ที่ว่าให้เราเจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญานั้น
เจริญ แปลว่า ทำให้มาก เมื่อทำมากขึ้นมันก็เจริญ ขึ้น-มีขึ้น-มากขึ้น
ความรู้สึกมีมากขึ้นๆ ความไม่ รู้มันก็ลดน้อยไปๆ มีแต่ความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจ-ความสัมผัสได้อยู่ทุกขณะทุกเวลา
แล้วก็เรียกว่ามันสมบูรณ์ เรียกว่า เจริญ


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วัดสนามใน กทม.

 
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล


ธรรมะ ที่จะนำมนุษย์ให้พ้นทุกข์นี้

ได้แก่...ศีล...สมาธิ...ปัญญา...เท่านั้น

อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ

มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์

และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก

เวลาตกนรก...จะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย

.

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

วัดเลียบ อำเภอเมือง จ.อุบลราชธานี

ที่มา : www.oknation.net/blog/awake

 
หลวงปู่พระพุทธบาทตากผ้า


คนเราเกิดมามีร่างกายเป็นที่อาศัย

อุปมาเป็นบ้านที่กำลังไหม้ไฟ

ผู้มีสติ ผู้มีปัญญา นำสมบัติอันมีค่า

ค่อยๆขนออกจากบ้านที่กำลังไหม้ไฟอยู่นี้

สมบัติอันมีค่านั้นก็คือ

การกระทำคุณงามความดี สร้างบุญกุศล

.

หลวงปู่พระพุทธบาทตากผ้า

วัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/awake

 
พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล)


.

เมื่อได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

ให้เสกคาถาว่า "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป"

เมื่อสิ่งเหล่านั้นเสื่อมสิ้นไปจะได้ไม่ทุกข์ใจ

เมื่อประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

ให้เสกคาถาว่า "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป"

จะได้ไม่ทุกข์ทรมานใจ
http://www.dhammathai.org

 การที่เรามาเกิดเป็นหญิง หรือเป็นชายก็ดีเกิดมาในตระกูล ที่ดีงามสูงส่งหรือต่ำทราม จะมีความสำเร็จมากหรือน้อย ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม
หรือแม้กระทั่งเกิดมาหล่อมาสวย เกิดมาอัปลักษณ์ขี้ริ้วขี้เหร่ เกิดมาเฉลียวฉลาด เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ หรือไม่ฉลาดเลย ล้วนเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเรา
ในอดีตทั้งสิ้น

ดังนั้นเราจึงไม่ควร หันหลังให้ความดี ละทิ้งคำสอนของท่านผู้รู้ เพราะทุกสิ่งที่เราทำ ทุกคำที่เราพูด จนกระทั่งความคิดของเรา ทั้งหมดล้วนส่งผลปรับปรุงชีวิต ของเราให้ดีหรือเลวได้ทั้งนั้น

วันนี้เรามาศึกษาประวัติชีวิต ของพระเถระนามว่า "ปภังกระ " (แปลว่า ผู้ส่องสว่าง หรือแปลว่า ดวงอาทิตย์ก็ได้) ซึ่งท่านประสบความสำเร็จในชีวิต คือได้บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เล่าประวัติของท่านจารึก เอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ถือเป็นแบบอย่าง

ในกาลสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว เมื่อพระองค์ปรินิพพานใหม่ๆ มหาชนได้สร้าง มหาเจดีย์แล้ว ก็พากันหมั่นมาสักการบูชา ครั้นเวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้า พระมหาเถระและพระเถรี ทั้งหลายต่างทยอยดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน พุทธบริษัท ๔ ที่เหลือต่างหันหลังให้ความดี ละเลยคำสอนของพระบรมศาสดา

พระอารามที่เคยยิ่งใหญ่รุ่งเรือง เมื่อปราศจากภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกา ที่จะซ่อมแซม ปฏิสังขรณ์ให้คงสภาพเดิมได้ ก็รกร้างว่างเปล่า น่าสลดใจ แม้พระมหาเจดีย์ทอง ที่เคยส่องแสงสว่างไสว ก็ถูกรื้อค้นทำลาย กลายเป็นเจดีย์ที่ปรักหักพัง มีต้นไม้ เถาวัลย์ และกอหญ้าขึ้นปกคลุมรกรุงรัง   
 
  ในกาลนั้น พระเถระรูปนี้ท่านได้เกิดเป็นบุตร ของตระกูลที่ต้องเลี้ยงชีพ ด้วยการหาของป่า ทั้งบิดาและปู่ก็ยึดอาชีพนี้ตกทอดมาถึงตัวท่าน   
 
วันหนึ่ง ท่านได้ไปพบเจดีย์ ที่ปรักหักพัง มีเถาวัลย์และกอหญ้า ขึ้นปกคลุมอยู่ในป่า เกิดจิตนอบน้อมว่า พระเจดีย์นี้ เป็นที่ระลึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด มีสภาพหักพัง เช่นนี้ดูไม่งามเลย จึงได้แผ้วถาง เอาต้นไม้เถาวัลย์ และกอหญ้าออกไปทิ้ง ปัดกวาดบริเวณโดยรอบจนสะอาด ทำให้เป็นสถานที่ควร แก่การมาสักการบูชา เมื่อทำความสะอาด เสร็จเรียบร้อย ก็มีจิตผ่องแผ้วเลื่อมใส ในพระบรมศาสดา ได้กราบไหว้พระเจดีย์แล้ว จึงกลับไปสู่ที่อยู่ของตน
   
ด้วยบุญที่ได้ แผ้วถางที่พระเจดีย์ และกราบไหว้ด้วย ใจเลื่อมใสนั้น เมื่อละโลกแล้วได้ไปเกิด ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองสวยงาม รุ่งเรืองสว่างไสว สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ ได้ท่องเที่ยวเสวยราชสมบัติ มียศยิ่งใหญ่กว่าเทวดา ทั้งหลายในเทวโลกถึง ๓๐๐ ครั้ง 
 
ครั้นกลับมาสู่โลกมนุษย์ ได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปกครองทวีปทั้ง ๔ ด้วยรัตนะทั้ง ๗ ถึง ๒๕ ครั้ง และเกิดในภพชาติไหนๆ ก็ไม่เคยขัดสนจนทรัพย์ มีทรัพย์สมบัติให้ใช้สอยอย่างสะดวกสบายในทุกๆ ชาติ  
  
จะท่องเที่ยวไปสู่ทิศไหน แม้จะเข้าไปสู่ป่าใหญ่ สถานที่นั้นๆ ก็สำเร็จเป็นที่พักพิงอาศัยได้ ทั้งในหนทางที่ดำเนิน ไปก็ปราศจากเสี้ยนหนาม หรือหลักตอ ให้สะดุดตาสะดุดใจ ด้วยบุญที่ได้แผ้วถาง พระเจดีย์ในครั้งนั้น 
          
จะไปเกิดในที่ไหน ก็มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ขาวสะอาด ปราศจากโรคกลาก เกลื้อน เรื้อน ฝี ไม่เป็นโรคล้มบ้าหมู หิดเปื่อย หิดด้านสักอย่างเดียว มีจิตใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว มีอารมณ์ดีอารมณ์เดียว ตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์ สิ่งที่ไม่ดีไม่ติดค้างอยู่ในใจ ใบหน้าและผิวพรรณ ผุดผ่องแจ่มใส ปรากฏดุจมีรัศมีแผ่ออกจากกายอยู่ตลอดเวลา  
           
นับจากชาติที่ได้แผ้วถาง ที่พระเจดีย์มา ก็ไม่รู้จักทุคติอีกเลย ท่องเที่ยวเกิดอยู่ใน ๒ ภพ คือมนุษยโลก และเทวโลกแต่เพียงเท่านั้น   
 
เมื่อท่องเที่ยวเสวยโลกิยสมบัติจนเต็มอิ่มแล้ว ชาติสุดท้าย ในสมัยพุทธกาล ก็เกิดความเบื่อหน่าย ออกบวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา ได้บรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์ถึงพร้อม ด้วยอภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ มีนามว่า ปภังกรเถระพระเถระท่าน ได้ประสบความสำเร็จ อันสูงส่งเป็น เพราะผลซึ่งเกิดจากบุญ ที่ท่านทำในอดีต ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถ แก้ไขอดีตของเราได้ แต่เราสามารถกำหนดอนาคตได้ด้วยบุญที่เราทำในปัจจุบัน

หลวงพ่อธัมมชโย
 


 นนทกานต์เดินผ่านกลุ่มโต๊ะหมอดูด้วยท่าทีเก้ๆกังๆเป็นรอบที่สามหรือสี่ ความจริงเขาเข้าห้างในวันนี้ด้วยความตั้งใจดูหนังคนเดียวแก้กลุ้ม แต่พอผ่านโต๊ะหมอดูแล้วเกิดความครุ่นคิดบางอย่าง เดินกลับไปกลับมาชั่งใจว่าจะเสี่ยงเอาเสียหน่อยไหม เกิดมายังไม่เคยดูหมอชนิดที่มีคนเป็นๆนั่งพยากรณ์ให้ต่อหน้า อย่างมากเคยแค่เล่นหมอดูคอมพิวเตอร์ หรือให้เพื่อนซึ่งมีไพ่ยิปซีทายดวงเล่นให้แบบส่งเดช แต่แบบนี้เป็นความรู้สึกที่ต่างกัน เขากำลังจะเสียเงินเป็นร้อยเพื่อสนทนาถามตอบกับผู้ได้ชื่อว่าจับงานพยากรณ์เป็นอาชีพ
ซุ้มหมอดูที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นจัดแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยแผงไม้กั้น มีทั้งหมด ๔ ห้อง หมอดูแต่ละคนล้วนมีอายุ ท่าทางเป็นผู้คงแก่เรียน ทุกห้องต่างมีลูกค้า เว้นริมซ้ายสุดที่ยังว่าง นนทกานต์อ่านป้ายชื่อหมอดูบนโต๊ะ เห็นชื่อ อุปการะ ตโมไพรี แล้วเกิดความตะครั่นตะครอแปลกๆ ฟังขลังราวกับเป็นหมอดูชื่อดัง หรือเป็นชื่อที่สรรตั้งให้ฟังน่าเลื่อมใสในทางสงเคราะห์ผู้มืดบอดโดยเฉพาะ

แต่ถ้าเป็นหมอดูแม่นๆหรือมีชื่อเสียงจริง คนคงแห่มาดูกันบ้าง นี่ยังนั่งว่างอยู่นาน คงจะมือใหม่ในวงการหรือประเภทดูคลาดเคลื่อนเป็นประจำเสียกระมัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นนทกานต์ยังเดินงุ่นง่านชั่งใจอยู่

หมอดูคงเห็นเขาเดินละล้าละลังอยู่พักหนึ่งแล้วเหมือนกัน ฝ่ายนั้นจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน มองเป็นมิตรน่าอุ่นใจ แต่สมัยนี้เห็นยิ้มใจดีแล้วแทนที่จะอยากเชื่อถือ กลับก่อความรู้สึกระแวงขึ้นแทน เพราะข่าวอาชญากรรมดังๆและข่าวฉ้อฉลอื้อฉาวนั้นเป็นผลงานของคนหน้าตาท่าทางใจดีเสียเกือบครึ่ง

ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจเดินเข้าสู่ซุ้มหมอดู ขาเขาไม่ค่อยออกอาการก้าวฉับๆอย่างเคย เพราะใจเฝ้าคิดว่าควรหรือ ที่อยู่ดีๆจะหาเรื่องเสียสตางค์เปล่าเพื่อฟังใครไม่รู้ ทำนายทายทักเขาในสิ่งที่ยากจะพิสูจน์เดี๋ยวนี้ว่าจริงหรือเท็จ

“เอ้อ… ดูหมอคิดเท่าไหร่ครับ?”

ความจริงเขาเห็นป้ายบอกอัตราแล้วว่าครั้งละ ๒๐๐ แต่ถามไปอย่างนั้นเอง เผื่อมีฟลุกลดราคาให้บ้าง ถ้าฝ่ายนั้นกำลังหิวลูกค้า

“สองร้อยครับ เชิญครับ”

เจ้าของโต๊ะร่างท้วมตอบตามธรรมเนียม ชายหนุ่มพยักหน้า ลงนั่งแบบคาใจเสียดายสตางค์ไม่รู้หาย

“เอ้อ… น้าดูดวงแบบไหนครับนี่? ผมต้องเอาข้อมูลอะไรให้หรือเปล่า แบบว่าเป็นคนจำรายละเอียดจำพวกตกฟากตกไฟไม่ค่อยได้น่ะครับ”

“อ๋อ ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องใช้หรอก”

“แหะๆ บอกน้าตามตรงนะครับ นี่เป็นครั้งแรกของผม เกิดมาเพิ่งเคยมานั่งตรงหน้าหมอดูมืออาชีพนี่แหละ”

“อันนั้นก็ดีครับ เพราะน้องเป็นลูกค้ารายแรกของผมเหมือนกัน”

นนทกานต์เบิกตาขึ้นนิดหนึ่งแบบสะอึก เกือบจะลุกหนีในทันทีเสียแล้ว

“น้องจะดูเรื่องผู้หญิงใช่ไหม?”

คำทักนั้นทำให้ชายหนุ่มเบิกตาโตกว่าเก่า แต่คราวนี้เป็นด้วยความสนใจเพราะโดนทักถูกจุด ทว่าพอคิดคำนึงแล้วก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจแค่นิดหน่อยเท่านั้น หนุ่มน้อยสาวน้อยเข้าหาหมอดูจะเรื่องพรรณไหนที่พ้นจากของพรรณนี้

“ครับ” ลูกค้าหนุ่มยอมรับ “ผมต้องเอาวันเดือนปีเกิดของผมกับเธอให้น้าไหมครับ?”

