หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ



.
เราควรถามตัวเองว่า

เราเกิดมาทำไม

เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

สิ่งที่ดีที่สุด

ที่เราควรทำคืออะไร

และเราได้กระทำสิ่งนั้นแล้วหรือยัง

.

We should ask ourseves

That

Why we were born,

What we live for,

What is the best thing we should do

and have we do that yet?


ที่มา : http://www.oknation.net/blog/awake

 
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

การที่จะทำงานอย่างมีความสุข หรือมีความสนุกกับการทำงานแล้ว
จะต้องมีความตั้งใจจริง มีความเสียสละ
ให้คิดไว้เสมอว่า เราทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมบ้าง
โปรดอย่าคิดว่า สังคมจะทำประโยชน์อะไรให้กับเรา
โดยอาศัยหลักการในการทำงานทั้ง ๔ ประการ ดังกล่าวแล้ว คือ

๑. พอใจในงานที่กระทำ (ฉันทะ)

๒. พยายามกระทำงานนั้น ๆ ด้วยความพากเพียร (วิริยะ)

๓. เอาใจใส่ฝักใฝ่ดูแล (จิตตะ) และ

๔. ใช้ปัญญาความรู้สอบสวนแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด (วิมังสา)


เมื่อยึดถือหลักการทำงานทั้ง ๔ ประการนี้แล้วก็จะไม่เซ็ง ไม่พูดว่าไม่รู้จะทำอะไร และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำ จงหางานทำ อย่าให้งานมาหาแล้วจึงทำ บางคนชอบแต่สนุกแต่ไม่ชอบทำงาน จึงทำให้งานที่ต้องทำไม่เสร็จสักที ทั้งนี้ก็เพราะใช้เวลาไม่เป็น โดยอ้างว่าไม่มีเวลา
บางคนมีเวลาไปเล่น แต่ไม่มีเวลาในการทำงาน
เพราะฉะนั้น หากทุกคนทำงานด้วยใจรัก ไม่ปล่อยให้งานอากูล ก็จะทำให้ตนเองและงานที่ตนจะต้องทำเกิดเป็นมงคลขึ้นมา

ที่มา : http://jarun.org

 



จงจำไว้ว่า

มีเวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียว คือ ปัจจุบัน

ช่วงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่เรากำลังติดต่ออยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเรา

เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่

และ ภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ

การทำให้คนที่อยู่กับเราขณะนั้นๆมีความสุข

เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต

.

เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนรอบข้างเรา

ช่วยลดความทุกข์และเพิ่มความสุขแห่งชีวิตเหล่านั้น

คำตอบก็คือ เราจะต้องฝึกสติ

.

ท่าน ติช นัท ฮันต์

จากหนังสือ ปาฎิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ

.


ที่มา : http://www.oknation.net/blog/awake

 

สังคมการทำงานในบ้านเรา มักมีปัญหาที่แก้ไม่ตกหลายอย่าง ยิ่งภาวะบ้านเมืองปัจจุบันเราต้องต่อสู้กับสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ลูกผีลูกคนว่าจะ ตกงานหรือไม่?

นั่นอาจจะยังไม่สาแก่ใจพอ สำหรับบางคน ต้องผจญกับเหล่าเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือแม้แต่บุคคลระดับหัวหน้า ที่อยู่ๆ ก็เกิดอาการของขึ้น พาลพาโล ทั้งที่เพื่อนร่วมงานด้วยกันก็ทำงานสร้างผลงาน สร้างความเจริญให้บริษัท แถมได้รับคำชมเชยจากผู้บริหาร

ทั้งนี้ บางคนหน้าตาตีไม่พอ จิตใจก็ดี มีความสามารถ บวกกับสติปัญญาล้ำเลิศ เรียกว่า เป็นบุคคล Perfect เลยล่ะ ...หารู้ไม่ว่า บุคคลเหล่านี้ นี่แหละ ที่เป็นเป้าโจมตีของ พวกชีวิตบกพร่อง ไม่สมปรารถนาในหลายๆ ด้าน (เรียกว่า ใครๆ ก็ไม่รัก เลยรับไม่ได้ที่เห็นคนอื่นได้ดี มีแต่คนชื่นชอบ)

