หลวงปู่เกษม อาจิณฺณสีโล วัดป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์


"คนเราที่ได้เจ็บป่วย ก็เพราะเคยเบียดเบียนสัตว์ไว้ คนที่อายุสั้นเพราะเคยฆ่าสัตว์เอาไว้ ดวงใจสัตว์ที่เคยเคียดแค้นเหล่านั้น จึงตามมาทวงคืน ฉะนั้นให้อุทิศบุญออกให้แก่เขา เขาจะได้ไม่จองเวรเราอีก จะได้เป็นอโหสิกรรมต่อกันไป"

ที่มา : พลังบุญ (ตอนที่ 2 ) "การใช้บุญรักษาโรค"

 
หลวงพ่อเกษม อาจิณฺณสีโล

เธอผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงตกแต่งรักษาซึ่งตนให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ด้วยว่าเวลาที่จะได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้นในโลกเป็นสิ่งที่หาได้โดยยากนักหนา


การที่จะมีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่หาได้โดยยาก การที่เป็นมนุษย์แล้วจะถึงพร้อมด้วยศรัทธา ก็เป็นสิ่งที่หาได้โดยยาก การที่ผู้มีศรัทธาจะได้มีโอกาสบรรชาอุปสมบท ในพระพุทธศาสนา ก็เป็นสิ่งที่ทำได้โดยยากและการที่จะได้มีโอกาสสดับตรับปังพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเล่า เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก ..(พุทธวจนะ)


 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



วันมาฆบูชา
เป็นวันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา


ได้กล่าวไว้นานปีมาแล้ว
เมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มสนใจวันวาเลนไทน์กันอย่างท่วมท้นเปิดเผย
ว่าเป็นวันแห่งความรัก และคำวาเลนไทน์ก็เป็นชื่อนักบุญต่างศาสนา

ถ้าคนไทยผู้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
จะสนใจวันแห่งความรักมากมายเพียงใด ก็จะไม่กังวลห่วงใย
ถ้าจะเป็นวันท่านผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา
ที่ท่านบรรลุธรรมสำคัญทั้งหลายองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม


นานปีมาแล้วได้พยายามจะช่วยคนไทยจำนวนไม่น้อยนั้นพ้นจากความคิดผิด
หันมาคิดให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตจิตใจ จึงได้ยกวันมาฆบูชาขึ้นให้ปรากฏประจักษ์อย่างชัดเจน

ทั้งที่วันมาฆบูชามีมานานเป็นพันๆ ปี แล้ว
เป็นวันแห่งความรักสูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา
ที่ควรได้รับการเทิดทูนบูชาเหนือวันแห่งความรักอื่นใด
แต่ก็หาได้รับความสนใจเท่าที่ควรไม่ น่าเสียใจเป็นที่สุด


น่าเสียใจเป็นที่สุด ที่พากันไม่แยแสที่จะอัญเชิญสิริมงคลยิ่งใหญ่เข้าสู่ชีวิต ให้เป็นเครื่องยังความร่มเย็นเป็นสุขสวัสดีเกิดมีแก่ชีวิต
แก่ประเทศชาติบ้านเมืองที่รักของเรา โดยเฉพาะในยามนี้ที่โลกเดือดร้อนวุ่นวายนัก

ได้กล่าวตลอดมานับครั้งไม่ถ้วนว่า
"วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา"


สมเด็จพระบรมศาสดาโปรดประทานความรักนั้นแก่สัตว์โลกทั้งปวงในวันมาฆบูชา
จึงกล่าวว่าวันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก ที่ไม่ใช่ธรรมดา
ไม่ใช่ความรักแบบของมารดาบิดาบุตรธิดาที่มีต่อกัน
ไม่ใช่ความรักแบบของสามีภริยาที่มีต่อกัน ไม่ใช่ความรักของหญิงชายที่มีต่อกัน

ความรักของสมเด็จพระบรมศาสดา
ทรงมีท่วมท้นพระพุทธหฤทัยแตกต่างกับความรักที่นำมากล่าวแล้วทั้งหมด
สูงเหนือความรักทั้งหลายทั้งปวงในโลก

