ลักษณะของโลภะ
..... โลภะมีอันยึดซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะดุจลิงติดตัง มีความข้องเฉพาะเป็นรสดุจชิ้นเนื้ออันเขาทิ้งไปที่กระเบื้องร้อน มีอันไม่สละเป็นเครื่องปรากฏ ดุจน้ำย้อมเจือน้ำมันสำหรับหยอด มีอันเห็นความแช่มชื่นในสังโยชนิยธรรมเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเมื่อโลภะเจริญอยู่โดยความเป็นแม่น้ำ คือ ตัวตัณหาย่อมพาไปสู่อบายถ่ายเดียว ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยวพัดพาไปสู่มหาสมุทรฉะนั้นฯ
ที่มา วิสุทธิมัคค์ขันธนิทเทส
คนส่วนมากรู้ว่าเป็นโลภะก็ต่อเมื่อเป็นโลภะที่แรงกล้า แต่ไม่รู้เมื่อเป็นโลภะที่ไม่รุนแรง
เช่น เราอาจจะรู้ว่าเป็นโลภะเมื่ออยากจะรับประทานอาหารที่อร่อยมาก ๆ หรือขณะที่อยากดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ เรามีความผูกพันยึดมั่นในบุคคล และเป็นทุกข์เมื่อผู้เป็นที่รักตายจากไป เมื่อนั้นเราก็จะรู้ว่าความผูกพันทำให้เกิดความทุกข์ บางครั้งความผูกพันยึดมั่นก็เห็นได้ชัด แต่โลภะก็มีหลายระดับขั้น โดยมากเราไม่รู้ว่าเรามีโลภะ
จิตเกิดดับอย่างรวดเร็วมาก
และเราอาจไม่รู้ว่าโลภะเกิดขณะที่สภาพธรรมปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นโลภะที่ไม่แรงกล้าถึงขั้นที่เป็นราคะหรือตันหา ขณะใดที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจปรากฏ ขณะนั้นโลภะย่อมเกิดขึ้น
วันหนึ่ง ๆ โลภะเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
โลภะ ความผูกพันยึดมั่น ทำให้เกิดความทุกข์โทมนัส ถ้าเข้าใจความจริงข้อนี้อย่างถ่องแท้ เราคงปรารถนาที่จะกำจัดโลภะให้หมดไป แต่โลภะจะหมดไปในทันทีทันใดไม่ได้ เราอาจจะระงับโลภะได้เพียงชั่วคราว แต่โลภะก็จะเกิดอีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่ทำให้โลภะเกิดขึ้น แม้จะรู้ว่าโลภะทำให้เกิดทุกข์โทมนัส โลภะก็ย่อมเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็มีวิธีที่จะกำจัดโลภะให้หมดไปได้ นั่นคือ ด้วยการอบรมเจริญปัญญาซึ่งประจักษ์สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
เมื่อศึกษาเรื่องจิตละเอียดขึ้น ก็จะทำให้เรารู้จักตัวเอง เราไม่ควรรู้เพียงแต่โลภะขั้นหยาบเท่านั้น แต่ควรรู้โลภะขั้นต่าง ๆ ที่ละเอียดขึ้น
เราควรรู้โลภะที่ละเอียดขึ้นเมื่อชื่นชอบกลิ่นหอมหรือดนตรีเพราะ ๆ ด้วย ดูเหมือนกับว่าจิตไม่เป็นอกุศลเมื่อไม่ได้ทำร้ายใคร แต่โลภะที่ละเอียด ๆ ก็เป็นอกุศลด้วย โลภะต่างกับอโลภะซึ่งเป็นกุศล เราไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้มีโลภะ แต่เราก็สามารถรู้ลักษณะโลภะได้เมื่อโลภะเกิดปรากฏ
โลภะทุกระดับขั้น ไม่ว่าหยาบหรือละเอียด ย่อมเป็นเหตุของทุกข์ เราเป็นเหมือนทาสตราบใดที่ยังเพลิดเพลินมัวเมาหลงติดในอารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราไม่เป็นอิสระเลยถ้าความสุขของเราขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดกับเรา และการกระทำของคนอื่นต่อเรา คนอื่นอาจดีกับเราขณะหนึ่ง แต่อีกขณะหนึ่งก็อาจไม่ดีก็ได้ ถ้าเรายึดถือในความชอบพอรักใคร่ที่คนอื่นมีต่อเราอย่างมากมายเหลือเกินแล้ว จิตก็จะหม่นหมองได้ง่ายและตกเป็นทาสของอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ
เราจะเป็นอิสระขึ้นได้ถ้ารู้ความจริงว่าทั้งตัวเราเองและคนอื่นเป็นเพียงนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป เมื่อใครพูดคำที่ไม่น่าฟังกะเรา ก็เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เขาพูดอย่างนั้น และก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้เราได้ยินคำเหล่านั้น การกระทำของคนอื่นและปฏิกิริยาของเราต่อการกระทำนั้น ๆ ล้วนเป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยและไม่เที่ยง ขณะที่กำลังคิดถึงสภาพธรรมเหล่านี้ สภาพธรรมเหล่านี้ก็ดับไปแล้ว การอบรมเจริญปัญญาเป็นทางที่จะทำให้ละคลายการยึดมั่นในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต เมื่อสติระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังเกิดปรากฏ การถือว่าการกระทำของคนอื่นต่อเราก็สำคัญน้อยลง
เมื่อโลภะฝังลึกในจิตอย่างเหนียวแน่นถึงเพียงนี้ การละโลภะต้องเป็นไปตามลำดับขั้น มิจฉาทิฏฐิต้องดับหมดก่อน แล้วโลภะอื่น ๆ จึงจะดับหมดสิ้นได้ พระโสดาบันบุคคล (บุคคลที่บรรลุโลกุตตธรรมขั้นที่หนึ่ง) ดับมิจฉาทิฏฐิเป็นสมุจเฉท ท่านอบรมเจริญปัญญาซึ่งรู้ชัดว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นนามธรรมและรูปธรรม ไม่ใช่ตัวตน เพราะเหตุที่พระโสดาบันบุคคลละมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว โลภมูลจิตซึ่งเกิดร่วมด้วยมิจฉาทิฏฐิจึงไม่เกิดอีกเลย
ดังที่ได้ศึกษาแล้วว่า โลภมูลจิต 4 ดวง เกิดร่วมด้วยมิจฉาทิฏฐิ (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) และโลภมูลจิต 4 ดวง ไม่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิ (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) โลภมูลจิตที่ไม่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิยังคงเกิดกับพระโสดาบันบุคคล เพราะพระโสดาบันบุคคลยังไม่ได้ดับโลภะทั้งหมด พระโสดาบันบุคคลยังมีมานะ มานะเกิดกับโลภมูลจิต 4 ดวงที่ไม่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิ (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เมื่อเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ขณะนั้นเป็นมานะ เช่น ขณะที่คิดว่าเรามีปัญญามากกว่าคนอื่น เป็นต้น เมื่อถือว่าตนเอง ดีกว่า เสมอกัน หรือ ด้อยกว่า คนอื่น นั่นเป็นการสำคัญตน ขณะนั้นจึงเป็นมานะ ขณะที่คิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่นนั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นกุศล อาจเป็นอาการหนึ่งของการถือตน ฉะนั้นจึงเป็นมานะ มานะฝังลึกในจิตซึ่งจะดับหมดเป็นสมุจเฉทก็ต่อเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์
โ ด ย : พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์
การประพฤติผิดในกามนั้น มีผลต่อสังคม คือทำให้สังคมเลวลง เสื่อมลง ตลอดจน ล่มจม
ลงไป ท่านอธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า "ก่อนจะพูดถึงสังคม ต้องพูด ถึงครอบครัวก่อน ครอบ
ครัวแต่ละครอบครัว ก็คือสังคมหนึ่งๆ นั่นเอง เราไม่ต้องเริ่มเรื่องอะไรกันมาก ทำให้เสีย
เวลาเช่นทำไมคนจึงรักกัน ทำไมจึงอยู่กินเป็นผัวเมียกัน ไม่ต้องพูด ลัดมาพูดตรงที่ว่า การตั้ง
ครอบครัว อยู่กินเป็นผัวเมียกันนั้น มีสิ่งใดเป็นสำคัญ ? มีอะไรเป็นแกนของความสุข ความ
เจริญที่แท้จริง ?เงินรึ ? บ้านรึ ? รูปร่างที่สวยงามรึ ? ถ้อยคำพร่ำ พรอดที่หวานหูรึ ?
ถูกแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำหรับการครองเรือน แต่ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน ความเป็นปึก
แผ่นเท่านั้นแกนสำคัญ ของครอบครัว ยังมีต่างหาก ไม่ใช่สมบัติภายนอก แต่เป็นสมบัติในใจ
สิ่งนั้นคือ "ความรัก"
คนเราแม้จะจนแสนจน ถ้ายังรักกัน ก็อยู่กินกันเป็นครอบครัวได้ แต่ถ้าเลิก รักกันเสียแล้ว
แม้ว่าจะมั่งมีทรัพย์ เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ความเป็นปึกแผ่น ของครอบครัวก็สลายสิ้น
ความรักนั่นแหละเป็นแกน หรือศูนย์กลางของความสุข ในครอบครัว
ฉะนั้น การเข้าไปทำลายความรักของเขา จึงเป็นการทำลายความสุขของคนทั้ง ครอบครัว
ให้สูญสิ้นไปเรื่องความรักความเยื่อใยของผัวเมียนั้น เป็นของตัด ขาดได้ยากโจรปล้นเอา
ทรัพย์ไปเกลี้ยงบ้าน เขาก็ไม่เลิกรักกัน จับเอาฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งไปใส่คุกใส่ตะรางไว้ เขา เลิก
รักก็ไม่เลิกรักกันชั้นที่สุด แม้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล้มหายตายจากไปแล้ว อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ยังไม่
ความรักมันเป็นของแปลก ยืดหยุ่นได้ ไม่ยอมขาดง่ายๆ ยืดข้ามน้ำข้ามทะเล ไปถึงเมือง
แขกเมืองฝรั่งก็ได้ ยืดเข้าไปในคุกยืดเข้าไปในคุกในตะรางก็ได้ ยืดตามเข้า ไปในเตาเผา
ศพก็ได้ มันขาดยากจริงๆ สุนทรภู่จึงได้กล่าวว่า
จะหักอื่น ขืนหัก ก็จักได้
หักอาลัย นี้ไม่หลุด สุดจะหัก
สารพัด ตัดขาด ประหลาดนัก
แต่ตัดรัก นี้ไม่ขาด ประหลาดใจ
ท่านว่าไว้ถูกต้องมาก คือว่าให้เห็นข้างเหนียว ยากที่จะหาอะไรมาตัดให้ขาด แต่ก็ยังมี
ศัสตราที่ความรักกลัว ที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอย่างเดียว ที่สามารถ ตัดความรักให้ ขาด
สะบั้นลงอย่างง่ายดาย และโดยทันทีทันใด ศัสตราร้ายที่ว่านั้น ก็คือ "การนอกใจ" นั่นเอง
หญิงนอกใจผัว ไปเป็นชู้กับชายอื่น หรือชายไปลัก ลอบล่วงเกินภรรยาของ ผู้อื่นเข้า การนอก
ใจนั่นแหละ เป็นเครื่องประหารความ รักให้ขาดสะบั้น อย่างไม่มี เหลือหรอ และขาดในทันที
ที่จับได้ ไม่มีการลดหย่อน ผ่อนผัน ทราบเรื่องเข้าเมื่อไร เป็นต้องเลิกรัก ลงในเมื่อนั้นทันที
ไม่ว่าจะเป็น เวลาค่ำคืนดึกดื่น วันอาทิตย์ วันจันทร์ ไม่มีการยกเว้น ที่จะ ให้ความรักได้ทุเลา
ไปก่อนได้เคยมีเรื่องปรำปราเล่ากันมา เท็จจริงไม่รับรอง แต่ก็น่าเป็นไปได้