ทั้งนี้ กลุ่มคนข้างต้น แม้จะไม่พยายามทำตัวเด่น แต่รัศมีแห่งความโดดเด่น ก็ฉายแสงออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เลยถูกเขม่น หมั่นไส้ แถมริษยา ผสมอาฆาตเล็กๆ ซึ่งบางคนก็งงๆ ว่า ฉันไปทำอะไรให้เขา ถึงจ้องกลั่นแกล้ง จิกกัดไม่ปล่อย

อย่างว่าแหละนะ "ความอิจฉา(ริษยา)" น่ะ ไม่เข้าใครออกใครหรอกค่ะ มันสิงสู่อยู่ในใจเราได้ทั่วทุกตัวคน

วันนี้เลยขอหยิบยกคำพูดของ แม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต แห่ง เสถียรธรรมสถาน มาให้อ่านกัน...

"เจ้าตัวอิจฉานี้จะทำให้ใจของเรามืดทีเดียวนะคะ ต้องระวัง ฝึกเป็นผู้ที่จะมองความดีของคนอื่นอย่างคนที่มาเร้ากุศลของเรานะคะ อย่าเป็นโรคแพ้ความดีของคนอื่นเลยค่ะ

เวลาที่คนอื่นทำความดีมันก็ทำให้เราอยากทำความดีด้วย เวลาที่เราทำความดีและมีคนชื่นชมเรา เรารู้สึกอย่างไรคะ คนอื่นก็เหมือนกันค่ะ เวลาที่เราแสดงมุตาจิตหรือยินดี พอใจในความดีของคนอื่น มันก็ทำให้จิตของเราเจริญขึ้นด้วย

การที่เราฝึกที่จะทำให้ความดีของเราถักทอไปกับความดีของคนอื่น มันจะทำให้เกิดพลังงาน หนึ่งบวกหนึ่ง คำตอบไม่ใช่เพียงสองนะคะ หนึ่งบวกหนึ่งมันหมายถึงมหาศาลทีเดียว ความดีของคนหนึ่งคนบวกความดีของคนอีกหนึ่งคนจะทำให้เราเกิดความร่มเย็นกับมวลมนุษยชาติทีเดียว

จงช่วยกันแสดงความชื่นชมยินดีต่อความดีงามของมนุษย์ในสังคมของเราให้มากขึ้น ด้วยการฝึกปฏิบัติตัวเราให้ไม่หยุดทำความดีความงาม การที่เราฝึกชีวิตของเราให้ตระหนักรู้อยู่กับลมหายใจเข้าอ่อนโยน แล้วคืนลมหายใจออกอย่างผ่อนคลาย หายใจเข้าอีกครั้งหนึ่ง

อาความรักของมวลมนุษยชาติที่มีต่อเราเข้าไป และผ่อนลมหายใจออกอย่างชื่นชม ยินดีในคุณงามความดีของคนอื่น เป็นหน้าที่ของเราทุกคนนะคะ"


มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในตู้ ว่ายวนเวียนไปมาไม่รู้จบ จะไม่สามารถหลุดพ้นจากตู้ได้ นอกจากความตายหรือหลุมศพนั่นเอง

มนุษย์ทุกชีวิตจะต้องเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็นของแน่นอนที่สุด

แล้วทำไมจึงต้องมากลั่นแกล้งกัน ทะเลาะกัน เกลียดชังกัน อิจฉาริษยากันเพื่ออะไร ทำไมไม่อภัยให้ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดสุข จิตจะได้สงบไม่กลุ่มใจ ทำให้ประสาทไม่ตึงเครียด ดังนั้น เรามาร่วมกันหันเข้าหาธรรมะเพื่อจะได้มีจิตสงบ สบายคลายทุกข์และจะได้ละ โลภ , โกรธ , หลง เพื่อตัดกิเลสพวกอยากดัง อยากเด่น อยากสวย อยากรวย อยากได้เกียรติยศ ล้วนแต่เมื่อได้แล้วไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป เมื่อได้แล้วถึงเวลาก็เสื่อมได้เช่นกัน


ดังนั้น จงปลงเสียเถิดแล้วจะอยู่อย่างสุขสบาย โดยรีบสร้างความดีตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่มีเวลาทำ


1. ทางบุญ – ขึ้นสวรรค์ (ผลกรรมดีที่เคยทำไว้)
2. ทางบาป – ลงนรก (ผลกรรมชั่วที่ทำไว้)


