บริวารมา...เพราะน้ำใจดี

บริวารหนี...เพราะน้ำใจลด

บริวารหมด...เพราะน้ำใจแห้ง

บริวารกลั่นแกล้ง...เพราะไม่ยุติธรรม

ที่มา : http://www.jarun.org/

 จะดูโลกแง่ไหนดี?

จงดูเถิด โลกนี้ มีหลายแง่
ดูให้แน่ น่าสรวล เป็นชวนหัว
หรือชวนเศร้า โศกสลด ถึงหดตัว
ดูให้ทั่ว ถ้วนความ ตามแสดง

จะดูมัน แง่ไหน ตามใจเถิด
แต่ให้เกิด ปัญญา มาเป็นแสง
ส่องทางเดิน ชีวา ราคาแพง
อย่าให้แพลง พลาดพลั้ง ระวังเอย ฯ

ท่านพุทธทาสภิกขุ

 อย่าจม !! อยู่กับอดีต

ความหนักอกหนักใจ เหนื่อยใจในชีวิตของเราทั่วๆ ไป
อีกประการหนึ่งก็คือ การคิดในเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา


ไม่ใช่ว่าจะห้ามเสียเลย หามิได้
คิดได้ แต่ว่าต้องคิด ด้วยปัญญา
รื้อมันด้วยปัญญา สร้างขึ้นด้วยปัญญาตลอดเวลา
อย่างนั้นสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน
ไม่เป็นความเสียหายในการที่เราจะคิด
เพราะเอามาศึกษาค้นคว้าในเรื่องอย่างนั้น
ว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลงไปในสภาพอย่างไร
เราจะได้จดจำไว้เป็นบทเรียนสำหรับชีวิตของเราต่อไป
คิดแบบวิเคราะห์วิจัยอย่างนี้ไม่เสียหาย
แต่ว่าโดยมากหาได้คิดในรูปนั้นไม่ เอามาคิดในรูป
ที่มันจะสร้างปัญหา คือ ความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนทั้งนั้น
คือ คิดด้วยความโง่เขลา ไม่ได้คิดด้วยปัญญา ในเรื่องอะไรต่างๆ
เรื่องบางเรื่องมันผ่านพ้นไปตั้งนาน แล้ว
แต่เราก็เอามาคิด พอคิดแล้วก็เกิดความไม่สบาย
ใจเป็นทุกข์ขึ้นมาก็เพราะเรื่องอย่างนั้น


บางคนถึงกับว่าน้ำตาไหล ถามว่าทำไมจึงน้ำตาไหล
แหมคิดถึงเรื่องเก่าแล้วฉันเศร้าใจเหลือเกิน...
ก็มันเรื่อง อะไรที่ไปคิดให้เศร้าใจ
อยู่ดีๆ ไม่ว่า ไปหาเรื่องให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน
ที่คนโบราณเขาว่า เอามือไป ซุกหีบ
มือมันอยู่ดีๆ ไม่ชอบ เอาเข้าไปซุกในหีบ
แล้วก็ปิดฝาหีบลงไปโดนมือเจ็บปวดไปเปล่าๆ
นี่มันไม่ได้เรื่องอะไร ทำไมจึงชอบคิดในเรื่องอย่างนั้น
เรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาไม่ชอบปล่อยชอบวาง ไม่ชอบทิ้งเรื่องนั้นออกไปเสีย

ในหลักธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ท่านวางหลักในเรื่องนี้ไว้ว่า
“อตีตํ นานวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ”
บอกว่า อย่าคิดถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว อย่าคิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง
สิ่งใดเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ให้เพ่งพิจารณาในเรื่องนั้น
เพื่อให้รู้ชัดเห็นชัดตามสภาพที่มันเป็นอยู่จริงๆ อันนี้เป็นหลักการอันหนึ่ง
ซึ่งเราน่าจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา


เพราะว่าคนเราทั่วๆ ไป ที่มีความทุกข์ระทมตรมใจอะไรต่างๆ นั้น
ส่วนมากก็เป็นเรื่องเก่าๆ ที่มันผ่านพ้นมาแล้ว
ของหายไปตั้งสองเดือนแล้ว ก็ยังเอา มาคิดถึงอยู่
คือ บางทีก็พูดกับใครๆ ว่า แหมนึกถึงเรื่องนั้นทีไรแล้วแสนจะกลุ้มใจ
รู้ว่ากลุ้มใจ แต่ว่าทำไมไปคิดถึงเรื่องนั้น
นี่เขาเรียกว่าเผลอไป ประมาทไป
ไม่ได้ระมัดระวังควบคุมความคิดของตัว
แล้วก็ไปคิดถึงเรื่อง ที่ทำให้เศร้าใจ
ให้เสียใจเป็นทุกข์เป็นร้อนด้วยประการต่างๆ
นั้นล้วนแต่เป็นเรื่องเก่าๆ แก่ๆ ทั้งนั้น
เอามานั่งคิด นั่งฝันไป ไม่ได้เรื่องอะไร
อย่างนั้นไม่ควรคิด เพราะมันผ่านพ้นไปแล้ว