เขาเล่าว่า ผัวเมียคู่หนึ่ง รักกันมาก ครั้นอยู่มาๆ เมื่อตายลง ฝ่ายผัวก็ร้องไห้ หามรุ่งหาม
ค่ำ คิดถึงเมีย ไม่เป็นอันกินอันนอน ใครจะห้ามจะปลอบเท่าไรก็ไม่ได้ ผล เอาแต่ร้องไห้ผล
ที่สุด มีเพื่อนคนหนึ่งออกอุบาย ทำเป็นปรารภว่า "รู้สึกเห็น ใจแกจริงๆ เพราะเมียของแกน่า
รักมาก อย่าว่าแต่แกซึ่งเป็นผัวเลย ที่จะอดกลั้น ความอาลัยได้ แม้แต่อีตาผู้ชายบ้านโน้น ซึ่ง
เป็น เพียงชู้ ก็ร้องไห้เป็นวักเป็นเวร เหมือนกัน"เท่านั้นแหละท่านเอ๋ย การร้องไห้หายไปเป็น
ปลิดทิ้ง หมดรักหมดอาลัย ลงทันที แถมยังคิดเสียด้วยว่า "คนพรรณนี้ ตายเสียก็ดี"
นี่แหละท่าน ความรักเป็นของแปลกประหลาด เอาความตายตัดไม่ขาด แต่มาขาดด้วยการ
นอกใจ เพราะฉะนั้น การนอกใจ จึงเป็นความผิดร้ายแรงมาก ในระหว่างผัวเมีย ชายที่เข้าไป
ล่วงเกินภรรยาของคนอื่น ก็เป็นการข่มเหงน้ำใจลูกผู้ชายด้วยกันอย่างร้าย แรงที่สุด เขาเป็น
คนที่สังคมมนุษย์ตอกหน้าตราชื่อว่าเป็นคนชั่วสาระเลว ร้ายยิ่งกว่ามหาโจร ที่เข้าปล้นเอา
ทรัพย์สักสิบครั้งสิบหน เพราะผู้ล่วงเกินในภรรยาเขานั้น เป็นผู้เข้าไปทำลายความ สุขทั้งสิ้น
ที่ครอบครัว เขามีอยู่ และทำลายอนาคตของลูกเต้าเหล่ากอในครอบครัวนั้นให้ย่อย ยับอับสูญ
นี่เพียงสังคมส่วนน้อย ในวงสังคมทั่วไปก็เหมือนกัน คนรักกันอาจเสีย สละทุกสิ่งทุก อย่าง
ให้แก่กันได้ ไม่ว่าจะเป็นให้เงินให้ทอง ให้ข้าวให้ของ ให้แก่กัน ได้เสื้อผ้าอาภรณ์ แม้จะหยิบ
ยืมกันใช้ก็ได้ทุกอย่าง ยืมไม่ทัน จะถือวิสาสะ ฐานคนรัก ก็ยังได้เว้นอย่างเดียว คือการล่วงเกิน
ในภรรยาเพื่อนกับเพื่อนก็ไม่อาจรักกันต่อไปได้ พี่กับน้องก็ไม่อาจรักกันต่อไปได้ตกลงว่า การ
นอกใจ การทำชู้ มันเป็นศัตรูโดยตรงกับความรัก"
http://www.dhammathai.org
กัลยาณมิตรที่ชื่อว่าความดีนี้ จะตามรักษาเราไปทุกหนแห่ง โดยไม่สะทกสะท้านและไม่หวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น
...กัลยาณมิตรที่มีชีวิตนั้น สามารถตายจากเราไปได้
แต่ความดีเป็นกัลยาณมิตรที่จะอยู่กับเราตลอดไป
...ยังตามเราไปเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย และตามไปเกิดเป็นเพื่อนอีกด้วย
...ตราบใดที่เรายังมีความกลัว ยังผิดพลาด มีอุปสรรคปัญหา ทัศนคติยังเป็นลบอยู่
แสดงว่า กัลยาณมิตรคนนี้ยังไม่มีอยู่ในใจ จึงยังต้องเร่งสะสมความดีต่อไป....
ึจากหนังสือ ทำชีวิตให้ได้ดีและมีความสุข (หน้า92)
โดย ดร.สนอง วรอุไร
คัดลอกจาก...