ดังนั้น เราจงหมั่นสร้างกุศลผลบุญต่างๆ เพื่อเป็นสัมภาระให้เราติดตัวนำไปใช้บนสวรรค์ อย่ามัวแต่โง่สร้างบาป สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น เบียดเบียนตัวเอง สะสมทรัพย์เงินทองที่ดินตึกแถวมากมายโดยไม่สร้างกุศลเลย


พึงนึกเสมอว่า


พึงนึกเสมอว่า ความตายกำลังใกล้เข้ามาหาเราทุกวินาที ซึ่งตรงกับหลักความจริงของพระพุทธศาสนาที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า


ทุกคนย่อมไม่สามารถหลีกหนีความตายไปได้
ความตายนั้นนับวันก็จะใกล้เข้ามาหาเราทุกนาที
ความตายถึงตัวเราวันไหน เราย่อมไม่รู้
วัตถุใดๆ ก็ตามเมื่อเริ่มเกิดขึ้นก็เริ่มย่างเข้าจุดสลาย


ฉะนั้น เกิดมาชาติหนึ่งแล้วจึงควรมุ่งสร้างแต่ความดี เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ชนรุ่นหลังปฏิบัติเจริญรอยตาม ซึ่งจะเป็นกุศลค้ำจุนตนเองให้พบแต่ความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้า


แต่ถ้าท่านยึดโลกียสมบัติ ท่านก็จะได้เพียงแต่ชาตินี้เท่านั้น และเมื่อท่านตาย ทรัพย์สมบัติศฤงคารที่ท่านสะสมไว้ก็เอาไปไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว


ท่านจะเลือกโลกียสมบัติ สวรรคสมบัติ หรือนิพพานสมบัติ ก็แล้วแต่ท่าน
แต่ใคร่ขอให้พิจารณาด้วยความไม่ประมาท

ที่มา : ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก พระคาถาชินบัญชร


 
พระครูวจีสุนทร ( วิจิตร อนีโฆ )

ช่วงเดือน เมษา ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสบวชสามเณรช่วงปิดภาคเรียน ที่จังหวัดอุบล ที่วัดหนองแกใหม่
อ.เมือง ซึ่งมี พระอุโบสถสวยงามมากครับ และที่วัดนี้มีพระนักเทศน์แล่(ทำนองอิสาน)เป็นหลักชัยของชาวบ้านและหระแวกใกล้เคือง คือ พระครูวจีสุนทร เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบล
ท่านเป็นพระที่มีคำพูดและคติเตือนใจที่ดีมาก มีอยูวันหนึ่งหลังจากท่านฉันเช้าเสร็จเรียบร้อย
ท่านก็เรียกผมเข้าไปหาและ ... ท่านถามว่าถ้าอยากให้มีคนรักคนเมตตาต้องมีอะไรบ้าง
...ผมตอบว่าต้องเป็นเด็กดีครับ
... ท่านเลยตอบว่าก็ถูกแต่เป็นเด็กดีอย่างเดียวไม่พอหรอก
... ผมเลยถามว่าแล้วต้องมีอะไรอีกครับ

...ท่าเลยตอบว่าต้องมี 3 อ ด้วยกัน
... มี อ อะไรบ้างครับ ผมถาม
...ท่านตอบว่า

อ ที่ 1 คืออ่อนหวาน ต้องมีความออ่นหวานในตัวเองก่อน
เพื่อดึงดูดความรักและความเมตตาเหมือนกับดอกไม้ที่มีน้ำหวานแมลง
ก็มาดอมดมเยอะ

อ ที่ 2 คืออ่อนโยน คนเราต้องมีความอ่อนโยนอยู่ใน
ตัวเองหมือนกับกิ่งไม้ที่เอนตามลมยาม
ลมพัดถ้าไม่เอนตามลมก็อาจจะหักได้

และ อ ที่ 3 คืออ่อนน้อม สิ่งนี้เป็นสิ่ง
ที่สำคัญมากถ้าใครไม่มี อ ที่ 3 จะไม่
มีความเจริญได้เลย เราต้องมีความ
อ่อนน้อมเป็นหลักเหมือนที่เราได้ยิน
บ่อย ๆ ว่า อ่อนน้อม ถ่อมตน