เรื่องเวลานี้มันมีสามกาละคือว่า ปัจจุบัน อดีต อนาคต
สามกาลนี้มันนิดเดียวเท่านั้นเอง
ตัวปัจจุบันนี่ก็นิดเดียว แล้วมันก็กลายเป็นอดีตไป
แล้วอนาคตก็ย่างเข้ามา กลายเป็นตัวปัจจุบัน แล้วก็เป็นอดีตต่อไป
ถ้าหากว่าเราถือหลักว่าเวลานี้มันไม่คงที่
มันมาถึงเราแล้วก็ผ่านพ้นไปๆ วินาทีนั้นผ่านพ้นไป
วินาทีใหม่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านพ้นไป
คล้ายๆ กับภาพยนตร์ เวลาเราดูหนัง
ภาพต่างๆ มันผ่านสายตาเราไปในรูปต่างๆ กัน
นั่นคือความเปลี่ยนแปลงของภาพอยู่ตลอดเวลา
ภาพมันถี่ยิบเพราะความหมุนของเครื่องแล้วฟิล์มมันก็หมุนไป
เราก็เห็นว่าเป็นภาพวิ่งแสดงอย่างนั้นแสดงอย่างนี้
ปรากฏแก่สายตายของเรา ทำให้เราเห็นว่ามันเป็นจริงๆ จังๆ
เป็นเรื่องเป็นราว บางทีดูด้วยความเพลิด เพลิน
บางทีดูแล้วก็เศร้าโศกเสียใจ เวลาจบเรื่องลงไปก็พลอยเศร้าไปกับพระเอก
หรือว่านางเอกที่ต้องพบชะตากรรมที่ไม่นึกฝัน
ว่าจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ที่จริงภาพเหล่านั้นมันเป็นมายา
ที่มาหลอกตาเราชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง
แต่ว่าภาพมันติดต่อกัน เลยเห็นเป็นเรื่อง เดียวกันตลอดเวลา
อย่างนี้มันก็ผ่านๆ ไปเท่านั้นเอง

อะไรๆ มันก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้หยุดอยู่
แต่ว่าเรานั้นเป็นผู้ทำผิด ทำผิดในเรื่องอย่างไร
ทำผิดคือไปเก็บเอาสิ่งนั้นไว้มาใส่ในใจ
ใส่ไว้ในห้วงนึกในความคิดของเรา
เก็บเรื่อยไปไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไร เรียกว่าเป็น คนชอบเก็บ
ชอบสะสม ลักษณะของจิตมันก็อย่างนั้นอยู่ด้วยเหมือนกัน
คือว่า ชอบสะสมอารมณ์ประเภทต่างๆ ที่ผ่านมาเข้ามา
แล้วมันก็เก็บไว้ แล้วเอามานั่งคิด นั่งนึกให้เกิดความทุกข์ความเศร้าใจ
ไม่มีเรื่องอะไรจะคิดก็ไปเอาเรื่องที่มันเศร้าใจไม่สบายใจมาคิด
บางทีไปคิดในเวลาใกล้จะนอน เลยกระทบอารมณ์ นอนไม่หลับ
หรือบางทีไปคิดเวลารับประทานอาหาร
เลยเกิดเบื่ออาหารขึ้นมา ไม่อยากจะรับประทานแล้ว ใจมันไม่สบาย

ใจมันไปคิดในเรื่องครั้งกระโน้น เก่าไม่รู้สักกี่สิบปี แล้ว
ถ้าเป็นวัตถุก็เรียกว่าบูดแล้ว เน่าแล้ว เปื่อยแล้ว
เราอุตส่าห์เอามาสร้างเป็นโครงร่างขึ้นมาใหม่ ไปเก็บ
เอาขี้เถ้ามันมาเสกสรรปั้นแต่งให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
นั่งดูด้วยความเศร้าโศกใจ นี่เรียกว่า ความเขลาหรือความฉลาด
ขอให้เราคิดดูสักเล็กน้อย

