อาตมาเคยเล่าเสมอว่า รักษาอุโบสถตั้ง ๓๐ กว่าปี ทอดกฐินเป็นร้อยครั้ง ทอดผ้าป่าไม่พัก ตายไปยังเป็นเปรตได้ เพราะจิตไม่ดี ไม่แยก มันยังเกาะกับสมบัติ ด้วยอำนาจโลภะ มีโมหจริตอยู่ในจิตใจมาก คนแก่คนนี้อายุ ๘๐ กว่าปีแล้ว ร่ำรวยเงินทองมาก ได้แบ่งสมบัติให้ลูกๆ ไปแล้ว รักลูกคนเล็กมากก็แบ่งให้มาก

ลูกชายคนโตได้ไม่เท่าไร แต่ไปสร้างฐานะเป็นเศรษฐีที่เชียงใหม่ สมบัติของแม่ให้ไปก็ยังอยู่ แต่น้องสาวมีสามีแล้วเกิดนำไปเล่นการพนัน แม่เห็นลูกสุดท้องจะลำบาก จึงไปขอสมบัติลูกชายคืนด้วยอำนาจโลภะ ลูกคนสุดท้องก็นำไปให้สามีเล่นการพนันจนหมด เลยเสียใจตาย ด้วยอำนาจกรรม จิตเศร้าหมอง บุญไม่เคยช่วยต้องไปนรกก่อน

บัดนี้ยังเป็นเปรตอยู่นะ ยังหาที่เกิดไม่ได้ ต้องหมดเวร หมดกรรมจากเปรตเสียก่อน จึงจะไปเกิดบนสวรรค์ เพราะทอดกฐินไว้ตั้งร้อยโครม ทอดผ้าป่าไว้มาก ต้องไปเสวยกรรมที่ตนทำมาก่อน กรรมที่ไปเอาสมบัติลูกชายคืน ให้ลูกคนสุดท้อง และลูกสุดท้องนำไปให้สามีเล่นการพนันหมด ตรงนี้เป็นบาป จิตใจก็เกาะอยู่ แยกรูปแยกนามไม่ได้ เพราะคนนี้ไม่เคยนั่งกรรมฐาน

รู้ซึ้งซึ่งปัญญาแต่ทางโลกีย์เท่านั้น แถมมีโมหจริตปิดบังปัญญา ปัญญาก็ไม่รู้ซึ้ง แล้วเขาก็ตายไปนรก ยังเป็นเปตวิสัยอยู่ด้วยอำนาจโลภะ ยังไปเที่ยวเข้าเขาอยู่ ยังไม่ได้ไปไหนเลย ยังเป็นเปรตอยู่นะ ในวัดอัมพวันนี้มีพระ ๔-๕ องค์เป็นเปรต มารับส่วนบุญทุกวันพระ ท่านทั้งหลายจะเห็นหรือไม่ ก็ไม่ทราบกันนะ

อาตมาถามว่า “ยังไม่ไปเกิดอีกหรือ”

เขาตอบว่า “ยังครับ ผมยังไม่หมดกรรม เที่ยวมาขอทานอยู่ที่วัดนี้ มีหลวงตาเฟื่องเป็นต้น”

อีกองค์หนึ่งชื่อ หลวงตาเก๊า ยังอยู่ที่นี่ ถ้าวันพระโผล่มาทุกที อยู่ข้างโบสถ์โน้น มารับส่วนสังฆทานที่เขาทำกัน และก็มาด้อมๆ มองๆ ที่กุฏิกรรมฐาน ว่าคนไหนมีบุญวาสนาได้กรรมฐานก็เข้าไปขอ คนไหนค้าขายไม่ได้กำไร ขาดทุน เขาไม่ไปขอ คนที่ไร้บุญวาสนา เปรตไม่เข้าไปขอบ้านนั้น เปรตนี่เข้าได้ทุกบ้าน คือ ขอทาน เปรตเข้าโบสถ์ได้ไหม ได้ แต่อสุรกายดุร้ายเข้าไม่ได้

ถ้าบ้านเรามีบุญกุศล มีเทวดารักษา อสุรกายยักษ์ร้าย อมนุษย์เข้าบ้านไม่ได้ ไม่ต้องไปหาเครื่องป้องกัน ไม่ต้องเอาพระมาเขียนผ้ายันต์ ไม่ต้องหว่านทรายหรอก เขาไม่เข้าหรอก ถ้าเราสวดมนต์ไหว้พระทุกวันนะ หมั่นเจริญกรรมฐานแผ่เมตตา พวกนี้เข้าบ้านเราไม่ได้ แต่ถ้าเข้าได้อยู่อย่างหนึ่ง คือ เปรต ประตูเปรตนี่เป็นโลภะ ที่เป็นขอทานจะเข้าได้ทุกแห่ง ไปเที่ยวไหว้กราบขอบุญกุศล

อย่างเรามาเจริญกรรมฐาน ปู่ย่าตายาย ตายไปเป็นเปรต จะมาขอเลย ถ้าคนไหนได้ยินเสียงเปรตร้อง คือ ญาติของคนนั้น ถ้าเราไม่ได้ยิน ไม่ใช่ญาติของเรา ถ้าได้ยินเตรียมแผ่ส่วนกุศลได้ เป็นญาติของเราเลยทีเดียว ร้องขึ้นมาต้องการขอบุญกุศล รีบแผ่ให้เลยนะ นั่นแหละญาติของโยมตั้งแต่ชาติไหนก็ตาม ไม่ใช่ตายไปสวรรค์ทุกคนนะ ขอฝากไว้

คัดลอกมาจาก
http://www.jarun.org/


 เมื่อก่อนที่ค่ายบางระจันเฮี้ยนมาก ใครจะตักน้ำในสระอาจารย์โชตินำไปใส่หม้อรถ ระเบิดเลย ใครลักอะไรไปต้องนำไปคืน ใครจะไปเอาอิฐดอกจันทน์ ต้องนำไปคืนหมด แต่ก็มีคนอยากได้ เพื่อนำมาป่นเป็นผงผสมสร้างพระ อาตมาเคยไปเอาอิฐ ๙ ตรามาได้ สมัย นายพุก ฤกษ์เกษม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี

มีคราวหนึ่งหลายปีผ่านมาแล้ว เจ้าคณะอำเภอเดิมบางนางบวชองค์เก่า ตอนนี้มรณภาพแล้ว ท่านเคยมาที่วัดอัมพวัน ท่านอยากได้บ้าง ท่านเลยมาค้างที่วัดนี้ รุ่งขึ้นก็ไปเอา เก็บอิฐใส่ย่าม ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไป ท่านจะนำไปทำพระหรืออะไรก็ไม่ทราบ

พอไปถึงจะเข้าเขตสุพรรณ เดิมบางนางบวช เลี้ยวไปตลาดท่าช้างมันมืด รถคว่ำศีรษะแตก ก็เก็บอิฐไปค้างบ้านของน้องสาวที่อยู่ในดงอ้อย ตกกลางคืนเสียงครางกันกระหึ่ม เลยต้องนำอิฐมาคืน นี่คือเหตุการณ์ที่ผ่านมา คนที่ตายขณะมีโทสะ ตายในสงครามด้วยอำนาจโทสะ นี่เป็นอสุรกายดุร้ายมาก ใครจะมาเอาอะไรไม่ได้