...จำเอาไว้นะแล้วจะมีคนเมตตา วันนี้พอแค่นี้ก่อนหลวงพ่อจะพักผ่อนหลวงพ่อพูด

นี้เป็นคำสอนดี ๆ จากพระครูวจีสุนทรนำมาฝากครับ

ผู้สร้างทาน สร้างทาน คือผู้สร้างวิมานให้แก่ตัวเอง
ผู้สร้างศีล สร้างทาน คือผู้สร้างวิมานขึ้นในเมืองฟ้า
ใจลาทาน วิมานลาผู้สร้าง"

ธรรมะ ของ "หลวงปู่สาย เขมธัมโม"
วัดป่าพรหมวิหาร
บ.ภูศรีทอง
ต.โนนเมือง
อ.โนนสัง
จ.หนองบัวลำภู


 ทุกข์เพราะคนรักหนีจากไป


โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี


..... สามีภรรยาคู่หนึ่งรักใคร่กันดี แต่พอประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี ก็เริ่มมีปากเสียงกันและมากขึ้นๆ จนภรรยาทนไม่ได้ขอกลับไปอยู่กับแม่ ต่อมาเมื่อสามีได้อ่านหนังสือ “ทุกข์เพราะคิดผิด” ก็ได้คิดสำนึกรู้ตัวว่าตัวเองก็ผิดมากเพราะใช้อารมณ์และบ่นมากไป จึงไปเจรจาขอให้ภรรยากลับบ้าน แต่ภรรยาไม่ยินยอม คงพูดถึงเรื่องเก่าๆ ด้วยความเจ็บใจ สามีก็เป็นทุกข์เพราะทั้งห่วงและหวงภรรยา จึงมีจดหมายมาปรับทุกข์กับพระอาจารย์

พระอาจารย์สอนว่า

..... ..... อาตมาได้รับจดหมายจากคุณโยมแล้ว รู้สึกว่าเห็นใจคุณโยมเหมือนกัน แต่ว่าคุณโยมก็ควรพิจารณาให้เข้าใจ และยอมรับความจริงของชีวิต คุณโยมคงจะรู้สึกเป็นทุกข์และคิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคร้ายมากคนเดียวในโลก แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่คุณโยมกำลังประสบอยู่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกชีวิต ไม่มากก็น้อย ไม่ปัจจุบันก็ในอนาคต ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ความรู้สึกผิดหวัง ไม่สมปรารถนา เสื่อมลาภ ทุกข์ เป็นโลกธรรมฝ่ายที่ให้โทษ แต่ทุกคนก็ล้วนต้องประสบ ถ้าเราศึกษาพุทธประวัติ จะพบว่าแม้แต่พระพุทธองค์เองก็ประสบเหมือนกัน เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จหนีออกจากวังไปบวชเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์ เพื่อช่วยตนเองและผู้อื่นนั้น แม้ว่าเป็นเจตนาที่ดีก็ตาม แต่เมื่อดูความรู้สึกของพระบิดา พระมเหสี พระโอรส และพระญาติของพระองค์ ก็คงมีความรู้สึกเหมือนคุณโยมในปัจจุบันนี้เช่นกัน

นอกจากนั้น ลูกศิษย์ของพระองค์เองคือ พระเทวทัต ก็ได้พยายามฆ่าพระองค์อยู่หลายครั้ง และมีช่วงหนึ่งพระราชาผู้ซึ่งเป็นโยมอุปฐากของพระพุทธองค์มีเหตุให้ต้องยกกองทัพไป ฆ่าพระญาติของพระองค์ทั้งหมด พระพุทธองค์ได้ทรงห้ามถึง 3 ครั้ง จนถึงครั้งที่ 4 พระองค์ทรงพิจารณาแล้วว่าเป็นกรรม ไม่สามารถห้ามได้ เป็นเหตุให้ราชวงศ์ศากยะถูกฆ่าหมด พระพุทธองค์หมดสิ้นพระญาติตั้งแต่บัดนั้น และครั้งหนึ่งพระองค์เสื่อมเอกลาภถึงขนาดที่ทั้งพระองค์และหมู่ภิกษุต้อง ฉันอาหารที่ใช้เลี้ยงม้าตลอดทั้งพรรษา

ในบางพรรษา ลูกศิษย์ของพระพุทธองค์มีเรื่องขัดแย้งถึงแตกสามัคคีกัน พระองค์ทรงห้ามอย่างไรก็ไม่เชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ในป่าตามลำพัง อีกครั้งหนึ่งที่โลกธรรมฝ่ายที่เป็นโทษเกิดแก่พระพุทธเจ้า คือเมื่อ พระองค์ถูกชาวเมืองนินทาว่าร้าย เพราะถูกนักบวชนอกศาสนาใส่ความว่า พระองค์ทำให้อุบาสิกาตั้งท้อง