สิ่งใดที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยไป ช่างมันเถอะผ่านพ้นไปแล้ว
เราจะไปคิดถึงสิ่งนั้นทำไมให้มันเป็นอดีตไป
อดีตมันก็ผ่านพ้นไปแล้วปัจจุบันมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
แต่ถ้ามาถึงเข้า เราก็พิจารณาต่อไปด้วยปัญญาว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นแก่เรา
แต่ว่าสิ่งนี้มันไม่เที่ยงมันมีความเปลี่ยนแปลง
คอยดูว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป
ให้เราทำตนเป็นคนดูด้วยปัญญา อย่าดูด้วยความยึดมั่นถือมั่น
อย่าดูด้วยความหลงผิดในเรื่องนั้นๆ
จิตใจเราก็จะสบายขึ้นไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ
นี้เป็นประการหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหา คือความไม่ สบายใจ
หรือว่าความเหน็ดเหนื่อยใจที่เกิดขึ้น
ให้พอคลายไปได้ จากการคิดนึกในรูปอย่างนี้




จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 77 เม.ย. 50
เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรมวันที่ ๑๐ ก.ค. พ.ศ.๒๕๒๐
โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์

 ...ของดีที่ไม่มีใครอยากขอ...
ภาวัน


...ขอ... เป็นกิริยาที่หลายคนถนัดนัก
เพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก
เรามักจะขอเพราะอยากได้
และสิ่งที่เราอยากได้นั้น เพียงแค่นึกถึงก็เป็นสุขแล้ว
เรารู้จักเอ่ยปากขอตั้งแต่ยังเล็ก
เริ่มด้วยขอจากพ่อและแม่ ต่อมาก็ขอจากครู โตขึ้นก็ยังขอ เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก
แต่อาจเปลี่ยนจากขอเงินหรือขอคะแนน มาเป็นขอความรักแทน
แต่ถึงจะได้มาสมใจ ก็ยังมิวายที่จะขอต่อไป
ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้ว ใคร ๆก็อยากจะขอจากท่านพ่อจตุคามรามเทพกันทั้งนั้น ถ้าไม่ขอสิเป็นเรื่องแปลก เพราะว่ากันว่าท่านให้รวดเร็วทันใจจริง ๆ

ใคร ๆ ก็ชอบขอ แต่มีอย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยอยากขอเท่าไหร่
นั่นคือ “ขอโทษ” ขอโทษเป็นคำที่กว่าจะหลุดปากแต่ละครั้ง
ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน
โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ใช่เจ้านายหรือมีอำนาจให้คุณให้โทษกับเรา
ยิ่งกับเพื่อน ลูกน้อง ลูกศิษย์ หรือลูกของเราเองด้วยแล้ว
การขอโทษเท่ากับเป็นการเสียหน้าอย่างแรง
แต่เคยสังเกตไหมว่า ยิ่งเห็นแก่หน้าของตัวเองมากเท่าไหร่
หน้าก็จะบางลงเรื่อย ๆ ขณะที่ใจกลับแข็งกระด้างมากขึ้น
จนแม้แต่จะขอโทษพ่อแม่ ก็กลายเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
เพราะกลัวหน้าจะระคาย ยิ่งกว่าที่จะนึกถึงความรู้สึกของท่าน
เวลามีปากเสียงกับท่าน
แล้วเผลอพูดหรือแสดงอากัปกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมา
มีกี่ครั้งที่เราเอ่ยปากขอโทษท่าน
แม้จะรู้ตัวว่าผิดก็ตาม แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะทำเช่นนั้น

การขอโทษนั้น มิใช่การแสดงความอ่อนแอ
ตรงกันข้าม เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยความกล้าทีเดียว
อย่างน้อยก็ต้องกล้าพอที่จะขัดขืนอำนาจของ...หน้าตา...
ใช่หรือไม่ว่าทุกวันนี้เราเห็นแก่หน้าตา
จนมันกลายมาเป็นใหญ่เหนือชีวิตจิตใจของเรา
ใครมาแนะนำตักเตือนก็รู้สึกเสียหน้า
ใส่เสื้อไม่มียี่ห้อก็รู้สึกเสียหน้า
จนแม้กระทั่งเด็ก ๆ ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือก็รู้สึกเสียหน้าไปกับเขาด้วย
สุดท้ายกลายเป็นว่า ผิดถูกไม่ว่าแต่อย่าเสียหน้าแล้วกัน
ชีวิตที่เห็นแก่หน้ามากเกินไปเป็นชีวิตที่หาความสุขได้ยาก
เพราะถูกกระทบได้ง่ายเหลือเกิน
ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้มันมาบงการชีวิตเรา
เราควรเปลื้องใจให้เป็นอิสระจากมัน
วิธีการหนึ่ง ก็คือ การขอโทษนั่นเอง

การขอโทษเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเรายังมีมโนธรรมสำนึก
รู้ถูกรู้ผิด และเห็นว่าความถูกต้องสำคัญกว่าหน้าตา
ทุกครั้งที่เราขอโทษด้วยความจริงใจ
นั่นแสดงว่าเรายังรู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ของผู้อื่น
ที่เรามีส่วนทำให้เกิดขึ้น ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ตรงนี้
ใครที่ไม่รู้สึกอะไรเลย ควรหันมาตรวจดูว่าจิตใจเป็นหินไปกี่ส่วนแล้ว
แต่ถ้าใจของคุณยังอ่อนหยุ่น
ยังรู้ร้อนรู้หนาวในยามที่ผู้อื่นได้รับความทุกข์จากคุณ
การขอโทษจะช่วยเปลื้องความรู้สึกผิดออกไปจากใจคุณ
ไม่กดถ่วงหน่วงทับให้คุณหนักอกหนักใจอีกต่อไป
ขณะเดียวกันยังช่วยสมานบาดแผลในใจ
ของผู้ที่ได้รับความทุกข์จากคุณ
เชื่อหรือไม่ว่า เพียงคำไม่กี่คำนี้เท่านั้น
มีพลานุภาพที่สามารถเยียวยาจิตใจของคุณและเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ผู้ที่กราดเกรี้ยวเพราะเจ็บปวด
หลายคนจะรู้สึกสงบลงทันทีที่อีกฝ่ายกล่าวคำขอโทษ

ถ้าคุณรู้จักขอโทษ ไม่นานจะพบว่า
จิตใจสามารถจะให้สิ่งหนึ่งที่ให้ได้ยากมาก นั่นคือ...ให้อภัย...
เป็นเพราะทุกวันนี้เราไม่รู้จักการให้อภัย เราจึงเป็นทุกข์กันมาก
น่าแปลก ก็คือ คนที่เราให้อภัยได้ยากนั้น
ส่วนใหญ่ ก็คือ คนที่อยู่ใกล้ตัวเรานี้เอง
อาจเป็นเพื่อน คนรัก ลูก หรือแม้แต่พ่อแม่
ยิ่งรักมากเท่าไหร่ ยามผิดหวังหรือถูกกระทำ
จะยิ่งเจ็บปวดและเคียดแค้นชิงชังมากเท่านั้น
อาการเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
แต่ปัญหา ก็คือ เรามักจะยึดติดถือมั่น และไม่รู้จักปล่อยวาง
มันจึงเผาลนใจเราไม่รู้จบ บางครั้งอาจยืดเยื้อไปจนสิ้นลม
การขอโทษเกิดขึ้นได้เมื่อใจไม่ยึดติดถือมั่นในหน้าตา
ทุกครั้งที่เราขอโทษด้วยความจริงใจ จิตก็รู้จักการปล่อยวาง
ยิ่งปล่อยวางได้เร็วเท่าไหร่
การแบกยึดความโกรธเกลียดก็เกิดขึ้นได้น้อยลง
ทำให้การให้อภัยกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
และยิ่งเราให้อภัยมากเท่าไร บาดแผลในใจเราก็สมานเร็วมากเท่านั้น
ขออะไรก็ไม่ยากเท่าขอโทษ ให้อะไรก็ไม่ยากเท่าให้อภัย
แต่ถ้าเราไม่รู้จักขอโทษและให้อภัย ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร



[ IMAGE มิถุนายน ๒๕๕๐ ]

 โดย น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์


มีคนถามเสมอๆ ว่า ทำอย่างไรครอบครัวจึงจะอบอุ่น
มีความรักให้แก่กัน ปรองดองสมัครสมานกลมเกลียว
เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
คำตอบนั้น ง่ายมาก...รักกันซิคุณ !! แต่...

...คำว่ารักนั้น แม้ว่าบางครั้งจะเหมือนสัมผัสได้
แต่บางครั้งก็เลือนหายไป
โดยไม่สามารถที่จะตามหาพบเช่นกัน
ที่จริงแล้ว แม้ว่าความรักจะเป็นอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผล
แต่อารมณ์รักนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
ย่อมจะทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงของอารมณ์รักมีความสุข

...เช่นเดียวกับการมีอารมณ์ดีที่ทำให้ชีวีเป็นสุข

คนเราทุกคนอยากจะให้คนรอบข้างรัก...
โดยเฉพาะคนใกล้ตัว แต่ถ้าอยากจะให้คนรอบข้างรัก
ก็ต้องให้ความรักพวกเขาก่อน