http://gotoknow.org/blog/pras/138082
มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ
1. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)
อานิสงส์ --- เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า
เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย
จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล
2. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
อานิสงส์ --- เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง
จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว
แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา , พระคาถาชินบัญชร ,พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น
เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง
3. ถวายยารักษาโรคให้วัด , ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
อานิสงส์ --- ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา
สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า
ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา
4. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า
อานิสงส์ --- ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า
ไม่ขาดแคลนอาหาร
ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน
ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
5. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
อานิสงส์ --- เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง
ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ
สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น
เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน
6. สร้างพระถวายวัด
อานิสงส์ --- ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดากอุปสรรคทั้งปวง
ครอบครัวเป็นสุข
ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป
7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป
อานิสงส์ --- ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่
ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร
สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป
ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา
จิตเป็นกุศล
8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย
อานิสงส์ --- ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ
ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก
เทพยดาปกปักรักษา
ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า
ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง
9. ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
อานิสงส์ --- ช่วยต่ออยุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป
ให้ทำมาค้าขึ้น
หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด
ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส
เป็นอิสระ
10. ให้ทุนการศึกษา , บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ , อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์ --- ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้
สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม
11. ให้เงินขอทาน , ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
อานิสงส์ --- ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน
ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง
จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน
12. รักษาศีล 5 หรือศีล 8
อานิสงส์ --- ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์
ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยันตรายไม่ย่างกราย
เทวดานางฟ้าปกปักรักษา
www.seal2thai.org