อาตมาก็บอกกับนายพุก ฤกษ์เกษม ว่า ถ้าสร้างค่ายสร้างวัดขึ้น มีโครงการสร้างสะพานขึ้น ก็จะหายดุร้ายไปได้ ในเวลากาลต่อมาก็สร้างสำเร็จตามเหตุการณ์ ตามลำดับ ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฉลองค่าย และทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชตัดลูกนิมิต

หลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแล้ว ดวงวิญญาณของอสุรกายก็กลับไปเกิด เลยความดุร้ายหายไป เห็นจะเป็นจริงตามหลักพระพุทธศาสนา คนดุคือตายด้วยโทสะ ตายด้วยอารมณ์ดี จิตเป็นกุศลก็ไม่มาดุร้าย ตายด้วยอำนาจโทสะก็อยู่ตรงนั้น มันดุ

ยกตัวอย่าง สองสามีภรรยามาแวะที่วัดนี้ หาว่าเมียมีชู้ ขับรถเบนซ์ไปก็ทะเลาะระหว่างทางไปเรื่อย ไปถึงบางปะอินก็คิดว่าอย่าอยู่เลย จึงขับรถชนท้ายรถซุง ตายคาที่ทั้งสองคน ด้วยอำนาจโทสะดุร้ายเหลือเกินที่ตรงนั้น

เหมือนต้นมะขามหน้าวัดก็ดุร้าย และแสดงอภินิหารออกมา เมื่อขุดบ่อเอาร่างขึ้นมาเผาแล้วบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล อุทิศให้ มะขามก็ตายตรงนั้น กลายเป็นที่เตียน และเป็นที่สำนักกรรมฐานต่อไป และจะไม่มีวี่แววอะไรอีกต่อไป เหมือนแต่ก่อนมา ขอฝากไว้เป็นข้อคิดโดยทั่วหน้า มันมีหลักฐานที่แน่นอน

ที่มา http://www.dhammajak.net


 เป็นเรื่องเกิดขึ้นที่หน้าวัด มีต้นมะขามใหญ่แต่ตายไปแล้ว อยู่ตรงปากตรอก เมื่อก่อนเป็นทางควาย ตอนนั้นอาตมายังไม่ได้บวช ลุงคำ เล่าตั้งแต่อาตมายังเป็นเด็ก มาที่แถวนี้

มีคนสองคน คนหนึ่งอยู่บ้านใกล้วัดอัมพวัน อีกคนหนึ่งอยู่บ้านเหนือขึ้นไป เขาติดต่อชอบพอกัน อย่าไปออกชื่อเลย เขาตายไปตั้ง ๖๐ ปีแล้ว เขาก็รักใคร่กันดี

เขาได้สัญญาสาบานต่อกันว่า จะรักเดียวใจเดียว จะไม่รักคนอื่นต่อไป พูดถึงตอนนี้ขอฝากโยมไว้ ไปรักใครอย่าไปสาบานนะ สบถก็ไม่ได้

ผู้หญิงก็สาบานให้กับผู้ชาย ผู้ชายก็สาบานให้กับผู้หญิง ว่าจะแต่งงานกัน

ต่อมาผู้หญิงเกิดมาเป็นไข้ทับระดูตาย ตายแล้วยังห่วง ด้วยอำนาจรัก ยังห่วงผู้ชายคนนี้ตลอด พยายามจะเอาเป็นสามีให้ได้ ถึงตายไปแล้วก็ปรารถนาเหมือนเดิม เพราะสาบานกันไว้

ผู้ชายคนนี้เกิดนอกใจ เพราะแฟนเก่าตายไปแล้ว จะไปแต่งได้อย่างไร ได้เกิดชอบพอกับลูกสาวคนข้างวัดอัมพวัน ได้ไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงเขาไม่ยกให้ เพราะผู้ชายจน

แต่เขารักกันแล้ว เมื่อขอไม่ให้ก็ต้องตามกันไป หน้านั้นเป็นหน้าเกี่ยวข้าว เขาไปเกี่ยวข้าวที่บางชันด้วยกัน ก็นัดกันว่า ๒ ทุ่มให้มาคอยที่ต้นมะขามหน้าวัด ผู้ชายจะมารับ ฝ่ายหญิงก็ตกลง

เกี่ยวข้าวกลับมา ผู้หญิงแต่งตัวมาคอยก่อนสองทุ่ม เมื่อถึงเวลาสองทุ่ม ผู้ชายก็มา ปรากฏว่าแฟนเก่ามาคอยบอกว่า พี่ทำไมมาช้าจัง ผู้ชายก็บอกว่ามาตามเวลาสองทุ่ม แล้วก็รีบไป

นี่แฟนเก่าปลอมเป็นผู้หญิงที่จะต้องพากันไป เขาอาฆาตจะต้องมาเอาผู้ชายคนนี้ไปเป็นสามีให้ได้

ผลสุดท้าย ผู้ชายก็บอกว่า น้องออกหน้าไป ผู้หญิงก็บอกว่า ออกไม่ได้ ให้น้องอยู่ข้างหลังเถอะ เพราะว่าถ้าพี่ออกหน้าไป หากเขาตามมายิง ฉันอยู่ข้างหลังจะได้ตายก่อน

ผู้ชายเสียรู้ผีก็ออกหน้าไป สมัยนั้นสองข้างทางก็เป็นป่าดงพงไพร ก็พากันวิ่งไป วิ่งไปถึงป่าทึบที่วัดพระแก้ว มีพระประธานอยู่ในวิหาร อยู่เหนือวัดอัมพวัน

วิ่งๆ ไปผู้ชายก็ได้ยินเสียง หนุมๆ นิ่มๆ ก็บอกว่า

“เอ๊ะ ! น้องทำอะไร

ผู้หญิงก็บอกไม่เป็นไร พี่รีบเดิน เดี๋ยวเขาจะตามมา

สักพักก็มีเสียงอีก หนุมๆ นิ่มๆ นึกว่าเอ๊ะอะไรกัน จึงได้หันหลังไปดู เห็นผู้หญิงถลกหนังออกมา แล้วเก็บตัวหนอนกิน ตาโบ๋

ผู้ชายเลยออกวิ่ง ว่าอรหังก็ไม่ได้ ผีก็แปลงตัวเป็นคนเดิมไปดักหน้าบอกว่า พี่ไม่น่าเลย จะหนีน้องไปทางไหนเล่า

ฝ่ายชายก็จำได้ว่าเป็นแฟนเก่าที่ตายไปแล้ว ก็วิ่งเตลิดเปิดเปิงไป กระโดดขึ้นบ้านลุงคำ

ผีเอื้อมมือมาจับคอบิดไปเลยถึงแก่ความตาย บ้านลุงคำอยู่ทางทิศเหนือของวัดอัมพวันนี้ นี่เป็นทัศนศึกษาของชีวิต ผู้ชายคนนี้ขาดสติ ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน ขาดสติสัมปชัญญะนั่นเอง ขอฝากญาติโยมไว้ด้วย เลยในที่สุดก็ต้องไปเป็นสามีเขา แต่ตอนนี้อาตมาไม่ได้รู้ว่า ตามไปเป็นคู่กันชาติไหนอย่างไรกัน


http://www.dhammajak.net


 