นนทกานต์สะกิดใจอยู่บ้าง ที่จนป่านนี้หมอดูอุปการะยังไม่งัดเอาอุปกรณ์ใดๆขึ้นมาวางบนโต๊ะเลยสักชิ้นเดียว แม้แต่กระดาษปากกาก็หาได้มีไม่

“ไม่ต้องหรอก”

อุปการะตอบยิ้มๆ นิ่งเพียงอึดใจก็พูดชนิดทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าถึงกับตาเหลือก

“น้องกำลังสงสัยว่าตัวเองรักข้างเดียวหรือเปล่า เพราะบางทีเหมือนมีความหวัง บางทีรู้สึกว่ากำลังถูกหลอกใช้ใช่ไหม?”

นนทกานต์กลืนน้ำลายเอื๊อก ท่าทีเปลี่ยนไปสิ้น

“เอ๊ะ! น้าทราบได้อย่างไร?”

ใช่แล้ว เรื่องเดียวที่กำลังวนเวียนในหัวคือสงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นทาสหน้าโง่ของเพื่อนสาวในสถาบันศึกษาเดียวกันหรือไม่ บางวันก็สำนึกรู้ว่าอยู่ในกลุ่มหมามองเครื่องบิน แต่บางวันก็อยากหลอกตัวเองว่าอยู่ในกลุ่มม้าตีนปลาย

“ผมให้น้องถามก็แล้วกัน น้องอยากรู้อะไรบ้าง เชิญตามสบายครับ”

ชายหนุ่มอึกอัก เขามาเจอใครเข้าแล้วนี่

“เอ้อ… อ้า… ผมจะมีสิทธิ์ได้เป็นแฟนตัวจริงของเขาไหมครับ?”

“ถ้าเป็นคำถามนี้ ผมต้องให้น้องเตรียมใจฟังคำตอบนิดหนึ่ง น้องอยากรับฟังคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่คำตอบที่เป็นกำลังใจใช่ไหม?”

“ครับ ผมมีพวกเพื่อนให้กำลังใจลมแล้งทางโทรศัพท์มากพอ มาถึงโต๊ะหมอดูนี้ผมอยากรู้ความจริงที่ทำให้สบายใจเสียทีมากกว่า”

“เขาไม่ใช่คู่ของเราหรอก ถ้าเราคบกับเขาแบบเพื่อน เขาจะให้ความสนิท แต่ถ้าแสดงความอ่อนแอ เปิดเผยหน้าตาที่ลุ่มหลง เขาจะนึกเหยียดหยามดูถูก ผู้หญิงที่สวยมากๆน่ะ มีนิสัยชอบด่าผู้ชายที่มาหลงง่ายๆกันทั้งนั้น”

นนทกานต์รู้สึกสลดอยู่ในหน้า แต่ประหลาดที่เขาฟังเสียงนุ่มของหมอดูแล้วทำใจได้อยู่ในส่วนลึก ก็ขนาดเขาเองยังรู้สึกตั้งหลายครั้งว่าเป็นไอ้หน้าโง่ แล้วจะแปลกอะไรถ้าคำๆนี้ไปปรากฏอยู่ในหัวของหล่อน

“น้ารู้ดีจังนะว่าเขาสวยมาก… แต่ผมอาจยังมีดีไม่พอ แต่วันหน้าถ้าเรียนจบแล้วพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว ร่ำรวยกว่าที่เป็นอยู่เยอะๆ เขาจะมีทางมาสนใจบ้างไหมครับ กี่ปีก็ตาม…”

อุปการะยิ้มปลอบ ส่ายหน้าเล็กน้อย

“น้องไม่ใช่คนที่จะเป็นคู่ครองของเขาหรอก สละเถอะ… อย่าหวงผู้หญิงของคนอื่นไว้ในหัวใจเราเลย เราจะไม่ได้อะไรนอกจากความร้อนรุ่มกลุ้มใจอย่างเดียว”

ชายหนุ่มไหล่ตก เกิดความห่อเหี่ยวรันทดขึ้นมาอย่างท่วมท้น แต่ด้วยความเสียดายประกอบกับลูกฮึดของชายชาตรี ทำให้ตัดสินใจถามตรงๆ

“น้ารู้ได้ยังไง ใช้หลักพยากรณ์แบบไหนหรือครับ? ขอโทษ ผมไม่เห็นน้าทำอะไรเลย”

อุปการะยอมเปิดเผยตามที่ตระเตรียมไว้แล้วเมื่อถูกลูกค้าถามเช่นนี้

“ผมไม่ใช้วิชาโหราศาสตร์หรือหลักการพยากรณ์แนวไหนหรอกครับ แต่ใช้วิธี ‘อ่านกรรม’ ตรงๆ มันปรากฏอยู่แล้วในทุกอณูของความเป็นคนเรา ตามหลักโหราศาสตร์อาจมีการทำนายเช่นที่เรียกว่า ‘ทักษาพยากรณ์’ คือพยากรณ์โดยอาศัยทักษา ทักษาเป็นชื่อเรียกอัฐเคราะห์ ได้แก่อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู ศุกร์ โดยจัดเข้าระเบียบเป็นบริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี และกาลกรรณี แต่การอ่านกรรมไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบเหล่านั้น ขอเพียงรู้ว่าใครทำอะไรมา ก็ทำนายทายทักได้ว่าต้องได้รับผลอย่างไร จะเรียกหลักการนี้ว่าเป็น ‘กรรมพยากรณ์’ ก็ได้”

นนทกานต์ทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“แปลว่าน้าใช้วิธีแบบนั่งทางในหรือครับ?”

“ก็แล้วแต่จะนิยามกันว่านั่งทางในคืออะไร โดยมากมักหมายถึงคนหลับตาทำนายโดยใช้กำลังสมาธิดูเหตุการณ์ในอดีตและอนาคต แต่สำหรับผม จะมุ่งเน้นดูว่าใครทำอะไรมาอย่างไร ทำอย่างนั้นๆแล้วจะให้ผลแบบไหน ตรงนี้ผมไม่อาศัยนิมิตอันเกิดจากพลังสมาธิอย่างเดียว แต่จะใช้จิตสัมผัสเข้ามาร่วมด้วย”

ชายหนุ่มฟังคำอธิบายแล้วงง เพราะแยกไม่ออกว่าระหว่างนิมิตจากพลังสมาธิกับจิตสัมผัสแตกต่างกันอย่างไร

“ตอนน้าเห็น น้าเห็นยังไง?”

“ขอให้น้องลองนึกถึงญาติสักคนเดี๋ยวนี้ เอาแบบที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน น้องเห็นในใจอย่างไร? มันเป็นความรู้สึกเพียงวูบเดียวที่ระลึกถึงใครคนหนึ่งได้ แต่ก็เกิดกระแสรู้สึกถึงสายใยผูกพันในทางมงคลระหว่างเรากับเขาใช่ไหม? ในใจน้องเป็นอย่างไร ผมก็สัมผัสเห็นกรรมสัมพันธ์ของคนอื่นด้วยอาการคล้ายๆอย่างนั้นแหละ เพียงแต่สามารถเข้าไปส่องสำรวจดูรายละเอียดได้ชัดเจนและกว้างขวางกว่าคนทั่วไป เพราะมีกำลังสมาธิหนุนหลังอยู่”

“อย่างที่น้าพูดถึงผมกับเพื่อนผู้หญิง น้าเห็นอย่างไร ผมทำกรรมกับเขามาอย่างไร?”

“ก่อนอื่นน้องต้องเชื่อว่าคนเราเวียนว่ายตายเกิดมาหลายครั้ง เคยทำอะไรด้วยกัน เคยเป็นอะไรกันมาหลายแบบ อย่างเรากับเขาก็เคยเป็นแฟนกันมา ถึงได้มีความรู้สึกแบบเพศตรงข้ามที่ดึงดูดกันอยู่บ้าง แต่ชาตินี้เขากำลังเสวยวิบากเหนือเรา เลยทำให้มองผ่าน แล้วเล็งหาคนอื่นที่เขารู้สึกเหมาะตัวเหมาะใจกว่า”

ลูกค้าหนุ่มน้อยทำหน้ากังขา

“วิบากนี่คืออะไรครับ เสวยวิบากนี่หมายถึงเพื่อนผมกำลังรับผลอะไรอยู่หรือ?”

“อ๋อ… วิบากแปลว่าผลอันเกิดจากกรรม กรรมคือคิด คือพูด คือทำ ก่อกรรมใดประจำก็เกิดเป็นนิสัยติดตัวอย่างนั้น นิสัยอย่างไรก็ต้องรับผลของนิสัยอย่างนั้น เช่นรูปร่างหน้าตานี่ก็เป็นวิบากนะ ผิวพรรณเขาสะอาดสะอ้านเพราะเคยอยู่ในกรอบศีลสัตย์ รูปศีรษะมนน่ามองเพราะเคยอ่อนน้อมถ่อมตนแบบคนไหว้ง่าย ไหว้สวย และถ้าผมเห็นไม่ผิด จุดเด่นของเขาคือมีนัยน์ตาเป็นประกายลึก ดูสวยสะกดจิตสะกดใจใครๆได้ตั้งแต่แรกเห็น อันนี้ก็เพราะเคยมองพระสงฆ์องค์เจ้าด้วยใจศรัทธาบริสุทธิ์ และมองใครต่อใครรอบตัวด้วยความรัก ความปรารถนาดีตลอดชีวิตในอดีตชาติ

นนทกานต์เริ่มมองอีกฝ่ายอย่างทึ่ง

“ครับ เขาเป็นผู้หญิงตาสวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมา เคยอยากรู้เหมือนกันว่าทำไมธรรมชาติถึงลำเอียงนัก ให้รูปสมบัติและคุณสมบัติกับพวกเราแตกต่างกันขนาดนี้”

“ธรรมชาติน่ะลำเอียงไม่เป็นหรอก เราเอาท่อนไม้มาสีกัน ธรรมชาติก็คายไฟออกมาเสมอ แต่ไฟจะมากหรือน้อย ติดไฟช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นกับจำนวนไม้ ขึ้นกับความสดหรือแห้งของไม้ ตัวเราเองทั้งหมดก็คือธรรมชาติ มีเหตุอย่างไร ปัจจัยแค่ไหน ก็ได้ผลไหลมาเทมาตามนั้น ไม่มีใครควบคุมบงการอยู่เหนือธรรมชาติในตนเองได้เลย”

“อย่างที่จ๊ะ… เอ้อ… หมายถึงเพื่อนผมน่ะครับ ที่จ๊ะเขาตาสวยแล้วคุณน้าบอกว่าเพราะมองใครต่อใครด้วยความรักใช่ไหมครับ? มันเกี่ยวกันอย่างไร มองคนด้วยสายตาแบบหนึ่ง แล้วทำไมตาถึงสวยได้”

“มีหลักคร่าวๆอย่างนี้ คือกรรมจะให้ผลทางใจสอดคล้องกับเหตุที่เคยก่อไว้ อย่างเช่นการ

 มองผู้คนด้วยความเมตตา ด้วยความปรารถนาดีจริงใจ จะให้ผลทันทีเป็นความเย็นตาเย็นใจทั้งกับตนเองและผู้ถูกมอง ฉะนั้นจึงมีการบันดาลความงามขึ้นในดวงตาตั้งแต่เดี๋ยวนั้นแล้ว นี่เองความจริงที่สามารถเห็นทันใจในชาตินี้ภพนี้ เดี๋ยวนี้แหละ แต่จะเห็นชัดขึ้นในอัตภาพต่อมา เพราะการเกิดใหม่คือการรวบรวมกรรมที่ทำประจำไปสร้างรูปลักษณะให้สอดคล้องกับความเป็นตัวเรามากที่สุด คล้ายกับน้องเรียนหนังสือ ยิ่งกว้านความรู้เพิ่มขึ้น ก็จะแตกฉานในสาขาวิชายิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจบปริญญาได้งานทำ ชีวิตจะเปลี่ยนไปทั้งหมด ทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน ระดับเงินเดือน ความก้าวหน้าที่รออยู่ ล้วนตัดสินจากความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาระหว่างเป็นนักศึกษานั่นเอง”

นนทกานต์ใคร่ครวญตามแล้วพยักหน้าฝืดๆ

“เอ้อ… แล้วที่น้าบอกว่าผมกับเขาเคยเป็นแฟน หมายถึงเคยอยู่กินแบบคู่ผัวตัวเมียกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?”

อุปการะนิ่งไปอึดใจ

“เคย… แต่ว่านานเสียจนป่วยการ เปล่าประโยชน์จะไปพูดถึง ของเหล่านี้ถ้ารู้จริงต้องเข้าใจให้ซึ้ง อย่างถ้าน้องมีความสามารถหยั่งรู้ เดินออกจากห้องนี้น้องจะพบกับคนที่เคยเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด จะเหนื่อยแค่ไหนถ้าน้องรู้ว่าคนขายน้ำตรงมุมโน้นเคยเป็นพี่สาวของน้อง คนขายก๋วยเตี๋ยวตรงนั้นเคยเป็นพ่อของน้อง หรือกระทั่งเดินออกจากห้างพบหมาข้างถนนตัวหนึ่งแล้วรู้ว่ามันเคยเป็นลูก พวกเราเวียนว่ายตายเกิดมามากขนาดหาคนไร้ความสัมพันธ์กันอย่างสิ้นเชิงได้ยากมาก ทุกคนเพียงแต่เล่นเกมแห่งความลืมเลือนเมื่อต้องข้ามภพข้ามชาติเท่านั้น”

“อย่างผมกับน้านี่เคยเป็นอะไรกันมาก่อนครับ?”

ชายวัยกลางคนเอนหลังพิงพนัก ผินหน้าไปทางอื่น กะพริบตาคลี่มุมปากเล็กน้อย

“ยังไม่ใช่สิ่งที่สมควรบอก”

“ผมรู้สึกดี เหมือนน้าเป็นญาติผู้ใหญ่ อย่างนี้แปลว่าต้องเคยใช่เสมอไปหรือเปล่าครับ?”