พระพุทธหฤทัย หรือพระหฤทัยในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
มีความบริสุทธิ์ครบถ้วนทุกประการ
คือ ปราศจากกิเลสสิ้นเชิง ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ไม่แตะต้องพระพุทธหฤทัยได้เลยแม้แต่น้อย

ทรงเป็นเช่นที่กล่าวว่าทรงไกลกิเลสแล้ว
สมเด็จพระบรมศาสดาทรงไกลกิเลสแล้วสิ้นเชิง
ความรักในพระพุทธหฤทัยจึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างห่างไกลกันที่สุดกับความรักในใจเราทั้งหลายคน

สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรักสัตว์โลกทั้งปวงเสมอกัน ความรักของพระองค์ท่านเป็นแบบที่ปุถุชนคนมีกิเลสทั้งหลายมีไม่เหมือนแน่นอน
เพียงใกล้เคียงก็แสนห่าง ถ้าจะพูดให้ตรงอย่างไม่เกรงใจก็พูดได้ว่า
ความรักของเราผู้เป็นปุถุชนนั้น
สกปรกด้วยแรงของกิเลส ครบถ้วนทั้ง โลภะ โมหะ โทสะ


ความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังมีอยู่ในเราผู้เป็นปุถุชนครบถ้วน
จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ความรักของเราบริสุทธ
ิ์สะอาดปราศจากความสกปรกของกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
ซึ่งแตกต่างห่างไกลนักกับที่เรียกว่า ความรักของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่จริงที่นำมาเรียกว่าความรักในสมเด็จพระบรมศาสดาก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะย่อมจักนำให้ผู้รู้เท่าไม่ถึงความหมายของคำว่าความรักในที่นี้เข้าใจไปในทางไม่ดีไม่ถูกต้อง
ว่าเป็นการแสดงความไม่รู้ของผู้ใช้คำความรักกับสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า


แต่ขอยืนยันความแน่ใจ ว่าใช้คำอื่นจะให้ความลึกซึ่งแก่จิตใจคนทั่วไปไม่เสมอคำว่ารัก
คำว่าเมตตานั้นพูดจริงๆ อย่างจริงใจ ผู้ฟังไม่ค่อยรู้สึกลึกซึ่งในความหมายเท่าคำว่ารัก จึงเลือกใช้คำว่ารักแม้เมื่อใช้เกี่ยวกับพระผู้ทรงไกลพ้นแล้วจากความรักอย่างสิ้นเชิง


ขอให้ท่านผู้อ่านหรือผู้ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับที่กล่าวว่า
สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีความรักสัตว์โลกทั้งปวง
โปรดเข้าใจเครื่องหมายที่ลึกซึ่งบริสุทธิ์สูงส่งของคำว่ารักในที่นี้
โปรดอย่าคิดให้เป็นบาปเป็นกรรมหนักหนาแก่จิตใจเลย

กล่าวได้ว่าวันมาฆบูชาเป็นวันที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงประกาศความรักอันบริสุทธิ์ต่อสัตว์โลกทั้งปวง ในโอวาทปาติโมกข์ที่ทรงแสดง ที่เป็นธรรมเครื่องนำชีวิตสัตว์โลกให้สวัสดีมีสุข ตั้งแต่สุขเล็กสุขน้อยจนถึงสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

คือสุขที่ปราศจากทุกข์สิ้นเชิงไม่พบความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายอีกต่อไป
ทรงแสดงไว้ในพระโอวาทปาติโมกข์
เมื่อวันมาฆะพระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ ในท่ามกลางบริสุทธิ์สงฆ์ ผู้ล้วนเป็นพระอรหันตขีณาสพพุทธสาวกที่ยิ่งแล้วด้วยปัญญา สามารถน้อมรับพระธรรมที่ทรงแสดงไปประกาศได้อย่างถูกต้องแนนอน

ความรักที่บริสุทธิ์สูงส่งที่พระพุทธองค์โปรดประทาน
เพื่อประคับประคองรักษาชีวิตสัตว์โลกทั้งหลาย
จึงมีพระอรหันตขีณาสพพุทธสาวกอัญเชิญไปประกาศอย่างถูกแท้ และความรักของพระพุทธองค์ ก็ได้มาประดิษฐานอยู่ในบ้านเมืองไทยของเราด้วยแล้วเป็นพันๆ ปี ควรจะภาคภูมิใจ ควรจะนอบน้อมรับสิริมงคลที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต

ไม่ควรปล่อยปะละเลยถือเป็นเรื่องธรรมดา จนอัปมงคลต่างๆ นาๆ เข้าถึงได้ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายได้อย่างไม่ควรเกิด
และจะเกิดไม่ได ้แม้อัญเชิญพระพุทธบารมีไว้เหนือเศียรเกล้าชีวิตจิตใจ
ให้ทุกถ้วนหน้า นี้เป็นความจริง

วันเริ่มแรกมาฆบูชา วันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนานั้น ด้วยอำนาจพระพุทธจิตจึงมีจาตุรงคสันนิบาติเกิดขึ้นในวันนั้น
ยังให้เกิดความยิ่งใหญ่พรั้งพร้อม คือ

๑. พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ไปประชุมพร้อมกันในวันจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์

๒. พระภิกษุทั้ง ๑,๒๕๐ องค์นั้นล้วนเป็นพระอรหันตขีณาสพ ไกลกิเลสแล้วสิ้นเชิง

๓. พระอรหันตขีณาสพทั้ง ๑,๒๕๐ องค์นั้นมิได้นัดหมายกัน

๔. พระอรหันตขีณาสพทั้ง ๑,๒๕๐ องค์นั้นล้วนพระพุทธองค์ท่านโปรดประทานการบวชให้
โดยเปล่งพระพุทธวาจาว่า เอหิ ภิกขุ จงเป็นภิษุมาเถิด

ความพร้อมทั้ง ๔ ประการนี้ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เกิดขึ้น
เพื่อให้การทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์
ทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาได้เป็นไปสมบูรณ์พร้อม
ยิ่งใหญ่จริง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน


หลักพระพุทธศาสนา หรือหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ
ที่เป็นเครื่องแสดงพระพุทธหฤทัย ที่มีความรักสูงส่งบริสุทธิ์ต่อสัตว์โลกทั้งปวง
ที่ทรงแสดงไว้ในวันพระจันทร์เต็มดวง เสวยมาฆฤกษ์ ณ พระวิหารเวฬุวัน
และพระอรหันต์ขีณาสพพุทธสาวก ๑,๒๕๐ องค์
ที่ได้รับพุทธจิตสั่งให้ไปประชุมพร้อมกันในกาลครั้งนั้น
ได้อัญเชิญหัวใจพระพุทธศาสนาทั้ง ๓ ประการ เผยแผ่แก่โลก
ให้เป็นเครื่องประคับประคอง ชีวิตจิตใจให้ร่มเย็นเป็นสุข

จนปัจจุบันสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธ์ปรินิพานไป ๒๕๔๘ ปีแล้ว
หัวใจพระพุทธศาสนายังดำรงอยู่อย่างมั่นคง
แม้จะไม่ในทุกจิตใจผู้ได้รับรู้รับฟัง ที่ควรถือว่าบุญน้อย
จึงไม่เห็นคุณค่าสูงส่งของสิริมงคล จากหัวใจพระพุทธศาสนา

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


รับสั่งว่า

ถ้าจะถือว่ามีวันแห่งความรัก ก็ต้องถือวันมาฆบูชา
วันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศความรักอันบริสุทธิ์สูงส่ง

วันมาฆบูชา-วันแห่งความรัก

วันที่พระจันทร์เต็มดวง เสวยมาฆฤกษ์ ในเดือนสาม
วันแห่งความรัก อันสูงส่งบริสุทธิ์ ในพระพุทธศาสนา

ด้วยทรงมีความรักบริสุทธิ์สูงส่ง ไม่มีเสมอเหมือน
พระพุทธองค์จึงทรงแผ่พระมหากรุณาได้กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีขอบเขต
ทั้งแก่พรหมเทพ มนุษย์สัตว์
ปรากฏแจ้งชัดในพระโอวาทปาติโมกข์ ที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชา

พึงไม่ทำบาปทั้งปวง
พึงทำกุศลให้ถึงพร้อม
พึงรักษาจิตของตนให้ผ่องใส


บาปย่อมก่อให้เกิดทุกข์โทษภัยแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนไม่ให้ทำ