ในพระนครพันธุมดี มีพระบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพันธุมา
ในวันเพ็ญ ท้าวเธอทรงรักษาอุโบสถศีล

สมัยนั้น ดิฉันเป็นนางกุมภทาสีในพระนครพันธุมดีนั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระมหากษัตริย์จึงคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่า แม้พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงละราชกิจมารักษาอุโบสถศีล กรรมนั้นต้องมีผลแน่นอน หมู่มหาชนจึงพากันเบิกบานใจ

ดิฉันพิจารณาเห็นทุคติและความเป็นคนยากไร้โดยแยบคาย ทำให้จิตใจร่าเริงแล้ว รักษาอุโบสถศีล ดิฉันรักษาอุโบสถศีลในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวยงามในดาวดึงส์นั้น สูงโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วยเรือนยอดมีที่นั่งใหญ่โต ประดับแล้วอย่างดี นางอัปสรแสนนางต่างบำรุงบำเรอดิฉันอยู่ทุกเมื่อ

ดิฉันงามเกินนางเทพอัปสรอื่นๆ ในกาลทั้งปวง
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทเทวราช ๖๔ พระองค์
ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์
ดิฉันเป็นผู้มีผิวพรรณปานดังทองคำ ท่องเที่ยวอยู่ในภพทั้งหลาย
ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถาน นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันย่อมได้ยานช้าง ยานม้า และยานรถ แม้ทุอย่าง มากมาย
นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล ภาชนะสำเร็จด้วยทองเงินแก้วผลึกและแก้วปทุมราช
ดิฉันได้ทุกอย่าง ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้ายและผ้าที่มี ราคาสูงๆ
ดิฉันก็ได้ทุกสิ่ง ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ
ดิฉันได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
เครื่องหอมชนิดดี ดอกไม้ จุรณ์สำหรับลูบไล้ ดิฉันก็ได้ทุกประการ
นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล เรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้นและถ้ำ
ดิฉันก็ได้ถ้วนทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล


พอดิฉันอายุได้ ๗ ขวบก็ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต
ได้บรรลุอรหัตเมื่อยังไม่ทันจะถึงครึ่งเดือน
ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว
บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้
ดิฉันได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น
ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระเอกุโปสถิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

สาธุ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=33&A=4306&Z=4339&pagebreak=0

อุโบสถศีล เป็นศีลชั้นสูงของฆราวาส คำว่า "อุโบสถ" นี้ มีความหมาย ๖ ประการ คือ

๑. เป็นชื่อการประชุมสวดปาฏิโมกข์ของพระสงฆ์ ในวันพระ ขึ้น-แรม ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำ เรียกว่า อุโบสถกรรม

๒. เป็นชื่อการประพฤติวัตรบางอย่างของลัทธินอกพระพุทธ ศาสนา เช่น ปฏิญญาณตนอดข้าววันหนึ่งบ้าง หรือ ปฏิญญาณ ตนบริโภคเฉพาะน้ำผึ้งบ้าง เรียกว่า อุโบสถ

๓. เป็นชื่อของช้างตระกูลหนึ่ง มีสีการเป็นสีทอง เรียกว่า ช้างตระกูลอุโบสถ

๔. เป็นชื่อของโบสถ์ เรียกว่า พระอุโบสถ

๕. เป็นชื่อของวันสำคัญในพระพุทธศาสนา (วันพระ) เรียกว่า วันอุโบสถ

๖. เป็นชื่อของการรักษาศีล ๘ ในวันพระขึ้น-แรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำ (กรณีเดือนขาด) เรียกว่า อุโบสถศีล

อุโบสถศีลมีวันพระเป็นแดนเกิด ศีล ๘ ที่รักษาในวันอื่นนอกจาก วันพระไม่เรียกว่า อุโบสถศีล เรียกว่า ศีล ๘ ธรรมดา

http://www.geocities.com/easydharma/dm004016.html#three

 

 Image

กรรมแห่งความริษยา

ความริษยาเกิดจากการขาดมุทิตา (ที่มีลักษณะคือความชื่นชม) หมายความว่า พลอยยินดีในความสุขหรือความสำเร็จของผู้อื่น มุทิตานี้ทำได้ยากกว่ากรุณา บางคนมีเมตตาปรารถนาดี มีความกรุณาสงสาร แต่เจริญมุทิตาไม่ได้ เพราะเราทุกคนมีอนุสัยกิเลสคือความริษยานอนเนืองอยู่ในกระแสจิต น้อยคนนักที่จะกำจัดความริษยานั้นได้

จะต้องฝึกฝนไปเรื่อยๆ จึงจะบรรเทาลงได้ การฝึกฝนนั้นก็ต้องประกอบด้วยโยนิโสมนสิการ คือทำความเข้าใจด้วยเหตุผลว่าความริษยาไม่ก่อให้เกิดคุณใดๆ ผู้มีความริษยานั้นจะได้รับผลคือขาดบริวาร แต่ผู้ที่เจริญมุทิตาโดยกำจัดความริษยาได้ย่อมจะได้รับอานิสงส์คือ มีบริวารห้อมล้อม มีมิตรสหายห้อมล้อม ความริษยานั้นก่อให้เกิดโทษในปัจจุบันและภพต่อไป ไม่ว่าเกิดกับผู้ใดก็ทำให้ผู้นั้นตกต่ำไปตลอด

ยกตัวอย่างกรรมแห่งความริษยาจากพระไตรปิฎก

มีเรื่องเล่าว่าในสมัยพุทธกาล มีพระอรหันต์รูปหนึ่งนามว่า “โลสกติสสะ” ตอนท่านถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา บิดามารดาก็ได้รับทุกข์แสนสาหัส บ้านของท่านเกิดไฟไหม้จนสิ้นเนื้อประดาตัว แต่พวกท่านก็อดทนเลี้ยงดูจนเติบใหญ่รู้ความ เมื่อเดินไปไหนมาไหนได้ก็ถูกทอดทิ้งเป็นขอทานอยู่ข้างถนน

วันหนึ่งพระสารีบุตรเถระ เห็นเข้าก็สงสาร พระสารีบุตรได้หยั่งรู้ว่าเด็กคนนี้เคยสั่งสมบารมีธรรมมาในชาติปางก่อน จึงได้นำตัวมาวัดแล้วให้บวชเป็นสามเณร ต่อมาท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุชื่อโลสกติสสะ ภายหลังเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์

ตั้งแต่ท่านเกิดมาจนกระทั่งบรรลุอรหัตผล ไม่เคยกินอิ่มแม้สักวันหนึ่งเลย ทั้งนี้เพราะเวลาที่ท่านบิณฑบาตอยู่ เมื่อคนใส่บาตรท่านแล้วอาหารหายไปเองก็มี หรือแม้จะมีอาหารอยู่พียงเล็กน้อยแต่คนอื่นกลับเห็นอาหารอยู่เต็มบาตรเลยไม่ถวายอีกก็มี ซึ่งอกุศลกรรมนี้เป็นผลของความริษยา

