ให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกัน
จาก ข่าวสด