จะมีความรักได้ จะให้ความรักคนรอบข้างได้
ก็ต้องมีอารมณ์ดี

อารมณ์ดี อารมณ์แจ่มใส...ใจก็เป็นสุข

อารมณ์แจ่มใส ใจเป็นสุข...ใครๆ ก็อยากใกล้ชิด

อารมณ์จะแจ่มใส ใจจะเป็นสุขได้...
ก็ต้องมีความคิดในทางบวก คิดในทางสร้างสรรค์
ที่เรียกกันว่า คิดดี นั่นเอง

แท้จริงแล้ว การคิดดีนั้น
เป็นกุศโลบายที่ทำให้ตนเองเป็นสุขนั่นเอง
และเมื่อตัวเองมีความสุขเพียงพอแล้ว
ก็ย่อมคิดอยากจะให้คนอื่นเป็นสุขตามไปด้วย

ถ้าทุกคนเริ่มมองคนรอบข้างในแง่ดี
ตนเองก็จะเริ่มมีรังสีของความเมตตาแผ่ออกไป...
แทนที่จะเป็นรังสีอำมหิต

เคยลองพิจารณาตัวเองกันดูบ้างไหมว่า
ทำไมเดี๋ยวนี้คิดกันในทางร้าย คิดแต่ในแง่ร้าย
มองคนรอบข้างในแง่ลบเสมอไป

...เป็นเพราะสังคมไทยเรากำลังป่วย

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารชนิดใดที่ออกมา
ไม่ว่าจะเป็นทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เป็นข่าวไม่ดี
เป็นข่าวที่ทำให้คนได้รับข่าววิตกทุกข์ร้อน
และเมื่อชีวิตประจำวันได้รับแต่สิ่งไม่ดีเหล่านี้แล้ว
ถือเหมือนกับการสะกดจิตหรือล้างสมอง
ให้มีแต่ความคิดในทางร้าย ระแวง
ไม่เชื่อใจ สงสัย ไม่ไว้วางใจ...แม้กระทั่งคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด

ลองถามตัวเองกันบ้างไหม...
ว่าคุณไว้วางใจคู่ครองของคุณมากเพียงใด

และทำไม คุณถึงไม่ไว้ใจ...ไม่คิดถึงในทางที่ดี

คำตอบง่ายมาก...เพราะสังคมของเราป่วย

สื่อมวลชนอาจจะบอกว่า
พวกเขามีหน้าที่ที่จะต้องเสนอข่าวความเป็นจริงให้ปรากฏ
และในยุคนี้ทุกอย่างจะต้องโปร่งใส...ซึ่งก็ถูกต้อง

...แต่ผิดคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า !!

พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสอะไรที่ไม่เป็นความจริง
แต่ถ้าความจริงนั้น จะทำให้ผู้ได้รับฟัง
ได้รับความวิตกทุกข์ร้อนแล้ว พระองค์ไม่เคยตรัส

พระองค์ท่านตรัสแต่สิ่งที่ดีงาม
ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ได้รับฟังเสมอ

คนเรานั้น ไม่จำเป็นจะต้องพูดทุกอย่างที่ตนรู้...
แต่จะต้องรู้ทุกอย่างที่ตนพูด

เราคงจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมที่ป่วยของเราได้
ภายในเวลาอันรวดเร็ว
แต่เราสามารถที่จะเปลี่ยนหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม
คือ 'ครอบครัวของเรา' ได้ก่อน

และเมื่อเราทุกคนทำให้ครอบครัวของเรามีแต่ความรัก
ความอบอุ่น ความผูกพันและความเข้าใจกันแล้ว
สังคมของเราก็จะเริ่มดีขึ้นจากหน่วยที่เล็กที่สุด

มาคิดดี...พูดดี และทำดี ต่อคนที่เรารักกันเถิด

ที่ควรจะเริ่มเป็นอันดับแรกก็คือ...การคิดดี
ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย ถ้าตั้งใจว่าจะลองทำดู
และจะพยายามทำให้ความฝันกลายเป็นความจริง

1. เริ่มจากคิดดีแก่ตนเองก่อน

ให้เวลาแก่ตนเองบ้าง
ปลีกเวลาออกจากสังคมที่ป่วยบ้างเป็นครั้งคราว
โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นวันหยุด
ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดต่อเนื่อง
ทำงานให้น้อยลงบ้าง หัดปฏิเสธงานบางอย่างบ้าง
อย่าคิดว่ามีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะทำได้
คนอื่นเขาก็อาจจะทำได้ ถ้าเปิดโอกาสให้เขาทำ
เมื่อคุณเริ่มมีเวลาแล้วก็จะมีเวลาเพิ่มขึ้นในการจะคิดดี...
เช่น คิดดูแลตนเอง รักษาสุขภาพให้ดี ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์
จิตใจที่แจ่มใสเบิกบาน ย่อมจะทำให้อารมณ์ดี และชีวีเป็นสุข