เรื่องราวในอดีตชาติของพระภิกษุชื่อโลสกติสสะ มีว่า สมัยหนึ่งเมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก พระโลสกติสสะนี้เคยบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นภิกษุผู้ทรงศีล วันหนึ่งพบพระเถระรูปหนึ่งที่เป็นพระอรหันต์เดินทางมาจากแดนไกล พระโลสกติสสะไม่ทราบว่าพระรูปนี้สำเร็จสมณกิจแล้ว ท่านเกรงว่าโยมอุปฏฐากจะเลื่อมใสพระอาคันตุกะรูปใหม่ ด้วยความริษยาจึงแกล้งทำให้พระอาคันตุกะนั้นอดอาหารหนึ่งมื้อ ผลกรรมนี้ส่งผลให้ท่านตกนรกเป็นเวลานาน แล้วมาเกิดเป็นคนที่ไม่เคยกินอิ่มเลย

เมื่อท่านใกล้นิพพาน พระสารีบุตรหยั่งรู้ว่าท่านจะนิพพานในวันนั้น จึงใช้คนนำอาหารไปให้ท่าน เพื่อจะได้ฉันอาหารอิ่มก่อนนิพพาน แต่ด้วยผลกรรมเก่าทำให้คนนำอาหารลืมเสียแล้วเททิ้ง ต่อมาพระสารีบุตรนึกขึ้นได้ให้คนไปถามว่าฉันอาหารหรือยัง ท่านตอบว่าวันนี้ไม่ได้ฉันอะไร พระสารีบุตรจึงนำยาจตุมธุไปให้ท่านฉัน โดยพระสารีบุตรได้จับบาตรไว้ตลอดเวลาที่ท่านฉันอยู่ หากไม่จับไว้ยาจตุมธุอาจหายไปจากบาตรด้วยผลกรรม พระโลสกติสสะฉันอิ่มวันนั้นเพียงวันเดียวแล้วปรินิพพานในวันนั้นเอง

จะเห็นว่าผลของความริษยานั้นส่งผลในปัจจุบันและอนาคต สามารถติดตามให้ผลจนถึงช่วงเวลาที่จะนิพพานอีกด้วย และที่ผลของความริษยาที่เกิดขึ้นกับพระโลสกติสสะอย่างรุนแรง ทำให้ถึงกับตกนรกและมีผลมาจนถึงวันแห่งปรินิพพานนั้น เพราะท่านทำกรรมที่เกิดจากความริษยากับพระอรหันต์นั่นเอง

การทำกรรมไม่ดีกับผู้มีศีล ผู้มีบุญ ผู้มีคุณ ผู้เป็นพระสุปฏิปันโนขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์จึงเป็นบาปมากกว่าผู้ทุศีล ผู้ไม่มีบุญ ผู้ไม่มีคุณ แต่จะทำกรรมไม่ดีกับใครก็ตามเป็นบาปทั้งหมดจะบาปมากบาปน้อยก็แล้วแต่มีเจตนาหรือไม่มีเจตนา จะทำกับผู้มีคุณสูงหรือทำกับผู้ไม่มีคุณสูง ผลแห่งกรรมจะได้รับแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยนั่นเอง

ที่มา ลานธรรมจักร


 Image

กรรมจากแรงเสน่หา
เรื่องจากพระไตรปิฎก


ในสมัยพระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์อยู่ มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อ มหากาล เป็นพระโสดาบัน เขามาวัดเชตวันทุกวันพระเพื่อถือศีล ๘ และฟังธรรมเสมอ โดยเขามักค้างคืนที่วัดแล้วกลับบ้านในยามเช้า วันหนี่งเขามาวัดถือศีลฟังธรรมแล้วพักผ่อนที่วัดตามปกติ พอรุ่งเช้าก็ไปล้างหน้าที่สระน้ำหน้าวัด เผอิญมีขโมยลักทรัพย์แล้ววิ่งหนีมา ถูกชาวบ้านไล่ตามมาจึงทิ้งของที่ขโมยไว้วางข้างสระน้ำที่นายมหากาลยืนล้างหน้าอยู่ ฝ่ายชาวบ้านวิ่งมาถึงสระน้ำเห็นทรัพย์ของตนวางอยู่ข้างสระ และเห็นนายมหากาลอยู่ใกล้ทรัพย์ จึงเข้าใจผิดว่านายมหากาลเป็นขโมย ก็เลยรุมทุบตีจนถึงแก่ชีวิต

เรื่องนี้ได้รับกล่าวขานกันว่านายมหากาลเป็นคนดี มาถือศีลฟังธรรมทุกวันพระ แล้วทำไมเขาจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยและถูกทุบตีจนถึงแก่ชีวิต พระภิกษุบางรูปจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า พวกเธออย่าดูกรรมแต่ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ต้องดูกรรมในอดีตด้วยว่าเขาก่อกรรมชั่วอะไรไว้บ้าง

แล้วพระพุทธองค์ก็ตรัสเล่าบุพกรรมของนายมหากาลว่า ชาติก่อนเขาเคยเกิดเป็นเจ้าพนักงานคุ้มครองคนเดินทาง วันหนึ่งพบสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินทางมา เขาเกิดความเสน่หาในภรรยาของคนเดินทาง ได้ออกอุบายอ้างว่าเดินทางในตอนค่ำมีอันตรายมาก จึงชวนสามีภรรยานั้นให้นอนพักค้างคืนที่บ้านของตน และในคืนนั้นเองเขาได้แอบเอาแก้วมณีไปซ่อนไว้ที่เกวียนของคนเดินทาง

พอรุ่งเช้าเขาก็แกล้งพูดว่าแก้วมณีของเขาหายไป แล้วสั่งให้บริวารค้นหาของจากคนรอบข้าง และอุบายที่เขาวางไว้ก็สำเร็จผล เมื่อบริวารคนสนิทพบแก้วมณีนั้นอยู่ในเกวียนของคนเดินทาง เขาจึงสั่งให้บริวารคุมตัวคนเดินทางไว้แล้วทุบตีจนตาย ที่เขาทำเช่นนี้เพื่อจะได้ครอบครองภรรยาของนักเดินทางที่เขาเกิดเสน่หานั่นเอง

ผลกรรมนี้ทำให้เจ้าพนักงานคุ้มครองคนเดินทาง (นายมหากาล) ต้องตกนรกเป็นเวลานาน เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย และถูกทุบตีจนเสียชีวิตเป็นอย่างนี้มาแล้วร้อยชาติ

คนเราก่อกรรมเพราะกิเลสเป็นตัวผลักดัน จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าเกิดความหลงใหลในภรรยาของคนเดินทาง เมื่อเกิดความเสน่หาจึงวางแผนการณ์คิดร้ายเพื่อหวังครอบครองภรรยาเขา จนก่อให้เกิดกรรมออกอุบายใส่ร้ายคนเดินทางแล้วทุบตีจนตาย เมื่อก่อกรรมแล้วก็ต้องรับผลของกรรม ชดใช้กรรมนั้นในภพชาติต่อๆ ไปจนกว่าจะหมดวาระกรรมนั้น ทั้งต้องตกนรกทั้งเกิดใหม่ก็ต้องรับผลกรรมเช่นเดียวกับที่ทำไว้กับคนอื่น

ที่มา ลานธรรมจักร


 ณ ฝั่งแม่น้ำโคทาวรี มีพระมหานครแห่งหนึ่งตั้งอยู่นามว่า ประดิษฐาน ที่เมืองนี้ในสมัยบรรพกาลมีพระราชาธิบดีองค์หนึ่ง ทรงนามว่า ตริวิกรมเสน ได้ครองราไชศวรรย์มาด้วยความผาสุก พระองค์เป็นราชโอรสของพระเจ้าวิกรมเสนผู้ทรงเดชานุภาพเทียมท้าววัชรินทร์

