เราเกิดมาในชาตินี้เป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ได้มาพบพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐในโลก สมควรที่จะลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ โดยความไม่ประมาท กิเลสบาปธรรมจะได้น้อยเบาบางจากดวงจิตของตน
การที่คนเราจะพ้นทุกข์ไปไม่ได้
ก็เพราะไม่ปฏิบัติตามคำสอน ของพระพุทธเจ้านั้นเอง


ที่มา : http://www.wimutti.net/teacher.php


 หลายๆคนคงเคยได้ยินเพื่อนฝูงหรือตัวเองบ่นๆทำนองนี้มาบ้าง โดยเฉพาะพวกที่อยู่คนเดียว แล้วก็แบ่งเวลาไว้สำหรับนั่งฟุ้งซ่านนานๆ

ถ้ามองว่าตัวเองเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านหรือในห้องพัก แน่นอนครับ ตายไปไม่มีใครเจอหรอก อยากผุพังก็ผุพังไป แต่คนตายทั้งคนนี่ในที่สุดจะเหม็นพอๆกับช้างเน่า อย่างน้อยก็ต้องส่งกลิ่นบ้าง อีกอย่างคนไม่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีใครมาเยี่ยม วันหนึ่งต้องมีคนมาหา อาจจะสองวัน สองอาทิตย์ สองเดือน แต่ไม่น่าจะเกินสองปี หากให้หลักแหล่งที่อยู่ไว้กับใคร ในที่สุดเขาก็ต้องมาตามตัวด้วยธุระติดค้างอย่างใดอย่างหนึ่งจนได้ ส่วนเขาจะเจอกองกระดูกในเสื้อผ้าชุดสุดท้ายของคุณอยู่ในท่าไหน ยังประกอบเป็นโครงดีหรือเริ่มมีตัวอะไรมาลากไปกองคนละทางสองทางแล้ว นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมเดาเอานะครับ จากการเห็นว่าในโลกความเป็นจริง หลายรายอยู่ตัวคนเดียว มีเงาตัวเองเป็นเพื่อน ไม่มีสมาชิกอื่นอยู่ร่วมบ้านเลย ซึ่งก็น่าจะแปลว่าวันนี้นาทีนี้อาจมีผู้คนจำนวนหนึ่งล้มตาย สูญหาย ขาดการติดต่อกับชาวโลกไปเฉยๆโดยไม่มีใครรู้เห็น ยิ่งถ้าญาติน้อย ยิ่งถ้าไม่ค่อยติดต่อกับใคร ยิ่งถ้าหายหน้าไปนานๆเป็นปกติ พวกนี้แหละจะเจอศพยาก

บางคนนั้นใช่ว่าเขาไม่อยากมีเพื่อน ไม่อยากมีญาติ ไม่อยากพบปะใครต่อใครนะครับ เพียงแต่ว่าชะตาชีวิตเหมือนถูกขีดให้ต้องอยู่คนเดียวเหงาๆตลอด อาจเพราะทำงานข้ามจังหวัด หรืออาจเพราะอยู่กับใครแล้วต้องทะเลาะเบาะแว้งเรื่อย หรืออาจเพราะหาคนคอเดียวกันไม่เจอ ก็เลยจำใจปลีกวิเวกเป็นอาจิณ ปลีกไปปลีกมาเลยกลายเป็นการโดดเดี่ยวตนเองอย่างถาวรในที่สุด

คุณเชื่อไหม ถ้าอยู่คนเดียวแล้วเหงาจะชอบคิดถึงความตายบ่อยๆ คือบางทีไม่ได้ ‘อยากตาย’ หรือคิดจะลงมือฆ่าตัวตายนะครับ แต่อารมณ์เหงา เศร้า หดหู่ มักนำไปสู่จินตนาการเกี่ยวกับจุดจบของชีวิตเสมอๆ แต่ให้ตายจริงอาจยังแหยงๆอยู่ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบตัดสินว่าระหว่างอยู่หรือตายดีกว่ากัน

คนส่วนใหญ่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น คือถ้าไม่มีสังคม ถ้าไม่มีการยอมรับกัน ถ้าไม่มีความอบอุ่นใจ ถ้าไม่มีความรื่นเริงบันเทิงสุข ก็เหมือนไม่รู้จะอยู่ไปทำไมคนเดียวให้เปลี่ยวเปล่า

การอยู่อย่างเดียวดายดูเป็นเรื่องน่ากลัวกว่าความตาย มีน้อยครับ น้อยเท่าน้อยที่อยู่คนเดียวเพราะอยากเป็นส่วนตัว อยากทำงานโดยไม่มีใครตอแย อยากทำสมาธิโดยไม่มีคนทำเสียงกุกกักรบกวน อยากเห็นจิตของตัวเองสว่างโร่ไม่รู้หรี่ เสพวิเวกสุขอย่างสำเริงสำราญหนำใจ คนพวกนี้จะมีลักษณะประหลาดในสายตาชาวบ้าน เพราะอยู่คนเดียวแต่ท่าทางไม่เหงา ไม่ทำตาเศร้า ตลอดจนไม่มีท่าว่าเป็นนักเล่าเรื่องชวนฟุ้งซ่านให้ผนังบ้านฟัง ไม่ขังตัวเองไว้กับอดีต ไม่ขีดเขียนข้อความเกี่ยวกับอนาคตอันว่างเปล่า ไม่ร้อนหนาวกับความเป็นหรือความตาย

ระหว่าง ‘คนทั่วไป’ กับ ‘คนไม่กลัวความโดดเดี่ยว’ ต่างกันอย่างไร? ลองคิดดูเล่นๆ เอาแค่สองสามข้อพอนะครับ

คนทั่วไปมองความมีชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ๆให้ผ่านไปวันๆเถอะอย่าคิดมาก ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องมีผลงานให้นึกถึง ไม่คิดสร้างประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ไม่มีการทำบุญตามโอกาส แถมแปลกแต่จริง ที่บางคนไม่อยากตาย แต่ก็ชอบนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น เห็นที่นอนเมื่อไหร่จะหมดเรี่ยวแรง ตาปรอยแขนขาอ่อนปวกเปียกทันที พูดง่ายๆคนพวกนี้ไม่อยากตายเพราะจะได้อยู่เพื่อนอนนั่นเอง เกรงว่าตายแล้วจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวอีกต่อไปกระมัง

แต่สำหรับคนไม่กลัวความโดดเดี่ยว มักอยู่นิ่งไม่ได้ ไม่ใช่ลิงนะครับ คือเคยชินกับการทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา เสร็จจากนี่เดินไปโน่น เสร็จจากโน่นผันไปทางโน้นต่อ เรื่องที่ทำก็มักเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าวันไหนในชีวิตผ่านไปโดยปราศจากการลงมือกระทำการ วันนั้นจะตะครั่นตะครอ หรือตะคริวจะถามหาเอา คนพวกนี้จะเห็นประโยชน์ของการมีชีวิตอยู่เพื่อให้ได้ทำอะไรไปเรื่อยๆ ถ้าจะกลัวตายก็อาจมีเหตุผลคือเกรงจะไม่ได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบอีกแล้ว

คนทั่วไปมองความตายเป็นเรื่องพิเศษ สมควรที่โลกจะต้องรับรู้การจากลาชั่วนิรันดร์ของเขา หากทราบว่าอาจต้องตายแบบไม่เป็นที่รับรู้ จึงเกิดความสงสารตัวเองเป็นพิเศษ ประมาณว่า โถ… ชีวิตบัดซบ ดูซิตอนอยู่ก็ไม่มีความสำคัญ แม้ตอนตายก็ไม่มีใครแลเห็น เหตุใดจึงน่าอนาถขนาดนี้ จินตนาการไปไกลถึงขั้นเห็นศพตนเองนอนอวดซากอย่างโจ๋งครึ่ม อาจเป็นภูเขาหนอน หรืออาจเป็นแหล่งผลิตกลิ่นน่าคลื่นเหียน หาโลงห่อหุ้มกันอุจาดมิได้

แต่สำหรับคนไม่กลัวความโดดเดี่ยว งานที่ชอบใจบางอย่างอาจต้องลุยป่าลุยเขา หรือออกต่างจังหวัดลับหูลับตาญาติมิตร เขาก็ไม่มีเวลาคิดว่าตัวเองอาจตายในท่าไหน เมื่อไหร่ อย่างไร อาจตายใต้ต้นไม้ตรงไหนสักแห่งที่ไม่มีคนเดินผ่าน อาจตายเพราะถูกฟ้าผ่าขณะไต่เขายักแย่ยักยัน หรืออาจตายเพราะโดนยิงขณะทำหน้าที่นักข่าวถ่ายภาพคนอื่นยิงกัน ทุกความเป็นไปได้ไม่ใช่เรื่องน่าพรั่นพรึง ตราบเท่าที่งานอันเป็นที่รักพาไป คนเหล่านี้อาจไม่มีกระทั่งจินตนาการในหัวว่าตัวจะตายดีหรือตายทุเรศในสายตาคนอื่น เพราะเห็นว่าเนื้อหาของความตายก็คือความตาย เป็นเรื่องธรรมดาเสมอกัน ส่วนคนอยู่ข้างหลังจะเห็นแล้ววิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาสนุกปากแค่ไหนก็ช่างปะไร

ใช้ชีวิตต่างกัน มุมมองต่างกัน ในหัวก็เห็นความเป็นกับความตายต่างกัน

การใช้ชีวิตเริ่มจากวิธีคิด วิธีจินตนาการ และวิธีตั้งมุมมองของแต่ละคน ซึ่งเผยออกมาเป็นวิธีพูดกับวิธีกระทำการจนได้ ไม่ช้าก็เร็ว โดยย่นย่อใครมีเจตนาอย่างไร ตัวตนก็เป็นอย่างนั้น ผลอันควรแก่ตัวตนก็เกิดขึ้นอย่างนั้น

เจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ หากสร้างตัวตนอันเฉื่อยชาควรคู่กับความเหงาหงอย ความเหงาหงอยก็เพรียกหาเสมอ แต่หากสร้างตัวตนอันกระตือรือร้นควรค่ากับความรื่นเริง ความรื่นเริงก็จะอยู่เป็นเพื่อนตลอดไป

เวลาคุณตาย คนแรกที่เห็นไม่ใช่เพื่อนของคุณ ไม่ใช่ญาติของคุณ ไม่ใช่คนรักไหนๆของคุณ แต่เป็นกรรมของคุณเอง กรรมของคุณไม่มีตาเห็น ไม่มีใจรู้ แต่เขาอยู่กับคุณในที่ที่คุณตาย ไม่ว่าอยู่อย่างเดียวดายหรือห้อมล้อมด้วยญาติมิตร คุณจะเห็นเขาโดยความเป็นนิมิตมัจจุราชหรือเทวดาหน้าตาอย่างไรก็ตาม เขาจะเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โดยขั้นแรกสุดคือทำให้คุณตายอย่างเศร้าหมองหรือเบิกบาน

แม้คุณเห็นว่ายังไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องรู้ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องเชื่อว่าตายแล้วไปไหน แต่คุณคงอยากเป็นสุขก่อนตาย ไหนๆต้องเกิดแบบร้องไห้แล้ว จะตายทั้งทียิ้มแย้มเสียหน่อยจะเป็นไร

กับคนเชื่อเรื่องคติข้างหน้ายิ่งแล้วใหญ่ ความสุขก่อนตายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด เพราะใจที่เป็นสุขเป็นใบรับประกันใบเดียวที่ตัวคุณเองรู้สึกว่าจับต้องได้ ความสุขใกล้ตายจะทำให้คุณนึกถึงตั๋วเดินทางเฟิร์สคลาสหรืออย่างน้อยก็ชั้นบิสิเนสของสายการบินระดับโลก ขณะที่ความทุกข์ใกล้ตายจะทำให้คุณนึกถึงตั๋วขาดๆที่ซื้อแบบลวกๆรีบๆเพื่อขึ้นขบวนรถไฟสกปรก เห็นๆอยู่ว่าแออัดยัดเยียดยิ่งกว่ารถที่ขนหมูไปเชือด