2. มองคนรอบข้างในแง่ดี

การมองคนรอบข้างในทางที่ดีนั้น
จะทำให้บรรยากาศที่อยู่นั้นผ่อนคลายหายเครียด
เป็นสุข ไว้ใจกัน และเข้าใจกัน
อย่าลืมว่าคนเราส่วนใหญ่
ไม่ได้อยากจะเกิดมาเป็นคนร้ายเสมอไป
ยิ่งคนใกล้ตัวของคุณแล้ว ถ้าเขาหรือเธอไม่ดี
คุณจะรับรักและมาใช้ชีวิตเป็นคู่ครองหรือ
แล้วทำไมเมื่ออยู่ด้วยกันนานไปๆ
จึงมองเห็นแต่สิ่งไม่ดีงามของกันและกัน
ตอบตัวเองได้ไหม ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ??
ถ้าพลันคิดได้เมื่อไร ครอบครัวจะเป็นสุขขึ้นมาทันทีเลย

เคยไปถามลุงป้าคู่หนึ่ง ซึ่งชอบท่องเที่ยวทัศนาจรเหมือนผมว่า
ทำไมแก่เฒ่าป่านนี้แล้ว ก็ยังรักกันอยู่หวานแว๋ว
จนหนุ่มสาวทั้งหลายที่ได้เห็น เกิดการอิจฉาริษยา
ท่านตอบว่า เพราะเราสองคนเป็นคนขี้ลืม
จำไม่เคยได้เลยว่า อีกคนทำอะไรไม่ถูกใจ
จำได้เฉพาะว่าอีกคนทำอะไรที่ถูกใจบ้าง
เมื่อเราจำได้เฉพาะความดีงามของคู่ครองแล้ว
ใจของเราก็จะเป็นสุข หน้าตาของเราก็จะแจ่มใส
และอายุก็จะยืนยาว

วันนี้คุณเริ่มต้นด้วยการคิดถึงคนรักคู่ครองของคุณ
ในทางดีสักหนึ่งอย่าง
และเพิ่มความดีนั้นไปเพียงวันละอย่าง
ตัดความคิดที่ไม่ดีออกไปวันละอย่าง
ไม่นานคุณก็จะมีคนรักคู่ครองที่คิดดีและทำดี

3. ไม่เป็นคนขี้ระแวง

...ต้องตัดความคิดเรื่องระแวงแคลงใจออกจากตัวเอง
ให้เร็วที่สุด มากที่สุด
สิ่งแรกที่คุณควรจะทำก็คือ การเลิกรับข่าวสาร
ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เลิกอ่านหนังสือพิมพ์ที่เขียนข่าวแต่ในทางร้าย
เลิกฟังวิทยุหรือชมรายการโทรทัศน์ที่ไม่ประเทืองปัญญา
แล้วยังยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดความไม่สมานสามัคคีในสังคม...
แล้วความเป็นคนขี้ระแววของคุณจะลดลง โดยคุณไม่รู้ตัว

4. พาตัวให้ห่างคนที่คิดในแง่ร้าย

มีคำกล่าวมาตั้งแต่โบราณแล้วว่า
คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล
พยายามหลีกตัวหนีห่างจากการคบหาสมาคม
กับคนที่มองโลกในแง่ร้าย คนที่ขี้อิจฉาริษยา คนขี้ระแวง
พวกเหล่านี้เป็นกาลกิณีของชีวิต
และจะนำพาชีวิตของคุณให้ต่ำลง
จนจมไปในวังวนของการมองโลกในแง่ร้าย

จริงอยู่ เราไม่สามารถที่จะเลือกคบกับใครได้ตามใจของเรา
แต่เราสามารถที่จะเลือกคบกับใครให้สนิทใจได้
บางคนเราอาจจะคบเพียงผิวเผิน
บางคนเราก็ควรจะคบให้ลึกซึ้ง
และคนที่ควรจะคบให้ลึกซึ้ง ก็คือคนที่มองโลกในแง่ดี
และคิดทุกอย่างในทางสร้างสรรค์ ไม่เห็นแก่ตัว
และคิดดีต่อคนรอบข้าง

5. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

เมื่อมีคู่ครองและมีชีวิตคู่แล้ว
เคล็ดลับในการครองคู่ที่สำคัญที่สุดก็คือ
การเอาใจเขามาใส่ใจเรา
อย่าเอาแต่ความคิดของตนเป็นใหญ่
พยายามคิดในทางที่ดีถึงการกระทำของคู่รักคู่ครองว่า
หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันในความผิดพลาด
หรือไม่ได้ตั้งใจ
อย่าพยายามทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
แต่ต้องพยายามทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
อย่าเกี่ยงกันว่า ให้อีกคนทำตามใจเราก่อน
แต่พยายามทำอะไรให้คนใกล้ตัวเกิดความประทับใจ
คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะเกิดประโยชน์อะไรบ้างแก่กันและกัน
ไม่คิดถึงอารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่
แต่พยายามควบคุมอารมณ์ให้แจ่มใส มองในทางที่สร้างสรรค์