ให้คุณโยมน้อมพิจารณาดู แม้แต่พระพุทธองค์ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษของโลก ชีวิตของพระองค์ก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสสอนว่า “ชีวิตเป็นทุกข์”

“ทุกข์สัจจะ” ได้แก่

1. ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์
2. ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์
3. ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
4. ความผิดหวัง ไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ก็เป็นทุกข์


สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงของชีวิต
เราจึงควรยอมรับความจริงเหล่านี้
ไม่มีชาวโลกคนใดจะหนีพ้นได้

ปัญหาคุณโยมกับภรรยานั้น ถ้าพูดถึงความถูกผิดแล้ว
ต่างก็ผิดเหมือนกัน ถูกผิดเท่ากัน
ดังนี้ ต่างคนควรหาข้อเสียของตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นความพอดีกับการกระทำที่แต่ละคนได้ทำมา
ถ้าผิดฝ่ายเดียว ปัญหาคงไม่เกิด
เหมือนกับตบมือข้างเดียว เสียงย่อมไม่ดัง

ดังนั้น สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ

ประการที่หนึ่ง ..... ทำความรู้สึกปล่อยวาง เพื่อให้ใจสงบ

ประการที่สอง ..... เจริญเมตตา พยายามส่งกระแสใจที่เป็นความปรารถนาดี เป็นความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่ภรรยา อาจใช้วิธีนึกเห็นมโนภาพ เห็นหน้าเห็นตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใจของเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนกับใคร ขอให้เขามีความสุข ให้พยายามเจริญเมตตา คิดดี พูดดี ทำดี ทั้งแก่ตัวเราเองและแก่ภรรยา ผลก็คือ ตัวเราก็จะเกิดความสุขด้วย

ประการที่สาม ...... ถ้าพูดในระยะยาวถึงเรื่องภพชาติแล้ว คุณโยมและภรรยาคงเคยผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตชาติ จึงเป็นเหตุให้ชาตินี้ได้เป็นสามีภรรยากัน และต่อไปในชาติหน้าก็อาจจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีก

ถ้าคุณโยมไม่แก้ปัญหาให้เกิดความเข้าใจกัน
ไม่ได้ให้อภัยและอโหสิกรรมให้แก่กันในชาตินี้
ชาตินี้เป็นอยู่อย่างไร ชาติหน้าก็จะเป็นเหมือนกับที่เป็นอยู่ในชาตินี้เช่นกัน

ใครได้เปรียบในชาตินี้ ชาติหน้าก็จะเสียเปรียบ
ใครเสียเปรียบในชาตินี้ ชาติหน้าก็จะได้เปรียบ


เรื่องกรรมก็เป็นเช่นนี้
ใครฆ่าเราในชาตินี้ ชาติหน้าเราก็ฆ่าเขา

ถ้าชาตินี้เขาทอดทิ้งเรา ชาติหน้าเราก็ทอดทิ้งเขา
ถ้าชาตินี้ใครนอกใจเรา ชาติหน้าเขาก็จะถูกนอกใจเช่นกัน


เรื่องที่คุณโยมประสบอยู่ในขณะนี้
ชาติก่อนคุณโยมอาจเป็นฝ่ายทำเขาก่อนก็เป็นได้

ดังนั้น ถ้าเรามองจากทั้ง 2 ฝ่ายในระยะยาวแล้ว
ต่างคนจึงต่างเป็นผู้ผิด
เหมือนไก่กับไข่ซึ่งไม่มีเงื่อนงำว่าอะไรเกิดก่อนกัน
ในเรื่องนี้ก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครผิดก่อนกัน

เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้ว พิจารณาดูจะเห็นว่า
สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว
เพราะถ้ายังอยู่ในสภาพนี้ ชาติต่อๆ ไป ก็จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
ทำให้ต้องทุกข์ต่อไปหลายภพหลายชาติ

ผู้ที่ไม่ประมาทจึงควรแก้ปัญหาในชาตินี้
ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ คือคิดแก้ปัญหาที่ตัวเราก่อน แก้ที่ใจเรา

สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ

(1.) ยอมรับความจริงดังกล่าว
(2.) ปล่อยวางอดีต ให้เหมือนกับไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
(3.) ให้อภัย เจริญเมตตา ไม่ถือโกรธ ไม่อาฆาตพยาบาทเขา
(4.) ทำใจเราให้สงบ


เมื่อทำได้เช่นนี้จริงๆ เราจะอยู่ด้วยกันในชาตินี้ก็ดี ชาติหน้าก็ดี
ก็อยู่ด้วยกันอย่างปกติสุขได้

การคืนดีกันในชาตินี้ จะได้หรือไม่ ไม่ควรถือว่าสำคัญ
ขอให้เรามีจิตใจที่จะคืนดีแก่เขาอยู่ในตัวเราก่อน
ปฏิบัติตนเป็นคนดี คิดดี พูดดี ทำดี

จนเขารู้จัก เข้าใจ และเห็นใจเรา
และควรจะปฏิบัติให้มีการอโหสิกรรมแก่เขา
ซึ่งก็เหมือนช่วยตัวเองด้วย อย่างน้อยเราก็จะมีชีวิตที่เป็นสุขได้

ในเรื่องภรรยาและลูกก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากนัก
ขณะนี้เราอาจจะมีความรู้สึกว่าเขาหนีจากเราไป
ถ้าลองเปลี่ยนความคิดดู “พลิกนิดเดียว”
ลองคิดว่า เราจะหนีจากเขาบ้าง
ลองมาบวชดูชั่วคราว
หรือจะบวชตลอดไปก็ได้ ถ้ามีความสุข
เพราะความสุขความสบายจากการอยู่คนเดียวก็มีเหมือนกัน

อย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า

“การไม่มีภรรยา เป็นลาภอันประเสริฐ”

ถึงจะอยู่คนเดียว ก็พยายามอยู่ให้มีความสุข
เขาจะกลับมาก็ได้ ไม่กลับมาก็ได้

สุดท้ายนี้ ขอให้คุณโยมพิจารณาให้ดีๆ
ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพุทธธรรม สมเหตุ สมผล
และขอให้บรรเทาทุกข์ พ้นทุกข์โดยเร็วๆ นี้
ขอให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป….. เจริญพร

ที่มา : หนังสือพลิกนิดเดียว โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ


 
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต



อย่าทำผิดซ้ำซาก

จงระลึกถึงคติพจน์ว่า.....

...do no wrong is do nothing...
ทำอะไรไม่ผิดเลย ก็คือไม่ทำอะไรเลย


ความผิดนี้แหละเป็นครูอย่างดี
ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเอง ที่ทำอะไรผิดพลาด
และควรสบายใจที่ได้พบกับอาจารย์ผู้วิเศษ คือ ความผิด
จะได้ตรงกับคำว่า ...เจ็บแล้วต้องจำ...
ตัวทำเอง ผิดเอง นี้แหละ เป็นอาจารย์ผู้วิเศษ
เป็น ...good example... ตัวอย่างที่ดี
เพื่อจะได้จดจำไว้สังวรระวังไม่ให้ทำผิดต่อไป
แล้วตั้งต้นใหม่ด้วยความไม่เลินเล่อ เผลอประมาท
อดีตที่ผิดไปแล้วก็ผ่านล่วงเลยไปแล้ว แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังอยู่
คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอทุกขณะว่า...

...ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก เพื่อนเอย ถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำ อภัยไฉน...


จงสังเกตพิจารณาดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่า
นักค้นคว้าวิทยาศาสตร์ทางโลกก็ดี
และท่านผู้วิเศษที่เป็นศาสดาจารย์ในทางธรรมทั้งหลายก็ดี
ล้วนแต่ผ่านพ้นอุปสรรคความผิดพลาด


ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ

ที่มา : http://larndham.net

 
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม



บาปบุญคุณโทษที่มีอยู่กับเราเหมือนเป็นเงาตามตัว
ถ้าตัวเราสวย กายเป็นบุญ จิตเป็นบุญ
เงามันก็ตามเป็นบุญไปด้วย เหมือนกระจกส่องเงาฉะนั้น


กายไม่เป็นบุญ เป็นบาป จิตเป็นบาป
กระจกที่ตามเราเป็นเงาก็เป็นบาป
สะท้อนย้อนเงากระจก เป็นเงาบาปเป็นเงาโทษติดตัวเราไป

ที่มา : http://www.jarun.org