บุพกรรมของพระสีวลี

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยกย่องพระสีวลีเถรเจ้าด้วยพระวาจาว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของเราตถาคต พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภ” และตามคัมภีร์มโนรถปูรณี ในเรื่องของพระสีวลีก็ได้กล่าวไว้ว่ายกเว้นแต่พระตถาคตเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดเลิศด้วยลาภเหมือนพระสีวลีเถรเจ้า

ในอดีตชาติ (ครั้งพุทธกาลแห่งพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า) มีกุลบุตรผู้หนึ่งได้เกิดในบ้านเล็ก ๆ ตำบลหนึ่งใกล้เมืองพันธุมดี ในสมัยนั้นชาวเมืองกับพระราชาได้จัดการถวายทานแด่พระวิปัสสีพระพุทธเจ้าเป็นการแข่งขัน วันหนึ่งพวกชาวเมืองเตรียมจะกวายทานก็ได้พบว่าในทางของพวกตนนั้นขาดน้ำผึ้งและเนยแข็ง จึงได้จัดคนส่งออกไปหาน้ำผึ้งกับเนยแข็ง โดยคอยดักดูผู้คนจากชนบทที่เดินทางเข้าเมืองว่าผู้ใดมีสิ่งที่พวกตนต้องการบ้าง

บังเอิญวันนั้นกุลบุตร (คือพระสีวลีในชาติต่อมา) ก็จะเดินทางเข้าเมือง โดยนำกระบอกเนยแข็งมาด้วยหมายจะแลกสิ่งของในเมือง แต่ระหว่างทางก่อนจะเข้าเมือง ในที่นั้นได้พบรวงผึ้งรวมหนึ่งโตขนาดงอนไถ เมื่อเดินทางเข้าสู่เมือง ชาวเมืองจึงได้ขอซื้อในราคาถึงหนึ่งพันมหาปนะ ซึ่งทำความแปลกใจให้กุลบุตรเป็นอย่างมาก เพราะลำพังเนยแข็งกับน้ำผึ้งไม่ใช่ของมีราคาเพียงนี้ จึงทำเป็นไม่ขาย เพื่อใคร่รู้ราคาที่แท้จริง ชาวเมืองเกรงจะแพ้พระราชา จึงขึ้นราคาให้ถึงสองพันมหาปนะ

พอรู้ว่าจะไปถวายทานแด่พระวิปัสสีพระพุทธเจ้า ก็เกิดความคิดว่า ตนเองมีสิ่งของที่เป็นของสำคัญในการถวายทาน ก็ควรจะเป็นผู้ถวายทานครั้งนี้ด้วย จึงบอกกับชาวเมืองว่าตนไม่ขายแล้ว แต่จะขอร่วมถวายทานด้วยมือของตน ครั้นถวาย เมื่อพระวิปัสสีพระพุทธเจ้า ทรงรับทานของกุลบุตรแล้วก็อธิษฐานว่า อย่าให้น้ำผึ้งของกุลบุตรหมดไปจนกว่ากุลบุตรจะได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ครบทุกองค์ ซึ่งทำให้กุลบุตรได้ใส่บาตรด้วยน้ำผึ้งครบทุกองค์ และได้ขอพรจากพระวิปัสสีพระพุทธเจ้าว่า

“ด้วยผลแห่งกุศลที่ตนได้กระทำ ขอให้ตนเองเป็นผู้เลิศด้วยลาภเถิด” พระองค์ก็ทรงอนุโมทนาให้ ต่อมากุลบุตรนั้นก็ได้สร้างกุศลอยู่เสมอจนสิ้นชีวิต


ครั้นในชาติต่อมาคือในสมัยพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรนั้นถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาธิดาแห่งโกลิยวงศ์ พระนางต้องทรงพระครรภ์ถึง 7 ปี 7 เดือน มิได้ประสูตรพระกุมาร พระนางต้องได้รับทุกขเวทนาในการเจ็บพระครรภ์เป็นอย่างมาก พระนางจึงให้พระสวามีไปกราบถวายบังคมพระศาสดา พระองค์ก็ทรงตรัสประทานพรให้ว่า “พระนางสุปปวาสา ผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุเทวทหะ จงเป็นหญิงมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชบุตรผู้หาโรคมิได้เถิด”

ครั้งครบ 7 วันแล้วก็ทรงประสูติได้อย่างง่ายดายเปรียบประดุจน้ำไหลออกมาจากหม้อ ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพ และในระหว่างที่พระนางทรงครรภ์อยู่นั้น ก็บริบูรณ์ไปด้วยลาภสักการะ ด้วยมีผู้นำมาถวายทั้งเช้าและเย็น พระนางทรงใช้สอยไปอย่างๆก็ไม่รู้จักพร่อง ทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจของบุญกุศลของบุตรที่อยู่ในครรภ์ อันเนื่องมาจากศุภนิมิตอันเป็นมงคลนี้พระญาติทั้งหลายจึงได้ถวายพระนามพระโอรสของพระนางว่า
“สิวลีราชกุมาร



เนื่องจากพระสีวลีราชกุมาต้องอยู่ในครรภ์ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน พอประสูติออกมาจึงมีความรู้มาก ในวันที่เจ็ดพระสารีบุตรได้สนทนากับพระสีวลี พระนางสุปปวาสาเห็นพระโอรสประสูติได้เจ็ดวันก็พูดได้ก็ถามพระสารีบุตรว่า พระสีวลีกล่าวว่าอย่างไร พระสารีบุตรตอบว่า พระสีวลีบอกถึงการระลึกถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ตลอดมา ถ้าหากได้รับอนุญาตให้บรรพชาก็จะขอบรรพชา พระนางก็ทรงอนุญาต

ขณะเมื่อบรรพชาพระสารีบุตรได้สอนให้พระสีวลีพิจารณาถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ โดยให้พิจารณาเป็นทุกข์ลักษณะขึ้น ครั้นในขณะที่จรดมีดโกนเพื่อปลงผมในครั้งแรกนั้น พระสีวลีก็ได้สำเร็จโสดาปัตติผล เวลาจรดมีดลงในครั้งที่สองก็ได้สกิทาคามิผล และได้อนาคามิผลในเวลาโกนผมเสร็จ คือพอหมดศีรษะก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