ตอนยังอยู่ ใจคุณจะนึกถึงจิตก่อนตายว่าเป็นความใกล้ดับ แต่เชื่อเถอะครับ ใกล้ตายจริงๆใจคุณจะนึกถึงการเดินทางต่อ ทำนองเดียวกับที่วินาทีนี้คุณจะไม่รู้สึกใกล้ชิดกับการหลับฝัน ไม่เห็นการหลับฝันโดยความเป็นการเดินทางอันยาวนานหลายชั่วโมงไปสู่ที่หมายคือการตื่นนอน ต่อเมื่อใกล้หลับจริงๆ คุณจะสัมผัสถึงความเคลิ้ม ความโรยแรง และความดิ่งลง อย่างรู้สึกได้ถึงการรอที่จะตื่นขึ้นในอีกหลายๆชั่วโมงข้างหน้า

การใช้ชีวิตเป็นปกติอย่างทุกวันนี้ คือตัวกำหนดว่าคุณเลือกให้กรรมแบบไหนเห็นคุณก่อน ระหว่างกรรมสว่างกับกรรมมืด หากคุณสมัครใจจะให้กรรมมืดนำทาง ก็จะมีปกติก่อกรรมดำไว้มากโดยไม่ต้องแคร์ใคร ไม่ไปสนใจเตรียมตัวรับความจริงสุดท้าย แต่หากเผื่อใจอยากให้กรรมสว่างนำทาง ทำนายได้ว่าคุณต้องสวนกระแสโลกมาไม่น้อย เรียกว่าพยายามกัดฟันทำกรรมขาวไม่ได้ขาด ซึ่งก็ดีแล้ว คุณจะเป็นผู้ให้คำตอบแก่ตนเองในขณะเข้าด้ายเข้าเข็ม ว่ากรรมขาวเท่านั้นกระทำจิตให้สว่าง เบิกบาน อบอุ่น และเชื่อมั่น ไม่ใช่กรรมดำเลยที่ทำให้เป็นสุขก่อนตาย เยี่ยงเดียวกับคนเห็นตั๋วเฟิร์สคลาสในมือ ย่อมรู้สึกชัดเจนอยู่เองว่าเดี๋ยวได้นั่งสบาย ได้ถ่ายสะดวก ได้พวกร่วมเดินทางหน้าตาดี ได้มีปลายทางที่เจริญแล้ว เพราะเที่ยวบินที่มีชั้นเฟิร์สคลาสคงไม่พาไปลงสนามบินกลางสงครามของบ้านป่านาเถื่อนอย่างแน่นอน

แต่หากเที่ยวบินนั้นไม่พาไปไหนเลย กรรมขาวก็จะไม่ทำให้คุณเกิดความรู้สึกเดียวดายก่อนดับแด คุณจะมีชีวิตอยู่อย่าง ‘คนมีอะไรทำ’ เสมอ เพราะบุญกุศลย่อมนำทางให้ตาสว่างได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ว่ามีอะไรน่าทำบ้าง มีอะไรควรหลีกเลี่ยงบ้าง

ใช้ๆชีวิตตามความเชื่อไปเถอะครับ แล้วเดี๋ยวอีกไม่นานก็รู้เองว่าความเชื่อของแต่ละคนจะพาไปเจออะไรกันบ้าง

สิ่งที่คุณกำลังมี

คู่ควรแล้วกับสิ่งที่คุณเคยทำ

สิ่งที่คุณกำลังทำ

สมควรแล้วกับสิ่งที่คุณจะต้องเผชิญ

ที่มา หนังสือคิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ


 คุณเชื่อทฤษฎีนี้ไหม? ตอนที่เรายังไม่รักใคร เราอาจมีแก่ใจทำดีกับเขา แต่เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเขารักเรา เราจะเริ่มอยากทำร้ายเขาทันที!

คุณเชื่อไหมว่าที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะลึกๆเราอยากหาใครสักคนมาเป็นข้าทาส เอามาเป็นที่รองรับอารมณ์ เอามาก่นด่าได้แรงๆ ดูถูกเหยียดหยามได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องกลัวว่าเขาหรือเธอ (ที่เราเรียกในใจว่า ‘มัน’) จะไปฟ้องตำรวจ?

คุณเชื่อไหมว่าเราเห็นคนแปลกหน้าทั้งหลายเป็นอื่น เมื่อจะลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย หรือกระแทกวาจาทำร้ายจิตใจ จะได้ถนัดถนี่หน่อย ไม่ต้องเกรงใจอย่างญาติ เมื่อคนแปลกหน้ากลายเป็นคนใกล้ชิดจนยากจะถอนตัวออกห่าง เราก็สามารถบังคับควบคุมให้เขาต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยดี ไม่ว่าจะต้องทนทุกข์จากน้ำมือเราสักขนาดไหน?

หากทฤษฎีข้างต้นเป็นจริง ก็แปลว่าโลกนี้ไม่มีใครครองรักแล้วเป็นสุขกันสักราย เพราะหมายความว่าทันทีที่ยึดครองใครสักคนเป็นคนรัก คุณก็พร้อมจะกดขี่คนๆนั้นเยี่ยงทาสแล้ว คงไม่มีใครเป็นสุขจากภาวะจองจำเยี่ยงทาส และแม้ผู้ผันตัวเองไปเป็นนาย ก็ย่อมมีชีวิตที่แห้งแล้ง เพราะทราบอยู่แก่ใจลึกๆว่าตนไม่มีคนรัก มีแต่คนใกล้ชิดที่อึดอัดทรมานเพราะเรา เราย่อมไม่รู้สึกอบอุ่นกับการใช้ชีวิตคู่เคียงกัน ผิดจุดประสงค์เริ่มแรกแห่งการจับคู่ ที่มนุษย์ทั้งหลายปรารถนาความรัก ความอบอุ่น ความไยดีอาทร และมีลูกหลาน มีครอบครัวอันปรองดองไปจนกว่าจะตายจากกัน

ทุกคนปรารถนาความปรองดอง แต่ทฤษฎีทำร้ายคนรักกลับบอกเรา ว่าเมื่อใดคนสองคนเริ่มรักกัน ก็รอดูได้เลยว่าใครจะเป็นฝ่ายข่มเหง และใครจะเป็นฝ่ายถูกรังแก หรืออีกทีก็รอดูว่าถ้าต่างฝ่ายต่างตั้งท่ารังแกกันและกัน ในที่สุดใครจะแพ้ ใครจะชนะ ลงเอยคือจะแตกแยกกันเมื่อใด คงไม่มีสักกี่รายที่ทนทำหน้าบูด ทู่ซี้อยู่ได้นานพอจะรอมัจจุราชมาเป็นกรรมการยุติการชกในชาตินี้

หากอยากยืนยันว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักเป็นเรื่องจริง ก่อนอื่นเราต้องตั้งสมมุติฐานว่าเมื่อตกลงเป็นคนรักกัน ‘ทุกคู่’ ต้องพูดจาหรือทำเรื่องน่าเจ็บใจให้แก่กันและกันเสมอ หากพิสูจน์ได้ว่ามีคู่รักแม้แต่คู่เดียวในโลกที่ครองชีวิตกันดีๆ มีแต่พูดหวานๆ เอาอกเอาใจกันตลอดรอดฝั่งไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ก็ให้ถือว่าทฤษฎีทำร้ายคนรัก ‘ไม่จริง’ หรือ ‘มีข้อยกเว้นให้พิจารณาเป็นกรณีไป’

พฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปเป็นอย่างไร?

ข้าทำได้ แต่แกห้ามทำ!

ข้าพูดได้ แต่แกห้ามพูด!

ข้าคิดได้ แต่แกห้ามแม้จะแอบคิด!

ถ้าพบพฤติกรรมทำนองนี้ทั่วทุกหย่อมหญ้า ก็แปลว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักมีแนวโน้มจะเป็นจริง เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องของคนบ้าอำนาจ อยากยึดครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น โลกนี้ไม่มีสิ่งใดน่ารังเกียจเท่าการสูญเสียสิทธิเสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเอง แต่พฤติกรรมของผู้ที่อ้างว่าเป็นคนรักส่วนใหญ่ กลับเอนเอียงไปทางใช้สิทธิ์ของคนรักลิดรอนสิทธิเสรีภาพของอีกฝ่ายเกือบทั้งสิ้น!

ความหมายของคนรักคืออะไร? ต้องทำตัวน่ารัก หรือสมควรจะทำให้คู่รักของตนมีความสุขมิใช่หรือ? มิฉะนั้นจะมีศัพท์เรียกว่าเป็น ‘คู่รัก’ ได้อย่างไร? ต้องเรียกว่าเป็นคู่เวร คู่แค้น หรือคู่ทิ่มแทงเสียมากกว่า ทำไมการณ์กลายเป็นเรื่องกลับตาลปัตรไปอย่างนี้ได้?

เพื่อความเข้าใจ ก็ต้องขุดค้นกันให้ลึกลงไปอีกหน่อย ถามว่าเหตุผลของการ ‘ต้องมีคนรัก’ คืออะไร แน่นอนว่าสิ่งที่เราจะคิดถึงเป็นอันดับแรกน่าจะได้แก่การหาใครสักคนมาแก้เหงา มาเอาสนุก มนุษย์เป็นสัตว์แสนเหงา อยู่คนเดียวนานๆไม่ได้ ต้องหาคนที่คุยกันรู้เรื่องมาเป็นเพื่อน และมนุษย์ก็เป็นสัตว์เสพความบันเทิง อยู่เปล่าๆแล้วแห้งเหี่ยว ต้องหาเพศตรงข้ามมาจอยกันให้สนุก

ถ้าแก้เหงาได้จริง ถ้าร่วมสนุกได้มาก ธรรมดาเราก็จะเกิดการหวงแหน เห็นคนรักเป็น ‘สมบัติส่วนตัว’ แถมอยากให้เป็น ‘ของตายในมือ’ อีกด้วย คนอื่นไม่มีสิทธิ์แม้แต่เกร่เข้ามาเจ๊าะแจ๊ะสักคำสองคำ แถมจะเห็นคนรักเป็นบริกรเอนกประสงค์ อยากเรียกใช้บริการที่ไหนเมื่อไหร่ต้องได้ ห้ามมาช้า ห้ามบ่นปอดแปด

เห็นจุดเริ่มต้นของการอยากครอบงำคนรักให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือยัง? หากไม่ได้ดังใจนะครับ คนเราก็จะหาวิธีต่างๆนานา หาจุดอ่อนของคนรักให้เจอ เพื่องัดไม้เด็ดมาใช้ให้ถูกจุด จนกว่าจะครอบงำและควบคุมความนึกคิดของคนรักได้ทั้งตัว

จากเริ่มต้นที่ตั้งความหวังไว้ว่าคนรักจะเป็นแหล่งรวมอารมณ์ดีของฉัน ในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งรวมความได้อย่างใจของกู

เมื่อรักกัน คบหาสนิทกัน ใครสมควรเตรียมตัวเป็นฝ่ายซวย ใครสมควรเป็นตัวซวย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เกมรักกลายเป็นว่าใครหงอก่อน เปิดช่องโหว่ให้ก่อน ก็จะมีสิทธิ์เป็นฝ่ายซวยก่อน ใครแสดงความเข้มแข็ง หรือมารยาเพทุบายดีกว่า คนนั้นก็ได้ตำแหน่งตัวซวยประจำชีวิตของคนรักไป คนเรากลัวการสูญเสีย แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างเหตุแห่งความสูญเสียกันอย่างไม่ต้องหยุดต้องหย่อน บางทีรู้แก่ใจว่าเป็นตัวซวย ทำชีวิตคนรักให้อับเฉา อึดอัดคับอกคับใจ ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง จะเปลี่ยนทำไม ได้เป็นนายแล้วนี่

เอาล่ะ! เดี๋ยวจะเครียดเกินไป มามองด้านดีบ้าง เพราะเห็นเงื่อนไขของการเป็นคนร้ายหลังคบกับคนรักกันไปแล้ว คราวนี้หากจะเป็นคนรักที่ทำตัวน่ารักอย่างยั่งยืน เราต้อง ‘สมมุติ’ ให้มีเงื่อนไขอะไรอยู่บ้าง?