6. คิดก่อนพูด

หลายต่อหลายคนที่ชีวิตคู่ต้องอับปางลง
ส่วนหนึ่งเกิดจากพูดก่อนที่จะคิด พูดด้วยอารมณ์
พูดด้วยความมันสะใจ
พูดเพราะอยากให้อีกคนได้รับรู้ถึงความโกรธแค้น
อาฆาตพยาบาท พูดส่อเสียด พูดจากประชดประชัน ฯลฯ
เหล่านั้นเรียกว่า ปากเป็นกาลกิณี ขอให้เลิกประเภท...
ปากพาไปให้เร็วที่สุด แล้วให้คิดก่อนพูด
จำไว้เสมอๆ ว่า การจะมีความรักให้ต่อกันอย่างยั่งยืนยาวนาน
ไม่จำเป็นจะต้องพูดทุกอย่างที่รู้
(ซึ่งอาจจะไม่เป็นความจริงทุกเรื่องเสมอไป)
แต่จะต้องรู้ทุกเรื่องที่จะพูดออกไปว่า เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังหรือตัวเองหรือไม่

7. อย่าใช้อารมณ์คิด

ต้องใช้ความคิดในทางที่เป็นเหตุและผล
โดยเฉพาะต้องมองเหตุการณ์ทุกอย่างในชีวิตว่า
เป็นเพราะเหตุใด
จึงเกิดผลของการกระทำนั้น และถ้าปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างแล้ว
ต้นเหตุที่ไม่ดีงามอาจจะหายไป
และผลดีต่างๆ ก็น่าจะตามมาแทนที่
เวลาที่กำลังมีอารมณ์ไม่ดี อารมณ์ขุ่นมัว อย่าใช้ความคิด
ให้หาทางไปพักผ่อนให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย
ไม่ว่าจะไปเล่นกีฬา พักผ่อน ฟังเพลงสบายๆ
หาบรรยากาศดีๆ สงบๆ ให้เกิดความผ่อนคลาย ก็ได้ทั้งสิ้น
การใช้ความคิด ในขณะที่จิตใจสงบ ในบรรยากาศดีๆ นั้น
ความคิดที่ออกมาจะเป็นไปในทางที่ดีเสมอไป

เห็นไหมว่า แค่คิดแต่เรื่องดี...ชีวีก็จะเป็นสุขแล้ว

 

ทำไมจึงบอกว่าควรอ่าน?

เพราะหลายครั้ง มักมีโศกนาฏกรรม ที่เกิดจากความรัก , หรือแม้จะไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น แต่ก็มีผู้ที่ทุกข์เพราะรัก( แบบหนุ่มสาว ) อยู่มากมาย , รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ควรทำอะไรต่อไปจึงจะ "ดี" ต่อจิตใจตัวเอง

เพราะ หลายคน ไม่รู้จัก "ความรัก" มากเพียงพอ หรือแม้แต่ รู้มาอย่างผิดๆ ไม่ตรงกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ

เมื่อทำอะไรฝืนธรรมชาติ ( ธรรมชาตินี้หมายถึง กฏธรรมชาติ , มิใช่ป่าเขาลำเนาไพร ตามดิกชันนารี่ฉบับกรีนพีช ) แน่นอน เราไม่มีวันชนะ และต้องทุกข์ร่ำไป อย่างหาสาเหตุไม่ได้ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ , เมื่อไม่รู้สาเหตุ เราย่อมไม่รู้ว่า เราต้องแก้ปัญหาอย่างไร ครั้งต่อไปที่จะมีความรัก ต้องปรับปรุงตรงจุดไหนเพื่อไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นซ้ำรอยอดีต

กลุ่มเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้

มนุษย์ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ยังมีความต้องการความรักแบบชู้สาวอยู่( หรือเรียกว่า วัยเจริญพันธุ์ ) ยังต้องการหาคู่ชู้ชื่นอยู่ , และมักจะทุกข์กับความรักอยู่บ่อยๆ

แต่แม้ไม่ทุกข์ตอนนี้ ก็ยังต้องควรอ่าน เพราะหนังสือเล่มนี้ จะบอกวิธี "ตั้งรับ" สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคตต่อไป ในชีวิตรักแบบชู้สาว

หนังสือเล่มนี้บอกอะไร?