“ก็อาจจะ… มนุษย์เรามีสัญชาตญาณในการเข้าหาและรู้สึกผูกพันกับใครบางคน ชนิดที่ยากจะอธิบาย แต่มันก็อยู่ตรงนั้น ความรู้สึก… ซึ่งทายความสัมพันธ์ในอดีตถูกหรือผิดคงมีความหมายน้อย ขอเพียงความสัมพันธ์ในปัจจุบัน เราเป็นอะไรกันสักอย่าง นั่นแหละที่ถูกแน่ จริงแน่”

“อย่างนั้นแปลว่าคนเรามีเนื้อคู่หลายคนหรือครับ?”

“ชีวิตเดียวคนๆหนึ่งอาจแต่งงานได้ตั้งหลายหน ชีวิตที่ผ่านมายิ่งไปจับคู่กับใครต่อใครไม่รู้เท่าไหร่ ตามเหตุ ตามปัจจัย ตามความเหมาะสมในแต่ละจังหวะ พวกเราเหมือนนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวที่พลัดไปเข้ากลุ่มทัศนาจรกับพวกโน้นที พวกนี้ที ขึ้นอยู่กับว่าพวกไหนบ่ายหน้าไปทิศทางเดียวกะเราในช่วงหนึ่งๆ”

“เฮ้อ!.. ฟังดูเหงาน่าเศร้าจังครับ เคยคิดเข้าข้างตัวเองว่าชื่อเราเข้ากันดี ผมชื่อโจ๊ก เขาชื่อจ๊ะ ผมชื่อนนทกานต์ เขาชื่อ ลานดาว เคยคิดกระทั่งว่าถ้าเขาเปลี่ยนมาใช้นามสกุลผม จะฟังเก๋กว่านามสกุลเดิมของเขามาก… สรุปคือชื่อแซ่ดูรับกันไปหมด เสียอย่างเดียวคือเขาไม่เคยรับว่าผมเป็นแฟน”

“อย่าว่าแต่ชื่อเข้ากันเลย ต่อให้หน้าเหมือนกันเป๊ะอย่างแพะกับแกะ ก็ไม่ได้ส่อเลยว่าต้องเป็นคู่แท้ที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต คนเราคบกันด้วยธาตุนิสัยที่คล้ายคลึงได้ แต่ถ้าให้เป็นแฟนกัน ต้องอาศัยความดึงดูดใจที่ทำให้ถวิลหาไปทางนั้นด้วย ผู้หญิงที่น้องชอบเขาเป็นพวกมีสิทธิ์เลือกจนกว่าจะถูกใจ โอกาสรอกระทั่งพบคนที่ทั้งเข้ากันโดยธาตุและความดึงดูดจึงมีอยู่สูง ประเภทนี้เขาไม่ด่วนปักใจเร็วเพียงเพราะความเข้ากันผิวเผินหรอก”

“งั้นผมขอถามถึงเขาหน่อยเถอะครับ ถ้าเขาไม่รักผม ไม่ใช่คู่ของผม แล้วเขารักใคร คู่ของเขาเป็นใคร?”

“เขายังไม่พบคู่ที่จะอยู่กับเขาตลอดไปหรอกน้อง เส้นทางโคจรยังไม่บรรจบกัน”

“แล้วจะพบเมื่อไหร่?”

“ก็คงอีกพักใหญ่ ชีวิตเขาเหมือนแม่เหล็ก ดึงดูดทั้งสิ่งที่ปรารถนาและไม่ปรารถนาเข้ามาหาตัวมากมาย ต้องวุ่นวายกับตัวเลือกเยอะแยะกว่าจะพบของจริงที่โดดเด่นขึ้นมา”

“เนื้อคู่เขาเป็นคนอย่างไร หน้าตาแบบไหนครับ?”

อุปการะเบนมามองหนุ่มรุ่นลูกด้วยสายตาตรง

“ถามเพราะอยากทำตัวให้เป็นแบบนั้นใช่ไหม? อนุญาตให้ผมทำหน้าที่ของหมอดูนะ อย่างน้องถ้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นเรียนให้เก่งขึ้น ดูเข้มแข็งเป็นที่พึ่งได้กว่านี้ อย่างดีที่สุดก็ทำให้เขาทึ่งมากกว่าเดิม ไม่มีส่วนเข็นให้ใจเขาขยับมาถึงเราหรอก หากอยากใกล้ชิดเขาตลอดไป น้องต้องทำตัวเป็นเพื่อนสนิทที่เขาสบายใจจะพูดคุยด้วยได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ดึงดันจะให้เขารับเป็นคนรัก เพราะความดึงดันในรูปนั้นรังแต่จะผลักเขาห่างจากเราไปเรื่อยๆ”

ใบหน้าของนนทกานต์หม่นหมอง ใจหนึ่งค้าน และนึกด่าเงียบๆว่านี่จะดูหมอหรือเข้ามาบงการชีวิตเขากันแน่ ทว่าอีกใจหนึ่งก็จำต้องยอมรับ เพราะลานดาวเคยบอกกับปากว่าสนิทใจกับเขา และบางครั้งอยากเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังมากกว่าเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเสียอีก แต่บางวันหล่อนจะพูดจาห่างเหิน เมินบ่อย หรืออยู่ดีๆอาจกระแทกเสียงตัดบทจบการสนทนาเหมือนรำคาญเขาเสียเต็มประดา ซึ่งสังเกตดูมักจะอยู่แถวๆช่วงเวลาที่เขาพยายามออดอ้อนขอให้เป็นคนรักกันนั่นเอง

“ในเมื่อผมกับเขาเคยอยู่กินแบบคู่ผัวตัวเมียกันมาก่อน อย่างน้อยก็ต้องแปลว่าเคยมีความเข้ากันได้ และมีใจทางนั้นอยู่บ้าง ทำไมน้าพูดปิดทางหมด ไม่ให้กำลังใจผมเลย”

นนทกานต์ตัดพ้อด้วยสำเนียงละห้อย

“ถ้าบอกความจริงทั้งหมดก็เกรงน้องจะรับไม่ได้ คนเราใช่ว่าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในภพภูมิมนุษย์อย่างเดียว บางครั้งเสวยชาติร่วมกับใครบางคนขณะอยู่ในภูมิต่ำกว่ามนุษย์ ก็ไม่ได้ประทับความรู้สึกดูดดื่มไว้ในวิญญาณของกันและกันมากนักหรอก”

ชายหนุ่มอ้าปากค้างเป็นครู่ คิดตามเพียงอึดใจเดียวก็ถามโพล่งออกมา

“ผมกับจ๊ะเคยเป็นสัตว์?”

“ทุกคนน่ะ เคยเป็นมาหมดนั่นแหละ แล้วทางข้างหน้าก็ไม่มีอะไรประกันว่าจับพลัดจับผลูจะถอยหลังเข้าคลองกันอีกหรือเปล่า สุดแท้แต่เวรกรรมที่ทำมาจะซัดไป และเมื่อเป็นคู่กันขณะอยู่ในภูมิต่ำกว่ามนุษย์ ก็มีเพียงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์และการเลี้ยงลูกตามมีตามเกิดมากกว่าอย่างอื่น ต่างจากเมื่อเป็นมนุษย์ที่มีใจสูง มีความสัมพันธ์กัน สร้างความประทับใจได้หลายมิติ เช่นเกี้ยวพาราสีให้ยินยอมพร้อมใจคบกัน ไปเที่ยวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข เผชิญภัยพิสูจน์น้ำใจกันหลายๆแบบ”

นนทกานต์มึนงงสนเท่ห์ คำพูดต่างๆของหมอดูซึ่งเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกผลักเขาไปอยู่ในสภาพของคนไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย และที่สำคัญคือไม่มีทางทราบว่าถ้อยคำของอีกฝ่ายน่าเชื่อถือขนาดไหน บางครั้งเขาจำนนเพราะตรงกับเรื่องจริงในปัจจุบันที่รู้อยู่ด้วยตนเอง แต่บางครั้งเหมือนให้เรียนประวัติศาสตร์ที่ขาดหลักแหล่งอ้างอิงทั้งสถานที่และซากโบราณวัตถุ เขาอยากจะเชื่อ แต่ก็กลัวเสียชื่อที่ได้กลายเป็นลูกค้าหน้าโง่รายแรก ที่งมงายขาดสติของหมอดูมือใหม่ พูดอะไรเชื่อหมด

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหมอดูเจ้านี้กระทำตัวเป็นผู้วิเศษ หยั่งรู้กรรมวิบากของชาวบ้าน เขาก็เริ่มสนุกกับการแสวงหาความรู้ขึ้นมา

“ผมเคยนั่งคิดว่าความสวยของผู้หญิงอยู่ตรงไหน บางทีเครื่องหน้าก็เหมาะเจาะจิ้มลิ้มเหมือนๆกัน แต่บาดตาบาดใจต่างกันมาก เพื่อนในคณะก็สวยๆทั้งนั้น แต่เหมือนมีหนุ่มเข้าไปรุมคลั่งไคล้จ๊ะอยู่คนเดียว เหมือนนิยายน้ำเน่าเลยนะน้า ประเภทชกต่อยเตะตี กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือกระทั่งฆ่าตัวตายเพราะยายจ๊ะนี่ ถือว่าเหตุการณ์ปกติ ทำไมเป็นอย่างนั้นได้?”

“รูปทรงและเครื่องหน้าเป็นเพียงของล่อตาเท่านั้น แต่สิ่งล่อใจอย่างแท้จริง ชนิดเห็นแล้วบาดเข้าไปถึงจิตนี่นะ ต้องนับความมีสง่าราศีไว้ด้วย น้องเห็นสักกี่คนที่ฉายรัศมีสดใสชัดเจน อีกอย่าง นอกจากการให้ผลของกรรมเก่าแล้ว ต้องมองด้วยว่าวิธีพูดจา เสน่ห์ในการวางตัว ในการหยอดมุข ซึ่งถือเป็นกรรมในปัจจุบัน ก็ให้ผลใหญ่น่าดูชมเหมือนกัน บางคนไม่สวยแต่พูดเก่ง ก็ดึงเอาดาวมาล้อมเดือนได้ แต่ถ้าสวยแล้วแถมเจ้าเสน่ห์อยู่ในกิริยาวาจา อันนั้นก็เข้าพวกปั่นโลกให้ช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ดังใจทีเดียว”

“แบบเดียวกับพวกดาราดังๆหรือครับ?”

อุปการะพยักหน้า

“คนที่มีลักษณะแตกต่าง โดดเด่นกว่าใคร มักสร้างตบะเดชะบางอย่างที่ผิดแปลกจากคนอื่น เช่นถือศีลบริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือตั้งใจทำอะไรจริงแบบต้องเอาให้ได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิต บารมีและตบะเดชะอาจไม่ปรากฏแสดงในใบหน้า ลำคอ หรือแขนขา แต่จะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ และกรรมที่ก่อแรงดึงดูดผู้คนอย่างที่สุดเห็นจะได้แก่การเสียสละเพื่อคนอื่นมาเยอะ เช่นมีแต่ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน หรือเป็นผู้นำชักชวนให้ชนหมู่มากได้ดีร่วมกัน”

“จ๊ะก็ไม่ได้ชอบช่วยใครนี่ครับ เห็นมีแต่คนเสนอหน้าไปรับใช้ แต่ทั้งๆที่ทำตัวเป็นนางพญา เห็นใครต่อใครเป็นข้าทาส ก็ไม่ค่อยมีคนหมั่นไส้เท่าไหร่”

“นิสัยในอดีตกับนิสัยในปัจจุบันอาจต่างกันเยอะ น้องเองสมัยเพิ่งเข้าวัยรุ่นก็ติดการพนันงอมแงม แต่ตอนนี้เลิกได้ขาดแล้วใช่ไหมล่ะ นี่ขนาดชาติเดียวกัน ตัวเดียวกันในระยะเวลาไม่กี่ปีนะ”

นนทกานต์กะพริบตาปริบๆ ยกมือไหว้อีกฝ่ายแบบศรัทธาหมดใจ

“เชื่อแล้วครับว่าน้ารู้จริง”

“ของมันมีเหตุปัจจัย อย่างที่น้องเลิกพนันได้ก็เพราะเห็นโทษของมัน โทษชนิดคอขาดบาดตาย เดือดร้อนถึงผู้หลักผู้ใหญ่… ในทางกลับกัน เรื่องความหลงตัวลืมตนก็อาจเกิดขึ้นได้ คือเมื่อแรกทำดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะรับผลดีขนาดไหน แต่เมื่อได้ดีแล้ว ลืมเหตุแห่งฐานะแล้ว ก็อาศัยฐานะขณะนั้นๆก่อกรรมใหม่ตามกิเลสบัญชากัน เช่นบางคนปากสวย ก็เพราะยิ้มหวาน ยิ้มจริงใจให้คนอื่นเป็นสุข ประกอบกับพูดแต่คำที่ไพเราะรื่นหูไว้ก่อนในอดีตชาติ มาชาตินี้ด้วยความสวยนั่นเองทำให้มีอีกอารมณ์หนึ่ง คือเอาแต่ใจ สนุกกับการยิงยิ้มดุใส่ตาคน ชอบด่า ปากจัดเมื่อขัดใจ อย่างนี้เกิดชาติต่อไปนอกจากปากไม่สวยเผลอๆอาจปากเบี้ยวเอา”

นนทกานต์หัวเราะ

“อย่างนั้นถ้าคิดถึงโสเภณีสวยๆก็น่าเศร้านะครับ เคยทำดีแทบตายเพื่อเอาผลมาขายตัวหากิน ทำอาชีพอย่างนั้นโอกาสจิตใจตกต่ำก็คงง่าย… มองแล้วเป็นเหตุเป็นผลกลับไปกลับมาดีนะครับ พอไม่สวยก็มีแรงบันดาลใจทำเหตุแห่งความสวย แต่พอสวย ก็ได้ฤกษ์ขาดความยับยั้งชั่งใจในการทำเหตุแห่งความอัปลักษณ์… แต่จ๊ะก็ไม่ใช่คนปากร้ายหรือแม้กระทั่งปากจัดนะครับ อย่างมากคือชอบตีฝีปาก เถียงคำไม่ตกฟากทั้งรู้ว่าตัวเองผิด หรือประเภทใครทำให้โมโหแล้วจะพูดทิ่มแทงด้วยท่าทีนิ่มๆให้แสบคันไปนานๆ”

“ใช่ว่าพูดคำเพราะแล้วจะรอดหรอกนะ ต้องดูเจตนาด้วยว่าเบียดเบียนให้คนฟังเดือดเนื้อร้อนใจหรือเปล่าเป็นหลัก คำหยาบกับคำส่อเสียดนั้นใกล้เคียงกัน แม้มาในรูปคำที่หยาบประณีตต่างกัน”

“น้าครับ” นนทกานต์ตีหน้าม่อย “ผมทุ่มเท พยายามทำดีกับจ๊ะทุกอย่าง มันไม่มีความหมายบ้างหรือ ถือว่าเป็นกรรมสะสมให้เขาเกิดความเห็นใจจริงในวันหนึ่งไม่ได้หรือ?”