มองบางคู่ที่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้จริง คนบางคนโชคดีเจอ ‘แจ็กพอตของชีวิต’ โดยไม่ต้องพยายาม กล่าวคืออยู่ดีๆก็ได้เจอคนสมกัน มีความเลื่อมใสในชีวิตที่ดีงามเหมือนๆกัน มีความประพฤติอันใสสะอาดพอๆ มีความเสียสละไม่เอารัดเอาเปรียบได้เท่าๆกัน ตลอดจนมีความคิดอ่านในระดับเดียวกัน

อันนี้สอดคล้องกับคุณสมบัติที่จะครองรักกันอย่างสมบูรณ์แบบตามอุดมคติพุทธ นั่นคือมีศรัทธา มีศีล มีจาคะ และมีปัญญาเสมอกัน สำหรับคุณๆที่อาจยังไม่เคยเจอคู่แสนประเสริฐดังกล่าว ก็ขอให้ฟังหูไว้หู แบบเผื่อใจไว้แล้วกัน คิดว่า ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นแค่เรื่องสมมุติ ก็แปลว่าไม่มีคู่ที่หลุดรอดจากทฤษฎีทำร้ายคนรัก แต่หากเป็นจริงได้เมื่อใด ก็แปลว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักจะใช้ไม่ได้กับคู่นั้นอย่างเด็ดขาด!

ผู้ที่ศรัทธาความบังเอิญ ย่อมไม่อาจเลื่อมใสว่าคู่ใดในโลกจะมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมดังกล่าวได้ ส่วนผู้ที่ศรัทธาพรหมลิขิต ย่อมเชื่อว่าถ้ามีการขีดชะตาไว้จากฝั่งฟ้าเบื้องบน ก็ย่อมมีอะไรเช่นนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย (และไม่ควรตั้งคำถามว่าทำไมจึงได้รับความกรุณาอย่างลำเอียงเช่นนั้น) ดังนั้นจึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำตนเป็นคนร้าย ปล้นความสุขของคนรักกันต่อไป

แต่สำหรับผู้ที่ศรัทธากรรมวิบาก ย่อมเชื่อในเรื่องของ ‘การพยายามทำให้มี’ เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าถ้าสมมุติอะไรขึ้นมาได้ก็แปลว่าคิดได้แล้ว และ ‘ถ้าคิดได้ก็ต้องทำได้’ ขอเพียงมีวินัยและความซื่อสัตย์กับความตั้งใจของตนเองไปสักพัก เขาย่อมเห็นตามจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่าสามีภรรยาผู้มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน ควรแล้วที่จะครองรักอยู่ด้วยกันตลอดชีวิตปัจจุบัน และจะได้พบกันอีกในปรโลก

ชายหญิงคู่อื่นในโลกย่อมสลับกันเป็นฝ่ายกระทำและฝ่ายถูกกระทำ เมื่อทำเขาเจ็บ วันหนึ่งก็ต้องเจอใครสักคนทำให้เจ็บบ้าง และถ้าเห็นคนอื่นเป็นทาส วันหนึ่งย่อมตกอยู่ในฐานะข้าทาสบ้าง เป็นความยุติธรรมที่ได้ดุลดีในธรรม อันนั้นก็ปล่อยเขาไป แต่อย่าปล่อยตัวเราเองเลย ไม่มีใครสร้างกฎ แต่ก็ตกอยู่ภายใต้กฎนี้เหมือนๆกันหมด ถ้าเราทำถูกกฎ กฎย่อมสนองคืนเป็นความรู้สึกถูกต้อง และบันดาลรูปชีวิตที่เป็นสุขสืบไป ให้ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอนาคต อย่าปล่อยให้อดีตมาครอบงำปัจจุบันและอนาคตกันเลย

สิ่งที่คนรักดูเหมือนน่าจะมี

คือความพร้อมที่จะรัก

แต่สิ่งที่ทุกคนมีอยู่แน่

คือความพร้อมจะร้าย

ที่มา หนังสือคิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ

 


 ฮัลโหล คุณเป็นหนึ่งอยู่หรือเปล่าครับ?

“บ้านนี้ไม่มีคนชื่อเป็นหนึ่งค่ะ”

แต่นี่ต้องเป็นเบอร์ของคุณเป็นหนึ่งแน่ๆ
“บอกว่าไม่ใช่ไงคะ”

ผมยืนยัน เบอร์นี้เจ้าของชื่อเป็นหนึ่ง เอ… หรือว่าเขาย้ายบ้าน ขอโทษเถอะ นั่นเป็นบ้านของคุณเองหรือเปล่า?
“เปล่า… นี่เป็นบ้านที่สองของใครบางคน”
แล้วคุณชื่ออะไร?
“นางรอง”

เอ๊ะ! หมู่นี้โทร.ผิดทีไรเจอคนชื่อนางรองทุกที?
“เจ้าพนักงานเขตก็บ่นเรื่องมีคนขอเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้บ่อยจนน่าเบื่อ”

คุณเพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนชื่อมาหรือ?
“ก็ไม่ช้าและไม่นาน”

ชื่อนางรองจะเป็นนามมงคลไปได้อย่างไร?
“ว่ากันว่าชื่อนี้แล้วรวยเร็ว กินอยู่สบาย แทบไม่ต้องทำอะไร”

แล้วคุณพบว่ามันจริงอย่างเขาว่าไหม?
“ทำไมจะไม่จริง จริงเสียยิ่งกว่าจริง”

ถ้าเปลี่ยนชื่อเป็นนางเอกล่ะ ไม่ยิ่งรวยและอยู่กินสบายกว่าหรือ?
“ว่ากันว่าชื่อนั้นแล้วหน้าชื่นอกตรม ต้องหางานทำเอง ดูแลบ้านกันเหงื่อตก แล้วก็เลี้ยงลูกจนหน้าเหี่ยว”

เวรกรรม! แปลว่าชื่อสมมุติไม่มีความหมาย ความจริงอาจเป็นตรงข้าม

“บางชื่อที่สมมุติขึ้นมาฟังดีน่าอิ่มใจ แต่ท้องไม่ได้อิ่มตาม”

แล้วคุณไม่เสียดายชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้หรือ? พวกท่านหวังจะให้คุณใช้ชื่อเดิมนะ

“ใครบอก? พอเปลี่ยนชื่อใหม่ปุ๊บ ฉันก็มีเงินให้พ่อแม่ใช้ทันที ทุกคนยินดีเรียกชื่อใหม่นี้ และพากันเต็มใจลืมชื่อเก่าของฉันกันหมด”
เฮ้อ! ต้องมีใครสักคนที่เสียใจบ้างล่ะ

“ก็คงนักอนุรักษ์หัวโบราณมั้ง เหลืออยู่ไม่กี่คนในประเทศหรอก”

ชื่อนางรองไม่ร้องไห้บ้างหรือ?
“มีแต่หัวเราะล่ะไม่ว่า”

หัวเราะรื่นหรือหัวเราะเยาะ?
“ใครจะไปมัวแยก เสียงหัวเราะคือเสียงหัวเราะ ฟังแล้วสดใสเบิกบานใจเหมือนๆกัน”

ตอนหัวเราะเยาะคนอื่นน่ะ เราไม่รู้หรอกว่าเสียงตัวเองน่าเกลียดขนาดไหน จนกว่าจะได้ยินเสียงเดียวกันจากคนอื่นสะท้อนกลับมาให้ฟังบ้าง

“เชอะ! ไม่มีวันนั้นหรอก ตราบใดที่ยังสมัครใจเป็นนางรอง ไม่คิดกระเถิบขึ้นไปเป็นนางเอก”

แล้วแน่ใจได้ยังไงว่านางรองจะเป็นฝ่ายหัวเราะเยาะตลอดไป?
“เพราะนางรองไม่เคยมีศักดิ์ศรี นางเอกเท่านั้นที่มี และคนมีเท่านั้นที่อาจเสีย คนเสียเท่านั้นที่มีสิทธิ์โดนหัวเราะเยาะ”

แล้วศักดิ์ศรีความเป็นคนล่ะ? วันหนึ่งถ้าโดนถีบหัวส่ง ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนให้เสียบ้างหรือ?

“อาจเสียใจ แต่ไม่ใช่เสียศักดิ์ศรีอยู่ดี เพราะบอกแล้วว่าไม่มีให้เสียมาตั้งแต่ต้น”

ฟังแล้วเศร้า
“ทำไมต้องเศร้าเรื่องคนอื่นด้วย?”

เปล่า… ไม่ได้เศร้าเรื่องคนอื่น แต่เศร้าที่ผมรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองก็อยากมีกิ๊กชื่อนางรองเหมือนกัน
“นั่นไง! ว่าแล้ว อุตส่าห์ฟังตั้งนาน นึกว่าดี”

ก็ดีจริงๆอ้ะ เสียแต่ยังดีเพราะไม่มีเงิน! ใช่ว่าดีเพราะไม่อยาก เฮ้อ! คิดแล้วเจ็บใจความจน
 “เอาเถอะ คิดเสียว่าถ้าไม่มีก็แค่เจ็บใจ มีเมื่อไหร่อาจเปลี่ยนเป็นเจ็บตัว”

เจ็บตัวก็อ้อนให้นางรองใส่ยาไง
“ถ้านางเอกเป็นคนทำให้เจ็บ นางรองอาจใส่ยาให้ แต่ถ้านางรองเป็นคนทำ อาจไม่เหลือนางเอกที่ไหนคอยช่วยใส่ยาแล้วนะ”

อ้าว! แปลว่านางรองก็ร้าย ทำให้เจ็บได้เหมือนกันหรือ? นึกว่ายอมทุกอย่าง
“นางรองไม่ใช่นางยอม ตรงข้าม นางรองแปลงเป็นนางร้ายง่ายกว่านางเอก”

ฟังแล้วชักหนาว
“นางรองคือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เคยอยากเป็นนางเอกมาก่อน คุณน่าจะรู้ว่าตอนผู้หญิงเลิกหวังใช้ชื่อนางเอก เธอต้องร้ายแล้วระดับหนึ่ง แต่คุณคงเดาไม่ถูกหรอกว่าหลังจากเป็นนางรองไปสักพัก เธออาจร้ายยิ่งขึ้นได้ขนาดไหน”

โอ้! ฟังแล้วคอแห้ง หมดอารมณ์เลย

“ถ้ายังไม่มี ก็ขอแนะนำให้พอใจอยู่กับความแน่นอนของนางเอกกับลูกของเธอเถอะ อย่ามาเสี่ยงกับความไม่แน่นอนของนางรองเลย”

ไม่รู้เหมือนกัน ดูก่อน ผมไม่รู้จักตัวเองตอนมีเงิน รู้จักแต่ตัวเองตอนต๊อกต๋อย
“ตอนต๊อกต๋อยเป็นยังไง?”

ใช้จ่ายคิดหน้าคิดหลัง ไม่ประมาท เพราะแค่ประคองตัวไม่ให้เป็นแมงแทะเมียก็หืดจับแล้ว แต่ผมเห็นมามาก พอเก็บเงินได้ ซื้อของส่วนเกินได้ ก็อยากได้ส่วนเกินที่มีชีวิตกันทั้งนั้น

“อือม์… คนเราไม่เคยใช้ชีวิตมาถึงเส้นของความพอดี มีแต่ขาด แล้วอีกทีก็เกิน”

เพราะคนเรารู้จักแต่ความพอใจ ไม่เห็นความจำเป็นต้องรู้จักความพอดีไง
“เอาล่ะ! ฉันต้องวางสายล่ะ เจ้าของบ้านมาแล้ว ขอให้โชคดีเพราะคิดดีๆนะ!