นับแต่พระสีวลีได้บรรพชาแล้ว ก็มีปัจจัยลาภเกิดแก่หมู่สงฆ์ ตามปรารถนาเสมอมา แม้นท่านจะไปอยู่ที่ไหนจะไปอยู่ที่ใด ๆ แม้นแต่พระพุทธเจ้าจะเสด็จพาพระสงฆ์ไปในที่กันดารก็ยังต้องเอาท่านไปด้วย มีอยู่คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปกรุงสาวัตถี พระสีวลีได้ทูลขอทดลองในบุญของท่าน โดยขอพระภิกษุสงฆ์ 500 องค์ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตครั้งนั้นเทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่นั้นก็ได้ถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 500 องค์นั้น โดยมีพระสีวลีเป็นประธานอยู่ตลอด 7 วัน จากสาเหตุนั้นเอง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตั้งพระสีวลีไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ถึงซึ่งความเลิศด้วยลาภในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นพระสีวลีก็ดำรงชีวิตอยู่ถึงอายุขัยของท่าน แล้วก็เสด็จเข้าสู่นิพพาน

ส่วนในคัมภีร์พระธรรมบทนั้น กล่าวถึงสาเหตุที่พระนางสุปปวาสารทรงตั้งครรภ์อยู่ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน นั้นก็เนื่องมาจากบุพกรรมในอดีตชาติเมื่อครั้นเสวยชาติเป็นพระราชา ได้ทรงยกกองทัพไปล้อมเมือง โดยชาวเมืองนครนั้นที่ถูกล้อมนั้น ได้เข้าออกเพื่อนำฟืน และน้ำเป็นต้นจากภายนอกทางประตูเล็กของนคร จึงสามารถครองตนอยู่ได้แม้ถูกข้าศึกล้อมอยู่ ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน พระราชชนนีจึงแนะนำพระราชา(พระสีวลีในอดีต)ว่าให้ปิดประตูเล็กเสีย พระราชาทรงปฏิบัติตาม เมื่อชาวเมืองออกไปภายนอกไม่ได้ จึงปลงพระชนม์พระราชาของตนเองเสียในวันที่ 7 แล้วถวายราชสมบัติแก่พระราชา(พระสีวลีในอดีต)นั้น

ด้วยบุพกรรมนี้ติดตามมาสนองท่านพร้อมกับพระมารดาพระนางสุปปวาสาในชาตินี้

ที่มา : หนังสือ"พระปัจเจกพุทธเจ้า" รุจน์ มัณฑิรา

 
เรี่องมีอยู่ว่าวันหนึ่ง พระอนุรุทธ ท่านเข้าฌานเหาะไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อท่านพบวิมานหลังหนึ่งสวยสดงดงามมาก และเจ้าของวิมานก็สวยเช็งวับเลย ตามพระไตรปิฏกท่านพรรณาไว้อย่างนี้ว่า

“ดูก่อนนางเทพธิดา เธอมีรูปสวยมาก ผิวพรรณก็ผ่องใสคล้ายเงินผสมแก้ว จะขยับเขยื้อนแพรวพราวไปทั้งร่าง แสงสว่างที่ออกจากกายก็สว่างไสวไปทั่วทิศ สว่างเหนือหรือมากกว่าดาวประกายพรึกเป็นไหนๆ

เมื่อเธอฟ้อนอยู่ หรือการขับร้องเสียงที่เป็นทิพย์ก็ไพเราะมาก ช่างชื่นใจในน้ำเสียงของเธอเหลือเกิน กลิ่นที่เป็นทิพย์ก็หอมหวลยวนใจ เสียงเครื่องประดับกระทบกันก็ไพเราะมาก ขอพรรณาเท่านี้ก็พอ เพราะท่านชมไว้มากเหลือเกิน ท่านลงท้ายว่า เมื่อเป็นมนุษย์ทำบุญอะไรไว้ จึงสวยและเสียงไพเราะจับใจอย่างนี้”

อาศัยโมทนาบุญ

นางเทพธิดาตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นมนุษย์ฉันเป็นเพื่อนกับนางวิสาขามหาอุบาสิกา นางวิสาขาทำบุญไว้มากมหาศาล แต่ดิฉันบ๋อต๋อไม่ได้ทำเลย อยู่เฉยๆ ก็ได้บุญ คอยเก็บบุญคือโมทนาอย่างเดียวก็พอ” นี้แหละจึงเขียนว่า นางฟ้าขี้เหนี้ยว เอาแต่โมทนาอย่างเดียว ถ้านักบุญอย่างนี้มีมากๆ พระ เณร ชี อดหัวโตไปตามๆ กัน

เธอบอกว่า นางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้สร้างวิหารถวายสงฆ์ เธอเห็นวิหารนั้นมีใจเลื่อมใส ก็เลยโมทนา วิหารที่สวยสดงดงามที่พระคุณเจ้าเห็นอยู่นี้ เป็นผลบุญที่ฉันโมทนาที่นางวิสาขาสร้างถวายสงฆ์ วิมานนี้เป็นวิมานมหัศจรรย์ สวยสดงดงามมาก โดยรอบ ๑๖ โยชน์ เลี่อนลอยไปในอากาศได้ตามที่ฉันต้องการ

ดิฉันมีปราสาทเป็นที่อยู่ อาศัยที่บุญอนุโมทนา จัดให้เป็นส่วนๆ งามรุ่งโรจน์ตลอดร้อยโยชน์ มุมหนึ่งของวิมานมีสระโบกขรณี เป็นที่อาศัยของปลาสวยๆ ทุกประเภท มีน้ำใสสะอาด มีทางลาดเพื่อเดินเล่นด้วยทรายทองคำ มีบัวสวยๆ ทุกชนิด เกสรบัวหอมฟุ้งไปทั่วทิศ บุญที่โมทนาทำให้มีต้นไม้รอบวิมานหลายชนิด เช่น มะพร้าว ไม้หว้า ขนุน ต้นตาล เป็นต้น เธอคุยฟุ้งตามความเป็นจริงพรรณาไม่ไหว