ต่อมาได้มีนักบวชชื่อ ศานติศีล ได้นำผลไม้มาถวายทุกวันมิได้ขาด ซึ่งพระราชาแปลกใจ และได้ไปพบในคืนหนึ่งตามนัด ได้ถามถึงเหตุผลและเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ โยคีศานติศีลจอมเจ้าเล่ห์ได้ขอให้พระราชาตริวิกรมเสนนำเวตาลมาให้ตนเพื่อจะประกอบมหายัญพิธี

พระราชาผู้มีสัจจะเป็นมั่น ได้ไปนำเวตาลมาให้โยคีเจ้าเล่ห์ แต่เวตาลก็พยายามหน่วงเหนี่ยวด้วยการเล่านิทานทั้งสิ้น ๒๔ เรื่องด้วยกัน ซึ่งแต่ละเรื่องจะมีคำถามให้พระราชาตอบ โดยมีข้อแม้ว่า หากพระราชาทราบคำตอบแล้วไม่ตอบ ศีรษะของพระราชาจะต้องหลุดจากบ่า และหากพระราชาเอ่ยปากพูดเวตาลก็จะกลับไปสู่ที่เดิม

และก็เป็นดังนั้นทุกครั้ง ที่พระราชาตอบคำถามของเวตาล เวตาลก็จะหายกลับไปสู่ต้นไม้ที่สิงที่เดิม พระราชาก็จะเสด็จกลับไปเอาตัวเวตาลทุกครั้งไป จนเรื่องสุดท้ายพระราชาไม่ทราบคำตอบ ก็ทรงเงียบไม่พูด เวตาลพอใจในตัวพระราชามาก เพราะเป็นพระราชาผู้ไม่ย่อท้อ ผู้มีความกล้าหาญ ทำให้เวตาลบอกความจริงในความคิดของโยคีเจ้าเล่ห์ ว่าโยคีนั้นแท้จริงแล้ว ต้องการตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร โดยจะเอาพระราชาเป็นเครื่องสังเวยในการทำพิธี และอธิบายถึงวิธีกำจัดโยคีเจ้าเล่ห์

เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงโยคีตามที่นัดหมายไว้ ก็ปรากฎว่าโยคีได้เตรียมการทำอย่างที่เวตาลได้บอกกับพระราชาไว้ พระราชาจึงแก้โดยทำตามที่เวตาลได้อธิบายให้พระราชาฟัง พระราชาจึงได้ตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร และเวตาลได้บอกกับพระราชาตริวิกรมเสนว่า "ตำแหน่งนี้ได้มาเพราะความดีของพระองค์ ตำแหน่งนี้จะคอยพระองค์อยู่หลังจากที่ทรงเสวยสุขในโลกมนุษย์จนสิ้นอายุขัยแล้ว ข้าขอโทษในกาลที่แล้วมาในการที่ยั่วยวนประสาทพระองค์ แต่ก็ไม่ทรงถือโกรธต่อข้า บัดนี้ข้าจะถวายพรแก่พระองค์ ขอทรงเลือกอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาเถิด" พระราชาก็ตรัสว่า "เพราะเหตุที่เจ้ายินดีต่อข้า และข้าก็ยินดีในความมีน้ำใจของเจ้าเช่นเดียวกัน พรอันใดที่ข้าจะปรารถนาก็เป็นอันสมบูรณ์แล้ว ข้าเพียงแต่อยากจะขออะไรสักอย่างเป็นที่ระลึกระหว่างข้ากับเจ้า นั่นก็คือนิทานที่เจ้ายกปัญหามาถามข้าถึงยี่สิบสี่เรื่อง และคำตอบของข้าก็ให้ไปแล้วเช่นเดียวกัน และครั้งที่ยี่สิบห้าคือวันนี้ถือเป็นบทสรุป แสดงอวสานของเรื่อง ขอให้นิทานชุดนี้จงมีเกียรติแพร่กำจายไปในโลกกว้าง”

เวตาลก็สนองตอบว่า “ขอจงสำเร็จ โอ ราชะ บัดนี้จงฟังเถิด ข้าจะกล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีเด่นของนิทานชุดนี้ สร้อยนิทานอันร้อยรัดเข้าด้วยกันดังสร้อยมณีสายนี้ ประกอบด้วยยี่สิบสี่เรื่องเบื้องต้น แลมาถึงบทที่ยี่สิบห้า อันเป็นบทสรุปส่งท้าย นับเป็นปริโยสาน นิทานชุดนี้จงเป็นที่รู้จักกันในนามของเวตาลปัญจวิงศติ (นิทานยี่สิบห้าเรื่องของเวตาล) จงมีเกียรติยศบันลือไปในโลก และนำความเจริญมาสู่ผู้อ่านทุกคน ใครก็ตามที่อ่านหนังสือแม้แต่โศลกเดียว หรือเป็นผู้ฟังเขาอ่านก็เช่นเดียวกัน จักรอดจากคำสาปทั้งมวล บรรดาอมนุษย์ทั้งหลาย มียักษ์ เวตาล กุษมาณฑ์ แม่มด หมอผีและรากษส ตลอดจนสัตว์โลกประเภทเดียวกันนี้ จงสิ้นฤทธิ์เดชเมื่อได้ยินใครอ่านนิทาน อันศักดิ์สิทธิ์นี้”

พระศิวะได้ฟังเรื่องของต่าง ๆ ของเวตาลจบก็กล่าวชื่นชมในองค์พระราชาตริวิเสนมาก ซึ่งพระศิวะได้สร้างจากอนุภาคโดยให้มาปราบอสูรคนร้ายต่าง ๆ เมื่อพระราชาตริวิกรมเสนได้เป็นจอมราชันแห่งวิทยาธรทั้งโลกและสวรรค์แล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่าย หันไปบำเพ็ญทางธรรมจนบรรลุความหลุดพ้น

 

บุพกรรมของพระสีวลี

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยกย่องพระสีวลีเถรเจ้าด้วยพระวาจาว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของเราตถาคต พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภ” และตามคัมภีร์มโนรถปูรณี ในเรื่องของพระสีวลีก็ได้กล่าวไว้ว่ายกเว้นแต่พระตถาคตเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดเลิศด้วยลาภเหมือนพระสีวลีเถรเจ้า

ในอดีตชาติ (ครั้งพุทธกาลแห่งพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า) มีกุลบุตรผู้หนึ่งได้เกิดในบ้านเล็ก ๆ ตำบลหนึ่งใกล้เมืองพันธุมดี ในสมัยนั้นชาวเมืองกับพระราชาได้จัดการถวายทานแด่พระวิปัสสีพระพุทธเจ้าเป็นการแข่งขัน วันหนึ่งพวกชาวเมืองเตรียมจะกวายทานก็ได้พบว่าในทางของพวกตนนั้นขาดน้ำผึ้งและเนยแข็ง จึงได้จัดคนส่งออกไปหาน้ำผึ้งกับเนยแข็ง โดยคอยดักดูผู้คนจากชนบทที่เดินทางเข้าเมืองว่าผู้ใดมีสิ่งที่พวกตนต้องการบ้าง