กุศลย่อมเป็นคุณแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้ทำ

จิตผ่องใส่คือจิตที่ไกลได้จากกิเลสโกรธหลง ที่มีอยู่เต็มโลก
ย่อมให้ความสุขสงบอย่างยิ่งจนถึงเป็นบรมสุข
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้รักษาจิตของตน

เป็นชาวพุทธพึงซาบซึ่งพึงมั่นใจ
ในพระคุณยิ่งใหญ่แห่งความรัก
ที่บริสุทธิ์ผ่องใสไพจิตรนัก
โลกประจักษ์วันรักนั้นวันมาฆะ

: มาฆบูชา ๒๕๔๗
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


คัดลอกจาก...คุณ I am
http://www.dhammajak.net

 ชายคนหนึ่งมีภรรยา 4คน


คนที่1 รักมากตามใจทุกอย่างอยู่กินด้วยกัน
คนที่2 รักรองลงมาหน่อยตามใจบ้าง
คนที่3 ไม่ค่อยรักเท่าไรนานๆก็ไปหาบ้าง
คนที่4 ไม่รักไม่สนใจไม่ค่อยไปหา


อยู่มาวันหนึ่งชายคนนี้เกิดทำความผิดอย่างร้ายแรงต้องรับโทษถึงกับประหารชีวิต
ชายคนนี้ก็ขออนุญาติไปลาภรรยาก่อนแล้วจะกลับมารับโทษที่ทำผิด เจ้าหน้าที่ก็ได้ให้ไป
ตามสิ่งที่ขอเป็นครั้งสุกท้ายของชีวิต
ชายคนนี้ก็ได้ไปหา

ภรรยาคนที่1 แล้วบอกเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่าตัวเองจะต้องตายแล้วนะ
คำตอบที่ได้รับ (ตายก็ตายเราก็จบกัน) ชายคนนี้เสียใจอย่างมากที่ได้ยินคำตอบเช่นนี้
เพราะเขารักภรรยาคนนี้มาก

ก็ไปลาภรรยาคนที่2 แล้วก็บอกเรื่องราวว่าตัวเองจะต้องตายให้ฟัง
คำตอบที่ได้รับ(ตายไปฉันก็มีผัวใหม่) ชายคนนี้ก็เสียใจอย่างนักเมื่อได้ฟังคำตอบ

ภรรยาคนที่3 ชายคนนี้ก็เลยไปลาบอกเรื่องราวเช่นเดียวกันว่าตัวเองจะต้องตายแล้ว
คำตอบที่ได้รัย จากภรรยาคนที่3 (ไม่เป็นไรฉันจะไปส่งพี่เป็นครั้งสุดท้าย) ชายคนนี้ก็เริ่มดีใจขึ้นมาบ้าง
เริ่มคิดได้ว่าภรรยาคนที่3 เขาไม่ค่อยได้สนใจเท่าที่ควรเลย

ภรรยคนที่4 คนสุดท้ายที่ชายคนนี้ไปลา และก็เล่าเรื่องราวให้ฟังเหมือนกันว่าตัวเองจะต้องตายแล้ว
คำตอบที่ได้รับจากภรรยาคนที่ 4 คือ (ฉันจะตายตามพี่ไปด้วย) เมื่อชายคนนี้ได้ฟังคำตอบแล้วก็ยิ่งดีใจอย่างมาก และก็ได้สำนึกว่าตัวเองไม่เคยทำความดีกับภรรยาคนนี้เลยไม่สนใจปล่อยใหอยู่ตามลำบัง
สำนึกได้ก็สายไปเสียแล้วเพราะเขากำลังจะตายไม่มีโอกาสที่จะทำดีได้อีกแล้ว

คติธรรมแทนตัวภรรยาทั้ง 4คน คือ


ภรรยาคนที่1 คือ ร่างกายตัวเราเอง ตายไปเขาก็เผาไหม้ไม่เหลืออะไรเลย
ภรรยาคนที่ 2 คือ ทรัพย์สมบัติ ตายไปเอาไปไม่ได้เช่นกัน ก็กลายเป็นของคนอื่น
ภรรยาคนที่3 คือ พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ที่ไปส่ง คือ จัดงานศพให้ ทำบุญอุทิศไปให้
ภรรยาคนที่4 คือ บุญและบาป ที่จะตามติดตัวเราไปตัวตลอด