เมียน้อยเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ปัญหาจากการมีเมียน้อย
ไม่เคยเป็นเรื่องธรรมดา

ที่มา หนังสือ คิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ


 ประเด็นความเป็นชายเป็นหญิงนั้น ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันไปเรื่อย หลักๆจะออกทำนองชายหรือหญิงดีกว่ากัน มีคุณค่ามากกว่ากัน ถูกเอารัดเอาเปรียบมากกว่ากัน ฯลฯ และการเปรียบเทียบก็ไม่พ้นแบ่งเขาแบ่งเธอด้วย ‘ปรากฏการณ์ทางเพศที่กาย’ คือดูแค่ว่ามีอวัยวะเพศยื่นออกมาหรือหดเข้าไป น้อยครั้งที่จะใส่ใจสังเกต ‘ปรากฏการณ์ทางเพศที่จิต’ คือดูด้วยว่าพฤติกรรมการแสดงออก วิธีพูดจา ตลอดจนนิสัยในการคิดเป็นอย่างไร

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมร่างกายคนเราถึงแตกต่างกันมาก? หนุ่มบางคนโตขึ้นก็ดูเป็นแมนดี ข้อลำใหญ่ สุ้มเสียงสมชายชาตรี กระตุ้นให้ฮึกเหิมลำพองใจในความเป็นเพศชายยิ่งยวด ขณะที่หนุ่มบางรายโตแล้วดูอ้อนแอ้น ผิวบาง เสียงเล็ก เคลื่อนไหวหรือพูดจาแล้วชวนให้นึกว่าตนเองกระเดียดไปทางหญิงมากกว่าชาย

ด้วยความไม่รู้ไม่เห็น ด้วยความชอบเดาของผู้ไม่ยอมจำนนว่าตนไม่รู้ คนเรามักโทษฟ้าดินบ้าง โทษความบังเอิญทางธรรมชาติบ้าง โทษพ่อแม่ของตนเองบ้าง สุดแท้แต่จะนึกจับใครมาเป็นแพะได้ แม้แต่ชาวพุทธที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องที่คนเราเคยทำดีทำชั่วมาในอดีตชาติ ก็เชื่อกันแบบไม่รู้เห็นแบบจำเพาะเจาะจง ว่าเพราะติดนิสัยทางการคิด การพูด การทำอย่างนั้นๆ จึงได้ผลลัพธ์คือกลายมาเป็นอย่างนี้ๆ

เรื่องเหตุผลที่มาที่ไป ‘ทางกาย’ แห่งชายหญิงนั้น คงต้องยกไว้ เพราะเป็นเรื่องลึกลับ พิสูจน์ยากสำหรับคนไม่อาจระลึกชาติ ก็สุดแท้แต่จะคิด สุดแท้แต่จะเชื่อกันตามวิธีเลือกมองของแต่ละคน แต่เหตุผลที่มาที่ไป ‘ทางใจ’ แห่งชายหญิงนี่น่าสนใจครับ เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้ในปัจจุบัน สามารถเปลี่ยนเหตุเปลี่ยนผลไปมา เปิดเผยไม่ลึกลับ และสำคัญที่สุดคือเมื่อเข้าใจตลอดสาย ก็อาจนำไปเชื่อมโยงกับภาวะทางกาย เช่นจิตใจที่อ่อนไหวจะปรุงแต่งให้กิริยาออกไปในทางกระตุ้งกระติ้ง จิตใจที่หนักแน่นจะปรุงแต่งให้กิริยาออกไปในทางสงบไม่กวัดแกว่ง เป็นต้น

ตามหลักกรรมวิบาก จิตก่อภพอย่างไร ต่อไปก็บังเกิดรูปกายตามภพนั้นๆ ฉะนั้นหากสืบได้ว่าจิตกำลังก่อภพแห่งชายหรือหญิง ก็พยากรณ์ได้ว่าชาติถัดไปจะถือกำเนิดด้วยรูปบุรุษหรือรูปสตรี

ก่อนอื่นผมอยากให้สังเกต ว่าหญิงชายบางคู่พออยู่ๆด้วยกันไป คุณจะ ‘รู้สึก’ ว่าฝ่ายหญิงกลายเป็นชายมากขึ้น ส่วนฝ่ายชายดันเหมือนจะเป็นหญิงเสียแทน เราจำเป็นต้องแยกแยะเป็นข้อๆให้เห็นว่าคุณสมบัติหรือพฤติกรรมใดบ้าง ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าคนนั้นเป็นชาย คนนี้เป็นหญิง ยิ่งจำแนกแยกแยะได้มากข้อเท่าไร คุณจะยิ่งเห็นปรากฏการณ์ทางเพศที่กายมีความสำคัญน้อยลง และเห็นปรากฏการณ์ทางเพศที่จิตมีความสำคัญมากขึ้นทุกที

คุณสมบัติอันก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นชาย ได้แก่ความเป็นผู้นำ ความเป็นที่พึ่ง ความเข้มแข็งมั่นคง ความคงเส้นคงวาทางอารมณ์ แน่วแน่ตามความตั้งใจไปสู่จุดหมาย

ส่วนคุณสมบัติอันก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นหญิงจะเป็นตรงข้าม คือความเป็นผู้ตาม ความเป็นผู้คอยเกาะอาศัย ความอ่อนแอปวกเปียก ความผันผวนทางอารมณ์ ขาดความแน่วแน่ในการไปให้ถึงจุดหมาย

หากยอมรับและถือตามคุณสมบัติข้างต้น ก็แปลว่า ทันทีที่เกิดความคิดขึ้นในขณะหนึ่งๆ เพศก็ปรากฏขึ้นแล้วเดี๋ยวนั้น ยกตัวอย่างเช่นเห็นคนตกระกำลำบากแล้วคิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที ไม่รีรอ ไม่ปรึกษาใครว่าจะช่วยดีไหม ตลอดจนเพียรช่วยเหลือจนเห็นเขาพ้นจากเคราะห์ภัยได้สำเร็จ ไม่เลิกราเสียกลางคัน อย่างนี้เรียกว่าตั้งต้นคิดแบบชาย ตัดสินใจกระทำแบบชาย และลงมือทำได้สำเร็จแบบชาย

ส่วนความคิดแบบผู้หญิงจะเป็นตรงข้าม แม้ตนเองไม่ลำบากก็อยากให้คนอื่นช่วยเหลือ ไม่ปรารถนาจะช่วยเหลือตนเอง จะลงมือทำอะไรดีๆเองก็ไม่มั่นใจ รีรอปรึกษาคนเกือบครึ่งเมือง เมื่อเกิดความคิดดีๆบางทีก็เปลี่ยนใจกลางคัน หรือเมื่อลงมือทำแล้วเจออุปสรรคหน่อยก็ท้อแท้ วางมือเสียตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง อย่างนี้เรียกว่าตั้งต้นคิดแบบหญิง ตัดสินใจกระทำแบบหญิง และลงมือทำครึ่งๆกลางๆแบบหญิง

สรุปคือในเชิงกรรมวิบาก ขณะที่ก่อกรรม ภาวะชายหญิงก็ปรากฏขึ้นเดี๋ยวนั้นเอง ไม่ต้องคำนึงว่าเปลือกที่ห่อหุ้มจิตในปัจจุบันคือรูปกายแห่งบุรุษหรือสตรี ฉะนั้นถ้าเปลี่ยนเพศของความคิดได้ เพศของคุณก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว ตั้งแต่กายยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นแหละ

ขอยกเอาพฤติกรรมหลักๆที่สามารถเป็นเครื่องบ่งเพศได้มาแสดงเปรียบเทียบเป็นข้อๆดังนี้

๑) ความเสียสละจัดเป็นชาย ความเอาแต่ใจ ชอบเรียกร้อง ชอบขอ ชอบกินแรง จัดเป็นหญิง

๒) การเข้าข้างหลักการอย่างมีเหตุผลจัดเป็นชาย การเข้าข้างตัวเอง การเอาแต่ใจตนเอง การเป็นคนขี้น้อยใจ หรือดื้อดึงตามอารมณ์ จัดเป็นหญิง

๓) ความมีแก่ใจออกหน้าปกป้องคนอื่นจัดเป็นชาย การเอาแต่หลบอยู่ข้างหลังคนอื่นจัดเป็นหญิง

๔) ความหนักแน่นมุ่งมั่นทำตามความตั้งใจให้สำเร็จจัดเป็นชาย การโลเลกลับไปกลับมาจัดเป็นหญิง

๕) การเป็นคนปากกับใจตรงกันจัดเป็นชาย การเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ คิดอย่างไร รู้อยู่แก่ใจอย่างไร บางทีกลับให้มันเป็นตรงข้ามเสียอย่างนั้นเอง จัดเป็นหญิง

๖) การพูดประนีประนอมถนอมน้ำใจ ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ จัดเป็นชาย การจุกจิกโดยไม่จำเป็น แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา กระแนะกระแหนเหน็บแนมด้วยความอยากให้คนอื่นเจ็บใจ จัดเป็นหญิง (ขอให้สังเกตว่าหญิงที่ชอบอาละวาด ชวนทะเลาะเก่ง ชอบทิ่มแทงคนอื่นให้เจ็บใจบ่อยๆ จะมีแนวโน้มปวดประจำเดือนแรง เป็นโทษที่ชัดเจนในปัจจุบัน)

๗) การแสดงออกที่ตรงไปตรงมาจัดเป็นชาย การมายาสร้างภาพ หรือมารยาเสแสร้งบิดเบือนด้วยความคิดประทุษร้ายหรือด้วยอารมณ์ประชด จัดเป็นหญิง

๘) ความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความผิดของตนจัดเป็นชาย การกล้าทำแต่ไม่กล้ารับ การชอบโทษคนอื่น ดื้อตาใสไม่ยอมเป็นฝ่ายผิดทั้งรู้อยู่ว่าผิด ยังอยากเถียง ยังอยากเอาชนะ จัดเป็นหญิง

๙) ความรับผิดชอบต่อพันธะทางเพศ ไม่เอาเปรียบ ไม่กดขี่ ไม่หลายใจ ไม่ลักกินขโมยกิน จัดเป็นชาย การขาดความรับผิดชอบต่อพันธะทางเพศ เอาเปรียบ กดขี่ หลายใจ เห็นการลักกินขโมยกินเป็นเรื่องธรรมดา จัดเป็นหญิง

๑๐) เมื่อมีศัตรูแล้วรบกันซึ่งหน้าจัดเป็นชาย การซุ่มทำร้าย การแอบโจมตี หรือการลอบกัดจากข้างหลัง ไม่กล้าเผชิญหน้ากันอย่างยุติธรรม จัดเป็นหญิง (ศัพท์ที่ใช้ด่ากันเช่น ‘หน้าตัวเมีย’ นั้น สืบแล้วก็ออกมาจากความรู้สึกทางเพศที่อ่อนแอ ไม่กล้าสู้นั่นเอง)

จากที่ยกมาเพียงข้อหลักๆข้างต้นนี้ คงพอมองออกว่าคิด พูด ทำอย่างไรจึงเกิด ‘ภาพรวมทางความรู้สึก’ ว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง อย่างไรก็ตาม วิธีคิด วิธีพูด และวิธีทำหลายๆอย่างก็ไม่มีเพศ เช่นความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น ตลอดจนการคิดเอาชนะคะคาน แย่งกันเป็นที่หนึ่ง เหล่านี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกเพศ

เป็นชายนั้น เป็นได้ยากกว่าหญิง เพราะแม้ติดใจความเป็นชาย แต่ถ้าทำตัวเป็นหญิง โดยรวมก็จะรู้สึกว่าเหมือนหญิง ตรงข้าม หากติดใจในสภาพความเป็นหญิง (เช่นชอบเป็นแม่ หรือชอบเป็นฝ่ายถูกเอาใจ ชอบเป็นคู่รักของชายแสนดี) แม้ทำตัวเยี่ยงชาย ความรู้สึกก็จะยังชอบเป็นหญิงอยู่ดี

พูดให้ง่ายขึ้น คนบางคนคิดอย่างชาย ตัดสินใจอย่างชาย ลงมือทำให้สำเร็จตามความตั้งใจโดยไม่ท้อถอยเสียก่อนเยี่ยงชาย จะเป็นชายสมบูรณ์แบบ แต่หากคิดอย่างหญิง ตัดสินใจอย่างหญิง ลงมือทำด้วยความท้อแท้อย่างหญิง ทว่ากลับมีอวัยวะเพศชาย อย่างนี้นานไปอาจเป็นพวกครึ่งชายครึ่งหญิงก็ได้

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน คิดอย่างหญิงอาจตัดสินใจอย่างชาย คิดอย่างชายแต่อาจตัดสินใจอย่างหญิง พวกเราทุกคนกำลังแปลงเพศด้วยกรรมกันอยู่ตลอดเวลา การต้องสิ้นเปลืองเวลาและเงินทองผ่าตัดแปลงเพศด้วยมีดหมอ เป็นแค่ผลพวงของการถูกกรรมบีบคั้นให้ไม่พอใจในเพศตนเท่านั้นเอง

เมื่อสั่งสมความคิดแบบเพศใด

ภพแห่งความเป็นเพศนั้นๆ

ก็จะปรากฏให้รู้ตั้งแต่ก่อนตายแล้ว

ที่มา หนังสือ คิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ


 สาวน้อยบางนางแค่เดินไปเดินมา ปลดปล่อยรังสีความน่ารักเดี๋ยวเดียวก็ได้หนุ่มๆเดินตามมาเป็นพรวนแล้ว เพราะสำหรับเด็กหนุ่มทั่วไป คงไม่มีอะไรน่าตื่นใจเท่าสาวสวย เห็นพวกเธอเป็นเครื่องประดับโลก เป็นแสงสว่าง เป็นตัวอย่างสวรรค์