“คิดซิ ยุคนี้ถ้ามีเด็กเล็กๆปั้นวัวปั้นควายด้วยดินเหนียว ใช้แรงกายแรงใจทั้งหมด อดตาหลับขับตานอนทำอย่างสุดฝีมือ แล้วมอบให้กับเรา ด้วยความหวังว่าเราจะเห็นค่าวัวดินควายดิน เห็นค่าของน้ำพักน้ำแรงที่เขาอุตส่าห์ปั้นให้สักนิด น้องจะเห็นอย่างที่เขาคาดหวังไว้ไหม? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาขอว่าจะปั้นวัวปั้นควายให้เราครบร้อยตัว ได้โปรดรับเขามาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรมหรือน้องบุญธรรม เราจะรับเพราะเหตุที่เขาแสดงใจจริงแทบเลือดตากระเด็นนั้นไหม?”

นนทกานต์สะอึกอึ้ง และเหมือนหลุดจากกรงขังที่จองจำตนเองไว้เนิ่นนาน

“น้องทำอะไรๆให้เขาสุดจิตสุดใจก็เพราะหวังว่าเขาจะเห็นใจ หวังว่าจะได้เขามาครอง ไม่ใช่ด้วยใจบริสุทธิ์ผุดผ่องแบบพ่อพระที่ไหน ยอมรับตรงนี้เถอะ บรรดาสาวที่มีตัวตนทั้งแท่งเสมือนเสน่ห์ยาแฝดน่ะนะ ไม่มีหรอกที่เห็นค่าของบรรดาทาสความสวยของพวกเธอ อย่าเสียเวลาคิดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจไปเลย ทุ่มเทแค่ไหนก็สูญเปล่าแค่นั้น ผมเห็นแล้วนึกอนาถ บางคนคิดฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ หรืออยากให้สาวๆเหล่านี้รู้สึกผิดและจดจำตนเองไว้ตลอดไป ที่ไหนได้ พวกเธออาจตกอกตกใจเมื่อรู้ข่าวในนาทีแรก แต่หลังจากนั้นจะมีแต่ยิ้มแสยะสะใจทุกครั้งที่นึกถึง ผู้หญิงเป็นเพศที่พึงใจในรูปโฉมของตน อัตตาของพวกเธอจะสูงขึ้นมากถ้าหากรู้ว่าความสวยที่มีนั้น รุนแรงพอจะฆ่าคนได้”

ชายหนุ่มฟังแล้วนิ่งทื่อ เพราะเพิ่งไม่นานนี่เอง เขาเคยคิดวูบวาบอยากเขียนจดหมายลาตายแบบที่จะทำให้ลานดาวจดจำ อาลัย และรู้สึกผิดไปจนชั่วชีวิต แม้แค่คิดเล่นๆ ก็มีกำลังขับให้อยากเอาจริงอยู่ในส่วนลึก

“ครับน้า ยากจริงๆที่จะหาของขวัญของกำนัลอะไรทำให้เธอดีใจ จ๊ะเป็นผู้หญิงสวยที่ไม่มีจุดอ่อน บ้านเธอมีฐานะอยู่แล้ว มีรถขับอยู่แล้ว เรียนเก่งอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาใคร มีแต่ใครจะไปพึ่งพาเธอกัน เอ้อ!… อะไรทำให้เธอสมบูรณ์แบบขนาดนี้ครับ?”

อุปการะระบายลมหายใจอย่างเริ่มรำคาญคำถามจุกจิก แต่นี่เป็นสิ่งที่เขาเตรียมใจไว้แล้ว เขาจะต้องเผชิญกับลูกค้าเจ้าปัญหาอีกมากนัก

“เขาเคยมีครูดี มีผู้นำแสงสว่างในชีวิตที่ดี โบราณเรียกมีกัลยาณมิตรชอบนั่นแหละ ในชาตินั้นเขาเพียรสร้าง เพียรสั่งสมความดีทุกวิถีทางตามคำสอนของครู ด้วยใจเชื่อมั่นศรัทธาว่าชาติต่อๆไปจะอยู่ดีมีสุขพร้อมพรั่ง และตอนนี้เขาก็กำลังเสวยวิบากนั้นแล้ว ชีวิตเขาเหมือนฝัน เหมือนแต่งเอาได้ตามปรารถนา คนพวกนี้มีตัวตนอยู่จริง และน้องก็ได้เห็นแล้ว”

“น้ารู้ละเอียดจังนะครับ ไม่เห็นต้องนั่งสมาธิเคร่งครัดอะไรอย่างในหนังเลย”

“กรรมใหญ่ที่ส่งผลหลักๆนั้นดูง่าย อย่างเรื่องรูปร่างหน้าตา ฐานะความเป็นอยู่ ใช้จิตสัมผัสนิดเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าสมาธิเพื่อเล็งรายละเอียดหรอก”

“ผู้หญิงสวยๆเดี๋ยวนี้เอาเนื้อหนังมังสาไปแลกเงินกันเยอะ บางคนหน้าตาท่าทางเหมือนลูกผู้ดีไปทุกกระเบียดนิ้ว อันนี้ว่าตามเนื้อผ้า พูดง่ายๆสวยแล้วมักจะฉลาดน้อยหรืออย่างดีก็ปานกลาง สวยแล้วมักจะยากจนหรืออย่างดีก็พอกิน ทำไมจ๊ะได้รับข้อยกเว้นพิเศษ มีครบกว่าใครเขา?”

"ทานคือเหตุแห่งความรวย ศีลคือเหตุแห่งความสวย การแก้ปัญหาต่างๆในชีวิตให้ลุล่วงด้วยเหตุผลที่ถูกต้องคือเหตุแห่งสติปัญญา แต่คนเราจะเหมาเอาทั้งทาน ศีล และความรู้จักเหตุผลไว้ในตัวคนเดียวพร้อมกันนั้นยาก เว้นแต่จะมีครูดี ชี้ทางถูก และมีความเพียรพยายามให้ต่อเนื่องด้วยศรัทธาปสาทะแก่กล้าพอเท่านั้น”

“ฟังดูน่าจะเข้ากันดีนี่ครับ การให้ทาน การมีศีลสัตย์ ทำไมน้าถึงว่ารวมไว้ในตัวคนเดียวยาก?”

“สวยระดับเพื่อนของน้องนั้น โดยมากจะมาจากเหตุคือเคยรักษาศีลพรตบริสุทธิ์ผุดผ่องแบบนักบวชสตรีในปางก่อน ซึ่งคนเราเมื่อเป็นนักบวชก็มักอยู่ในฐานะผู้ขอ หาโอกาสเป็นผู้ให้ทรัพยทานใหญ่ๆได้ยาก ยิ่งถ้าเป็นพวกเก็บตัวในป่าตามลำพัง โอกาสแบ่งลาภให้แม้เพื่อนในสำนักเดียวกันก็แทบไม่มี อย่างดีก็ให้แก่สัตว์ ส่วนคนรวยล้นฟ้านั้นมักเคยเป็นพ่อค้าวาณิชผู้ยินดีในทาน ให้ทรัพย์เป็นทานเหมือนงานอดิเรก ยิ่งทำยิ่งสนุก ยิ่งชอบใจ ซึ่งถ้าเพลินทำทานมาก ติดดีในระดับทานมากเข้า ใจก็อาจประมาทในความดีขั้นสูงขึ้น เพราะหลงนึกว่าแค่นี้ดีพอแล้ว ไม่ต้องควบคุมกาย วาจา ใจมากไปกว่านั้น เป็นเหตุให้บกพร่องในศีลสัตย์ได้ง่าย”

“แย่จัง ดีตรงโน้น ไปขัดตรงนี้”

“ก็ไม่เชิง ขอเพียงถ้าคนเราเพียงรู้หลัก อยู่บ้านธรรมดาก็ถือศีลให้บริสุทธิ์ครบทั้งกาย วาจา ใจได้ คิดให้ทานเป็นอดิเรกได้ ยกตัวอย่างเพื่อนผู้หญิงของน้องคนที่เรากำลังพูดถึงกัน ที่เขาสร้างกุศลใหญ่อันเป็นครุกรรม หรือกรรมหนักที่ให้ผลยืนยาว ก็มักอาศัยชัยภูมิขณะเสวยชาติเป็นธิดาคหบดีเหมือนชาตินี้แหละ”

“รายละเอียดเป็นอย่างไรพอจะเล่าเป็นตัวอย่างได้ไหมครับ?”

“ถ้าลงลึกผมต้องใช้กำลังมากเกินไป เอาเป็นอย่างนี้นะ ทานของเขาจะมีลักษณะของจิตที่แผ่เมตตาไม่มีประมาณแถมท้ายไปด้วย แล้วศีลของเขานั้นแข็งแกร่งขนาดมีเหตุลองใจมายั่วแค่ไหนก็ไม่ยอมละเมิด เรียกว่ายอมลำบาก ยอมกัดฟันสวนทางกิเลสเพื่อรักษาความตั้งใจอยู่ในกรอบของศีลมาเกินพอ”

“แปลว่าจ๊ะนี่แหกด่าน ทะลวงข้อจำกัดได้เพราะมีครูดี ชี้ทางถูกให้ตลอดสาย?”

“ใช่”

“อือม์… มีครูดีนี่ก็รอดตัวไปนะครับ แต่ชาตินี้ท่าทางเขายังไม่เจอครูดีกระมัง รวยแล้วก็เห็นยังงกอยู่ แล้วก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแม่งานการกุศลที่ไหนเลย”

“ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลา ชีวิตคนมีหลายปี หลายช่วงจังหวะ ต้องดูกันยาวๆ เหมือนกับเกมหมากรุกที่ยังเล่นไม่จบ ต่อให้ดูเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบอย่างไร ก็ยังไม่ถูกตัดสินว่าแพ้”

นนทกานต์ขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง ถอนใจเฮือก เหมือนมีคำถามอีกมากมาย แต่ก็คล้ายหมดคำพูดจะเอ่ยแบบชักเริ่มเกรงใจคนตอบ

“สรุปคือน้าจะให้ผมตัดใจจากเขา?”

“เรียกว่ายอมสละทุกข์ออกจากใจไปก้อนหนึ่งก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มหัวเราะแผ่ว

“ขอบคุณนะครับ น้าทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีเราฟังเรื่องลี้ลับแล้วนึกว่าตลก แต่เราเองนั่นแหละ ที่อาจเป็นตัวตลก”

“โลกเราไม่มีคนดู ไม่มีตัวละครหรอก เพราะฉะนั้นก็หาตัวตลกไม่เจอ ทุกคนแค่อยากได้ในสิ่งที่ไม่สมตัว เลยเป็นทุกข์เพราะความทะยานอยากนั้นแล้วๆเล่าๆ เพราะความไม่รู้ ไม่ตระหนักตามจริง”

“น้านี่เหมือนพระจังเลย”

ด้วยความเอ็นดูในส่วนลึก ประกอบกับที่เป็นลูกค้ารายแรก อุปการะจึงตัดสินใจเปิดเผย

“ผมเพิ่งสึกมาได้สักพักหนึ่ง ความจริงเป็นพระมาทั้งชีวิต นี่เพราะไม่เหลือใครดูแลคุณแม่ซึ่งแก่มากแล้ว เลยจำเป็นต้องสละผ้าเหลืองสักระยะ”

“อ้อ… อย่างนั้นเองหรือครับ”

ชายหนุ่มรับทราบด้วยความสนใจ และมีความไยดีขึ้นมาเล็กน้อย เกิดความรู้สึกอยากแนะนำใครต่อใครมาเป็นลูกค้าของหมออุปการะให้มากๆเป็นการช่วยอุดหนุน แม้เขาจะไม่ได้รับคำพยากรณ์ที่ถูกใจ แต่หมออุปการะก็ให้คำปรึกษา คลายความยึดติดแน่นเหนียวในใจเขาลงได้มาก

พลิกข้อมือดูนาฬิกา เห็นเป็นเวลาใกล้ฉายหนังรอบที่เขาจองไว้ จึงล่ำลา

“อย่างนั้นต้องขอบคุณสำหรับคำแนะนำต่างๆนะครับ เอ่อ… สองร้อยใช่ไหมครับ?”

คำถามนั้นมีมาพร้อมกับท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ย อุปการะกะพริบตาทีหนึ่งคล้ายอ่อนใจ

“ถือว่าน้องมาใช้บริการผมเป็นรายแรก เอาร้อยเดียวพอก็แล้วกันนะ”

นนทกานต์หัวเราะเขินๆ แต่นัยน์ตาเป็นประกายสมหวัง

“แหะๆ ครับ ขอบคุณคุณน้าอีกทีครับ”

ควักธนบัตรจากกระเป๋ายื่นให้ ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ กล่าวลาพร้อมคิดในใจว่าหาเรื่องชวนลานดาวเที่ยวได้อีกครั้ง ผู้หญิงกับหมอดูเป็นของคู่กันอยู่แล้ว แม่นขนาดนี้หล่อนคงเห็นเป็นบุญคุณแน่ถ้าเขาพามาพบ!