เมื่อยังมีชีวิตอยู่ควรที่จะเลือกใช้ชีวิตให้ถูกและควรทำในสิ่งที่ดีงามรู้สำนึกบุญคุณยังไม่สายเกินไปหรอกนะค่ะ สะสมไว้เป็นเสบียงไว้ในชาติภพหน้า



ที่มา เว็บไซต์ธรรมะไทย


 
พระธรรมกิตติวงศ์ ( ทองดี )


     คำว่า กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ หมายความว่าอย่างไร เพราะบางคนพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางคนครอบครัวดี แต่มีบริวารนำความเดือดร้อนมาให้ บางคนลูกดีแต่บุพพการีไม่ดี ถ้าจะถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูง ที่เคยพัวพันกันมา จะต้องไปพบกันทุกชาติเช่นนั้นหรือ จึงมีการกล่าวถึงคำว่า "ทำกรรมร่วมกันมา" 



     คำว่า "กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ" เป็นคำที่หมายถึงคนสองคน หรือสองฝ่ายเคยทำอะไรร่วมกันมา จะเป็นทางดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยร่วมปล้นฆ่าคนมาด้วยกันเป็นต้น การกระทำที่ทำร่วมกันอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “กรรมร่วมกันมา” ถ้าเป็นกรรมในชาติก่อนๆ ก็เรียกว่า เป็นกรรมในอดีตชาติความจริงมิใช่ เพราะกรรมเท่านั้นที่จะส่งผลให้มาพบกันในชาตินี้ แม้เวรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกกันไว้ หรือผูกไว้ทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเหตุส่งให้มาพบกันในชาตินี้ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงมักพูดติดต่อกันว่า "กรรมเวร" ความเข้าใจที่ว่า ถ้าถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อแม่ พี่น้องเพื่อนฝูงที่เคยพัวพันกันมาจะต้องไปพบกันทุกชาตินั้น ยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด อันที่จริงชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้จริง ในฐานะเป็นชาติที่เป็นเหตุให้เกิดมีชาตินี้ขึ้น แต่พ่อแม่พี่น้องญาติมิตรในชาติก่อนนั้น หาได้เกิดพบกันทุกชาติไม่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเงื่อนไขที่ว่า เมื่อพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรนั้นๆ ได้ทำกรรมจะดีหรือไม่ก็ตาม หรือได้มีเวรต่อกันมา กรรมและเวรอันนั้นแหละก็จะส่งผลให้เกิดมาพบกันในชาติต่อไป แต่จะทุกชาติหรือไม่ ก็แล้วแต่กรรมเวรที่จะก่อใหม่อีก 



     นัยตรงข้าม หากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร มีความผูกพันกันเพียงสายเลือดซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ หาได้ทำกรรมดีกรรมชั่ว หรือผูกเวรกันไว้ไม่ อย่างนี้ก็ไม่มีสาเหตุอันใดที่จะทำให้ไปเกิดพบกันอีก คือไม่มีกรรมเวรร่วมกันนั่นเอง เรื่องกรรมเรื่องเวร เป็นเรื่องลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก ยากที่จะอธิบายให้เห็นแจ้ง ด้วยหน้ากระดาษเพียงเท่านี้ได้ แต่ผู้สนใจในเรื่องนี้ศึกษาได้จากตำราและจากการสังเกตชีวิตจริงของตนและของคนอื่น จะช่วยความเข้าใจได้มาก 



     เราอาจแบ่งบุคคลในกรณีนี้ ได้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ 



     ๑. ประเภทดีด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายหรือทั้งหมด ได้เคยทำบุญทำความดี สร้างบารมีร่วมกันมา เรียกว่ามีดีเท่ากันว่างั้นเถอะ ประเภทนี้ก็มักจะเกิดมาดีด้วยกัน ได้ดีพอๆกันเช่นตำนานเรื่อง มฆมาณพสร้างถนนสร้างศาลามาด้วยกัน กับพวกอีก ๓๒ คน ตายไปแล้วได้เสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้น ประเภทนี้ ความดีมีเท่ากัน จึงได้ดี ได้พบความดีมีสุข และเสวยความดีอยู่ด้วยกันได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้มีคุณธรรมเสมอกันนั่นเองที่เห็นง่ายๆ ในประเทศนี้ก็คือ ถ้าเป็นสามีภรรยากัน สามีก็ดี ภรรยาก็ดี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเห็นอกเห็นใจกัน เรียกว่า ดีทั้งคู่ถ้าเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็ดีทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูกพ่อแม่ก็รักลูก ทำเพื่อลูก และเป็นผู้นำที่ดีของลูกฝ่ายลูกก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาท รักเคารพพ่อแม่ด้วยใจจริงถ้าเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ ไม่ชักชวนกันไปในทางเสียหาย เป็นต้น 