แต่ถ้าเด็กหนุ่มคนไหนโดนดี เจอฤทธิ์สาวสวยจังๆเข้าสักสองสามรอบ ความเจ็บหนึบย่อมเปลี่ยนความรู้สึกไป เห็นพวกเธอเดินไปไหนมาไหนพร้อมป้ายประกาศห้อยคอเช่น ‘รับสมัครเหยื่อรายใหม่’ หรือ ‘ยินดีพิจารณาตัวสำรองไม่จำกัดจำนวน’ หรือ ‘ถ้านึกว่ามีปัญญาก็ลองดู’ หรือ ‘มาเล่นเกมที่เธอไม่มีทางชนะเอาไหม?’ หรือข้อความใดๆก็ตามที่บาดใจ ชวนขยาด ไม่เหนี่ยวนำให้นึกถึงสวรรค์กันอีก

ผมเข้าใจดีว่าทำไมใจผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มีเทพธิดาในฝันประจำใจ หรือมีได้ไม่นานก็เหือดหายกลายเป็นอากาศธาตุไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคนี้ ที่เต็มไปด้วยสาวใจกล้ามากกว่าสาวใจดี ความจริงที่ปรากฏรอบตัวทำให้อารมณ์หดไปหมดสิ้น ใครแต่งงานจะถูกเพื่อนเตือนให้ระวัง เดี๋ยวนางมารในโลกแห่งความจริงจะปรากฏตัวในไม่ช้า

หลายครั้งครับ ผมมีโอกาสฟังคำให้การของชายที่ได้ผู้หญิงในฝันมาเป็นเมีย และเมื่อฝันที่เป็นจริงดำเนินไปสักพัก อะไรๆก็ชักส่อลางร้าย คือพวกเธอยังเป็นผู้หญิงในฝันอยู่ ทว่าหาใช่ฝันดีฝันเด่นไม่ กลับจะเป็นฝันชวนขยาด ควรแก่การเบือนหนีด้วยใบหน้าเหยเกเกินทน!

ถ้าให้เลือกระหว่างสองคำถามคือ ‘เทพธิดาในฝันมีจริงไหม?’ กับ ‘เทพธิดาในฝันหายไปไหนหมด?’ ผมขอเลือกคำถามที่สอง เพราะคำถามที่สองสามารถเป็นคำตอบของคำถามแรกได้!

เทพธิดาในฝันเป็นอย่างไร? งดงามละไม มีใจอ่อนโยน ดูเป็นมิตรและไม่มีวันทำอันตรายกับใคร ไม่มีแม้ความน่าระคายจากกระแสความคิดให้สำเหนียกสัมผัส เห็นความติดขัดอันใดในโลกก็ช่วยแก้ไขให้คลี่คลายด้วยวิธีละมุนละม่อม

สภาพแบบเทพธิดาหายไปไหน? หายไปกับความเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแห่งการแย่งชิง สภาพแวดล้อมแห่งการกระตุ้นความละโมบโลภมากและความโกรธเกลียดชิงชัง สภาพแวดล้อมแห่งการครอบงำให้เห็นผิดเป็นชอบเข้าขั้นนึกว่ากงจักรเป็นดอกบัว ซึ่งก็อุดมพร้อมในยุคเรายิ่งกว่ายุคไหนๆ

ถ้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งโตขึ้นพร้อมกับการเห็นดารานางแบบฉีกแข้งฉีกขา อวดเนื้ออวดหนังแล้วได้ดี มั่งมีศรีสุข เป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตาในสังคมวัตถุนิยม คุณอย่าสงสัยเลยครับว่าเธอจะโตขึ้นพร้อมแนวคิดแบบใด และเห็นว่าร่างกายในวัยสาวของเธอควรใช้ไปในทางใด

ถ้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งโตขึ้นพร้อมกับการพบว่าใครเอารัดเอาเปรียบคนอื่นก่อนจะรอดจากการเป็นเหยื่อก่อน คุณคงเดาได้ว่าเธอต้องโตขึ้นพร้อมความกร้าวแกร่งที่เฉียดกันกับความก้าวร้าวประมาณไหน ฝึกใช้วาจาเชือดเฉือนเป็นตั้งแต่วัยใด

เหล่าเทพธิดาในฝันจะกลับมาได้อย่างไร? เริ่มต้นจากการเอาชนะสิ่งแวดล้อมแย่ๆ ด้วยศรัทธาอันเกิดจากความเข้าใจที่ถูกต้อง คุณเอาผู้หญิงคนไหนมาก็ได้ ทำให้เธอเข้าใจว่าการเป็นนางมารหาใช่เรื่องสนุก ต้องประสบทุกข์ในภายหลังเสมอ เช่นผลของการชมชอบทิ่มตำให้คนอื่นเจ็บใจแรงๆ คือจะต้องกลายเป็นคนเจ็บใจง่ายเสียเอง แค่เจอเรื่องน่าหงุดหงิดนิดหน่อยก็ปวดแสบปวดร้อน เป็นฟืนเป็นไฟดับยาก สังเกตดูว่าจริงไหม

ในทางตรงข้าม การให้ความสุขกับคนอื่นย่อมเป็นที่มาของความผาสุกสงบแก่ตนเอง ผู้สร้างรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าคนอื่น ย่อมง่ายที่จะเกิดรอยยิ้มบนใบหน้าตนเอง แม้เหมือนไม่มีเหตุภายนอกมาชวนให้ยิ้ม ความสุขภายในจิตก็เหนี่ยวนำให้อยากยิ้มออกมาได้

เมื่อจิตสกปรกด้วยความโลภ โกรธ หลงแบบผิดๆ แม้ช่วงแรกของชีวิตจะยังกรุ่นด้วยความหอมหวนจากบุญเก่า ยังไม่อาจเห็นผลร้ายมากนัก แต่พอสั่งสมความสกปรกนานปีจนกระทั่งเกิดกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียน หมักหมมกระทั่งนั่งนอนยังไม่เป็นสุข เมื่อนั้นชีวิตจะปรากฏประดุจฝันร้ายที่อยากตื่นก็หาทางตื่นไม่ได้

เมื่อจิตสะอาดด้วยการสละความโลภ ความโกรธ ความหลงอย่างดีพอ แม้ช่วงแรกของชีวิตจะต้องเผชิญกับความเน่าเหม็นร้ายกาจของบาปเก่า ยังไม่อาจเห็นผลดีมากนัก แต่พอสั่งสมความสะอาดนานปีจนกระทั่งเกิดกลิ่นหอมสดชื่น ปลอดเชื้อร้ายกระทั่งจะหลับหรือตื่นก็เบิกบานสดใส เมื่อนั้นชีวิตจะปรากฏประดุจฝันดีที่ยืดยาวไม่มีวันจบวันสิ้น

ใครก็ตามที่เห็นเหตุแห่งความสุขทางใจอย่างถ่องแท้ ว่าคือความดีงาม ไม่ใช่ความชั่วร้าย ก็ย่อมเลิกเห็นความดีงามเป็นเรื่องตลกตกยุค ความชั่วร้ายต่างหากที่เป็นเรื่องล้าสมัยน่าเหน็ดหน่ายเหลือฝืน คนเราเมื่อสะสมเหตุแห่งทุกข์มากเข้า ต่อให้สวยก็ช่วยไม่ได้ พอถอดใบหน้าอันดูดีทิ้ง ก็จะเหลือแต่จิตใจที่ดูแย่ ทั้งเจ้าตัวและผู้ใกล้ชิดย่อมแพ้ภัยชะตากรรม สุดแต่ว่าจะถูกฉุดให้ตกต่ำลงไปถึงไหนเท่านั้น

เมื่อเริ่มเห็นผลดีเป็นความสุขทางใจ มีแก่ใจสังเกตเข้ามาที่โลกภายในมากขึ้น ก็ย่อมตาสว่าง รู้ความจริงไปทีละเรื่อง ทีละลำดับ เห็นชัดว่า…

๑) เพราะคิดให้ ใจจึงโปร่งโล่ง เพราะคิดเอา ใจจึงแน่นทึบ

๒) เพราะคิดอาฆาต ใจจึงร้อนแรง เพราะคิดอภัย ใจจึงเยือกเย็น

๓) เพราะคิดขโมย ใจจึงตกตื่น เพราะคิดสละ ใจจึงเป็นปกติ

๔) เพราะคิดเป็นชู้ ใจจึงบาดเจ็บ เพราะคิดซื่อ ใจจึงสบายดี

๕) เพราะคิดโกหก ใจจึงบิดเบี้ยว เพราะคิดพูดจริง ใจจึงเที่ยงตรงเห็นตามจริงง่าย

๖) เพราะคิดถึงคำหยาบช้า ใจจึงสกปรก เพราะคิดคำสุภาพ ใจจึงสะอาด

๗) เพราะคิดถึงคำเสียดแทง ใจจึงเกิดแผล เพราะคิดพูดประโลม ใจจึงเนียนเรียบ

๘) เพราะคิดถึงคำเหลวไหล ใจจึงแส่ส่าย เพราะคิดก่อนพูด ใจจึงมั่นคง

แต่ละข้อก่อให้เกิดความรู้สึกทางใจกับเจ้าตัวอย่างไร กระแสจิตก็จะทอรัศมีเป็นที่รับรู้แก่สายตาคนอื่นอย่างนั้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อกระแสความเสียสละและกระแสศีลไหลเชี่ยวอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมย่อมปรากฏชัดประจักษ์แก่ใครต่อใครรอบตัว สามารถเป็นแรงบันดาลใจกับคนอื่นได้อีกโสด

ทุนเดิมตามธรรมชาติกายและจิตของเพศหญิงนั้น คือความอ่อนโยน เยือกเย็น และสว่างไสวอยู่ในตัวเอง เมื่อประกอบพร้อมเข้ากับคุณสมบัติด้านดีของจิตครบถ้วน ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งย่อมทำเรื่องไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้นกับโลกได้

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินชีวิตอีกอย่างหนึ่งของผู้หญิง อันนำมาซึ่งรัศมีสว่างอาภาที่ฉายเกินกรอบหน้า แววตาพิสุทธิ์ซื่อแฝงสติรู้ทัน กับรอยยิ้มงามละมุนที่ทำให้คุณนึกออกว่าเหล่าเทพธิดาบนสวรรค์เธอยิ้มกันอย่างไร ผมเคยเห็นกับตามาบ่อยจนชินๆ การดำเนินชีวิตแบบนั้นไร้มลทินยิ่ง เพราะเว้นวรรคการเกลือกลั้วกับกิเลสหยาบ

ใช่แล้วครับ ผมหมายถึงบรรดาผู้หญิงที่ถือศีล ๘ และปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ใจที่ไม่คลุกคลีกามย่อมเปล่งประกายผ่องแผ้ว จิตที่อบรมจนเกิดสติสัมปชัญญะย่อมถักทอกระแสกุศลทุกขณะ ปัญญาที่ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นย่อมเปิดใจให้กว้างขวางเหมือนอากาศที่ปราศจากเครื่องห่อหุ้ม คุณจะสัมผัสได้ถึงพลังกุศลทำให้เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของพวกเธอ และเห็นภาพรวมที่งดงามบาดใจเกินระดับความงามทางกายไปมาก จนทำให้คุณนึกถึงเทพธิดาของจริงได้อย่างเต็มใจ

ทุกคนได้ใบหน้ามาจากอดีต

และกำลังจะเป็นอดีตไปในไม่ช้า

จิตวิญญาณเท่านั้นที่เป็นปัจจุบัน

และกำลังทอดเงาไปสู่ความเป็นอนาคต

ที่มา หนังสือคิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ



หนุ่มขี้เหงาเดินทางไปหาทางเอาชนะความเหงากลางป่า พบชายลึกลับคนหนึ่ง บทสนทนาจึงเริ่มขึ้น

คุณเป็นใคร?

“ผมเหรอ… ขออนุญาตยักไหล่ทีนึง… เป็นแค่อีกคนที่จะต้องตายไป”

ชอบคิดชอบพูดเรื่องตายๆบ่อยหรือ?

“ผมถูกสอนให้คิดถึงความตายบ่อยๆ และถึงแม้จะไม่ใช่สัปเหร่อ ผมก็ได้เห็นความจริงที่ต้องยอมรับบ่อยๆ”

ถ้าศรัทธาความตายนัก จะเลี้ยงชีวิตไว้ทำไม?
“เพราะผมถูกสอนให้เตรียมตัวตายด้วยการมีชีวิตที่ดีที่สุด”

การมีชีวิตที่ดีที่สุดคืออะไร?
“มีขันติในการงดกรรมชั่ว มีความอุตสาหะในการเพิ่มกรรมดี มีความเข้าใจเส้นทางพ้นทุกข์”

ความรู้เรื่องกรรมวิบากทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร?