(มีต่อ)

อ่านต่อจนจบได้ที่

http://www.bangkokmag.com/story_dans/show_kam2.php?title=18&part=1&page=1


 ธรรมะบทนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมของสัตว์โลก คัดมาจากหนังสือประวัติของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เขียนโดยพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน

กราบขออนุญาตและกราบขอบพระคุณ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ และพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านด้วยดวงใจ กุศลผลบุญใดที่พึงบังเกิดจากธรรมทานนี้ ขอน้อมถวายแด่ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ และพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน และจงเป็นบุญเป็นปัจจัยแด่ท่านเจ้าของภาพ และท่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธรรมทานนี้ทุกๆ ท่าน

เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิ ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ อย่าลืมตัวลืมวาสนา โดยลืมสร้างคุณงามความดี ชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์อาจจะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไปเป็นชาติที่ต่ำทรามไม่ปรารถนาจะกลายมาเป็นตัวเราเข้า แล้วแก้ไม่ตก ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุขทุกขั้น จนถึงบรมสุข และความทุกข์จนเข้าขั้นมหันต์ ทุกข์เหล่านี้มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ ถ้าตนทำให้มี อย่าเข้าใจว่ามีได้เฉพาะผู้ที่กำลังเสวยอยู่เท่านั้นโดยผู้อื่นไม่มี

เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ทำเองได้ ท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน

เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจน เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้น หรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริงๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมดี-กรรมชั่ว เรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น

จึงมีทางเป็นได้เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นได้อย่างที่เราเคยเป็น ศาสนาเป็นหลักวิชาตรวจดูตัวเองและผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ ไม่มีวิชาใดในโลกเสมอเหมือน สิ่งดีชั่วที่มี และเกิดอยู่กับตนทุกระยะ มีใจเป็นตัวการพาให้สร้างกรรมประเภทต่างๆ จนเห็นได้ชัดว่า กรรมมีอยู่กับผู้ทำ มีใจเป็นเหตุของกรรมทั้งหมด

กรรมเป็นของลึกลับและมีอำนาจมาก ไม่มีผู้ใดหนีกฎแห่งกรรมได้เลย ถ้าเราสามารถรู้เห็นกรรมดี-กรรมชั่ว ที่ตนและผู้อื่นทำขึ้นเหมือนเห็นวัตถุต่างๆ จะไม่กล้าทำบาปแต่จะกระตือรือร้นทำแต่ความดี ซึ่งเป็นของเย็นเหมือนน้ำ ความเดือดร้อนในโลกก็จะลดน้อยลง เพราะต่างก็รักษาตัวกลัวบาปอันตราย

ท่านว่าดี-ชั่วมิได้เกิดขึ้นมาเอง แต่อาศัยทำบ่อยก็ชินไปเอง เมื่อชินแล้วก็กลายเป็นนิสัย ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็แก้ไขยาก คอยแต่จะไหลลงไปตามนิสัยที่เคยทำอยู่เสมอ ถ้าเป็นฝ่ายดีก็นับว่าคล่องแคล่วกว่าขึ้นเป็นลำดับ

เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก อย่านำเรื่องสัตว์มาประพฤติมนุษย์เราจะต่ำกว่าสัตว์และเลวกว่าสัตว์อีกมากมายอย่าพากันทำ ให้พากันละบาปบำเพ็ญบุญทำแต่คุณความดี อย่าให้เสียชีวิตเปล่าที่มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์

การทำความเข้าใจเรื่องของกรรม เป็นการศึกษาธรรมะ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับภาวะของตัวเราเอง ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกรรมที่ได้ทำไว้ ตามพุทธภาษิตที่มีว่า กรรม จำแนกสัตว์ให้ทราม และประณีตต่างกัน

กรรม คือการกระทำ ดี-ชั่ว ทางกาย-วาจา-ใจ ผลคือความสุข-ทุกข์ที่ได้รับกันอยู่ทั่วไป กระทั่งสัตว์ผู้ไม่รู้จักกรรม รู้แต่กระทำคือหากินอยู่ ทางศาสนาเรียกว่ากรรมของสัตว์ ของบุคคลและผลกรรมของสัตว์ของบุคคล

เราจึงควรมีเมตตาสงสารในสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เช่นเดียวกับเราไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน

ความยิ่งหย่อนแห่งวาสนาบารมีนั้นมีได้ทั้งคนและสัตว์

สัตว์บางตัวมีวาสนาบารมี และอัธยาศัยดีกว่ามนุษย์บางคน แต่เขาตกอยู่ในภาวะเป็นสัตว์ก็จำต้องทนรับเสวยไป สัตว์เดรัจฉานก็ยังมีกรรมและเสวยกรรมไปตามวิบากของมัน มิให้ประมาทเขาว่าเป็นสัตว์ที่เกิดในกำเนิดต่ำ ความจริงเขาเพียงเสวยกรรมตามวาระที่เวียนมาถึงเท่านั้น เช่นเดียวกับมนุษย์ขณะที่ตกอยู่ในทุกข์จนข้นแค้น ก็จำต้องทนเอาจนกว่าจะสิ้นกรรม เมื่อมนุษย์เราเกิดเสวยชาติเป็นคน มีสุขบ้างทุกข์บ้าง ตามวาระของกรรมที่อำนวย

มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่งที่พามาให้เป็นอย่างนี้ ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่างๆ มาจนนับไม่ถ้วน ให้ตระหนักในกรรมของสัตว์ว่ามีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามในชาติกำเนิดความเป็นอยู่ของกันและกันและสอนให้รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่ว เป็นของๆ ตน

ที่มา ลานธรรมจักร



Image

๑. หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลงเมื่อทำกาลกิริยา มีสุคติภพ คือ มนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า หากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว

อนึ่ง ยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ คือ ศีล ๕ และกุศลกรรมบท ๑๐ จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ชีวิตที่เป็นมานี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งนักเพราะอันตรายชีวิตทั้งภายใน ภายนอกมีมากต่างๆ การที่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ยากยิ่งนัก เพราะกาลที่ว่างเปล่าอยู่ ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบ บางสมัย จึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้งสักคราวหนึ่ง เหตุนั้นเราทั้งหลายพึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เลย



Image

๒. หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก...การบำรุงรักษาตนคือ ใจเป็นเยี่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลกคือ ใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี

ไม่ว่าธรรมส่วนใด ถ้าสำคัญ "ตน" ว่าเสวยเป็นอันผิดทั้งนั้น

ติดดี นี่แก้ยากกว่าติดชั่วเสียอีก

Image

๓. หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ส่วนธรรมะ ให้ดูที่จิตของตัวเอง ปฏิบัติที่จิต เมื่อเข้าใจจิตแล้ว อย่างอื่นก็เข้าใจเอง หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองสึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม

ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรให้มันออกไปไกลใช้สติระลึกไปแต่ในภายในกายนี้ ดูให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระ แก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่ายคลายกำหนัด ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน

การศึกษาธรรมด้วยการอ่านการฟัง สิ่งที่ได้ก็คือ สัญญา (ความจำได้) การศึกษาธรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ สิ่งที่เป็นผลของการปฏิบัติคือ ภูมิธรรม

การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อความคลายกำหนัดยินดี เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมาน หรือแม้พระนิพพานก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็นอะไร เพราะนิพพานมันเป็นของว่าง ไม่มีตัวตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง

ผู้ที่ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติหลัง หรือนรก สวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้นตามมตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วย่อมได้เลื่อนฐานะของตนโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ



Image

๔. หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี

ตามกระแสพระธรรมเทศนาของสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทุกข์เป็นของไม่ควรละ แต่เป็นของควรต่อสู้ ความทะยานอยากได้สุขหรือไม่อยากให้มีทุกข์ต่างหาก เป็นของควรละ ผู้ที่จะพ้นจากทุกข์ได้ในโลกนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ยกทุกข์ขึ้นมาเป็นเหตุทั้งนั้น

ทุกข์กับความเพียรเท่านั้นที่มีค่ามากในโลกนี้ หากไม่มีทุกข์กับความเพียรเสียแล้ว ใครๆ ในโลกนี้ จะไม่ทำความดีเพื่อพ้นทุกข์ในโลกนี้และโลกหน้า ตลอดถึงพระนิพพาน

แท้จริงความนึกคิดไม่ใช่ทุกข์ แต่การไปยึดความนึกคิดมาเป็นของตน จึงเป็นทุกข์

หลักอนัตตา ในทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญาอันชอบ พระองค์มิได้ตรัสว่าอนัตตาเป็นของไม่มีตนไมมีตัว เป็นของว่างเปล่า พระองค์ตรัสว่า ตนตัวคือ ร่างกายของคนเรา อันได้แก่ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มันมีอยู่แล้ว แต่จะหาสิ่งเป็นสาระในขันธ์ ๕ นั้นไม่มี ดังนี้ต่างหาก

การเห็นความฟุ้งซ่านของจิตนั้นคือ "ปัญญาชั้นต้น"

คนใดว่าตนดี คนนั้นยังไม่ดี ใครว่าตนวิเศษวิโส หรือฉลาดเฉียบแหลม คนนั้นคือ คนโง่
 

Image

๕. หลวงปู่ขาว อนาลโย

สติเป็นแก่นของธรรม แก่นของธรรมแท้อยู่ที่สติ ให้พากัน หัดทำให้ดี ครั้นมีสติแก่กล้าดีแล้ว ทำก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด กุศลธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้น เมื่อบุคคลอยู่กับสติแล้ว สติเป็นใหญ่ สติมีกำลังดีแล้ว จิตมันรวม เพราะสติคุ้มครองจิต


Image

๖. หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

เวลากิเลสมันเกิดขึ้น เกิดขึ้นทางกาย เกิดขึ้นทางวาจา เกิดขึ้นทางใจ รู้ทันมันเดี๋ยวนี้ มันก็ดับไปเดี๋ยวนี้แหละ

ตัวสติมันปกครองอยู่เสมอ ถ้ามีสติอยู่ทุกเมื่อ มันบ่ได้คุบมันหละ ครั้นเกิดขึ้น รู้ทันมันก็ดับ รู้ทันก็ดับ รู้ทันก็ดับ คิดผิดก็ดับ คิดถูกก็ดับ พอไจไม่พอไจก็ดับลงทันทีที่ตัวสติ

Image

๗. ท่านพ่อลี ธมฺมธโร

เมื่อมนุษย์เป็นคนไม่ดี แม้วัตถุเหล่านั้นจะเป็นของดีก็ตาม มันจะกลับกลายเป็นโทษแก่ปวงชนได้เหมือนกัน

ถ้ามนุษย์มีธรรมประจำใจ สิ่งทั้งหลายที่ให้โทษก็จะกลายเป็นประโยชน์

พวกเราทั้งหลายไม่มีความสัตย์ความจริงต่อดัวเอง จึงมิได้ประสบสุขอันแท้จริงเหมือนอย่างพระพุทธองค์ เราบอกกับตัวเองว่า อยากได้ความสุข แต่เราก็โดดเข้าไปสู่กองไฟร้อน เรารู้ว่าสิ่งนั้นๆ เป็นยาพิษ แต่เราก็ดื่มมันเข้าไป นี่แหละเป็นการทรยศต่อตัวเอง



Image

๘. ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต

คำว่า "ไม่สบายใจ" อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป "Let it go, and get it out !" ก่อนมันจะเกิด ต้อง "Let it go" ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้

ที่จะทำอะไรไม่ผิดนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่สติถ้ามีสติคุ้มครองกาย วาจา ใจ อยู่ทุกขณะ จะทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ที่ผิดพลาดเพราะขาดสติคือ เผลอ เหม่อ เลินเล่อ ประมาท ระเริง หลงลืมจึงผิดพลาด จงนึกถึงคติพจน์ว่า "กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม"

ต้องฝึกหัดแก้ไขปรับปรุงจิตใจเสียใหม่ทั้งก่อนที่จะทำอะไร หรือกำลังกระทำอยู่ และเมื่อเวลากระทำเสร็จแล้ว ต้องหัดให้จิตใจ แช่มชื่นรื่นเริง เกิดปีติปราโมทย์ เป็นสุขสบายอยู่เสมอเป็นเหตุให้เกิดกำลังกาย กำลังใจ "Enjoy living" มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน สมองจึงจะเบิกบาน จะศึกษาเล่าเรียนก็เข้าใจง่ายเหมือนดอกไม่ที่แย้มบานต้องรับหยาดน้ำค้าง และอากาศอันบริสุทธิ์ฉะนั้น

"จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆ นะ" เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุด ประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้ว ไม่ให้พรก็ต้องดี เมื่อทำชั่วแล้ว จะมาเสกสรรปั้นแต่งอวยพรอย่างไร ก็ดีไม่ได้ ทำชั่วเหมือนก้อนหินจะต้องจมทันที ไม่มีผู้วิเศษใดๆ จะเสกเป่าอวยพร ขอร้องให้หินลอยขึ้นมาได้ ทำกรรมชั่วต้องล่นจมป่นปี้เสียราศีเกียรติคุณชื่อเสียง เหมือนก้อนหินหนักจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ

Image

๙. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

เราเป็นผู้ก่อกรรม ก่อเวร ก่อภัย ไม่มีใครก่อให้ ไม่ใช่เทวบุตร เทวธิดาสร้างให้ พี่น้องสร้างให้ บิดามารดาสร้างให้ เราสร้างเอง