สรุปแล้วผลที่เธอได้ เพราะอาศัยที่เธอเป็นมนุษย์ขี้เหนียว เอาแต่โมทนาบุญอย่างเดียว เป็นอันว่าคนฉลาดจะไม่มีโอกาสปราศจากบุญได้เลย ในเมื่อเราไม่มีทุนทำเอง เราก็โมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์ ส่วนที่ทำเองก็ทำแล้วและโมทนาต่อด้วย หรือโมทนาแล้วทำเองด้วย จะช่วยให้มีความสุขมากกว่านี้

ท่านพระอนุรุทธท่านถามโฉมงามที่มีนามว่ามนุษย์ขี้เหนียวต่อไปว่า “เวลานี้นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้ถวายวิหารทาน ไปอยู่ที่ไหน ?” นางฟ้าเธอตอบว่า “นางวิสาขามหาอุบาสิกาเธอมีทั้งทาน มีทั้งศีล จิตเจริญด้วยภาวนา เป็นมหาอุบาสิกาผู้ประเสริฐ เวลานี้ไปเกิดที่ชั้นนิมมานรดี เป็นชายาของท่านสุนิมมาตวดี”


ที่มา : ธรรมะปฏิบัติ2

 
ครั้งพุทธกาล ยังมีชาวประมงกลุ่มหนึ่ง
ได้ไปออกหาปลาที่แม่น้ำอจิรวดี
วันหนึ่งพวกเขาจับปลาที่มีสีดุจดังทองคำได้ตัวหนึ่ง
จึงปรึกษากันว่าจะนำไปถวาย พระราชา
และพระราชาจักพระราชทานทรัพย์ให้
เมื่อคิดเห็นตกลงกันได้ดังนั้น
จึงนำปลาใส่เรือไปถวายให้พระราชา

เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นปลาทองคำ
ก็คิดว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่า เหตุใดปลาจึงเป็นทองคำ
จึงรับสั่งให้คนนำปลาไปยังวิหารเชตวัน ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่

เมื่อมาถึงเชตวัน ปลาก็อ้าปากขึ้น เกิดกลิ่นเหม็นเน่า
ฟุ้งไปทั่วทั้งวิหาร!!


พระราชาจึงทูลถามพระศาสดาว่า
เพราะเหตุใด ปลาจึงมีสีเหมือนทองคำ
และเพราะเหตุใด กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของมัน

พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าว่า ปลานี้เคยเป็นภิกษุชื่อกปิละ
เป็นพหูสูตร มีบริวารมาก
ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พระนามว่ากัสสปะ
แต่ถูกความทะยานอยากในลาภครอบงำ
แล้วด่าบริภาษพวกภิกษุผู้ที่ไม่เชื่อคำของตน
ทำให้พระศาสนาเสื่อมลง จึงไปเกิดในอเวจีนรก
แล้วก็มาเกิดเป็นปลา
แต่ด้วยเหตุที่ภิกษุกปิละได้บอกพระพุทธวจนะ
กล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าสิ้นกาลนาน
จึงได้อัตตภาพ มีสีเหลือง เหมือนทองคำ
แต่ด้วยกรรมที่ได้ด่าบริภาษภิกษุ ผู้มีศีลทั้งหลายทั้งหลาย
ส่งผลให้มีกลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากปาก


จากนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสถามปลาสีทองตัวนั้นว่า

“เจ้าชื่อกปิละหรือ?”

ปลาทองตอบว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ”

“เจ้ามาจากไหน”

ปลาตอบว่า “มาจากอเวจีมหานรก..พระเจ้าข้า”

พระศาสดาจึงตรัสถามต่อไปว่า
“พระโสธนะพี่ชายใหญ่ ของเจ้าไปไหน”

“พี่ชายใหญ่ปรินิพพานแล้วพระเจ้าข้า”

“แล้วนางสาธนีมารดาของเจ้าเล่า ไปไหน?”

“เกิดในนรกพระเจ้าข้า”

“นางตาปนาน้องสาวของเจ้าไปไหน?”

“เกิดในมหานรก..พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าตรัสถามครั้งสุดท้ายว่า “บัดนี้เจ้าจักไปไหน”

“จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม..พระเจ้าข้า” ปลาทองกราบทูล
แล้วจึงเอาหัวฟาดเรือฆ่าตัวตายในที่นั้นเอง
พวกมหาชนในที่นั้นต่างก็สลดใจ และเกิดอาการขนลุกขนชัน!!

จากนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสถึงอดีตชาติของปลา กปิละว่า

ในอดีตกาลแห่งพระศาสนาของพระผู้มีพระภาค
ทรงพระนามว่า กัสสปะ ซึ่งปรินิพพานแล้ว
มีกุลบุตรสองคนพี่น้องออกบวชในสำนักของสาวกทั้งหลาย

คนพี่ชื่อว่า โสธนะ ส่วนคนน้องชื่อว่า กปิละ
มารดาชื่อว่าสาธนี และน้องสาวชื่อว่า ตาปนา
ซึ่งทั้งแม่และลูกสาว ก็บวชในสำนักภิกษุณี
สองพี่น้องได้ทำวัตรและปฏิบัติแก่พระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์
วันหนึ่งจึงได้ถามพระอาจารย์ว่า ธุระในศาสนานี้มีอยู่เท่าไหร่
พระอาจารย์ตอบว่า มี ๒ อย่าง คือ ๑.คันถธุระ ๒.วิปัสสนาธุระ

พระโสธนะผู้พี่จึงคิดว่า เราจักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ
เพราะเราอยู่ในสำนักพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์มาแล้ว ๕ พรรษา
เรียนกัมมัฏฐานจนเข้าถึงอรหัตผล
เข้าไปสู่ป่าเพื่อบำเพ็ญให้บรรลุอรหัตผล เพราะเรามีอายุมากแล้ว

ส่วนพระกปิละ ก็คิดว่าเรายังหนุ่ม เราจะเรียนคันถธุระ
ปล่อยให้พี่ผู้มีอายุมาก เรียนกัมมัฏฐานไปเถิด