“ทำให้เห็นว่าผมตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกับคนอื่น ความเห็นนั้นแหละที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่น”

แปลว่าคนที่รู้เรื่องกฎแห่งกรรมวิบากสูงส่งกว่าคนอื่นหรือเปล่า?

“ผมไม่ได้ถูกสอนเรื่องกรรมวิบากอย่างเดียว ผมถูกสอนให้มีสติแม้ขณะกำลังนั่งส้วม และจากการมีสติตอนนั่งส้วมบ่อยๆ ก็ทำให้ผมพบความจริงว่าตัวเองไม่ได้สูงส่งกว่าคนอื่นเลยจนนิดเดียว”

ถ้าวันหนึ่งคุณเดินเข้าห้องนอนแล้วเจอแบบว่าขาวสวยหมวยอึ๋มนอนแก้ผ้ารออยู่ คุณจะทำยังไง?

“ผมจะถามเธอว่าเข้าห้องผิดหรือเปล่า ถ้าเธอตอบว่าไม่ผิด ผมจะถามว่าอย่างนั้นเธอเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”

เสร็จแล้วคุณจะยอมให้เธออยู่ในห้องต่อหรือว่าไล่เธอออกจากห้อง?

“ผมไม่ชอบทำให้ใครเขิน ถ้าต้องทำก็จะเลือกให้เขาเขินน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นผมจะเป็นฝ่ายเดินออกจากห้องเอง”

อือม์… จิตใจคุณสูงส่งมากว่างั้นเถอะ?

“เปล่าเลย… ผมรู้ตัวดีว่าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ถูกสอนให้กลัวความเดือดร้อนจากการก่อเรื่องด้วยความไม่รู้ ถ้าเรื่องสมมุติของคุณเป็นความจริง คุณนึกว่าผู้หญิงเขาไม่ต้องมีเหตุผลที่น่าระแวงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือ?”

เหงาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

“นานแล้ว ตอนยังไม่ทราบวิธีอยู่กับตัวเองด้วยจิตใจที่เบิกบาน”

มันทำกันได้ด้วยเหรออย่างนั้นน่ะ?

“คุณอยากให้เกิดอะไรขึ้นก็มีวิธีทั้งนั้นแหละ ใครจะทราบหรือไม่ทราบวิธีเท่านั้น”

อ้ะ! ไหนบอกวิธีแบบสั้นที่สุด ง่ายที่สุดซิ

“รู้”

หือ? รู้อะไร?
“มีอะไรให้รู้ก็รู้”

ไม่เข้าใจ
“คุณต้องการวิธีง่ายๆ ใช้คำสั้นๆ ผมก็ตอบให้ตามต้องการไง แล้วในที่สุดคุณก็พบใช่ไหมว่ามันเป็นไปไม่ได้ คนเราชอบนึกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตอาศัยคำเพียงไม่กี่คำ”

เอาล่ะ! อย่างนั้นขอคำอธิบายแบบละเอียดๆก็ได้

“ตอนเหงา คุณมีความเหงาให้รู้ ตอนฟุ้งซ่าน คุณมีความฟุ้งซ่านให้รู้ เมื่อคุณรู้อาการใดของจิต อาการนั้นจะหายไปให้ดูเหมือนพยับแดด”

ถ้ารู้ความเหงา รู้ความฟุ้งซ่าน แล้วมันไม่หายเหงา ไม่หายฟุ้งซ่านล่ะจะทำยังไง?
“ก็แปลว่าคุณต้องทำตามขั้นตอนแบบไม่ก้าวกระโดด”

โอเค! ไม่กระโดดก็ได้ ก้าวแรกทำยังไง?

“ผมถูกสอนให้เห็น ว่าขณะนี้ลมหายใจกำลังเป็นอย่างไร ถ้าบอกตัวเองเงียบๆได้ถูกว่าเข้าหรือออก จิตจะเลิกมองไปข้างหลัง ไม่หวังไปข้างหน้า หันมาอยู่กับปัจจุบันจริงๆ”

ต้องรู้ลมหายใจแค่ไหนถึงจะพร้อมรู้อย่างอื่น?
“จิตคุณจะบอก ไม่ใช่ผมบอก”

ถ้านานเป็นปีๆคงท้อเสียก่อนแน่
“ถ้ารู้บ้างพักบ้างสบายๆแบบไม่คาดหวังผล คุณจะเป็นคนมีความสุขทางใจที่ได้เป็นตัวของตัวเองเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ คนเราต้องท้อที่จะมีความสุขทางใจไปเรื่อยๆด้วยหรือ?”

พอรู้ลมหายใจจนมีความสุขทางใจจะให้ทำอะไรต่อ?
“รู้ความสุข มองตามจริงว่าความสุขไม่เที่ยง เดี๋ยวสุขมาก เดี๋ยวสุขน้อย แล้วแปรเป็นทุกข์น้อยบ้าง ทุกข์มากบ้าง มันขึ้นอยู่กับว่าใจคุณตั้งอยู่กับเหตุแห่งสุขหรือเหตุแห่งทุกข์”

พอเห็นชัดว่าสุขทุกข์ไม่เที่ยงจะให้ทำอะไรต่อ?
“นั่นแหละ คุณพร้อมจะรู้จักวิธีใช้ชีวิตอย่างไม่เหงาแล้ว พอเหงาก็รู้ว่าเหงา พอฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน เมื่อจิตตื่นรู้ตลอดเวลา คุณจะไม่อ่อนแอแล้วแช่จมอยู่กับอาการชั่วคราวใดๆของจิต แต่จะเห็นมันเหมือนลมหายใจ เห็นมันเหมือนสุขทุกข์ ที่เกิดขึ้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา”

ความฟุ้งซ่านต้องมีเหตุด้วยหรือ? เห็นแต่ว่าอยู่ดีๆมันก็ฟุ้ง
“คุณไม่ได้อยู่ ‘ดี’ จริงน่ะซี คุณอยู่เฉื่อยๆเรื่อยเปื่อยแบบขาดสติ เป็นการใช้ชีวิตอยู่อย่าง ‘ไม่ดี’ ต่างหาก เหตุคือความขาดสตินั้นแหละทำให้ฟุ้งซ่าน”

โอย! แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว แปลว่าต้องพยายามมีสติไปจนชั่วชีวิตหรือนี่?

“ไม่หรอก การปฏิบัติอย่างนี้จะนำไปสู่ชีวิตใหม่ที่คุณไม่รู้จัก ถ้าฝึกมีสติไปเรื่อยๆ คุณจะฝืนพยายามน้อยลงเรื่อยๆจนเป็นอัตโนมัติ แล้วในที่สุดคุณจะมีสติโดยไม่ต้องตั้งสติ”

จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติแบบนี้คืออะไร?
“ที่สุดทุกข์”

เอาอะไรวัด?
“ไม่เป็นทุกข์ทางใจอีก”

หมายถึงพระนิพพาน?
“ใช่”

ฉะนั้นควรหวังพระนิพพานเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติใช่ไหม?
“ผมถูกสอนให้ ‘รู้จัก’ พระนิพพานเพื่อความ ‘เข้าใจ’ จุดหมายปลายทาง แต่ไม่ได้ถูกสอนให้หวังว่าจะต้องถึงซึ่งนิพพานเมื่อนั่นเมื่อนี่”

ใครสอนคุณ?
“ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านามว่าพระโคดม”

ถ้ายังต้องทุกข์

อย่างไรก็เป็นแค่คนธรรมดาอีกคนหนึ่ง

ถ้าดับทุกข์ได้

อย่างไรก็เป็นแค่อีกคนหนึ่งที่จะต้องตายไป


 

ที่มา หนังสือคิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ


 

อาการทางกายใดบ้างเป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? คำถามแบบนี้อาจชวนให้คุณสังเกตพฤติกรรมภายนอกของคนอื่น เช่นเห็นเขานั่งเหม่อลอยแม้ในเวลาสมควรตั้งใจมีสมาธิฟังครูสอนหรือฟังนายสั่ง

แต่เมื่อถามเจาะจงลงไปว่าเป็น ‘อาการทางจิต’ แบบไหนบ้าง เป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? อย่างนี้มีสิทธิ์ชวนให้นึกถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้มากขึ้น เพราะคุณไม่รู้วาระจิตผู้อื่น จึงไม่อาจทราบว่าโลกภายในของแต่ละคนที่มีรักเป็นอย่างไร ในขณะที่สำรวจเข้ามาทราบภาวะจิตใจและอารมณ์ของตนเองได้ง่ายกว่า

ตัวอย่างเช่นถ้าคุณถูกบังคับให้ตอบว่ารักใครสักคนไหม หากต้องชั่งใจเพื่อหาคำตอบที่แท้จริงเกินหนึ่งพริบตาเดียว แปลว่าดีกรีความรักที่คุณมีต่อคนๆหนึ่งยังต่ำอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อาการทะยานทางจิตที่พุ่งเข้าไปยึดเหนี่ยวคนๆนั้นไม่แรงพอ หากแม้นว่าแรงพอแล้ว คุณจะตอบได้ชัดถ้อยชัดคำเหมือนเอาอีโต้ฟันโชะเข้าที่หูคนถามทันที ว่ารักหรือไม่รัก

หากอ่านจิตเป็น คุณจะพบความวิจิตรพิสดารของความรักได้หลากหลายเหลือเชื่อ บางความรักทำให้จิตของคุณพุ่งแน่วไปที่คนๆหนึ่งด้วยความโลภอยากครอบครองกายใจของเขาไว้ในมือคุณคนเดียว อาการเล็งละโมบโลภมาก อยากเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจากคนรัก ทั้งเวลา ทั้งของขวัญ ตลอดจนบริการรับใช้ครบวงจรจากเขา อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความพลุ่งพล่านร้อนรน รักแล้วกระวนกระวาย ทำความทรมานมากกว่าสบายใจ

อีกขั้วตรงข้ามของความรักข้างต้นจะทำให้คุณยอมโง่ ทุ่มกายถวายชีวิต ยอมเสียสละจนกลายเป็นอ่อนแอปวกเปียก เปิดโอกาสให้เขาใช้คุณเป็นไร่นาเพาะบาปเพาะเวร ปล่อยให้เขานิสัยเสียโดยไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความมืดบอด ยิ่งรักยิ่งทึบหนัก อาศัยความสุขเล็กๆน้อยๆเป็นกำลังใจให้ยอมจำนนไปเรื่อย

แต่บางความรักก็ทำให้จิตของคุณสงบเย็นลึกซึ้ง ปราศจากอาการเกาะเกี่ยวกระหวัดเข้าหาตัว มีแต่กระแสความปรารถนาดีแผ่ออกไป สุขใจแค่มีใครคนหนึ่งเป็นที่ตั้งของความรู้สึกด้านสว่าง รักได้ทั้งที่เป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิง

คุณเกิดมาต้องผ่านประสบการณ์ทางจิตขณะมีรักมาแล้วหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วความรักทั้งหลายจะมีพื้นฐานคล้ายคลึงกันบางประการ คือมีแรงดึงดูดในด้านดี เสมือนระหว่างใจกับใจเป็นแม่เหล็กที่กระทำต่อกัน

ความรักฉันญาติมิตรทำให้จิตของคุณมีแรงดึงดูดอ่อนๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนความรักสีชมพูจะทำให้จิตของคุณเกิดแรงดึงดูดรุนแรง ให้ความรู้สึกวาบหวาม เหนี่ยวนำให้อยากแนบชิด แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมจะผลักไสให้เป็นอื่นอยู่ในส่วนลึก ขอเพียงเกิดความแปรปรวนทางอารมณ์เพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกได้

พอโตมาคนเราจะอยากมีประสบการณ์ทางจิตแบบวาบหวามกันทั้งนั้น ความอยากดังกล่าวทำให้รู้สึกโหยหา จึงดูเหมือนธรรมชาติบังคับให้ทุกคนเกิดอุปาทานว่าตนเองเกิดมาแล้วต้องเสาะหารักแท้ให้เจอ