Image

๑๐. หลวงปู่คำดี ปภาโส

ความจริงจิตใจของเราเองเป็นตัวก่อทุกข์ สังเกตได้จากพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เมื่อท่านมีความรู้ มีปัญญาคุ้มครองรักษาใจท่านดีแล้ว ท่านก็ไม่มีทุกข์ เพราะท่านไม่ปรารถนาในสิ่งต่างๆ เมื่อเราประสบกับรูป กลิ่น เสียง หรืออื่นๆ ก็เพราะใจเรามีตัณหา ปรารถนา ทะเยอทะยาน ยินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น ทำให้เราเป็นทุกข์

ไม่ใช่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ หรือสิ่งอื่นๆ ที่จะได้มาเผาเราให้ร้อนเป็นทุกข์ ตัวของเราเองที่เป็นไฟมาคอยเผาตัวเอง

การภาวนา ท่านต้องการให้เราปราบกิเลสของเราเท่านั้น คือเห็นความโลภ เห็นความโกรธของตน เห็นความหลงของตน เห็นราคะตัณหาของตน เห็นมานะทิฏฐิของตน

นี่แหละ บรรดาสิ่งสมมติที่เราไปยึดถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเรานั้น ก็จะได้เพียงชีวิตหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยา หรือสมบัติต่างๆ เมื่อเราตายไปแล้ว เราจะยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอีกไม่ได้ เราจะเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นติดตามไปสวรรค์ นรก หรือที่ไหนๆ ก็ไม่ได้ ตรงกับคำว่า "สมบัติของโลก ก็ต้องอยู่ในโลก"

Image

๑๑. หลวงพ่อดู่ พฺรหฺมปญฺโญ

"โลกเท่าแผ่นดิน ธรรมเท่าปลายเข็ม" เรื่องโลกมีแต่เรื่องยุ่งของคนอื่นทั้งนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด เราไปแก้ไขเขาไม่ได้

ส่วนเรื่องธรรมนั้นมีที่สุด มาจบที่ตัวเรา ให้มาไล่ดูตัวเองแก้ไขตัวเราเอง ตนของตนเตือนตนด้วยตนเอง

ถ้าเป็นโลกแล้ว จะมีแต่ส่งออกไปข้างนอกตลอดเวลา แต่ถ้าคิดสิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ต้องวกกลับเข้ามาหาตัวเอง เพราะธรรมแท้ๆ ย่อมเกิดในตัวของเรานี่ทั้งนั้น

รอให้แก่เฒ่าหรือจวนตัวแล้วจึงสนใจภาวนา ก็เหมือนคนหัดว่ายน้ำเอาตอนเรือหรือแพใกล้แตก มันจะไม่ทันการณ์



Image

๑๒. หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

เมื่อสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละมาถึงบุคคลใด บุคคลนั้นจะต้องรู้เท่าทัน อย่าไปยึดเอาถือเอา เมื่อไปยึดสิ่งได ถือสิ่งไดสิ่งนั้นไม่เป็นไปตามใจหวัง ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา ถ้าไม่ยึดเอาถือเอา เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความไม่เที่ยงอย่างนี้ มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป เกิดขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ ก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นอยู่อย่างนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าคน สัตว์ วัตถุธาตุทั้งหลาย มีความไม่เที่ยงแท้แน่นอนอย่างนี้

วันเวลาที่หมดไปสิ้นไปโดยไม่ได้ทำอะไรที่เป็นคุณประโยชน์แก่ตัวเองบ้างในชีวิตที่เกิดมาในโลก และได้พบพระพุทธศาสนานี้ช่างเป็นชีวิตที่น่าเสียดายยิ่งนัก เวลาแม้เพียงหนึ่งนาทีที่ผ่านไปนั้น แม้ว่าจะทุ่มเงินจำนวนมหาศาลสักสิบล้าน ร้อยล้านบาท ก็ไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้ ฉะนั้น สิ่งที่น่าเสียดายในโลกนี้ จะมีอะไรน่าเสียดายเท่ากับปล่อยวันเวลาผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ แม้ว่าจะเพียงแค่นาทีเดียว

"มรณกรรมฐาน" นี้เป็นยอดกรรมฐานก็ว่าได้ คนเราเมื่ออาศัยความประมาทมัวเมา ไม่ได้มองเห็นภัยอันตรายจะมาถึงตน คิดเอาเอง หมายเอาเองว่า เราคงไม่เป็นอะไรง่ายๆ เราสบายดีอยู่เรายังเด็กยังหนุ่มอยู่ ความตายคงไม่กล้ำกรายได้ง่าย อันนี้เป็นความประมาทมัวเมา

Image

๑๓. ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

ธัมมะท่านสอนให้ดูตัวเอง ระวังตัวเอง จะได้เห็นความบกพร่องของตัวเอง แล้วแก้ไขตัวเองไปเรื่อยๆ จนสมบูรณ์ได้


Image

๑๔. ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่าที่จะพูดนี้จำเป็นหรือเปล่า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูด นี่เป็นขั้นต้นของการอบรมใจ เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไม่ได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร

ไปกี่วัดกี่วัด รวมแล้วก็วัดเดียวนั่นหละคือ วัดตัวเรา

จิตเปรียบเหมือนพระราชา อารมณ์ทั้งหลายเปรียบเหมือนเสนา เราอย่าเป็นพระราชาที่หูเบา

มัวแต่นึกถึงวันเกิด ให้นึกถึงวันตายเสียบ้าง

ของดีจริงไม่ต้องโฆษณา คนชอบขายความดีตัวเอง ที่จริงขายความโง่ของตัวเองมากกว่า คมให้มีในฝัก ให้ถึงเวลาที่จะต้องใช้จริงๆ จึงค่อยชักออกมา จะได้ไม่เสียคม

สักวันหนึ่งความตายจะมาถึงเรา มาบีบบังคับให้เราปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น เราต้องหัดปล่อยวางล่วงหน้าให้มันเคย ไม่อย่างนั้น พอถึงเวลาไปจะลำบาก

เวลาเราทำงานอะไรอยู่ ถ้าเราสังเกตว่าใจเราเสีย ก็ให้หยุดทันที แล้วกลับมาดูใจของตนเอง เราต้องรักษาใจของเราไว้เป็นงานอันดับแรก

คนอื่นเขาด่าเรา เขาก็ลืมไป แต่เราไปเก็บมาคิด เหมือนเขาคายเศษอาหารทิ้งไปแล้ว เราไปเก็บมากิน แล้วจะว่าใครโง่

Image

๑๕. หลวงพ่อชา สุภทฺโท

ผู้ไปยึดอารมณ์จะเป็นทุกข์ เพราะอารมณ์มันไม่เที่ยง

ดูซิ...เราข้ามกันไปหมด พากันทำบุญ แต่ว่าไม่พากันละบาป ผ้าสกปรกไม่ฟอก แต่อยากจะรับน้ำย้อมนะ

ที่เรามาปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อให้เห็นจิตเดิม เราคิดว่าจิตเป็นสุขจิตเป็นทุกข์ แต่ความจริงจิตไม่ได้สร้างสุขสร้างทุกข์ อารมณ์มาหลอกลวงต่างหาก มันจึงหลงอารมณ์ ฉะนั้น เราจึงต้องมาฝึกจิตใจให้ฉลาดขึ้น ให้รู้จักอารมณ์ ไม่ให้เป็นไปตามอารมณ์ จิตก็สงบ

การทำจิตใจของเราให้มีกำลัง กับการทำกายของเราให้มีกำลัง มันต่างกัน การทำกายให้มีกำลังก็คือ การออกกำลังกายทำกายบริหาร มีการกระโดด การวิ่ง นี่คือการทำกายให้มีกำลัง การทำจิตใจให้มีกำลังก็คือ ทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ทำจิตให้คิดนั่น คิดนี่ไปต่างๆ ให้อยู่ในขอบเขตของมัน เพราะว่าจิตของเรานั้นไม่เคยได้สงบ ไม่เคยมีกำลัง มันจึงไม่มีกำลังทางด้านสมาธิภายใน



Image

๑๖. หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

มองตัวเองให้มากจึงจะกลายเป็นคนดีได้ มัวแต่มองท่านผู้อื่นแล้วไซร้ ก็กลายเป็นคนพาลไป ไม่รู้ตัว เพราะนิสัยคนพาลย่อมเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวัตร โบราณท่านกล่าวว่า อุจจาระของตนนั่งดมอยู่ก็พอดม อุจจาระท่านผู้อื่นเล่า มากระทบจมูกเข้าก็เกิดเป็นพิษเป็นภัยขึ้น (โลกทั้งปวงย่อมเป็นแบบนี้เป็นส่วนมาก)

ถ้าหากโลกทั้งปวงหนักไปทางสอนตนเองเป็นชั้นหนึ่ง และเป็นของจำเป็นมากกว่าสิ่งใดๆ แล้ว การโต้เถียงเกี่ยงงอนรังเกียจเบียดสีกัน ก็คงสงบไปในตัวเท่าที่ควร และพุทธศาสนาก็ยืนยันว่า "สอนตนดีแล้ว จึงสอนท่านผู้อื่น" จึงไม่เดือดร้อนในภายหลัง

เรื่องอุปสรรคในโลกทั้งปวง และก็เป็นยาวิเศษทั้งปวงไปในตัว เป็นเหตุให้เข็ดหลาบโลกทั้งปวงไปในตัว แบบถี่ถ้วนแยบคายด้วยซ้ำ

มุ่งดีในโลกีย์เป็นทางวนเวียน มุ่งดีในทางโลกุตตระเป็นทางพ้นทุกข์

Image

๑๗. พระอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน

เราไปเข้าโรงเรียน เพียรศึกษาวิชาการ แล้วมุ่งทำงานอาชีพ เราย่อมได้เงินทองเพื่อมาเลี้ยงร่างกาย เราเข้าวัดเพียรศึกษาธรรมะ แล้วมุ่งทำบุญกุศล เราย่อมเสียเงินทองเพื่อเลี้ยงจิตใจ ผู้ใดมุ่งเลี้ยงแต่ร่างกาย หรือบำรุงแต่จิตใจเพียงอย่างเดียว ความเจริญของชีวิตย่อมขาดตกบกพร่องไป หากผู้ใดเข้าใจเลี้ยงทั้งร่างกายและบำรุงจิตใจพร้อมกัน ความเจริญของชีวิตย่อมเพิ่มพูนยิ่งขึ้น ยังมีชีวิตอยู่ก็สบาย ตายไปก็ต้องเป็นสุข


Image

๑๘. พุทธทาสภิกขุ

วิธีชุบชีวิตยามมีทุกข์ คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ถ้ารูจักแต่ทำมาหากินเลี้ยงร่างกายอย่างเดียว ไม่รู้จักแสวงหาธรรมะมาหล่อเลี้ยงจิตใจให้สุขสงบเย็นด้วยแล้ว การเกิดมานั้น ก็จะเป็นการเกิดมาเพื่อทนทุกข์ทรมานติดคุกติดตาราง ในทางวิญญาณชนิดหนึ่งไปจนตาย ทุกๆ ชาติทีเดียว เพราะถ้าไม่รู้จักทำจิตใจให้สงบตามธรรมบ้างแล้ว แม้คนรวยที่อยู่ตึกก็มีความสุขสู้คนจนที่อยู่กระท่อมซอมซ่อไม่ได้