พระโสธนะได้ลาพระอุปัชฌาย์
แล้วเข้าไปสู่ป่าบำเพ็ญเพียรอยู่ไม่นาน ก็บรรลุอรหัตผล
ดำรงชีวิตอยู่ในป่า
ส่วนพระกปิละก็ตั้งใจศึกษาปริยัติธรรมจนมีความชำนาญในหลักธรรม
แล้วก็ได้สอนผู้อื่น โดยลำดับ
เมื่อสอน พระภิกษุมากขึ้น ลาภสักการะก็มากขึ้น
จนเกิดความทะยานอยากในลาภสักการะ และยังบอกด้วยว่า
สิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณะ เป็นเรื่องที่สมควรแก่สมณะ
และสิ่งที่สมควรแก่สมณะ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรแก่สมณะ
รวมทั้งกล่าวถึงสิ่ง ที่มีโทษ ว่าไม่มีโทษ
และสิ่งที่ไม่มีโทษ ว่ามีโทษ

แม้ภิกษุอื่นๆจะพร่ำบอกว่า อย่าได้กล่าวเช่นนี้
แล้วแสดงพระธรรมวินัยกล่าวสอน แต่กปิละก็หาฟังไม่
กลับตวาดภิกษุเหล่านั้นว่าไม่รู้เรื่องอะไร

ภิกษุทั้งหลายจึงไปแจ้งแก่พระโสธนเถระผู้พี่
พระโสธนเถระ จึงไปหาพระกปิละ
แล้วเตือนว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติชอบทั้งหลายนั้น
ก็เป็นผู้สืบอายุพระศาสนา
เพราะฉะนั้นจงอย่ากล่าวคัดค้านในสิ่งที่ควร
ทราบมาว่า พระเถระตักเตือนเธอสองสาม ครั้งแล้ว แต่เธอก็ไม่ฟัง
ถ้าเช่นนั้น เธอก็จงรับกรรมที่ทำไว้เถิด

ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีภิกษุผู้ปฏิบัติชอบรูปใดตักเตือน
และ ข้องเกี่ยวกับพระกปิละอีก
มีแต่พวกประพฤติชั่วเท่านั้น ที่คอยห้อมล้อม

วันหนึ่งพระกปิละคิดว่าจะสวดปาฏิโมกข์ จึงถือพัดไป ที่โบสถ์
นั่งบนธรรมาสน์แล้วถามขึ้นว่า

“ผู้มีอายุ ปาฏิโมกข์ย่อมเป็นไปเพื่อภิกษุทั้งหลาย
ผู้ประชุมกันแล้วในที่นี้หรือ?”

ภิกษุทั้งหลายนิ่งเสีย เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร
ที่จะไปโต้ตอบด้วย พระกปิละเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า

“ผู้มีอายุ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ไม่มีประโยชน์อะไรด้วยปาฏิโมกข์
ที่พวกท่านจะฟังหรือไม่ฟัง” พูดจบก็ลุกจากอาสนะ

การกระทำดังกล่าวของพระกปิละนั้น เป็นการทำให้ศาสนา
คือ ปริยัติของพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า กัสสปะเสื่อมลง

ในขณะที่พระโสธนเถระผู้พี่ก็ได้ปรินิพพานในวันนั้นเอง

หลังจากที่พระกปิละสิ้นอายุขัย แล้วก็ไปเกิดในอเวจีมหานรก
ส่วนมารดาและน้องสาวที่บวชเป็นภิกษุณี
ก็ไปเกิดในอเวจีมหานรกเช่นกัน
เพราะทำตามแบบพระกปิละ
โดยการด่าว่าภิกษุอื่นๆ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย
ได้กล่าวการประพฤติธรรม ๑
การประพฤติพรหมจรรย์ ๑ ว่าเป็นแก้วอันสูงสุด


และได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีกว่า

ตัณหา ดุจเถาย่านทราย
ย่อมเจริญแก่คนผู้มีปกติประพฤติประมาท
เขาย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานร
ปรารถนาผลไม้ เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น
ตัณหานี้เป็นธรรมชาติลามก
มักแผ่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆในโลก
ย่อม ครอบงำบุคคลใด
ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น
ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกรด แล้วงอกงามอยู่ฉะนั้น
แต่ผู้ใด ย่อมย่ำยีตัณหานั้น ซึ่งเป็นธรรมชาติลามก
ยากที่ใครในโลก จะล่วงไปได้
ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากผู้นั้น
เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น
เพราะฉะนั้น เราบอกกับท่านทั้งหลายว่า
ความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดาที่ประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้
ท่านทั้งหลาย จงขุดรากตัณหาเสียเถิด
ประหนึ่งผู้ต้องการแฝก ขุดหญ้าคมบางเสียฉะนั้น
มาร อย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ
ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น




(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 82 ก.ย. 50
โดยพระมหา ดร.ณรงค์ศักดิ์ ฐิติยาโณ วัดใหม่ยายแป้น)


ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

 เรื่องนี้มี่อยู่ว่า.........
อันว่าความรัก เมื่อคบกํนใหม่ๆก็รักกันดีอยู่หลอก
ยามรักน้ำ เข้าตำราที่ว่า "น้ำต้มผักยังว่าหวาน"

เมื่อกับ ๒ สามีภรรยาคู่นี้
เมื่อแต่งงานใหม่ๆ ทั้งคู่ไม่เคยต่อว่าต่อเถียงกัยเลย
จนกระทั้งมี พยานรักขึ้นมา ๒ คน
ความรักเริ่มเปลี่ยนเป็นคำว่าเบื่อขึ้นมา
โดยภรรยาเริ่มก่อน "ฉันไม่น่าเอาเเกมาเป็นสามีเลย.. ฉันคิดว่าฉันคิดผิดนะ"
สามี มีหรือจะยอม " ใช่.. เธอคิดผิด ฉันเองก็เหมือนกัน"

นานวันเข้าจากด่า ด่าและก็ด่าเริ่มเป็นตี เตะ และ ต่อย
สามีเริ่มทนไม่ไหว ด้วยควมโทสะที่ ภรรยาค้อยข้างจนเกิบไม่เหลือในเรื่องการพูด
จึงได้เตะภรรยาที่รัก(ในตอนแรก)ลงน้ำ
ภรรยาวายนำไม่เป็นจึงจมน้ำ แล้วชู ๒นิ้วขึ้มมา
สามีเป็นดังนั้นคิดว่า ภรรยาห่วงลูกทั้ง ๒ คนเลยช่วยภรรยาไว้