หากคุณเป็นนักล่าฝัน คุณสร้างความรักไว้ล่วงหน้า ชนิดที่ทำให้จิตเกิดอาการอ้อยอิ่ง เต็มไปด้วยภาพงดงามสูงส่งชวนหลงใหลทะยานอยาก ความรักล่วงหน้าของคุณอาจกลายเป็นปมปัญหาสำคัญ เมื่อพบว่าตัวตนที่มีเลือดเนื้อและกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนหาใช่อะไรที่หอมหวนดังฝันไม่

ในทางกลับกัน หากคุณฝันไม่เป็น เอาแต่เชื่อทฤษฎีประเภทมนุษย์แค่มีหน้าที่หลั่งน้ำกามใส่กัน จิตคุณย่อมมีอาการเย็นชา เพ่งเล็งแต่ในแง่ได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากเพศตรงข้ามแปลกหน้า นั่นก็จะเป็นปมปัญหา เมื่อพบว่าจิตใจของใครๆและตัวคุณเองร้องหาความสุขอันละเอียดอ่อนยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางเพศมากนัก

ความผิดหวังและความสัมพันธ์ที่แตกพังซ้ำๆอาจทำให้หลายคนชาด้านมากขึ้นเรื่อยๆกับรักแท้ คนส่วนใหญ่ในโลกเหลือความหวังแค่ค้นหาใครสักคนที่พอไปด้วยกันได้ เอามาแก้เหงา เอามาสร้างครอบครัว เอามามีเซ็กซ์

โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนต้องการเสรีภาพ ไม่มีใครอยากเจอห่วงล่ามคอ ไม่มีใครอยากโดนผูกมัด แต่ขณะเดียวกันก็อยากกะเกณฑ์ให้คู่ของตนซื่อสัตย์ รายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว พูดง่ายๆคืออยากเป็นนาย ไม่อยากเป็นทาส และหนทางง่ายที่สุดที่คนเราจะได้ทาส ก็คือใช้อำนาจความรักและความเป็นกันเองแบบผัวเมียลากจูงมา

ความเคยชินและภาระหน้าที่ของการครองคู่จะทำให้อาการทางจิตซึ่งมีต่อกันแปรไปทีละน้อย แรงดึงดูดจะลดลง หรือกระทั่งคลายออกอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้แต่สายใยผูกพันในฐานะคนข้างเคียง

ทุกคนแสวงหาความรักอันหวานชื่นโดยไม่ทราบอย่างแท้จริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะรักษาไว้ได้ด้วยท่าไหน รู้แต่ว่าต้องหาให้ได้ รู้แต่ว่าต้องมีให้ได้

การจะมองให้เห็นหน้าตาความรัก บางทีอาจต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับอาการทางจิตแบบอื่นๆ เช่น

๑) ตรงข้ามกับคำว่ารักคือเกลียด เพราะความเกลียดทำให้อาการทางจิตเป็นไปในทางผลักไส เมื่อผลักไม่พ้นตัวก็คาอยู่ อึดอัดอยู่

๒) ใกล้กับคำว่ารักคือนิยม เพราะความนิยมปรุงแต่งให้จิตเกิดความสดใส คุณอาจรู้สึกถึงแรงดึงดูด แต่ก็ไม่ถึงขนาดวาบหวาม

๓) เสมอกับคำว่ารักคือชมชอบ เพราะความชมชอบมักแฝงอยู่ด้วยพลังพิศวาส หากมีปัจจัยแวดล้อมเร่งพลังพิศวาสได้มากพอ คุณก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาเขาหรือเธอมาอยู่ในชีวิตคุณ

๔) เหนือกว่าคำว่ารักคือเมตตา เพราะความเมตตาไม่ได้ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน เหมือนอาการทางใจของคนรดน้ำต้นไม้ ย่อมได้ความฉ่ำชื่นตอบแทนกลับมาในขณะนั้นๆอยู่แล้วโดยตัวเอง

ข้อสุดท้ายนี่แหละคือบทสรุปแห่งวิธีรักษาความรักไว้ให้ยั่งยืน เพราะเมตตาตัวเดียวจะทำงานครอบจักรวาล คือตัดรอนอาการเกลียด ลดความหวังในเชิงวาบหวาม และแทนที่เงามืดของความเห็นแก่ตัวลงได้

หากเมตตาของคุณมีชีวิตยืนยาวพอจะเบื่อความโกรธ เห็นว่าไม่รู้จะโกรธไปทำไม แม้คนเลวที่น่าระคายอย่างที่สุด ก็ไม่ควรค่าพอจะเก็บไว้เป็นทุกข์ทางใจเลย คนบัดซบที่สุดนั่นแหละ ที่คุณควรทิ้งไปจากใจก่อนเพื่อน และเปิดโอกาสให้เขารบกวนจิตใจคุณน้อยกว่าใครเพื่อน

เมตตาจัดเป็นธรรมใกล้พ้นโลก ยกตัวอย่างเช่นความรู้สึกแบบโลกๆจะทำให้คุณอยากเอาชนะ ขณะอยากเอาชนะจะไม่มีเมตตา เมื่อคุณเลือกที่จะอยู่ข้างเมตตาย่อมไม่อยากเอาชนะ ลงเอยคือเท้าของคุณย่อมใกล้ข้ามเส้นแห่งความทุกข์และภัยเวรในโลกไปได้

เมื่อเมตตาเป็น วันหนึ่งคุณอาจขยับขึ้นไปเข้าถึงสัจธรรมที่ว่าความไม่มีตัวตนให้เห็นแก่ตัวเลยนั่นแหละ เป็นอันเดียวกับการเข้าถึงความรักขั้นสูงสุด

ก้าวแรกของเมตตา อาจมาจากการคิดถึงความจริงง่ายๆเช่น ‘ให้จริงแล้วใจเบา’ สังเกตความจริงผ่านการกระทำจริงเรื่อยๆ กระทั่งวันหนึ่งใจคุณมีแต่เบาแบบไม่กลับหนักด้วยฤทธิ์ความเอาแต่ได้เลย นั่นแหละครับคุณยืนอยู่ข้างชนกลุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยอาการทางจิตอันเป็นสุขแล้ว

ที่มา หนังสือ คิดจากความว่าง

ผู้เขียน ดังตฤณ


 อุปการะ ตโมไพรี ชายวัยกลางคนนั่งประจำซุ้มหมอดูของห้างใหญ่แห่งนั้นมาเป็นวันที่ ๓ ซึ่งลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นกว่าสองวันแรกอย่างผิดหูผิดตา ส่วนใหญ่ก็คือลูกค้าในสองวันแรกนั่นเองที่เวียนกลับมาซ้ำ และพาญาติสนิทมิตรสหายพ่วงมาด้วย

 

จากสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายสามครึ่งของวันนั้น เขาแทบไม่ได้พักหายใจหายคอ กระทั่งลูกค้ารายล่าสุดลุกจากโต๊ะ ก็คิดจะพักเหนื่อยลุกไปรับประทานอาหารกลางวันเสียหน่อย แต่ปรากฏว่ามีสองสาววัยรุ่นกรายร่างเข้ามาดักไว้เสียก่อน จึงชะงักกิริยาลุกยืนกลับลงนั่งตามเดิม