     ๒. ประเภทเสียด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายเคยทำบาปทำกรรมร่วมกันมา มีความชั่วพอๆกัน ชอบเรื่องร้ายๆพอกันอย่างนี้ก็เกิดมาพบกันอีก และอยู่ด้วยกันได้ แม้จะลุ่มๆดอนๆก็ไม่ค่อยแยกกัน ถึงคราวสุขก็สุขด้วยกัน ถึงคราวทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันได้ประเภทนี้ก็เช่นกัน ถ้าเป็นสามีภรรยากันก็ประเภทหญิงร้ายชายเลวนั่นแหละ หรืออย่างพวกนักเลงเที่ยว นักเลงพนัน นักเลงสุรา จนกระทั่งนักเลงปล้นจี้ เป็นต้นคือชอบอย่างเดียวกัน ย่อมไปด้วยกันได้ 



     ๓. ประเภทมีเวรต่อกัน คือประเภทที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจดี แต่อีกฝ่ายอาจเสีย ฝ่ายดีก็จะถูกฝ่ายเสียคอยรบกวน คอยรังควาน คอยทำลายอยู่เรื่อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมอย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมา เช่นบางรายพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางรายครอบครัวดี แต่บริวารนำความเดือดร้อนมาให้นั่นแหละ กรณีอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังผูกเวรจองกรรมไว้ จึงต้องมาพบกัน คอยขัดขวางกันอยู่ร่ำไปไม่ต้องอื่นไกลหรอก แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงมีมารคอยผจญ มีพระเทวทัตคอยทำลาย และมีนักบวชต่างศาสนาคอยล้างผลาญเลยนี่แหละอำนาจของเวรล่ะ ลองได้ก่อไว้ หรือถูกก่อไว้ ก็เป็นได้ตามผจญกันไม่สิ้นสุดสักที ประดุจเวรของงูกับพังพอน เวรของกากับนกเค้า และเวรของมนุษย์ผู้ถือตัวจัดในเรื่องศาสนากับผิวในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ละเวรเสีย อย่างน้อยก็ด้วยการรักษาศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล เพราะศีลเป็นเวรมณี เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้หมดเวรได้ แม้อย่างกรรมก็เช่นกัน ไม่ว่าจะทำคนเดียว หรือร่วมทำกับใคร หากเป็นกรรมชั่วกรรมเสียแล้ว ท่านว่าไม่ควรทำทั้งนั้น


 

๑. คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด


ชัก คือชักชวน เชิญชวน ชี้ชวน หรืเสนอแนะ
นำ คือการทำให้เป็นเป็นตัวอย่าง


เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ชักชวนไปลักข่โมย ชักชวนให้เสพยาบ้า เสพยาเสพย์ติด ชักนำไปเป็นอันธพาล ฯลฯ การชักนำนี้อาจทำด้วยความหวังดีก็ได้แต่ว่ามันผิด เช่น ได้เงินมาก็ชักชวนเพื่อนไปเลี้ยงเหล้า เที่ยวกลางคืน อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นพาลผู้ที่ยังเยาว์วัย อ่อนความคิด อ่อนสติ มักถูกนำได้โดยง่าย ฉะนั้นผู้ใหญ่ในบ้านจึงควรระมัดระวังการกระทำและคำพูด ทั้งของตนเองและผู้ที่มาติดต่อคบหา เพราะเด็กมักจะจำและทำตามอย่างด้วยความไม่รู้ หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ดีควรกระทำ