สามี"นี้ที่ฉันช่วยเธอหนะเพราะเธอเป็นห่วงลูก ทั้ง๒คนใช้ปะ จึงได้ชู ๒ นิ้วขึ้นมา"
ภรรยา ยิ้มอย่างดีใจ(นิดๆ) "ใช่...............ที่ไหนที่ชู๒นิ้วหนะด่า พ่อกับแม่ แก่ต่างหาก"
ทั้งคู่จึงตีกันต่อไป(เป็นยกที่ ๒)

ภรรยาด้วยความน้อยใจ(ที่สู้สามีไม่ได้)
จึงไปหาหลวงพ่อได้ขอให้กลวงพ่อช่วย
หลวงพ่อไม่รู้จะทำไงเลยทำท่า มนต์น้ำแล้วบอกว่า
เมื่อสามีเข้าบ้านมา ให้รีบอมน้ำไว้นะ แดตมีข้อเเม้ว่า
ถ้า "คายออกฟันจะร่วง ถ้ากลืนท้องจะแตก"

เมื่อสามีมาถึงบ้าน ภรรยาก็อมน้ำไว้เติมปาก
วันนี้สามีเมามา เลยเริ่มก่อน
"อีแก่ มึงอยู่ไหนวะ"
ภรรยาจะตอบก็ไม่ได้(เพราะกลัว คายออกฟันจะร่วง ถ้ากลืนท้องจะแตก)
เมื่อไม่ตอบสามีจึงเงียบและเข้านอนไป
ภรรยานอนคิดอยู่จึงคิดได้ว่า
อ๋อ.......นี้หลวงพ่อสอนเรา จึงได้คายน้ำออก(ปรากฎว่า ฟันไม่ร่วงครัลบที่น้อง)


เมื่อได้ที่ไม่ถูกใจกัน เมื่อเราเงียบก่อนเขาก็จะเงียบตาม

http://www.dhammathai.org


นายหวัง เป็นบัณฑิตที่หลงตัวเองว่ามีเสน่ห์ หลังจากจบปริญญาออกมา เข้าทำงานบริษัทแห่งหนึ่ง ด้วยบุคลิกดี พูดจาสุภาพ มีสุภาพสตรีมาติดพันคนแล้วคนเล่า ในจำนวนนั้นมีอยู่หลายท่าน ทุ่มเทความรักให้เขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ต่างก็ได้มอบความสาวให้แก่เขา หากแต่นายหวังผู้นี้กลับพออกพอใจที่เขาได้ชัยชนะทางตัณหาราคะ


ความทุกข์มักตามมาหลังมีความสุข ในที่สุดนายหวังติดกามโรคด้วยความอายไม่กล้าไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาล กลับไปหาหมอตี๋ซื้อยาทานเอง ไม่ช้าระบบปัสสาวะไม่เจ็บปวดเลยคิดว่าหายดีแล้ว แท้ที่จริงเชื้อโรคได้ฝังอยู่ในร่างกาย เพียงรอจังหวะที่จะปรากฏออกมาอีกครั้ง



หนึ่งปีให้หลังนายหวังมักมากในกาม กลับดื่มสุราเกินขนาดขาดความยั้งคิด วันหนึ่งป่วยเป็นโรคหวัดมีไข้สูง หลังจากแพทย์ตรวจแล้วพบว่า นายหวังได้ป่วยเป็นกามเชื้อถึงขั้น 3 แล้ว อวัยวะรับความกระทบกระเทือน ระบบประสาทก็ถูกกามโรคเล่นงาน ถึงแม้หมอได้พยายามรักษา แต่ก็จบชีวิตลงในที่สุด



วิญญาณของนายหวังจะไปแห่งหนใด ตอนนั้นในความนึกคิดของนายหวังขณะนั้นเต็มไปด้วยความใคร่กับความสุข ลูกเมียห้อมล้อมข้างศพหาสนใจไม่ แสงสีเทาส่องมาจากด้านบนมาตรงศีรษะ คนธรรมดาเห็นแล้วรู้สึกน่ากลัวกับมีกลิ่นตุ ๆ แต่ตัวนายหวังกลับเห็นว่าเป็นทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยโรแมนติก



เขาเดินไปโดยมีแสงสีเทาเป็นผู้นำทาง จนมาถึงลำธารที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นคาวของลำธารเลือดสายหนึ่ง เลือดแดงฉานกำลังไหลริน เป็นที่น่ากลัวต่อผู้พบเห็น ในลำธารนั้นมีเกาะสีเขียวเล็ก ๆ เกาะหนึ่ง กำลังล่องลอยอยู่ แสงสีเทาได้ส่องตรงบนเกาะลอยนี้

แต่ในสายตาของนายหวังกลับเห็นลำธารเลือดเป็นลำธารที่มีน้ำสดใส กลิ่นเหม็นคาว ดมเป็นกลิ่นหอมหวนของดอกไม้นานาพรรณ ในสายตาของนายหวังเกาะลอยนั้นเสมือนเป็นเรือบันเทิง ภายใต้แสงสีเทา เขาเห็นสาวสวยเปลือยท่อนบนหลายนางได้กวักมือเรียก และเรือบันเทิงก็เทียบท่าเชิญนายหวังลงเรือ เขาลงเรือด้วยความเคลิบเคลิ้ม โอบล้อมด้วยสาวสวยในบรรยากาศของดนตรี มีลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่น เรือได้แล่นเข้าไปในถ้ำมืด มีแสงริบหรี่ส่องมา ทันใดนั้นเกิดฟ้าถล่มดินทลาย เรือล่มคนตาย วิญญาณของนายหวังหมดสติแล้วตื่นขึ้น ฉับพลันก็ได้สิ้นสภาพเป็นมนุษย์แล้ว

ผลที่สุดคือ นายหวังไปเกิดเป็นหมูเพศผู้ มีขนขาวดำสลับกัน มีตัวหนังสือคลับคล้ายคลับคลาว่าหวัง... ร้องเสียงดังลั่น เจ้าของคอกซึ่งเป็นลุงใช้เท้าเตะไป 1 ที เขาจึงหยุดร้อง




ถาม : เหตุใดนายหวังมองเห็นธารเลือดเป็นธารน้ำ รกมดลูกดูเป็นเรือสำราญ แม่หมูดูเป็นสาวเปลือยอกละ ?