ตอบคำถามที่ว่า "ความรักคืออะไร มีกี่ชนิด อะไรบ้าง"

ความแตกต่างของ ความรัก และ ความใคร่(sex) - ว่ากันไปถึง องค์ประกอบ และ จำแนกชนิดต่างๆ ของความรัก และ ความใคร่

ตารางเปรียบเทียบ ระหว่างความรัก และ ความใคร่

ธรรมชาติของความรักในแง่มุมต่างๆ( อาทิเช่น ในแง่การหลั่งสารเคมี , อารมณ์ความรู้สึก , ความเป็นจริง , กฏแห่งกรรม , บุพเพสันนิวาส , ทฤษฎีความรักแบบเรขาคณิตสามเหลี่ยม )

ทุกข์จากความรัก เพราะอะไร ( บอกสาเหตุของทุกข์ )

แล้ว รักอย่างไร ไม่ให้ทุกข์ ( บอกแนวปฏิบัติเพื่อแก้ไขทุกข์ )

* * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

เป็นหนังสือที่คุ้มค่าคุ้มราคามาก

เหมาะจะเก็บไว้เป็นคู่มือ จัดการกับความรักฉันชู้สาว โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยที่เริ่มเรียนรู้ :D

เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด หรือไปเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก บางอย่างถ้าลองแล้วกลายเป็น"ลองผิด" บางที อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว

ขอให้ทุกท่านโชคดียิ่งๆขึ้นในด้านความรัก


เมื่อคนๆ หนึ่งมีความรัก
เขาได้เปิดประตูเข้าสู่โลกอีกบานหนึ่ง
โลกของจิตใจของเขาเอง
ตกหลุมรัก ใครหนอช่างนิยามกิริยาอาการเช่นนี้ได้ตรงใจ
รักนั้นมาโดยไม่รู้ตัวเสมอ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยอมรับความจริงจะพบว่ารักนั้นเป็นเกม
เกมที่มีจิตวิญญาณเป็นเดิมพัน
ผู้มีรักไม่เคยแพ้ เพียงเขาได้รู้จักรัก เข้าใจรัก
และเมื่อเขารักเป็น เขาได้เดินมาถึงจุดประสงค์ของเกมนั้นแล้ว
จะรักอย่างไรเล่าให้เป็น



รักคือการแลกเปลี่ยน
เราไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ถึงที่สุด
นั่นอยู่ที่ว่าเรายินดีเปลี่ยนหรือไม่
เราไม่อาจเปลี่ยนได้ถึงที่สุดเช่นกัน
สุดท้ายที่เราทำได้คือการปรับ

รักคือเกม ผู้คนเล่นเกมเป็นและไม่เป็น
พ่ายแพ้เดินออกไปจากสนามก็มากมี
เลือกที่จะเล่น จะสู้ต่อ จะเดินทางตามหัวใจบันดาลก็มาก

รักคือการเรียนรู้ เมื่อเรารักใคร
เราจะได้รู้จักตัวเราเองในภาคที่เราไม่เคยเห็น
ภาคของการกระทำต่อผู้เป็นที่รัก

แปลกจริง
เขาเป็นใครหนอ บางครั้งเราอยากจะดีกับเขามากกว่ากับพ่อกับแม่เสียอีก
ความสุขและความทุกข์ของเราล้วนอยู่ในกำมือเขา
เขาเป็นใครก็ไม่รู้นะ

แปลกจริง
รักเรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้มที่มุมปาก แววตาวาววาม
เรียกน้ำตาแห่งความเจ็บปวด ความเหงาและว้าเหว่ โหยหา
เรียกส่วนลึกที่เราไม่เคยสัมผัสออกมาเปิดเผย
ตัวเราที่เราไม่เคยรู้จัก
ตัวเราที่เรายังไม่เคยเห็น
ผู้ที่ยังไม่เจอรักแท้ ยืนยันที่จะรอต่อไป


หวังเหลือเกินว่าคนๆ นั้นจะมีอยู่
หวังเหลือเกินว่าเขาจะเดินเข้ามา
หวังเหลือเกินว่าเขาจะรู้ว่าเขาคือคนที่เราตามหา
และเราคือคนที่เขาตามหาเช่นกัน

วันนั้นเราทั้งคู่คงได้หยุด
หยุดที่จะค้นหา และอยู่กับสิ่งที่เป็นจริง มิใช่จินตนาการอีกต่อไป


จุดสุดท้ายของนักเดินทางคือการลงหลักปักฐาน และพักผ่อน
มีความสุขอยู่ในดินแดนที่ตนค้นพบ
ดินแดนอบอุ่นในหัวใจของคนทั้งคู่