๒. คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเร หน้าที่การงานของตนไม่พยายามจัดการให้เรียบร้อย แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของผู้อื่น เช่น จับผิดผู้ร่วมงาน เขียนบัตรสนเท่ห์ กลั่นแกล้ง รังแก ทำความรบกวนให้เดือดร้อน ฯลฯ


๓. คนพาลชอบแต่สิ่งผิด ๆ ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่นชอบเล่นไพ่ ชอบสูบบุหรี่ ชอบหนีโรงเรียน ชอบเถียงพ่อแม่ ฯลฯ เห็นคนทำถูกเป็นคนโง่ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนขี้ขลาด ฯลฯ


๔.คนพาลแม้พูดดี ๆ ก็โกรธ เช่น เตืนให้ดูหนังสืนตอนใกล้สอบก็โกรธ เตือนให้ตื่นเช้าก็โกรธ แค่มองหน้าบางครั้งก็โกรธ ฯลฯ


๕. คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย เช่น ไม่ชอบข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะบนพื้อนถนน ไปโรงเรียนสาย ไปทำงานสาย ฯลฯ


ที่มา : มงคลทีปะนี

 

กรรม ทั้งหลายเกิดขึ้นจากจิตที่เจตนาทำกรรม ซึ่งจะถูกบันทึกไว้ในจิต แม้ผู้ผูกเวรจะไปเกิดใหม่ จะอโหสิ เลิกอาฆาตพยาบาทแล้ว กรรมนั้นก็ยังไม่หมด

กรรม คือความผิดพลาดของมนุษย์ ไม่รู้เท่าทันการเกิด-ดับ ของสิ่งที่เกิดขึ้น และรับเอาสิ่งนั้นเข้าสู่ใจ ก่อให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน(ตัวกู-ของกู) ตามมา ซึ่งจะดับยากกว่าผัสสะที่ได้รับมา และพร้อมจะแสดงออกมาในรูปแบบของวิบากกรรมต่อไปในอนาคต

กรรม ในธรรมชาติของกฏ บางอย่างให้ผลในชาตินี้ บางอย่างให้ผลในชาติหน้า สิ่งที่วัดผลของกรรม คือ ๑. วัตถุ ๒. ประโยค ๓. เจตนา
วัตถุ หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องที่เป็นตัวกรรม
ประโยค หมายถึง ความพยายาม คือการกระทำทางกาย วาจา ถ้าพยายามมาก บาปก็มาก ถ้าพยายามน้อย บาปก็น้อย
เจตนา หมายถึง ความจงใจ ไม่มีเจตนาก็ไม่บาป ไม่มีเจตนาก็ไม่บุญ จึงตรัสกฏแห่งกรรมว่า


"เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าการกระทำที่มีเจตนาว่าเป็นกรรม"


 
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ



การฉลองวันเกิดคือการฉลองวันตาย

หรือฉลองความทุกข์นั่นเอง

เพราะความเกิดเป็นทุกข์และมีเกิดก็ต้องมีตายเป็นของคู่กัน

การอยู่ในโลกนี้จึงเป็นทุกข์

ชีวิตคือกองทุกข์ที่ต้องบริหารทุกวัน

มันจึงเป็นเหมือนฝี

เหมือนลูกศรที่ติดอยู่กับตัวตนเสมอ


ที่มา : http://www.oknation.net/blog/awake

 
ท่านพุทธทาสภิกขุ



คนไม่มีสติ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ผิดกาลเทศะ ผิดกรณี
เพราะไม่มีสติอย่างเดียว ปัญญากลายเป็นความโง่
ความหวังดีกลายเป็นผลร้าย
ความรักกลายเป็นศัตรู

ที่มา : www.oknation.net/blog/awake

 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

บุญบาปมีจริง และให้ผลจริง นั่นก็คือกรรมมีจริง กรรมให้ผลจริง
ผลของกรรมตรงตามเหตุจริง
น่าจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วนับครั้งนับหนไม่ถ้วน และก็น่าจะพากันลืมเสียสนิทอย่างนับครั้งนับหนไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน

จึงพากันทำกรรมที่เป็นบาปอกุศลมิได้ว่างเว้น ลืมกลัวผลร้ายที่จะเกิดตามมา พากันเดือนร้อนด้วยผลร้ายแรงต่างๆ นานา
โดยหารู้ไม่ว่านั่นเกิดแต่ตนได้ทำไว้ด้วยตนเอง
เป็นการทำร้ายตนเอง มิใช่มีใครมาทำร้ายรังแกอย่างเป็นที่เข้าใจอยู่ทั่วไป