บังเอิญวันนั้นกุลบุตร (คือพระสีวลีในชาติต่อมา) ก็จะเดินทางเข้าเมือง โดยนำกระบอกเนยแข็งมาด้วยหมายจะแลกสิ่งของในเมือง แต่ระหว่างทางก่อนจะเข้าเมือง ในที่นั้นได้พบรวงผึ้งรวมหนึ่งโตขนาดงอนไถ เมื่อเดินทางเข้าสู่เมือง ชาวเมืองจึงได้ขอซื้อในราคาถึงหนึ่งพันมหาปนะ ซึ่งทำความแปลกใจให้กุลบุตรเป็นอย่างมาก เพราะลำพังเนยแข็งกับน้ำผึ้งไม่ใช่ของมีราคาเพียงนี้ จึงทำเป็นไม่ขาย เพื่อใคร่รู้ราคาที่แท้จริง ชาวเมืองเกรงจะแพ้พระราชา จึงขึ้นราคาให้ถึงสองพันมหาปนะ

พอรู้ว่าจะไปถวายทานแด่พระวิปัสสีพระพุทธเจ้า ก็เกิดความคิดว่า ตนเองมีสิ่งของที่เป็นของสำคัญในการถวายทาน ก็ควรจะเป็นผู้ถวายทานครั้งนี้ด้วย จึงบอกกับชาวเมืองว่าตนไม่ขายแล้ว แต่จะขอร่วมถวายทานด้วยมือของตน ครั้นถวาย เมื่อพระวิปัสสีพระพุทธเจ้า ทรงรับทานของกุลบุตรแล้วก็อธิษฐานว่า อย่าให้น้ำผึ้งของกุลบุตรหมดไปจนกว่ากุลบุตรจะได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ครบทุกองค์ ซึ่งทำให้กุลบุตรได้ใส่บาตรด้วยน้ำผึ้งครบทุกองค์ และได้ขอพรจากพระวิปัสสีพระพุทธเจ้าว่า

“ด้วยผลแห่งกุศลที่ตนได้กระทำ ขอให้ตนเองเป็นผู้เลิศด้วยลาภเถิด” พระองค์ก็ทรงอนุโมทนาให้ ต่อมากุลบุตรนั้นก็ได้สร้างกุศลอยู่เสมอจนสิ้นชีวิต


ครั้นในชาติต่อมาคือในสมัยพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรนั้นถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาธิดาแห่งโกลิยวงศ์ พระนางต้องทรงพระครรภ์ถึง 7 ปี 7 เดือน มิได้ประสูตรพระกุมาร พระนางต้องได้รับทุกขเวทนาในการเจ็บพระครรภ์เป็นอย่างมาก พระนางจึงให้พระสวามีไปกราบถวายบังคมพระศาสดา พระองค์ก็ทรงตรัสประทานพรให้ว่า “พระนางสุปปวาสา ผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุเทวทหะ จงเป็นหญิงมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชบุตรผู้หาโรคมิได้เถิด”

ครั้งครบ 7 วันแล้วก็ทรงประสูติได้อย่างง่ายดายเปรียบประดุจน้ำไหลออกมาจากหม้อ ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพ และในระหว่างที่พระนางทรงครรภ์อยู่นั้น ก็บริบูรณ์ไปด้วยลาภสักการะ ด้วยมีผู้นำมาถวายทั้งเช้าและเย็น พระนางทรงใช้สอยไปอย่างๆก็ไม่รู้จักพร่อง ทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจของบุญกุศลของบุตรที่อยู่ในครรภ์ อันเนื่องมาจากศุภนิมิตอันเป็นมงคลนี้พระญาติทั้งหลายจึงได้ถวายพระนามพระโอรสของพระนางว่า
“สิวลีราชกุมาร



เนื่องจากพระสีวลีราชกุมาต้องอยู่ในครรภ์ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน พอประสูติออกมาจึงมีความรู้มาก ในวันที่เจ็ดพระสารีบุตรได้สนทนากับพระสีวลี พระนางสุปปวาสาเห็นพระโอรสประสูติได้เจ็ดวันก็พูดได้ก็ถามพระสารีบุตรว่า พระสีวลีกล่าวว่าอย่างไร พระสารีบุตรตอบว่า พระสีวลีบอกถึงการระลึกถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ตลอดมา ถ้าหากได้รับอนุญาตให้บรรพชาก็จะขอบรรพชา พระนางก็ทรงอนุญาต

ขณะเมื่อบรรพชาพระสารีบุตรได้สอนให้พระสีวลีพิจารณาถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ โดยให้พิจารณาเป็นทุกข์ลักษณะขึ้น ครั้นในขณะที่จรดมีดโกนเพื่อปลงผมในครั้งแรกนั้น พระสีวลีก็ได้สำเร็จโสดาปัตติผล เวลาจรดมีดลงในครั้งที่สองก็ได้สกิทาคามิผล และได้อนาคามิผลในเวลาโกนผมเสร็จ คือพอหมดศีรษะก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

นับแต่พระสีวลีได้บรรพชาแล้ว ก็มีปัจจัยลาภเกิดแก่หมู่สงฆ์ ตามปรารถนาเสมอมา แม้นท่านจะไปอยู่ที่ไหนจะไปอยู่ที่ใด ๆ แม้นแต่พระพุทธเจ้าจะเสด็จพาพระสงฆ์ไปในที่กันดารก็ยังต้องเอาท่านไปด้วย มีอยู่คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปกรุงสาวัตถี พระสีวลีได้ทูลขอทดลองในบุญของท่าน โดยขอพระภิกษุสงฆ์ 500 องค์ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตครั้งนั้นเทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่นั้นก็ได้ถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 500 องค์นั้น โดยมีพระสีวลีเป็นประธานอยู่ตลอด 7 วัน จากสาเหตุนั้นเอง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตั้งพระสีวลีไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ถึงซึ่งความเลิศด้วยลาภในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นพระสีวลีก็ดำรงชีวิตอยู่ถึงอายุขัยของท่าน แล้วก็เสด็จเข้าสู่นิพพาน

ส่วนในคัมภีร์พระธรรมบทนั้น กล่าวถึงสาเหตุที่พระนางสุปปวาสารทรงตั้งครรภ์อยู่ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน นั้นก็เนื่องมาจากบุพกรรมในอดีตชาติเมื่อครั้นเสวยชาติเป็นพระราชา ได้ทรงยกกองทัพไปล้อมเมือง โดยชาวเมืองนครนั้นที่ถูกล้อมนั้น ได้เข้าออกเพื่อนำฟืน และน้ำเป็นต้นจากภายนอกทางประตูเล็กของนคร จึงสามารถครองตนอยู่ได้แม้ถูกข้าศึกล้อมอยู่ ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน พระราชชนนีจึงแนะนำพระราชา(พระสีวลีในอดีต)ว่าให้ปิดประตูเล็กเสีย พระราชาทรงปฏิบัติตาม เมื่อชาวเมืองออกไปภายนอกไม่ได้ จึงปลงพระชนม์พระราชาของตนเองเสียในวันที่ 7 แล้วถวายราชสมบัติแก่พระราชา(พระสีวลีในอดีต)นั้น