ที่มา ลานธรรมจักร


 1. ใครจะศึกษาโลกอื่น ก็ให้เขาศึกษาไปเถิด แต่ท่านจงศึกษาตัวท่านเอง
      (อีเมอร์สัน)
   2. การศึกษา หมายถึง กระบวนการทุกชนิด ที่ช่วยพัฒนา หรือปรับปรุงจิตใจ อุปนิสัย และคุณสมบัติทางกายภาพต่าง ๆ ของมนุษย์ให้ดีขึ้น
      (ดร.ภิญโญ สาธร)
   3. ถ้าครูไม่สนใจเด็ก เราคงจะมีเด็กอีกหลายคน ที่จะเจอปัญหาอะไรที่เราไม่รู้เลย
      (ดร.อารี สัณหฉวี)
   4. เราไม่ควรเรียนสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นความรู้ตายตัว และอย่างเป็นความจำ เพราะการเรียนทำนองนั้นจะทำให้เราเป็นคนรู้อะไรมาก ๆ เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าอย่างไหนถูกอย่างไหนผิด
      (อนุช อาภาภิรม)
   5. สิ่งหนึ่งที่ครูควรจะตระหนักก็คือ ครูจะต้องยอมรับคุณูปการของนักเรียนด้วย เพราะครูจะต้องเรียนรู้จากนักเรียนเช่นกัน
      (อดัมเคิล)
   6. การศึกษานี้เพื่อมนุษย์จะมีโอกาสได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ โดยทำลายเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แล้วมีการประพฤติกระทำอย่างมนุษย์ที่มีใจสูงโดยสมบูรณ์
      (พุทธทาสภิกขุ)
   7. ถ้าหากว่าการศึกษาจะมีผลทำให้คนเป็นพลเมืองดี อย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้คนเหล่านั้นเป็นพลเมืองดีง่ายขึ้น
      (ลอร์ด ไบรซ์)
   8. การศึกษาเราจัดหลักสูตรไว้ครบ แต่ปฏิบัติไม่ค่อยครบ การพัฒนาคนจึงไม่สมบูรณ์
      (รุ่ง แก้วแดง)
   9. ท่านอย่าให้การศึกษาแก่คนเพียงการบอกในสิ่งที่เขาไม่รู้ แต่ทำให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาไม่เป็น
      (รัสกิน)
  10. การศึกษาไม่ใช่การเรียนของคนในช่วยอายุหนึ่งเท่านั้น แต่การศึกษาคือการพัฒนาคุณภาพของคนทั้งมวล
      (ประเวศ วะสี)
  11. การศึกษาจะต้องไม่เพียงมุ่งให้เด็กคิดอะไร แต่ควรมุ่งให้เด็กคิดอย่างไร โดยเน้นการพัฒนาระบบความคิดเป็นสำคัญ
      (กรรณิกา อินทรโยธิน)
  12. ครูส่วนใหญ่ไม่สามารถโยงทฤษฎี หลักการที่ได้เรียนมาไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ครูจึงเน้นการสอนด้านเนื้อหาเป็นสำคัญ
      (กมล ภู่ประเสริฐ)
  13. ไม่ว่าวัตถุและวิทยาการจะเจริญรุดหน้าสักเพียงไร น้ำคำและน้ำใจก็ยังคงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นไม่ได้จากวิทยาการ
      (เกษมสุข ภมรสถิตย์)
  14. การศึกษาที่ดี คือการทำให้คนเราเห็นแก่ตัวน้อยลง
      (สุพล วังสินธ์)
  15. ในปัจจุบันครูของเราไม่ค่อยสอนให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ หรือมีความมั่นใจในตนเอง นักเรียนจะทำตามคำสั่งของครูแทบทั้งสิ้น
      (โกวิท ประวาลพฤกษ์)
  16. การศึกษาที่สมบูรณ์นั้น เกิดจากประสบการณ์ทางสังคม คนเราเรียนรู้ซึ้งกันและกัน ไม่มีบทเรียนใดที่สำคัญไปกว่าบทเรียนที่เราได้รับจากสภาพความเป็นจริงของชีวิต
      (ประทีป สยามชัย)
  17. การศึกษาต้องเริ่มต้นด้วยความสำคัญของนักเรียน และจบลงด้วยความสำคัญของนักเรียน
      (ป๋วย อึ้งภากรณ์)
  18. เราไม่ควรตีความหมายของการศึกษาว่าคือการรู้หนังสือ การศึกษามีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น การศึกษาต้องการจะปลูกฝังคุณธรรมให้แก่คน ต้องการถ่ายทอดวัฒนธรรม
      (บรรจง ชูสกุลชาติ)
  19. เราลงทุนเพื่อการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา แม้กระทั่งปัจจุบัน ตัวเลขไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก คือ เราลงทุนเพื่อคนกลุ่มน้อยมากเหลือเกิน และลงทุนแก่การศึกษาของคนกลุ่มใหญ่ไม่มากนัก
      (ชวน หลีกภัย)
  20. ทุกคนอยากเห็นนักการเมืองที่ดี อยากเห็นรัฐมนตรี อยากเป็นรัฐบาลที่ดี การศึกษาต้องเข้ามามีบทบาท โดยเริ่มสอนจริยธรรมการเมืองตั้งแต่เป็นเยาวชน
      (วันมูหะมัดนอร์ มะทา)
  21. การศึกษาจะต้องเป็นกระบวนการที่มุ่งพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถเต็มตามศักยภาพ มีพัฒนาการที่สมดุลทั้งปัญญา จิตใจ ร่างกายและสังคม
      (พยุงศักดิ์ จันทรสุรินทร์)
  22. เด็กไม่ได้เรียนรู้จากครูเฉพาะในห้องเรียนในเวลาที่ครูสอน แต่เด็กเรียนรู้จากครูในพฤติกรรมของครูที่แสดงออกในโอกาสต่าง ๆ ด้วยการปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต จึงเป็นบทบาทของครูทุกคนในโรงเรียน
      (พนม พงษ์ไพบูลย์)
  23. เวลาที่ครูทำการสอน ผู้บริหารเดิน เยี่ยมเยียน ยิ้มแย้ม ยกย่อง และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ครูบ้าง ครูก็จะสอนได้ยอดเยี่ยม ทำให้เกิดคุณภาพที่ยิ่งใหญ่แก่นักเรียนและการศึกษา
      (รศ.บุญนำ ทานสัมฤทธิ์)
  24. ไม่ว่าจะเรียนที่โรงเรียนไหน ๆ จะเลือกเป็นอะไรก็เป็นได้ ถ้าพบครูที่ดีมีน้ำใจ และตนเองใฝ่ใจที่จะทำความดี
      (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง)
  25. การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าในการพัฒนาประเทศ และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาคือ "ครู" เพราะครูเป็นผู้มีอิทธิพลในด้านการเสริมสร้างความคิด พัฒนาสติปัญญา ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยม ตลอดจนชี้แนะวิถีดำเนินชีวิตแก่ผู้เรียน
      (สุรพงษ์ ปทานุกุล)
  26. การศึกษามีความจำเป็นขึ้นมา ก็เพื่อตอบสนองความปรารถนาในการรับรู้ของมนุษย์
      (ประสาน มฤคพิทักษ์)
  27. การศึกษาในแต่ละประเทศ แต่ละยุค สะท้อนค่านิยมของชนชั้นปกครอง
      (เจ เอฟ บราวน์)
  28. การศึกษาพัฒนาวุฒิความสามารถของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางจิตใจ เพื่อว่าคนสามารถชื่นชมความจริง ความงาม และความดีอันเป็นความสุขที่สมบูรณ์ที่สุด
      (อริสโตเติล)
  29. การศึกษาเป็นการแนะนำและฝึกฝนพัฒนาคนให้รู้จักดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง เมื่อดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องก็มีความสุข การศึกษาที่ถูกต้อง จึงต้องทำให้คนมีความสุข หรือรู้จักที่จะทำตนให้มีความสุข
      (ประยุทธ์ ปยุตโต)
  30. สังคมใดครูเสื่อมจากสภาพความเป็นกัลยาณมิตรและความเป็นปูชนียบุคคล สังคมนั้นพึงถึงซึ่งหายนะ
      (ศ.นพ.ประเวศ วะสี)
  31. ทุกคนอยากเห็นนักการเมืองที่ดี อยากเห็นรัฐมนตรี อยากเห็นรัฐบาลที่ดี การศึกษาต้องเข้ามามีบทบาท โดยเริ่มสอนจริยธรรมการเมืองตั้งแต่เป็นเยาวชน
      (วันมูหะมัดนอร์ มะทา)
  32. วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการเป็นนักศึกษา และแสวงหาวิชาความรู้นั้น อยู่ที่การสร้างความประพฤติอันดีงามให้แก่ตน
      (มหาตมะ คานธี)
  33. การศึกษาในแต่ละประเทศ แต่ละยุค สะท้อนค่านิยมของชนชั้นปกครอง
      (เจ เอฟ บราวน์)
  34. ผู้เรียนเปรียบเหมือนดาวฤกษ์ที่ส่องแสงได้ด้วยตัวของมันเอง จึงต้องศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจโดยไม่ต้องใช้หนังสือตลอดเวลา แต่หากเราจำกัดว่าต้องอาศัยหนังสือเท่านั้นจึงจะได้ความรู้ ผู้เรียนก็จะเหมือนหลอดไฟที่ต้องรอกระแสไฟฟ้า ที่มีไฟเท่าไรก็สว่างเท่านั้น
      (ด.ช.พงษ์ศกร ธรรมวงศ์)
  35. เราควรจะให้การศึกษามิใช่เพื่อเพียงแต่ให้ได้ชื่อว่าประเทศไทยมีคนรู้หนังสือร้อยละ 80-90 แล้ว หรือที่นักเศรษฐศาสตร์อ้างเสมอว่า เราจะต้องวางแผนพัฒนาการศึกษาให้ประสานเข้ารอยเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ผมก็ยังรู้สึกว่าพูดเกือบถูก แต่ยังไม่ถูกทีเดียว เพราะเขามิได้เพ่งเล็งถึงคุณธรรมและศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่เป็นนักเรียนแต่ละคน
      (ป๋วย อึ้งภากรณ์)
  36. คนเก่งในอนาคต มิใช่คนที่รู้หรือจำข้อมูลได้มากมาย แต่เป็นคนที่รู้ว่าในสถานการณ์ใดจะต้องใช้ข้อมูลอะไร และจะไปหาข้อมูลนั้น ๆ ได้ที่ไหน
      (ชัยวัฒน์ คุประตกุล)
  37. ไม่ว่าเขาจะมาจากมุมที่มืดอับเพียงใดของสังคม ไม่ว่าเขาจะตั้งต้นทำช้าเพียงใด ไม่ว่าเขาจะมีความสามารถในการเรียนระดับใด การศึกษาไทยน่าจะให้โอกาสเขาได้เสมอ
      (อมรวิชช์ นาครทรรพ)
  38. การเรียนการสอนควรปลูกฝังความรู้ ความสามารถ รวมทั้งคุณธรรม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
      (สมหวัง พิธิยานุวัฒน์)
  39. การปฏิรูปการศึกษาจะเป็นจริงได้ ต้องทำให้ประชาชนตื่นตัวมองการศึกษาในความหมายกว้าง ตระหนักว่าการศึกษาแบบเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น การเรียนรู้จากชีวิตจริง
      (วิทยากร เชียงกูล)
  40. การสอบ..ไม่ใช่แต่เพียงตัวกำหนดบทบาทของระบบการศึกษาที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบการศึกษาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกันอีกด้วย
      (นิโคลัส เบนเนทท์)
  41. สิ่งที่ขัดแย้งภายในโรงเรียนแต่ก็เป็นความขัดแย้งที่ไปด้วยกันคือ โรงเรียนสอนให้เด็กเป็นคนรู้จักอ่อนโยนผ่อนตาม แต่ในเวลาเดียวกันก็สอนให้เอาชนะคนอื่นตลอดเวลา
      (อีเออเรทท์ เรยเมอร์)
  42. คนมีศาสตร์ มีความรู้ แต่ไม่เข้าใจความจริงของมนุษย์ สังคมและสภาพแวดล้อม ศาสตร์หรือความรู้ก็กลายเป็นศาสตราวุธ สำหรับทิ่มตำทำร้ายและประหัตประหารฆ่าฟันในสงครามแย่งชิงการงานและการหาเงินมาจับจ่าย
      (ประเวศ วะสี)
  43. การศึกษาหมาหางด้วนนั้น มันทำได้อย่างมากเพียงว่ามีผลเป็นเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ แต่ไม่มีเรื่องความเป็นมนุษย์ที่สมบุรณ์
      (พุทธทาสภิกขุ)
  44. การศึกษาต้องสอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรม
      (ศ.ดร.พจน์ สะเพียรชัย)
  45. การศึกษาไม่ว่าระดับไหน ก็มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาบ้านเมือง ต่อการพัฒนาประเทศทั้งสิ้น
      (ดร.ทรงศักดิ์ ศรีกาฬสินธุ์)
  46. การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตเข้าถึงอิสรภาพ คือทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของปัจจัยแวดล้อมภายนอกให้มากที่สุด และมีความเป็นใหญ่ในตัว ในการที่จะกำหนดความเป็นอยู่ของตนให้ได้มากที่สุด
      (ประยุทธ์ ปยุตโต)
  47. การศึกษาที่จะได้ผลดีจะต้องแก้ปัญหาชีวิตและสังคมได้สำเร็จ จะต้องมีความเข้าใจชัดเจนในความหมาย ในความมุ่งหมาย และในการทำหน้าที่ของมัน
      (ประยุทธ์ ปยุตโต)
  48. มนุษย์เราในโลกปัจจุบันนี้มีการศึกษาแต่เพียงสองอย่าง คือรู้หนังสือ รู้อาชีพ ขาดอย่างที่สามคือ การศึกษาที่ทำให้เป็นมนุษย์กันอย่างถูกต้อง
      (พุทธทาสภิกขุ)
  49. ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการดำเนินชีวิตของเราทุกคน ที่ว่าจำเป็นคือขาดไม่ได้
      (ปิ่น มุทุกันต์)
  50. การศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อฝึกฝนพัฒนา รู้จักแก้ปัญหา ดับทุกข์และทำตนให้เป็นสุขได้
      (ประยุทธ์ ปยุตโต)
  51. การศึกษาควรเป็นไปเพื่อความเป็นมนุษย์
      (ส.ศิวรักษ์)
  52. มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความอ่อนแอ เราต้องการความเข้มแข็งในยามช่วยตัวเองไม่ได้ เราต้องการความช่วยเหลือ, ในความโง่ เราต้องการเหตุผล ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่มนุษย์ขาดมาตั้งแต่กำเนิด สิ่งที่เราต้องการในขณะที่เข้าสู่สังคมมนุษย์ คือ ของขวัญจากการศึกษา
      (ฌอง ฌาค รุสโซ)
  53. ความอยากรู้หลายอย่างเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเยาวชน แต่โดยทั่วไปแล้วความใฝ่รู้นี้ถูกทำลายลง ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เด็ก ๆ ถูกยัดเยี่ยดข้อมูลความรู้มากเกินกว่าที่เด็กต้องการ
      (เบอร์ทรินต์ รัสเซลล์)
  54. การศึกษานั้นไซร้คิดให้ถูก เหมือนเพาะปลูกต้นไม้ในกระถาง ยังเยาว์อยู่ผู้ใหญ่ดูไปพลาง พอโตต่างพาไปให้ลงดิน
      (ม.ล.ปิ่น มาลากุล)
  55. เด็กที่ไม่สามารถจินตนาการ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถเรียนรู้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่โดยทั่วไปแล้วไม่มีความหวังอะไรอีกด้วย
      (โจเซฟ เพียร์ซ)
  56. เป้าหมายหลักของการศึกษาคือการสร้างมนุาย์ให้สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ มิใช่เดินตามรอยในสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำมาแล้ว - นั่นคือต้องเป็นนักสร้างสรรค์ นักประดิษฐ์และนักค้นพบ
      (ฌอง ปิอาเซ่ต์)
  57. บุคคลผู้ได้รับการศึกษาอย่างเสรีมักค้นพบความคิดใหม่ ๆ จากความอยากรู้อยากเห็น และความสนใจใคร่รู้ ขณะที่บุคคลผู้ถูกบังคับจะได้ความคิดใหม่ ๆ จากความกลัว
      (เจมส์ บี สต็อคเดล)
  58. ส่วนสำคัญที่สุดของการสอนคือ สอนในสิ่งที่ผู้เรียนจำเป็นต้องรู้
      (ไซมอน วีล)
  59. ความรู้คือสิ่งที่ตายไปแล้ว แต่โรงเรียนมีหน้าที่รับใช้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โรงเรียนควรจะช่วยพัฒนาเยาวชนแต่ละคนให้มีคุณภาพและความสามารถ
      (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์)
  60. เรารู้ว่าเขาเก่งหรือไม่จากคำตอบของเขา แต่เรารู้ว่าเขาฉลาดหลักแหลมหรือไม่จากคำถามของเขา (สุภาษิตฝรั่งเศส)
  61. ถ้าเราจะจัดการศึกษาเพื่อให้เป็นรากฐานในการเข้าถึงชีวิตที่ดีงามและสร้างสังคมที่ดีงาม ควรเป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่นและการเจริญเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก
      (พิภพ ธงไชย)
  62. ทุกช่วงเวลาของชีวิตนั้น มนุษย์เกิดการเรียนรู้อยู่เสมอ หากแต่เป็นการเรียนรู้ตามยถากรรม การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมได้มีส่วนจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนให้เจริญไพบูลย์ตามความคาดหวัง
      (สุมน อมรวิวัฒน์)
  63. ก่อนที่เราจะเรียนรู้อะไร เราจะต้องสนใจใคร่รู้ในสิ่งนั้นเสียก่อน การเรียนรู้ก็คือการเล่นกับแนวคิด และสิ่งที่เป็นวัตถุ การมีอิสระที่จะเลือกในสิ่งที่อยากรู้จึงมีความสำคัญ
      (ชัยอนันต์ สมุทวณิช)
  64. การปรับตัวของแต่ละคนและของทั้งสังคม มีหัวใจอยู่ที่การเรียนรู้ของคน ต้องสร้างให้เกิดความรักที่จะเรียนรู้ เพื่อจะนำไปสู่สังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้
      (สิปปนนท์ เกตุทัต)
  65. การจะทำให้การศึกษาสนองตอบต่อชีวิตของผู้เรียนได้นั้น จำเป็นที่ต้องคืนการศึกษาแก่ประชาชน รัฐควรจะลดบทบาทของตนในการจัดและควบคุมการศึกษาลงไปกว่านี้ให้มาก
      (นิธิ เอียวศรีวงศ์)
  66. การศึกษาที่ไม่ทำให้คนมีศีลธรรมนั้น ไม่ใช่การศึกษา ...แผนการศึกษาของโลกสมัยนี้ ไม่มีการทำให้เด็ก ๆ รู้ว่าเกิดมาทำไม? เมื่อคนเราไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม? มันก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะไปได้อะไรอันเป็นสิ่งสูงสุด
      (พุทธทาสภิกขุ)
  67. แท้ที่จริง การจัดการศึกษาที่ควรจะเป็นนั้น น่าจะอยู่ที่การมองหาพรสวรรค์ในเด็กมากกว่าการมองหาเด็กที่มีพรสวรรค์
      (อุทัย ดุลยเกษม)
  68. วิกฤตที่สำคัญของระบบการศึกษาไทย คือความทุกข์ของผู้เรียน เนื่องจากเนื้อหาที่เรียนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของเด็ก เด็กจำต้องเรียนรู้สิ่งที่เป็นเรื่องไกลตัว
      (รุ่ง แก้วแดง)
  69. การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ เพราะสมองของมนุษย์เป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้
      (ประเวศ วะสี)
  70. การปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ต้องเดินหน้าด้วยการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เราเรียกว่า การพัฒนาชนบท
      (เสน่ห์ จามริก)
  71. การศึกษาในปัจจุบันนี้ ทั้งโลกก็ว่าได้ มักมีแต่เพียงสองอย่าง คือรู้หนังสือกับอาชีพ แล้วก็ขมักเขม้นจัดกันอย่างดีที่สุด เร็วที่สุด ก้าวหน้าที่สุด มันก็ไม่มีผลอะไรมากไปกว่าสองอย่างนั้น มันก็ยังขาการศึกษาที่ทำให้มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องอยู่นั่นเอง ดังนั้น อาตมาจึงเรียกการศึกษาชนิดนี้ว่า เป็นการศึกษาที่เป็นเหมือนกับหมาหางด้วน
      (พุทธทาสภิกขุ)
  72. การศึกษาในที่นี้ ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความเฉพาะการเรียนในโรงเรียนหรือการเรียนหนังสือเท่านั้น แต่หมายความไปถึงการฝึกฝนอบรมให้เด็ก ๆ รู้จักคิดด้วยใช้ปัญญาอันมีเร้นเป็นพลังอำนาจทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ในตนให้เกิดเป็นความเจริญ คลี่คลาย มีนิสัยไปในทางดีงาม
      (พระยาอนุมานราชธน)
  73. คนรุ่นใหม่ไม่ใช่แต่เก่งอย่างเดียว แต่ต้องดีด้วย ไม่ใช่มีแต่ Credentials แต่ต้องมี Human Credentials ด้วย หมายความว่า คนรุ่นใหม่ต้องมีวุฒิของความเป็นมนุษย์ที่วัดไม่ได้ด้วยกระดาษ มีความเอื้อเฟื้อ ความเป็นธรรม และมีคุณธรรมต่อกัน
      (ศ.วิทิต มันตาภรณ์)
  74. ผมคิดว่าโลกในอนาคตเป็นโลกของความหลากหลาย เป็นโลกของการเชื่อมโยงความคิดเป็นโลกของปัญญา ถ้าคนรุ่นใหม่ทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเรียนรู้ได้จาก ประสบการณ์รอบตัว และสามารถมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ปัญญาก็จะงอกงามต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
      (ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต)
  75. มีเพียงคนอ่อนแอเท่านั้นที่รักตัวเอง ผู้เข้มแข็งเปิดหัวใจให้คนทั้งโลก
      (Istv'an Sze'chenyi)
  76. Thought take man out of servitude, into reedom. ความคิด ปลดมนุษย์ออกจากการกดขี่ ไปสู่เสรีภาพ
      (Henry Wadsworth Lognfellow)
  77. อีก 10 - 20 ปี เด็กไทยไม่ว่าในการศึกษาระดับใด เวลาที่เขามาห้องเรียน เขาจะมาเพื่อโต้ตอบกับครู มาสนทนากับครูเท่านั้น แต่ในแง่เนื้อหาวิชาความรู้ เขาสามารถได้มาจากสื่อที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ
      (ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร)
  78. การศึกษาควรจะช่วยให้นักเรียนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ พร้อม ๆ กับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สิ่งที่จะช่วยในเรื่องนี้ได้มากคือ การฝึกให้เขารู้จักปกครองตนเอง
      (เอ.เอส.นีลล์)