สวัสดีค่ะพ่อหมอละอองฝนยกมือไหว้พ่อหมอของหล่อนพร้อมรอยยิ้มศรัทธา อุปการะรับไหว้ด้วยสีหน้าสงบ ไม่ถือสาว่าใครจะเรียกตนไปต่างๆนานาอย่างไร สุดแล้วแต่ความถนัดวันนี้หนูพาน้องสาวมาให้พ่อหมอช่วยดูให้ด้วยค่ะได้ครับอุปการะพยักหน้านิดหนึ่งและรับคำอย่างสงบ เมื่อเบนสายตาไปทางผู้เป็นน้องสาวของลูกค้าเก่า ก็เห็นฝ่ายนั้นพนมมือไหว้เขาตามพี่สาวเงียบๆ จึงต้องรับไหว้อีกทีสวัสดีครับแล้วเขาก็พูดไม่อ้อมค้อม มีปัญหาอะไรว่ามาได้เลยณชะเลปิดปากเงียบอยู่ครู่ ย่นคิ้วครุ่นคิดก่อนเอ่ยอึกอักคือหนูไม่สบายใจกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นนะค่ะ หนูเพิ่งทำให้เพื่อนๆเดือดร้อน พอดีพี่สาวของหนูบอกว่าควรมาปรึกษาพ่อหมอ เผื่อได้คำแนะนำอะไรที่จะทำให้สบายใจขึ้นบ้างอุปการะเล็งตากำหนดจะดูกรรมของเด็กสาว แต่รู้สึกวิงเวียนเพราะใช้กำลังจิตอย่างต่อเนื่องมาหลายชั่วโมง จึงปิดตาลงสู่สภาพนิ่งของจิตเพื่อบ่มกำลังชั่วคราว สายตาของคนภายนอกอาจนึกว่าเขาเข้าฌานนั่งทางใน มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองเพียงสงบใจพักผ่อนเยี่ยงผู้เป็นนักเลงสมาธิชั้นอ๋อง มิได้กำหนดดูสิ่งใดทั้งสิ้นเกือบสามนาทีชายวัยกลางคนจึงลืมตาขึ้นใหม่ และใช้เวลาเพียงชั่วแวบเล็งดูเด็กสาวตรงหน้า ก็เห็นชัดทะลุปรุโปร่งในเงากรรมที่ติดตามตัวหล่อนมา เห็นว่าไม่มีเงากรรมด้านมืดเกาะกุม ถ้าจะมีก็เพียงความกังวลใจอันทำให้รู้สึกอึดอัดคับแคบหรือฟุ้งซ่านกระวนกระวายถ่ายเดียว พูดง่ายๆว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่ทุกข์เพราะความคิด ไม่ใช่ทำผิดใหญ่หลวงอะไรมาหมอดูหน้าใหม่ระบายลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยด้วยความการุณย์ดุจกล่าวกับลูกสาวหนูทำให้งานของเพื่อนๆเสียหาย ส่งครูกันไม่ทันกำหนดเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ใช่ไหม?”ณชะเลลืมตาโพลง ร้องดังๆเหมือนคำอุทานมากกว่าเป็นคำตอบยอมรับค่ะ!แต่ก็ดีนี่ เพื่อนๆหนูก็เข้าอกเข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของเรา นับว่าน้ำใจประเสริฐกันทุกคน แล้วหนูจะเศร้าไปทำไม?”ได้ยินคำพูดแทงใจดำจากผู้วิเศษ ณชะเลถึงกับทำตาแดงๆถ้าพวกเขาด่าว่าหรือตบตีหนูเสียยังอาจรู้สึกผิดน้อยกว่านี้อุปการะหัวเราะเอื่อยๆก่อนปลอบความสำนึกผิดเป็นของดี ใครสำนึกผิดง่ายแปลว่าทำเรื่องชั่วร้ายได้ยาก ต่างจากคนขาดสำนึกที่ทำให้โลกตกอยู่ในอันตรายโดยไม่เคยเสียใจเมื่อสังเกตว่าเด็กสาวตั้งตาฟังโดยดี พ่อหมอก็เอ่ยต่อแต่หนูก็ไม่จำเป็นต้องสำนึกผิดมากเกินเหตุ ความเศร้าโศกไม่รู้เลิกนั้นเป็นแค่เพียงส่วนเกินที่เปล่าประโยชน์ ร้องไห้อีกกี่ปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ใจเราขังตัวเองไว้กับทุกข์อยู่คนเดียว สู้เอาเวลาที่สูญเปล่านั้นไปทำประโยชน์เพื่อละลายความสำนึกผิดจะดีกว่ากระแสเสียงนุ่มนวลปรานีมีผลให้ณชะเลรู้สึกสงบและตาสว่างอย่างประหลาด ความกังวลเศร้าโศกแทบมลายเป็นปลิดทิ้ง เอาแต่เงียบฟังนิ่งอยู่นั่นแหละค่ะละอองฝนกล่าวแทนน้องสาว เรื่องของเรื่องคือยายทรายเขาเป็นคนกลัวบาปกลัวกรรมมาแต่ไหนแต่ไร เรียกว่ากลัวขึ้นสมองจนเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งละกัน วันก่อนเผลอเหยียบจิ้งจกตายยังคร่ำครวญเหมือนอยากฆ่าตัวตายตาม นี่ทำงานเพื่อนเสียหายก็แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะกลัวกรรมสนอง หนูเลยพาเขามาหาพ่อหมอ เพื่อให้เชื่อว่าที่เขาทำนั้นไม่ใช่ความผิด เหมือนอย่างที่พ่อหมอบอกหนูเมื่อคราวก่อนว่าถ้าไม่มีเจตนาเป็นประธาน ก็ไม่ถือว่าเราก่อกรรมขึ้นเต็มรูปแบบอุปการะพยักหน้าคล้ายช่วยรับรองให้ คนเรามีความรู้สึกผิด มีความรู้สึกพะวงกับความพลาดพลั้งที่เผลอทำไปแล้วแตกต่างกัน เรื่องคอขาดบาดตายของคนหนึ่งอาจแสนธรรมดาสำหรับอีกคนหนึ่ง เหตุก็เพราะพื้นฐานความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นไม่เหมือนกัน บวกกับความไม่รู้จริงเรื่องการสนองกรรมเข้าไปด้วยชายวัยกลางคนทำหน้าเคร่งเล็กน้อย กำหนดดูด้วยจิตแล้วเห็นเป็นนิมิตแปลกและไม่เป็นที่เข้าใจสำหรับคนเคยอยู่แต่ในวัดห่างไกลเทคโนโลยีผมเห็นจากนิมิตเหมือนหนูทรายเอาเครื่องกักกัน หรือตุ้มถ่วงหน่วงเหนี่ยวอะไรสักอย่างไปใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อนโดยไม่ได้เจตนา ตรงข้าม เป็นความหวังดี นึกว่าใส่อะไรนั่นเข้าเครื่องเพื่อนแล้วจะช่วยเป็นโล่ปกป้องคุ้มครองภัยให้เขา พูดง่ายๆว่าความตั้งใจของเราเป็นกุศลเสียด้วยซ้ำณชะเลขนลุกขึ้นมาซู่หนึ่ง แต่ไม่ถึงขนาดตะลึงงันเกินคาด เนื่องจากละอองฝนเล่าให้ฟังถึงอำนาจหยั่งรู้เหลือเชื่อของอุปการะมาก่อนแล้วค่ะ หนูเป็นคนเอาไวรัสคอมพิวเตอร์มาแจกจ่ายเพื่อน เพราะถูกหลอกว่าเป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสอุปการะทำหน้าสงสัยอยากรู้ผมเคยได้ยินบ่อยเหมือนกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์เนี่ย มันเป็นยังไงหรือ ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยเถอะเด็กสาวยืดตัวตรงอย่างผู้มีความกระตือรือร้นขยายความรู้แจกคนอื่นที่ได้ชื่อว่าไวรัสเพราะมันทำตัวเหมือนเชื้อโรคน่ะค่ะ คือติดคอมพ์เครื่องไหนแล้วก็จะแพร่กระจายโรคเดียวกันนั้นต่อไปยังคอมพ์เครื่องอื่นๆผ่านอินเตอร์เน็ตมันทำให้คอมพิวเตอร์พังหรือยังไง?”แล้วแต่สายพันธุ์ไวรัสค่ะ บางสายพันธุ์ก็ร้ายกาจขนาดทำเครื่องพังได้จริงๆ แต่กรณีของหนู คือมันมาหลอกให้หนูเข้าใจว่าจัดเก็บเอกสารเรียบร้อย แต่จริงๆไม่มีการจัดเก็บเลยอุปการะไม่เข้าใจเรื่องการจัดเก็บเอกสารในคอมพิวเตอร์ แต่พอเข้าใจได้ว่าณชะเลทำงานฟรีโดยไม่มีข้อมูลไปส่งครูแล้วหนูก็ทำให้เพื่อนของหนูจัดเก็บงานไม่ได้เหมือนกัน?”ค่ะถือว่าหนูเป็นตัวซวยของพวกเขา คือแนะนำให้เพื่อนในกลุ่มอีกสองคนไปเอาไวรัสนี้มาด้วย แบบว่า…”ณชะเลพยายามเรียบเรียงคำอธิบายให้ง่ายสำหรับคนไม่รู้คอมพิวเตอร์ อุปการะทราบเจตนาจึงพยักพเยิดเอาเถอะ อธิบายตามสบายของหนู ใช้ศัพท์แสงเหมือนพูดให้คนเข้าใจคอมพิวเตอร์ด้วยกันฟังก็ได้ ความเข้าใจของหนูจะทำให้ผมเข้าใจตามได้คร่าวๆ เอาตั้งแต่เริ่มเรื่องเลยว่าหนูไปเอาไวรัสนี่มาอย่างไร ผมพยายามจะแปลให้ออกเท่านั้นว่านิมิตที่เห็นนี่คืออะไร มันมีลักษณะกรรมของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำที่แปลกประหลาด ผมไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อนพ่อหมอเห็นอย่างไรหรือคะ?”ละอองฝนเป็นคนถามด้วยความอยากรู้มากกว่าจะลองภูมิพอสาวไปถึงกรรมของต้นตอผู้กระทำผิดที่แท้จริง นิมิตที่ผมเห็นนั้นคล้ายกับว่าใครคนหนึ่งจุดไฟประหลาดขึ้นราวกับใช้มายากล คือมันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ไฟนั้นตั้งอยู่บนคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่เครื่องหนึ่ง พอไฟสว่างขึ้น คนเห็นแล้วนึกว่าจะเป็นคุณ เลยพากันวิ่งไปเอามาติดไว้กับคอมพิวเตอร์ของตัวเอง แต่ปรากฏว่ากลายเป็นไฟที่เผางานของตัวเองมอดไหม้ไปแทน และไฟนั้นลุกลามขยายวงกว้างออกไปทุกที แม้ขณะนี้ก็ยังไม่หยุด เพราะยังมีคนหลงช่วยแพร่กระจายต่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นจำนวนมากเข้าเค้าค่ะละอองฝนชิงน้องสาวอธิบาย ในแวดวงคอมพิวเตอร์นี่คนเชี่ยวชาญมากๆขนาดรู้ไส้รู้พุงระบบเครือข่ายทะลุปรุโปร่งจะถูกขนานนามเป็น แฮกเกอร์แฮกเกอร์ที่เก่งระดับเซียนมักทำอะไรได้เหมือนนักมายากล และถ้าเลวพอก็จะแกล้งคนอื่นด้วยการส่งไวรัสไปในอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดการแพร่กระจายทำนองเดียวกับโรคระบาด คนเดือดร้อนมักเป็นใครก็ตามที่เอาคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต อุปการะสงบฟังเสียงละอองฝนเพื่อให้คลื่นจิตหล่อนเข้ามากระทบจิตเขาโดยตรง เป็นอุปเท่ห์วิธีเรียนรู้ทางมโนทวารอย่างหนึ่ง คือพอละอองฝนพูดคำว่า แฮกเกอร์ จิตเขาจะเห็นกลุ่มคนจำพวกหนึ่งที่มีจิตหมกมุ่นกับคอมพิวเตอร์เกินคนปกติ วันทั้งวันเอาแต่นั่งหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์แทบไม่เป็นอันกินอันนอน จิตของแฮกเกอร์จะใส่ใจกับรายละเอียดยิบยับ ในหัวมีแต่เรื่องข้อมูล ช่องทางลับ สายสนกลใน และการเอาชนะข้อจำกัด ปีนกำแพงเข้าปล้นสิ่งที่ต้องการอยู่ตลอดเวลาอุปการะเคยเห็นจิตของเด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ อาการจะคล้ายกัน เพียงแต่นิมิตของพวกแฮกเกอร์ปรากฏไปอีกแบบ คือเหมือนคนเล่นเกมสนุกที่สุดในโลก และถ้าชนะจะได้รางวัลใหญ่กันในโลกความจริง อาจเป็นเงินล้าน หรืออาจเป็นการโค่นศัตรูคู่อริให้ล้มหายตายจากโดยปราศจากร่องรอยผู้ลงมือ!เมื่อหยั่งทราบลักษณะจิตของแฮกเกอร์แล้ว อุปการะก็กำหนดรู้ต่อไปว่าแฮกเกอร์ผู้เป็นต้นเหตุความเดือดร้อนของเด็กสาวตรงหน้าคือใครหลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วเปิดขึ้นมองณชะเลยิ้มๆก่อนกล่าวน่าสนใจนะ แฮกเกอร์นี่เป็นพวกทำกรรมหนักทีเดียว ท่าทางหนูทรายโดนเขาหลอกด้วยอุบายที่แยบคายด้วยนี่ใช่ไหม?”ค่ะณชะเลตอบทันที และเมื่อเห็นว่าพ่อหมอตรงหน้าเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย จึงเล่าเต็มที่

                “หนูเป็นหนึ่งในเหยื่อนับล้านๆคนของเขา! เขาใช้เวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงหลอกคนครึ่งโลกจนเป็นข่าวใหญ่ซีเอ็นเอ็นอยู่ในเวลานี้ กว่าเหยื่อของเขาจะรู้ตัวก็พากันช่วยลากพาญาติสนิทมิตรสหายมาให้เขาเชือดกันระนาว และถึงขณะนี้คนที่ยังไม่รู้ข่าวก็ส่งไฟล์ต่อๆไปให้คนรู้จักอย่างต่อเนื่อง

อ่านต่อจนจบได้ที่ url ด้านล่าง

http://www.bangkokmag.com/story_dans/show_kam2.php?title=4&part=1&page=1


 สิ่งที่แข็งที่สุด..
เอาชนะได้ด้วย..สิ่งที่อ่อนที่สุด

------------
เมื่อประตูบานหนึ่งปิด.. อีกบานหนึ่งก็เปิด..
แต่บ่อยครั้ง..ที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่ปิด
จนไม่ทันเห็นว่า..มีอีกบาน-ที่เปิดอยู่

-----------
อย่ามัวค้นหา..ความผิดพลาด
จงมองหา..หนทางแก้ไข

-----------
อารมณ์ขัน..เป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุด..
ที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้...
เพราะทันที-ที่เกิดอารมณ์ขัน
ความรำคาญ..และความขุ่นข้อง-หมองใจ..จะหายไป
กลับกลายเป็น..ความเบิกบานแจ่มใส..ของจิตใจ
เข้ามาแทนที่

------------
อย่ากลัว..ที่จะนั่งหยุดพัก..
เพื่อคิด

-----------
1 นาที..ที่คุณโกรธ
เท่ากับ..คุณได้สูญเสีย 60 วินาที
แห่งความสงบในจิตใจ..ไปแล้ว

------------
หนทางเดียว..ที่จะรักษาภาพพจน์ได้..คือ..
การซื่อสัตย์..ตลอดเวลา

-------------
ผู้ชนะ..ไม่เคยลาออก
และผู้ลาออก..ก็ไม่เคยชนะ

------------
ออกซิเจน..สำคัญต่อปอดเช่นไร
ความหวัง..ก็เป็นเช่นนั้น
ต่อความหมาย..ของชีวิต

-------------
การมีชีวิตอยู่-นานเท่าใด..
มิใช่..สิ่งสำคัญ
สิ่งสำคัญ..ก็คือ ..มีชีวิตอยู่-อย่างไร

-------------
เราเข้าใจชีวิต..
เมื่อมองย้อนหลัง..เท่านั้น
แต่..เราต้องดำเนินชีวิต..ไปข้างหน้า

------------
ไม่มีสิ่งใด..ช่วยให้คุณ..ได้เปรียบคนอื่น
มากเท่ากับ..
การควบคุมอารมณ์..ให้สงบนิ่ง..อยู่ตลอดเวลา
ในทุกสถานการณ์

------------
ความอดทน..
คือ..เพื่อนสนิท..ของสติปัญญา

-------------
พรสวรรค์ยิ่งใหญ่..ของมนุษย์
คือ..การที่เราสามารถ..เอาใจเขา-มาใส่ใจเราได้

-------------
ในธรรมชาติ..ไม่มีสิ่งใดดีพร้อม
แต่ทุกอย่าง..ก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง
ต้นไม้..อาจบิดเบี้ยว-โค้งงอ..อย่างประหลาด
แต่ก็ยังคง..ความงดงาม

-------------
มักพูดกันว่า..
กาลเวลา..เปลี่ยนทุกสิ่ง
แต่จริงๆ แล้ว..
คุณ..ต้องเปลี่ยนทุกสิ่ง..ด้วยตนเอง


ที่มา : FWD Mail


ที่มา: ปวโรภิกฺขุ


คัดลอกจาก...
http://www.samathi.com/content/view.php?id=0193