ด้วยบุพกรรมนี้ติดตามมาสนองท่านพร้อมกับพระมารดาพระนางสุปปวาสาในชาตินี้

ที่มา : หนังสือ"พระปัจเจกพุทธเจ้า" รุจน์ มัณฑิรา

 
เรี่องมีอยู่ว่าวันหนึ่ง พระอนุรุทธ ท่านเข้าฌานเหาะไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อท่านพบวิมานหลังหนึ่งสวยสดงดงามมาก และเจ้าของวิมานก็สวยเช็งวับเลย ตามพระไตรปิฏกท่านพรรณาไว้อย่างนี้ว่า

“ดูก่อนนางเทพธิดา เธอมีรูปสวยมาก ผิวพรรณก็ผ่องใสคล้ายเงินผสมแก้ว จะขยับเขยื้อนแพรวพราวไปทั้งร่าง แสงสว่างที่ออกจากกายก็สว่างไสวไปทั่วทิศ สว่างเหนือหรือมากกว่าดาวประกายพรึกเป็นไหนๆ

เมื่อเธอฟ้อนอยู่ หรือการขับร้องเสียงที่เป็นทิพย์ก็ไพเราะมาก ช่างชื่นใจในน้ำเสียงของเธอเหลือเกิน กลิ่นที่เป็นทิพย์ก็หอมหวลยวนใจ เสียงเครื่องประดับกระทบกันก็ไพเราะมาก ขอพรรณาเท่านี้ก็พอ เพราะท่านชมไว้มากเหลือเกิน ท่านลงท้ายว่า เมื่อเป็นมนุษย์ทำบุญอะไรไว้ จึงสวยและเสียงไพเราะจับใจอย่างนี้”

อาศัยโมทนาบุญ

นางเทพธิดาตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นมนุษย์ฉันเป็นเพื่อนกับนางวิสาขามหาอุบาสิกา นางวิสาขาทำบุญไว้มากมหาศาล แต่ดิฉันบ๋อต๋อไม่ได้ทำเลย อยู่เฉยๆ ก็ได้บุญ คอยเก็บบุญคือโมทนาอย่างเดียวก็พอ” นี้แหละจึงเขียนว่า นางฟ้าขี้เหนี้ยว เอาแต่โมทนาอย่างเดียว ถ้านักบุญอย่างนี้มีมากๆ พระ เณร ชี อดหัวโตไปตามๆ กัน

เธอบอกว่า นางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้สร้างวิหารถวายสงฆ์ เธอเห็นวิหารนั้นมีใจเลื่อมใส ก็เลยโมทนา วิหารที่สวยสดงดงามที่พระคุณเจ้าเห็นอยู่นี้ เป็นผลบุญที่ฉันโมทนาที่นางวิสาขาสร้างถวายสงฆ์ วิมานนี้เป็นวิมานมหัศจรรย์ สวยสดงดงามมาก โดยรอบ ๑๖ โยชน์ เลี่อนลอยไปในอากาศได้ตามที่ฉันต้องการ

ดิฉันมีปราสาทเป็นที่อยู่ อาศัยที่บุญอนุโมทนา จัดให้เป็นส่วนๆ งามรุ่งโรจน์ตลอดร้อยโยชน์ มุมหนึ่งของวิมานมีสระโบกขรณี เป็นที่อาศัยของปลาสวยๆ ทุกประเภท มีน้ำใสสะอาด มีทางลาดเพื่อเดินเล่นด้วยทรายทองคำ มีบัวสวยๆ ทุกชนิด เกสรบัวหอมฟุ้งไปทั่วทิศ บุญที่โมทนาทำให้มีต้นไม้รอบวิมานหลายชนิด เช่น มะพร้าว ไม้หว้า ขนุน ต้นตาล เป็นต้น เธอคุยฟุ้งตามความเป็นจริงพรรณาไม่ไหว

สรุปแล้วผลที่เธอได้ เพราะอาศัยที่เธอเป็นมนุษย์ขี้เหนียว เอาแต่โมทนาบุญอย่างเดียว เป็นอันว่าคนฉลาดจะไม่มีโอกาสปราศจากบุญได้เลย ในเมื่อเราไม่มีทุนทำเอง เราก็โมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์ ส่วนที่ทำเองก็ทำแล้วและโมทนาต่อด้วย หรือโมทนาแล้วทำเองด้วย จะช่วยให้มีความสุขมากกว่านี้

ท่านพระอนุรุทธท่านถามโฉมงามที่มีนามว่ามนุษย์ขี้เหนียวต่อไปว่า “เวลานี้นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้ถวายวิหารทาน ไปอยู่ที่ไหน ?” นางฟ้าเธอตอบว่า “นางวิสาขามหาอุบาสิกาเธอมีทั้งทาน มีทั้งศีล จิตเจริญด้วยภาวนา เป็นมหาอุบาสิกาผู้ประเสริฐ เวลานี้ไปเกิดที่ชั้นนิมมานรดี เป็นชายาของท่านสุนิมมาตวดี”


ที่มา : ธรรมะปฏิบัติ2

 
ครั้งพุทธกาล ยังมีชาวประมงกลุ่มหนึ่ง
ได้ไปออกหาปลาที่แม่น้ำอจิรวดี
วันหนึ่งพวกเขาจับปลาที่มีสีดุจดังทองคำได้ตัวหนึ่ง
จึงปรึกษากันว่าจะนำไปถวาย พระราชา
และพระราชาจักพระราชทานทรัพย์ให้
เมื่อคิดเห็นตกลงกันได้ดังนั้น
จึงนำปลาใส่เรือไปถวายให้พระราชา

เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นปลาทองคำ
ก็คิดว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่า เหตุใดปลาจึงเป็นทองคำ
จึงรับสั่งให้คนนำปลาไปยังวิหารเชตวัน ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่

เมื่อมาถึงเชตวัน ปลาก็อ้าปากขึ้น เกิดกลิ่นเหม็นเน่า
ฟุ้งไปทั่วทั้งวิหาร!!


พระราชาจึงทูลถามพระศาสดาว่า
เพราะเหตุใด ปลาจึงมีสีเหมือนทองคำ
และเพราะเหตุใด กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของมัน

พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าว่า ปลานี้เคยเป็นภิกษุชื่อกปิละ
เป็นพหูสูตร มีบริวารมาก
ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พระนามว่ากัสสปะ
แต่ถูกความทะยานอยากในลาภครอบงำ
แล้วด่าบริภาษพวกภิกษุผู้ที่ไม่เชื่อคำของตน
ทำให้พระศาสนาเสื่อมลง จึงไปเกิดในอเวจีนรก
แล้วก็มาเกิดเป็นปลา
แต่ด้วยเหตุที่ภิกษุกปิละได้บอกพระพุทธวจนะ
กล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าสิ้นกาลนาน
จึงได้อัตตภาพ มีสีเหลือง เหมือนทองคำ
แต่ด้วยกรรมที่ได้ด่าบริภาษภิกษุ ผู้มีศีลทั้งหลายทั้งหลาย
ส่งผลให้มีกลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากปาก


จากนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสถามปลาสีทองตัวนั้นว่า

“เจ้าชื่อกปิละหรือ?”

ปลาทองตอบว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ”

“เจ้ามาจากไหน”

ปลาตอบว่า “มาจากอเวจีมหานรก..พระเจ้าข้า”

พระศาสดาจึงตรัสถามต่อไปว่า
“พระโสธนะพี่ชายใหญ่ ของเจ้าไปไหน”

“พี่ชายใหญ่ปรินิพพานแล้วพระเจ้าข้า”

“แล้วนางสาธนีมารดาของเจ้าเล่า ไปไหน?”