ดอกไม้สำหรับบูชาพระสงฆ์ โดยความมุ่งหมายว่า ธรรมดาดอกไม้นานาพันธุ์ เมื่อยังอยู่ ณ สถานที่เกิดของมันก็ย่อมมีความสวยงามตามสมควรแก่สภาพของพันธุ์ไม้นั้น ๆ ครั้นบุคคลเราเก็บดอกไม้นานาพันธุ์เหล่านั้นมากองรวมกับไว้โดยมิได้จัดสรร ย่อมหาความเป็นระเบียบมิได้ ย่อมไม่สวยงาม ไม่น่าดูไม่น่าชม ต่อเมื่อนายมาลาการ คือ ช่างดอกไม้ผู้ฉลาด มาจัดสรรดอกไม้เหล่านั้นโดยจัดใส่แจกันหรือจัดใส่พานประดับให้เข้าระเบียบแล้ว ย่อมเป็นระเบียบเรียบร้อยเกิดความสวยงามน่าดูน่าชม ฉันใด
บรรดาพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สมัยเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์อยู่บ้านเรือนของตน ๆ ย่อมมีกิริยามารยาททางกายทางวาจา และจิตใจ เรียบร้อยตามสมควรแก่ภูมิชั้นแห่งตระกูลของตน ๆ หยาบบ้าง ปานกลางบ้าง ละเอียดบ้าง ครั้งคฤหัสถ์เหล่านั้น ซึ่งต่างชาติกัน ต่างตระกูลกัน มีนิสัยอัธยาศัยต่าง ๆ กัน มีศรัทธาเลื่อมใสเข้ามาบวชอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่มีระเบียบปฎิบัติเป็นแบบแผนเดียวกัน พระสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะหาความเป็นระบียบมิได้ ย่อมไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเลื่อมใสของผู้ได้ประสบพบเห็น ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เปรียบเสมือนนายมาลาการผู้ฉลาดได้ทรงวางพระธรรมวินัย ไว้เป็นแบบแผนประพฤติปฎิบัติ จัดพระสงฆ์สาวกเหล่านั้น ให้ประพฤติปฎิบัติอยู่ในระเบียบเดียวกัน จึงเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าเคารพ น่าสักการะบูชา ฉันนั้น
อนึ่ง ดอกไม้สำหรับให้บูชาพระสงฆ์ นิยมไช้ดอกไม้ที่เพรียบพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ:-
๑. มีสีสวย
๒. มีกลิ่นหอม
๓. กำลังสดชื่น
ดอกไม้ที่บูชาพระประจำวันนั้น นิยมจัดเปลี่ยนให้สดอยู่เสมอ อันนี้เป็นนิมิตหมายแห่งความสดชื่น ความรุ่งเรือง ไม่นิยมปล่อยให้เหี่ยวแห่ง เพราะความเหี่ยวแห้ง เป็นนิมิตหมายแห่งความหดหู่ใจ ความเสื่อมโทรม เป็นต้น
บุคคลผู้บูชาด้วยดอกไม้ที่มีสีสวย แต่ไม่มีกลิ่นหอม เช่น บูชาพระด้วยดอกไม้พลาสติก หรือดอกไม้ประดิษฐ์เป็นต้น ต่อไปในภายหน้าบุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่มีรูปร่างลักษณะดีมีรูปสวย แต่คุณภาพไม่ดี ดังคำพังเพยว่า “ สวยแต่รูป แต่จูบไม่หอม ”
บุคคลผู้บูชาพระด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม แต่มีสีไม่สวย ต่อไปในภายหน้า บุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่มีคุณภาพดีแต่รูปร่างลักษณะไม่สวย ไม่งดงาม ดังคำพังเพย “ ถึงรูปชั่วตัวดำแต่น้ำใจดี ”
บุคคลผู้บูชาด้วยพระดอกไม้กำลังสดชื่น ต่อไปภายหน้า บุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นของใหม่ ๆ ไม่ต้องใช้ของที่ขาใช้แล้ว เป็นมือหนึ่ง ไม่ต้องเป็นมือสองรองใคร ดังตัวอย่างเช่น ชูชกมีอายุคราวปู่ได้นางอมิตตดาซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นคราวลูกคราวหลานเป็นภรรยา เพราะอานิสงส์ที่ชูชกได้เคยบูชาพระด้วยดอกบัวตูมที่กำลังสดชื่น ฉะนั้น
บุคคลผู้บูชาพระด้วยดอกไม้ที่บอบช้ำเหี่ยวแห้ง ต่อไป ในภายหน้า บุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็น ของเก่า ๆ เหี่ยว ๆ แห้ง ๆ เป็นของที่ผ่านมือผู้อื่นมาแล้ว ตัวอย่างเช่น นางอมิตตดาได้ชูชกแก่คราวปู่เป็นสามี เพราะโทษที่ได้เคยบูชาพระด้วยดอกไม้ที่บอบช้ำเหี่ยว ๆ ฉะนั้น
ที่มา palungjit.com
ความงามภายนอก เป็นเพียงความงามที่ไม่คงที่จีรังมิอาจอยู่ได้นาน แต่ยังมีความงามที่สำคัญยิ่งกว่าซึ่งใครมีไว้ประจำตัวแล้วจะงามตลอดไป เป็นความงามที่อมตะไม่มีวันโรยรา เรียกว่าเป็นการเสริมสวยอย่างแท้จริง เป็นความสวยที่เกิดจากจิตใจ ซึ่งจะเผยออกมาทางกิริยาที่ประณีต วาจาที่อ่อนช้อยนุ่มนวล ควรค่าแก่การทนุถนอม มีเสน่ห์เป็นคนงามโดยธรรมชาติจริงๆ งามอย่างประหยัด และงามอย่างมีคุณค่าในตัวเองซึ่งมีเทคนิคที่ง่ายนิดเดียว ตามที่พระพุทธองค์ท่านได้ตรัสสอนไว้เรียกว่า "เบญจกัลยาณธรรม" คือ ธรรมที่ทำให้เป็นคนงาม หรือ ธรรมอันดีงาม 5 อย่าง ได้แก่
1. ใจดีมีเมตตา เมตตากรุณา