ตอบ : นั่นเป็นกฎแห่งกรรม เสมือนหนึ่งตัวหนอนชอบชอนไชกองอุจจาระ เพราะความหอมหวน ส้วมจึงเป็นที่อาศัยของหนอนเหล่านั้น นั่นคือผลของกรรมละ

สุนัขชอบกินอุจจาระของมนุษย์ดั่งอาหารรสเลิศ หมูกินซากข้าวอย่างเอร็ดอร่อย นั่นก็เป็นผลกรรมเช่นกัน
เหล่าพุทธะและเทพยดาชอบปฏิบัติธรรมอย่างมีสติอารมณ์และเต็มเปี่ยมด้วยจิตเมตตา จึงได้เสวยสุขบนสรวงสวรรค์ จึงมองผลกรรมที่มนุษย์ได้ร่วมกันสร้างมาเป็นสิ่งที่สกปรกโสโครก หากแต่มนุษย์นับวันลุ่มหลงในกามตัณหา เช่นเดียวกับตัวหนอนหาความสำราญในกองอุจจาระยังไงยังงั้น

นายหวังเมื่อยังมีชีวิตอยู่ มักหาความสุขในกามารมณ์จิตสำนึกได้ปลูกฝังด้วยเหตุชั่ว จึงมองเห็นกามราคะเป็นสิ่งที่น่าเสพสุข เลือดในมดลูกเป็นน้ำใส ตัวรกมดลูกเป็นเรือสำราญ เกิดมาเป็นหมูเพศผู้ อาจเป็นหมูเพศผู้รับผสมพันธุ์เที่ยวเสพสุขทั่วไป

นั่นเป็นผลของกฎแห่งกรรม !




ถาม : เหตุใดจึงไปเกิดอยู่ในคอกหมูของคุณลุงของเขา

ตอบ : เนื่องจากตอนมีชีวิตอยู่ ลุงได้ห้ามปรามเขาอย่าลุ่มหลงในกามารมณ์อีกต่อไป เขาไม่เพียงไม่รับฟัง กลับกล่าวคำสบประมาทผู้ใหญ่ว่า "ถ้าจะมายุ่งเรื่องส่วนตัวของเขา ขอให้ไปยุ่งกับหมูของลุงเถิด"

ไม่นึกว่าคำสบประมาทนั้นกลับเป็นผลกรรมในชาติต่อมา ถูกลุงเขาดุด่าทุกวัน ยังถูกบังคับไปผสมพันธุ์หาเงินให้กับคุณลุงของเขาอย่างมากมาย


"เหตุปางก่อนชาตินี้ตอบสนอง
หมูลำพองหากำไรซองสีแดง
อย่าประกอบค้ากามห้องโคมแดง
บทเรียนแพงพิจารณาให้ถ่องแท้

วิญญาณหวังเซิงในความฝัน
แสงสลัวปั่นราคะรักไม่เกี่ยง
สุขสบายวิ่งลอกตามโต๊ะเลี้ยง
เลยต้องเสี่ยงเกิดเป็นหมูหารู้ไม่"


ถาม : การที่นายหวังได้รับผลกรรมร้ายแรงเช่นนี้ สาเหตุเพราะมาจากตอนมีชีวิตอยู่ได้ทำลายความบริสุทธิ์ของสาวพรหมจารีมากต่อมากใช่ไหม ?

ตอบ : การคบค้าสมาคมระหว่างหญิงชาย ควรอยู่ในกรอบของอารมณ์ ต้องมีสติคอยควบคุมความใคร่ ชายอกสามศอกควรแสดงตัวเป็นสุภาพบุรุษ อย่าได้คิดลามกในสมอง อย่าเกิดความใคร่ง่าย ๆ จนต้องทำลายอนาคตของหญิงสาวดี ๆ ไปมากต่อมาก

การทำลายสาวพรหมจารีและหลอกลวงความรักของหญิงสาว เป็นการสร้างความเจ็บปวดทั้งจิตและกายแก่หญิงสาวเหล่านั้น บาปกรรมนั้นหนักหนายิ่งกว่าฆ่าคน ผลกรรมที่ได้รับย่อมหนักหนาเช่นกัน ตัวอย่างของนายหวังเพียงตัวอย่างหนึ่งของเหล่ามารสังคมที่ชอบมั่วกามเท่านั้น

ที่มา : คัมภีร์ละกาม คุณสุเทพ มานีเวศม์ แปล


 ในสมัยพุทธกาลนั้น มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นคนดีมีความกตัญญูต่อบิดามารดาเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่บิดาถึงแก่กรรมแล้ว เขาก็เลี้ยงดูมารดาเป็นอย่างดีให้มีความสุข ด้วยมีความตั้งใจว่า เมื่อมารดาถึงแก่กรรมเขาก็จะออกบวชเป็นสมณะในพระพุทธศาสนา แต่มารดามีความรักบุตรเป็นอย่างยิ่ง ปรารถนาให้บุตรของตนมีภริยาช่วยกิจการงานในครอบครัว จึงบอกกับลูกว่า จะหาหญิงดี มาแต่งงานกับลูก ลูกก็ไม่ขัดใจแม่ ตามใจแม่ ต่อมาจึงได้แต่งงานกับหญิงที่แม่จัดหาให้ 


     หญิงนั้น แต่แรก เป็นสะใภ้ใหม่ ได้ประพฤติตนเป็นลูกสะใภ้ที่ดี ปรนนิบัติดูแลแม่สามีอย่างดี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป หญิงนั้น เห็นว่า สามีรักเธอมาก เมื่อกลับมาบ้าน ก็จะเอาอาหารรสชาติอร่อยๆ มาให้เธออยู่เสมอๆ มีข้าวของเครื่องใช้ดีๆ ก็จะเอามาให้เธอแต่เพียงผู้เดียว เธอก็เข้าใจไปว่า ชะรอย...สามีของเราจะเบื่อแม่แล้วกระมัง เมื่อมีอะไรดีๆ จึงไม่ได้เอาไปให้แม่ แต่เอามาให้เราแต่เพียงผู้เดียว เธอจึงมีแผนชั่วเกิดขึ้นในจิตใจ นั่นคือ แผนชั่วที่คิดจะกำจัดแม่สามีออกไปให้พ้นทาง


           (เฮ้อ...ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วยนะ..ไม่รักษาความดีให้ตลอดรอดฝั่ง เธอไม่รู้ใจสามีเลยเหรอว่า เขาไว้ใจเธอ เห็นว่าเธอเป็นแม่ศรีเรือน ดูแลบ้าน ดูแลแม่เป็นอย่างดี ...กลับคิดอย่างนี้ไปได้...)