พาให้ก่อกรรมอันเป็นบาปอกุศลเพิ่มขึ้นไม่รู้จบสิ้น
ด้วยการคิดตอบโต้ผู้ที่คิดว่าเป็นผู้ทำร้ายตน
ทั้งที่ความจริงทุกคนที่ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน หนักบ้างเบาบ้าง จากเหตุนั้นเหตุนี้หาใช่เป็นเหตุที่ผู้อื่นทำทั้งสิ้น
ตนเองทำตนเอง แต่อาจมิใช่ในภพภูมิปัจจุบันที่จำได้
อาจเป็นภพภูมิในอดีตที่นานไกล ซึ่งไม่อาจระลึกรู้ได้ กลายเป็นผู้อื่นทำเราทั้งนั้น การตอบโต้ให้หายเจ็บแค้น จึงเกิดตามมาไม่จบสิ้นเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันไม่รู้แล้ว

กรรมหมายถึงการกระทำ ๓ ประการ คือ
การกระทำทางกาย คือใช้ไม้ใช้มือ
การกระทำทางวาจา คือพูด
การกระทำทางใจ คือคิด

ทำดีพูดดีคิดดีคือกรรมดี ทำชั่วหรือทำไม่ดี พูดชั่วหรือพูดไม่ดี คิดชั่วหรือคิดไม่ดีคือกรรมชั่วหรือกรรมไม่ดี
ส่อแสดงให้เห็นจิตใจของผู้ทำดี ผู้พูดดี ผู้คิดดี ว่าเป็นผู้มีจิตใจดี และส่อแสดงให้เห็นจิตใจของผู้ทำไม่ดี ผู้พูดไม่ดี ผู้คิดไม่ดี
ว่าเป็นผู้มีจิตใจไม่ดี นี้เป็นความจริง

ปราชญ์ท่านจึงกล่าวว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงภาษิตไว้ มีความว่า
...โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตชักไป สัตว์ทั้งปวงอยู่ในอำนาจแห่งจิตอย่างเดียว..

ประโยชน์หรือวลีที่แทบทุกคนเคยเอ่ยปากพูด หรือไม่ก็เขียน
หรือไม่ก็กราดเกรี้ยวอยู่ในใจ ก็คือไม่ได้อย่างใจเลย ไม่ได้ดังใจจริงๆ แสดงถึงจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ของผู้เป็นปุถุชนทั้งปวงว่า ไม่ตั้งใจให้เป็นเหตุตรงตามที่ปรารถนาให้เกิดผล
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องไม่ได้อย่างใจ

ดังที่เอยปากรำพันกันอยู่เป็นประจำ แทบจะไม่มียกเว้นเลยสักคน
แม้ต้องการผลอย่างใด ต้องทำเหตุให้ตรง จึงจะได้อย่างใจ
และทุกคนแน่นอนที่ต้องการแต่อะไรๆ ที่ดีที่งามทั้งนั้น
เพื่อให้สมหวัง ให้ได้อย่างใจ จึงต้องทำเหตุที่ดีที่งาม ไม่เช่นนั้นก็ต้องผิดหวังต้องไม่ได้อย่างใจตลอดไป

ผลย่อมเกิดแต่เหตุ แน่นอนเสมอ
ทำเหตุใดย่อมได้รับผลนั้น ตรงตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว จะไม่เกิดผลที่ไม่ตรงตามเหตุที่ได้กระทำ
และไม่มีผลใดเกิดแต่เหตุที่ไม่ได้กระทำแล้ว
และไม่มีเหตุใดที่ได้กระทำแล้ว จะไม่ส่งผลให้เกิดตรงตามเหตุที่ได้กระทำ
กล่าวสั้นๆ ดังปรากฏในพระพุทธศาสนา
ที่ได้ยินได้ฟังกันแทบทุกเวลาก็คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แน่นอนเสมอไป



: ทำบุญแผ่นดินไทย ๒๕๔๕
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ที่มา : คุณ I am... http://dhammajak.net