คือ ความรักและปรารถนาดีที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข และมีความสงสารคิดที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ภัยความเดือดร้อนทั้งปวง เอื้อเฟื้อและแบ่งปันน้ำใจให้สังคม มีจิตใจเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ หรือแม้กระทั่งต่อหมู่สัตว์ทั้งหลาย มักจะมีหน้าตาที่ผ่องใสอิ่มเอิบ มีสง่าราศี ผิดกับคนที่มีจิตอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนต่อผู้อื่น ความเมตตาอย่างไม่มีข้อจำกัด ถือว่าเป็นตัวยาที่วิเศษในการที่จะเสริมความงามให้อย่างยิ่งยวด
2. ใฝ่หาอาชีพสุจริต สัมมาอาชีวะ
คือ การทำมาหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต ไม่หลอกลวงหรือโกงคนอื่นให้เสียหายไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่ทรยศต่อสังคมประเทศชาติ เช่น ค้ายาเสพติดหรือค้าประเวณี เป็นต้น ไม่เป็นคนลักเล็กโขมยน้อย อันจะก่อความเดือดร้อนตามมา เพราะการเห็นแก่สิ่งเล็กน้อย เห็นว่าไม่มีใครรู้ แต่ถึงแม้ไม่มีใครรู้ ฟ้าก็รู้ ถึงแม้ฟ้าไม่รู้ แต่เรารู้ ทำมาหากินที่สุจริตแม้จะรวยช้า แต่ก็มีความสุขนาน ดีกว่าทุจริตประพฤติมิชอบ รวยเร็ว แต่ก็อยู่ไม่นาน อยู่ได้ด้วยความหวาดระแวง ไม่มีความสุข หน้าตาก็ไม่ผ่องแผ้ว อันเกิดจากจิตใจที่ไม่สะอาด
3. ไม่คิดเฟ้อฟุ้ง กามสังวร
คือ การสำรวมระวัง ควบคุมตนในเรื่องกามารมณ์ ความต้องการทางเพศให้พอเหมาะพอดี ไม่ให้หลงใหลในรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส ตามกระแสแฟชั่นนิยม ที่ผิดธรรมผิดทางหรือเกินพอดี จนทำให้ตนเอง ครอบครัว และสังคมต้องเดือดร้อน พอใจยินดีในคู่ครองตัว ไม่มัวเมาเจ้าชู้ ควบคุม และยับยั้งอารมณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหา รักษาจิตของตนให้ดี ไม่ให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะบางครั้งอำนาจของอารมณ์อาจทำให้อนาคตพังทลายลงได้ในพริบตา นำมาซึ่งความน่ารังเกียจต่อผู้พบเห็น ฉะนั้นจะทำอะไรก็ให้อยู่ในความพอดี เมื่อพอดีก็จะพองาม ความงามที่แท้จริงก็จะตามมา
4. มุ่งมั่นจริงใจ มีสัจจะ
คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จริงใจต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่สับปรับกลับกลอกที่เรียกว่าหน้าไหว้หลังหลอก เป็นคนตรงต่อหลักการและความถูกต้อง การเป็นคนมีสัจจะ จะเป็นเสน่ห์อย่างมากในการเข้าสังคม เป็นที่เชื่อถือของคนในสังคม ไม่ว่าใครก็ตามจะให้ความไว้วางใจอย่างไม่รีรอ นับว่าเป็นความงามที่มีผลสำคัญต่อชีวิต หน้าที่การงาน อันจะส่งผลถึงอนาคตความมั่นคงในชีวิต
5. ทำสิ่งใดให้รู้ตัว มีสติสัมปชัญญะ
คือ ฝึกตนให้เป็นคนหนักแน่นในอารมณ์ รู้จักยั้งคิด และควบคุมความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ สิ่งใดมีคุณให้โทษมีประโยชน์และไร้สาระ ตลอดจนระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาทในทุกลมหายใจเข้าออก มีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิต คิดไม่ผิดพลาด พูดไม่ผิดพลาด และทำไม่ผิดพลาด การมีสตินับว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตอย่างมาก ความระลึกได้ และความรู้สึกตัวในทุกขณะที่กระทำจะก่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย การมีสตินั้นเป็นข้อสำคัญที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอน เพราะสติเป็นหัวใจของทุกอย่าง ของทุกการกระทำ หรือที่เรียกว่า สมาธิ ก็คือการฝึกสตินั่นเอง เมื่อฝึกสติบ่อยเข้า ความหลงมัวเมาในมายาก็จะไม่มี เมื่อไม่มีความหลงการรู้ตามความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นมา และเมื่อใดที่มีสติรู้ตามความเป็นจริงแล้วจิตก็จะไม่มีความทุกข์ เมื่อไม่มีความทุกข์ความสุขก็จะบังเกิด เมื่อสุขบังเกิดความสบายใจ ความผ่องใส แช่มชื่น ความปีติ เอิบอิ่ม ปรากฏในจิตใจ ก็จะเปล่งประกายฉายออกมาทางสีหน้า กิริยาท่าทาง ที่เรียบร้อยงดงามความสวยงามที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น
อันงามกายมันไม่จีรัง
ถึงจะอำพรางจะพอกจะพัน
ด้วยเวอร์ซาเช่จากอิตาลี
ถึงคราวจะลาทีก็สุดจะเยียวยา
อันสวยกายงามแม้นแสนจะเก๋
มีเสน่ห์ให้ผู้คนเรียกหา
ต่อเนื้อหนังยังตึงจึงจะต้องนัยน์ตา
แต่เมื่อร่างชราใครเล่าเขาจะแล
ควรจะเสริมสวยให้กับดวงใจ
ซึ่งเป็นโฉมในนั่นแหละสวยแน่
เสริมศีลเสริมธรรมเสริมแล้วงามแท้
ถึงมันจะแก่ก็คงแก่เพียงกาย