     เมื่อคิดดังนั้น เธอจึงเริ่มต้นหาเรื่องใส่ร้ายแม่สามีไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน...เช่นเวลาจัดเตรียมน้ำให้แม่สามีอาบก็เอาน้ำร้อนไปบ้าง น้ำเย็นจัดบ้าง มารดราดบนตัวแม่สามี เมื่อแม่สามีบอกว่า น้ำมันร้อนไป หรือ เย็นไป เธอก็บอกสามีว่า แม่บ่นเก่ง ต่อมาเมื่อแม่สามีบอกเธอว่า ...ลูกเอ๋ย...ที่นอนที่แม่นอนน่ะ มันมีตัวเรือดเต็มไปหมด ตัวเรือดมันกัดแม่ แม่นอนไม่ได้ตลอดคืนเลย ลูก..ช่วยเอาที่นอนของแม่ไปเคาะไล่ตัวเรือดหน่อยเถิดจ้ะ....


     เธอก็ช่วยด้วยการ เอาที่นอนของเเม่สามีมาที่ห้องของเธอ และเอาที่นอนของเธอที่มีตัวเรือดเหมือนกัน มาเคาะใส่ที่นอนของแม่สามี แล้วเธอก็เอาที่นอนของแม่สามีไปคืน พอแม่สามีนำที่นอนไปนอน ก็ถูกตัวเรือดรุมกัดหนักกว่าเดิมเสียอีก

           (ทำได้... ไม่คิดถึงบาปบุญคุณโทษ ใจเขาใจเรา ไม่แก่บ้างให้รู้ไป...)

ต่อมา เธอก็หาเรื่องหนักกว่าเดิมอีก ก็คือ เธอเที่ยวถ่มน้ำลาย ขากเสลด ไปทั่วบ้าน เมื่อสามีกลับมาบ้านเห็นเข้า สามีก็ถามว่า นั่นน้ำลาย เสลดของใคร เต็มบ้านไปหมด ( ... แหม ..ถามเข้าทาง ) เธอก็ใส่ความว่า อ๋อ...พี่จ๋า ก็แม่ของพี่น่ะสิจ๊ะ เที่ยวถ่มน้ำลาย ขากเสลดไปทั่วบ้าน น้องห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ....แม่พี่เนี่ยทั้งขี้บ่น ทั้งบอกยาก บอกอะไรก็ไม่เชื่อ......

     แล้วเธอก็บอกต่อไปว่า ...... แม่พี่เนี่ยทำตัวไม่น่ารักเลย น้องเห็นที..จะอยู่ร่วมชายคาเดียวกับแม่พี่ไม่ไหวหรอกจ้ะ ...น้องขอให้พี่เลือกเถอะนะ..ว่าพี่จะอยู่กับใคร จะอยู่กับแม่ หรือ จะอยู่กับน้อง....
สามีได้ฟังแล้ว

ก็ประมาณว่า อึ้งกิมกี่ ไปสักพัก....หลังจากนิ่งเงียบ ชั่งใจอยู่พักหนึ่ง เขาก็บอกกับภริยาว่า ...ถ้าหากเป็นเช่นนั้น พี่เห็นทีจะต้องตัดสินใจ...น้องเองก็ยังสาว ยังสวยอยู่ ยังมีบ้านคุณพ่อคุณแม่อยู่ แต่แม่ของพี่แก่ชรามากแล้ว แล้วก็ไม่มีลูกหลานที่ไหน จะมาดูแล .... เมื่อเป็นเช่นนี้ น้องก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านของน้องเถิด พี่ไม่อาจไปกับน้องได้หรอก พี่รัก และ ห่วงแม่มาก ขออยู่ปรนนิบัติแม่ต่อไปที่นี่ต่อไป...เมื่อแม่พี่หาชีวิตไม่แล้ว พี่ก็จะหันหน้าเข้าวัดบวชจ้ะน้อง....
     

เมื่อเธอได้ฟังคำตอบจากสามีเช่นนี้ อาการเข็มขัดสั้นได้เกิดขึ้น(คาดไม่ถึงว่าจะเป็นจังซี่) คิดไม่ถึงว่าจะเป็นอย่างนี้ หน้าซีด ปากสั่น เกือบจะเป็นลม เมื่อเห็นสามีเด็ดเดี่ยวเอาจริง เธอจึงรู้สึก สำนึกตัว รีบกราบขอโทษแม่สามี และขอโทษสามี พร้อมทั้ง เริ่มต้นทำตัวใหม่ ให้ดีกว่าเดิม และได้คิดว่า ความดีคืออะไร ต้องทำตัวอย่างไร หลังจาก เป็นกระทงหลงทางไปสักพัก เธอก็ได้คิด....ทำตัวใหม่ ให้ครอบครัวมีความสุข.....

          

 พระภิกษุ ในธรรมสภาได้ปรารภถึงเรื่องนี้ เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่อง ท่านได้ตรัสว่า อุบาสกผู้นี้ ในชาตินี้ เป็นผู้หนักแน่น ไม่เชื่อฟังคำยุแหย่ของภริยา แต่ในชาติก่อนนั้น จะเป็นเช่นนี้ก็หาไม่ พระภิกษุ จึงทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์เล่าเรื่องราวแต่ชาติปางก่อนให้ฟัง เรื่องมีดังนี้...