 ความรักก็มีลักษณะเหมือนของหลายเหลี่ยม อาจมีทั้งแง่ดีและไม่ดีแล้วแต่ว่าใครมีประสบการณ์อย่างไร มี แง่หนึ่งซึ่งน่าจะมีประโยชน์คือ ความรักที่เรารู้จักนั้นมีกี่แบบ มีคุณค่ามากน้อยต่างกันหรือไม่เพียงใด ลอง
พิจารณาดูนะครับ


คุณค่าของความรัก


ความรักเป็นสิ่งที่มีสวยงาม มีคุณค่า ทุกคนต่างเสาะแสวงหา แต่คุณค่า ของความรักอยู่ที่ไหน จะเหมือนหรือต่างจากวัตถุ อย่างไร ลองมา เทียบกันดูเพื่อจะง่ายต่อการทำความเข้าใจ สักเล็กน้อย


คุณค่าของวัตถุมี 3 ระดับ


1. ของฟรี ได้มาโดยไม่ต้องซื้อหา ส่วนใหญ่เป็นของไม่ค่อยมีราคา เช่นของแถม ของที่เขาไม่ใช้แล้วให้มา เป็นต้น


2. ของแลกเปลี่ยน เป็นของที่ไม่มีราคาเท่าใด เช่นเอาเสื้อผ้าเก่าๆแลกไข่ ขยะ แลกเศษเงิน


3. ของที่ต้องซื้อ เป็นของมีราคาแพง ตั้งแต่ของเครื่องใช้ จนถึงบ้านและรถยนต์


คุณค่าของความรัก มี 3 ระดับ เช่นกัน


1. รักแบบให้ฟรี หรือความรักแบบบริสุทธ์ เป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ให้เพราะความกรุณา ความหวังดีต่อกัน เป็นที่ตั้ง ผู้ได้รับมีความอบอุ่น สงบเย็น เอิบอิ่มในใจ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือความรักทั้งปวง เช่น ความรัก ของพ่อแม่ต่อลูกๆ ความรักของปู่ย่าตายาย ความรักของครูอาจารย์ที่เมตตาต่อศิษย์

ความรักของเพื่อนแท้ ความรักแบบพรมวิหารสี่ในศาสนาพุทธ มีพื้นฐานจาก

ความเสียสละ ความบริสุทธิ์ของจิตใจ การเสียสละ เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ


2. รักแบบแลกเปลี่ยน เป็นความรักแบบมีข้อแม้ คือ เมื่อฉันรักเธอเธอก็ต้องรักฉัน เช่นความรักระหว่างเพื่อน ความรักระหว่างหนุ่มสาว ทั่วๆไป เป็นความรักที่มีพื้นฐานจากความรักตัวเอง มีความหวังความ
ปราถนา จึงมีความร้อนแรงในใจ เป็นความรักที่ต้องการตอบสนอง จึงมีความหึงหวงเป็นเจ้าของ มีพวกเขาพวกเรา มีอกหัก มีสมหวังในความรัก


3. รักแบบสินค้าหรือวัตถุ รักโดยคิดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เมื่อได้มา จะให้ความสุขแก่เรา เสมือนเข้าร้านเลือกสินค้าชนิดเดียวกัน แต่คุณภาพและราคาต่างกัน เราก็คงจะเลือกสินค้าที่ดีที่สุด สวยที่สุด แพงที่สุด เหมาะที่สุดที่จะสนองความต้องการทางกาย


ความอยากในใจ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ราคาแพง ตอนแรกก็ดีใจ ปลื้มใจ พอใจ สักพักก็เฉยๆ ต่อไปก็เบื่อเพราะเก่า ไม่ทันสมัย อยากเอาไปให้คนอื่น หรือ เก็บไว้ไม่ได้ใช้ หรือ ผู้ชายรักผู้หญิงเพราะสวย รูปร่างดี ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ พอได้แล้ว ก็เบื่อ เพราะเห็นว่าแก่ง่ายตายยาก เป็นต้น


โดยสรุป คุณค่าความรักอยู่ที่การให้ เราจะรู้สึกเมื่อเราได้สัมผัสถึงความความ อบอุ่น ความเมตตา ที่แฝงอยู่ ถ้ามีความยุ่งยาก มีเงื่อนไขข้อแม้คุณค่าก็ลดลง ถ้าถึงขั้น ใช้เงินซื้อมา หรือ ล่อหลอกกันให้หลงรัก หรือใช้กำลังหักหาญน้ำใจกัน ก็แทบไม่เหลือค่าเลย

ความรักทั้งสามระดับไม่แยกจากกันโดยเด็ดขาด เช่นเรารักหญิงสวย คบกันแล้วก็ถนอมน้ำใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน ช่วยเหลือกัน ให้อภัย หวังดีต่อกัน และปล่อยวางแม้ว่าจะต้องแยกกัน เป็นต้น


ความรักทั้งสามอย่างล้วนมีคุณค่าในตัวเอง มากหรือน้อยแล้วแต่สภาพของแต่ละวัย แต่ละคน เท่านั้นเอง


ที่เขียนมาทั้งหมดเพียงเพื่อเตือนสติของเราแองสักนิด ว่า


ประการที่หนึ่ง เราอาจจะประเมินคุณค่าความรักที่ได้ฟรีๆ เช่น คำสั่งสอนของพ่อ แม่ อาจารย์ น้ำใจจากเพื่อน คำแนะนำ การช่วยเหลือ หวังดีของเพื่อนร่วมงาน ว่าเป็นสิ่งที่ไร้ค่า แทนที่เราจะมองว่าได้รับสิ่งที่มีค่าสูงสุด ที่มนุษย์พึงให้แก่กัน

รำลึกถึงบุญคุณและตอบแทนคุณ เมื่อมีโอกาสสมควร จะดีกว่า น่าเบื่อ น่ารำคาญ


ประการที่สอง เราอาจให้ความสำคัญ ความรักของหนุ่มสาวว่าจะเป็นความรักที่ ยิ่งใหญ่ เสียสละ แต่เพราะว่า มันเป็นแค่ความรักแบบแลกเปลี่ยนเท่านั้นในช่วงแรกๆของการคบกัน ถ้าเรามอบความรักอันบริสุทธ์ และตั้งความหวังไว้มากเกินไป เมื่อเจอกับคนที่ไม่รู้จักคุณค่าความรักที่เรามอบให้เลย เราอาจไม่ได้แม้แต่ ความเป็นแฟนหรือ เพื่อน เพราะเขามองเราเป็นแค่วัตถุชิ้นหนื่งในชั่วขณะที่เขายัง ปลื้มอยู่เท่านั้นเอง และ พร้อมจะไปจากเราเพื่อไปหาคนที่สวยกว่า เด็กกว่าเรา อยู่ร่ำไป

ประการที่สาม อย่าให้ความสำคัญกับเงินมากจนเกินไป ในโลกของวัตถุคุณอาจซื้อ สิ่งของราคาแพงได้ เช่น บ้านหรูๆ รถยนต์ราคาแพง แต่คุณไม่อาจซื้อ มิตรภาพ น้ำใจ ความรัก ความเอื้ออาทร ความเป็นเพื่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ คุณต้องแลกมาด้วยหัวใจของคุณเอง แลกมาด้วย ความจริงใจต่อกัน ความมีน้ำใจ แลกมาด้วยความผูกพันธ์อันเนิ่นนาน หรือบางครั้งคุณอาจเป็นผู้ให้ได้ทุกๆอย่าง เพราะหัวใจของคุณเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาปราถนาดี มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ทุกๆคน


ที่มา : www. satabun.com