“เกิดในนรกพระเจ้าข้า”

“นางตาปนาน้องสาวของเจ้าไปไหน?”

“เกิดในมหานรก..พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าตรัสถามครั้งสุดท้ายว่า “บัดนี้เจ้าจักไปไหน”

“จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม..พระเจ้าข้า” ปลาทองกราบทูล
แล้วจึงเอาหัวฟาดเรือฆ่าตัวตายในที่นั้นเอง
พวกมหาชนในที่นั้นต่างก็สลดใจ และเกิดอาการขนลุกขนชัน!!

จากนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสถึงอดีตชาติของปลา กปิละว่า

ในอดีตกาลแห่งพระศาสนาของพระผู้มีพระภาค
ทรงพระนามว่า กัสสปะ ซึ่งปรินิพพานแล้ว
มีกุลบุตรสองคนพี่น้องออกบวชในสำนักของสาวกทั้งหลาย

คนพี่ชื่อว่า โสธนะ ส่วนคนน้องชื่อว่า กปิละ
มารดาชื่อว่าสาธนี และน้องสาวชื่อว่า ตาปนา
ซึ่งทั้งแม่และลูกสาว ก็บวชในสำนักภิกษุณี
สองพี่น้องได้ทำวัตรและปฏิบัติแก่พระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์
วันหนึ่งจึงได้ถามพระอาจารย์ว่า ธุระในศาสนานี้มีอยู่เท่าไหร่
พระอาจารย์ตอบว่า มี ๒ อย่าง คือ ๑.คันถธุระ ๒.วิปัสสนาธุระ

พระโสธนะผู้พี่จึงคิดว่า เราจักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ
เพราะเราอยู่ในสำนักพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์มาแล้ว ๕ พรรษา
เรียนกัมมัฏฐานจนเข้าถึงอรหัตผล
เข้าไปสู่ป่าเพื่อบำเพ็ญให้บรรลุอรหัตผล เพราะเรามีอายุมากแล้ว

ส่วนพระกปิละ ก็คิดว่าเรายังหนุ่ม เราจะเรียนคันถธุระ
ปล่อยให้พี่ผู้มีอายุมาก เรียนกัมมัฏฐานไปเถิด

พระโสธนะได้ลาพระอุปัชฌาย์
แล้วเข้าไปสู่ป่าบำเพ็ญเพียรอยู่ไม่นาน ก็บรรลุอรหัตผล
ดำรงชีวิตอยู่ในป่า
ส่วนพระกปิละก็ตั้งใจศึกษาปริยัติธรรมจนมีความชำนาญในหลักธรรม
แล้วก็ได้สอนผู้อื่น โดยลำดับ
เมื่อสอน พระภิกษุมากขึ้น ลาภสักการะก็มากขึ้น
จนเกิดความทะยานอยากในลาภสักการะ และยังบอกด้วยว่า
สิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณะ เป็นเรื่องที่สมควรแก่สมณะ
และสิ่งที่สมควรแก่สมณะ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรแก่สมณะ
รวมทั้งกล่าวถึงสิ่ง ที่มีโทษ ว่าไม่มีโทษ
และสิ่งที่ไม่มีโทษ ว่ามีโทษ

แม้ภิกษุอื่นๆจะพร่ำบอกว่า อย่าได้กล่าวเช่นนี้
แล้วแสดงพระธรรมวินัยกล่าวสอน แต่กปิละก็หาฟังไม่
กลับตวาดภิกษุเหล่านั้นว่าไม่รู้เรื่องอะไร

ภิกษุทั้งหลายจึงไปแจ้งแก่พระโสธนเถระผู้พี่
พระโสธนเถระ จึงไปหาพระกปิละ
แล้วเตือนว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติชอบทั้งหลายนั้น
ก็เป็นผู้สืบอายุพระศาสนา
เพราะฉะนั้นจงอย่ากล่าวคัดค้านในสิ่งที่ควร
ทราบมาว่า พระเถระตักเตือนเธอสองสาม ครั้งแล้ว แต่เธอก็ไม่ฟัง
ถ้าเช่นนั้น เธอก็จงรับกรรมที่ทำไว้เถิด

ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีภิกษุผู้ปฏิบัติชอบรูปใดตักเตือน
และ ข้องเกี่ยวกับพระกปิละอีก
มีแต่พวกประพฤติชั่วเท่านั้น ที่คอยห้อมล้อม

วันหนึ่งพระกปิละคิดว่าจะสวดปาฏิโมกข์ จึงถือพัดไป ที่โบสถ์
นั่งบนธรรมาสน์แล้วถามขึ้นว่า

“ผู้มีอายุ ปาฏิโมกข์ย่อมเป็นไปเพื่อภิกษุทั้งหลาย
ผู้ประชุมกันแล้วในที่นี้หรือ?”

ภิกษุทั้งหลายนิ่งเสีย เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร
ที่จะไปโต้ตอบด้วย พระกปิละเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า

“ผู้มีอายุ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ไม่มีประโยชน์อะไรด้วยปาฏิโมกข์
ที่พวกท่านจะฟังหรือไม่ฟัง” พูดจบก็ลุกจากอาสนะ

การกระทำดังกล่าวของพระกปิละนั้น เป็นการทำให้ศาสนา
คือ ปริยัติของพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า กัสสปะเสื่อมลง

ในขณะที่พระโสธนเถระผู้พี่ก็ได้ปรินิพพานในวันนั้นเอง

หลังจากที่พระกปิละสิ้นอายุขัย แล้วก็ไปเกิดในอเวจีมหานรก
ส่วนมารดาและน้องสาวที่บวชเป็นภิกษุณี
ก็ไปเกิดในอเวจีมหานรกเช่นกัน
เพราะทำตามแบบพระกปิละ
โดยการด่าว่าภิกษุอื่นๆ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย
ได้กล่าวการประพฤติธรรม ๑
การประพฤติพรหมจรรย์ ๑ ว่าเป็นแก้วอันสูงสุด


และได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีกว่า

ตัณหา ดุจเถาย่านทราย
ย่อมเจริญแก่คนผู้มีปกติประพฤติประมาท
เขาย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานร
ปรารถนาผลไม้ เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น
ตัณหานี้เป็นธรรมชาติลามก
มักแผ่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆในโลก
ย่อม ครอบงำบุคคลใด
ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น
ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกรด แล้วงอกงามอยู่ฉะนั้น
แต่ผู้ใด ย่อมย่ำยีตัณหานั้น ซึ่งเป็นธรรมชาติลามก
ยากที่ใครในโลก จะล่วงไปได้
ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากผู้นั้น
เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น
เพราะฉะนั้น เราบอกกับท่านทั้งหลายว่า
ความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดาที่ประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้
ท่านทั้งหลาย จงขุดรากตัณหาเสียเถิด
ประหนึ่งผู้ต้องการแฝก ขุดหญ้าคมบางเสียฉะนั้น
มาร อย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ
ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น




(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 82 ก.ย. 50
โดยพระมหา ดร.ณรงค์ศักดิ์ ฐิติยาโณ วัดใหม่ยายแป้น)


ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์