           

ในชาตินั้น เหตุการณ์ก็ดำเนินมาเหมือนเหตุการณ์ในตอนต้นที่เล่ามาแล้ว แต่ในตอนที่ ภริยายื่นคำขาด ให้สามีเลือก ว่าจะอยู่กับใคร ...จะเอาเมีย หรือ จะเอาแม่...ว่างั้นเถอะ...ในชาตินั้น สามีผู้นี้ เชื่อถ้อยคำของภริยา จนไม่มีความสงสารมารดาเหลืออยู่ ความกตัญญูหายไป...เขาออกปากขับไล่แม่ออกไปจากบ้านเสียเอง...

           

มารดาที่น่าสงสาร ...ชอกช้ำทั้งใจทั้งกาย ...โซซัดโซเซออกจากบ้าน...ไปอาศัยบ้านของเพื่อนอยู่ ต่อมาไม่นาน ลูกสะใภ้ตั้งครรภ์ แล้วเที่ยวป่าวประกาศว่า....นี่เจ้าข้าเอ๊ย...ฉันตั้งท้องแล้ว เนี่ยพอแม่สามีออกจากบ้าน ฉันก็ตั้งท้อง แม่สามีเนี่ยเป็นหญิงกาลกิณี ตอนนางอยู่ในบ้าน ฉันก็ไม่ตั้งท้อง พอออกไปเท่านั้นแหละ ฉันโชคดีมีท้องแล้ว.....นางเที่ยวประกาศไปทั่ว จนเข้าหูแม่ที่น่าสงสาร
           

เมื่อแม่ได้สดับข่าว นางก็เสียใจ ได้ทำการกราบไหว้เทวดาฟ้าดิน และบอกว่า นางไม่เชื่อว่า ธรรมะ ยังคงมีอยู่ในโลก ทำไม ลูกสะใภ้ชั่วถึงได้ดี แต่นางผู้เป็นทั้งแม่ และ แม่สามีที่ประเสริฐ เมตตาแก่ลูกๆ กลับได้รับเคราะห์กรรมถึงเพียงนี้
           

จิตของนาง ....วาจาของนางเปล่งกล่าวไปก้อง ร้อนถึงอาสน์ขององค์อินทร์ผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้า ต้องส่องทิพยเนตรมาดูความจริง เห็นเช่นนั้น จึงคิดช่วยนาง ให้เห็นว่า ธรรมะยังมีอยู่ในโลก

     

เมื่อลูกสะใภ้คลอดบุตร พระอินทร์ได้ดลใจให้นางได้เห็นสัจจะ นางได้สัมผัสถึง ความเป็นแม่ ดวงใจของแม่ที่มีต่อบุตรเป็นเช่นไร...ทำให้นางได้ย้อนระลึกถึง แม่ของสามี และได้เห็นว่า นางได้ทำความไม่ดีไว้มากมายเพียงใด....เมื่อสำนึกเช่นนี้ นางจึงได้เล่าความจริงทั้งหมดให้สามีฟังว่าความจริงทั้งหมดเป็นเช่นไร นางได้ใส่ความแม่สามีมากมายอย่างไร ....สองสามีภรรยา กอดคอกันร้องไห้ด้วยความสำนึกผิด ก็เลยพากันออกตามหาแม่...
     

สามีภรรยาอุ้มลูกน้อย ออกไปตามหาแม่ เมื่อพบแม่แล้ว ได้ก้มกราบที่เท้าแม่ด้วยน้ำตานองหน้า ...แม่จ๋า แม่ ลูกผิดไปแล้ว....ได้วิงวอนขอร้องให้แม่กลับไปอยู่ด้วยกันดังเดิม ...หัวใจแม่แสนจะเมตตา และให้อภัย เมื่อเห็นลูกสำนึกผิด รู้ดีรู้ชั่ว แม่ก็ให้อภัย...
     

ทั้งหมดพากันกลับบ้าน และอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุขตลอดมา...


ใครหนอ รักเราเท่าชีวี ใครหนอ ปรานีไม่มีเสื่อมคลาย
ใครหนอ รักเราใช่เพียงรูปกาย รักเขาไม่หน่ายมิคิดทำลายใครหนา
ใครหนอเห็นเราเศร้าทรวงใน ใครหนอเอาใจปลอบเราเรื่อยมา
ใครหนอ รักเราดังดวงแก้วตา รักเขากว้างกว่า พื้นพสุธานภากาศ....

ความรักย่อมไม่แบ่งแยก มาช่วยกันรัก ...มาช่วยกันสามัคคี ทำให้ครอบครัวเรามีความสุข พลังหญิงเป็นพลังสำคัญ ทั้งแม่ทั้งเมียเป็นขวัญกำลังใจของผู้ชาย ทำอย่างไรให้ประสานน้ำใจกันได้ จะได้อยู่กันอย่างเป็นสุข ....ต้องมีธรรมประจำใจ เป็นคำตอบสุดท้าย....ถูกต้องแล้วครับ - ค่ะ ...
 

ที่มา : กัจจานิชาดก


 


นานมาแล้วมีตาแก่คนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลาน ผู้กำพร้าพ่อแม่ และตาแก่เลี้ยงมาด้วยความรักทนุถนอม ตั้งแต่เล็กจนโต สองคนตาหลานจะไปไหนมาไหนด้วยกัน กินด้วยก้น ไม่เคยแยกจากกัยเลย ผู้เป็นหลานมีแววฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเล็กๆก็ช่างพูด ถามโน่มถามนี่อยู่ตลอดเวลา เป็นอยู่อย่างนี้ขนอายุสมควรมีครอบครัว


วันหนึ่งขณะที่ตานั่งคุยอยู่กับหลานที่นอกชาน หลานเอ่ยขึ้นว่า


"ตา ฉันมีเรื่องจะปรึกษาตาสักหน่อย"
"เอาเลย อ้ายหนู"


"ฉันก็อยู่กับตามาตั้งนานแล้ว มีความสุขสบายทุกอย่าง มาบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะแต่งงาน หาหลานสะใภ้มาช่วยดูแลปฎิบัติตา"
"ก็ดี แล้วเองจะปรึกษาอะไรตา"


"ฉันอยากมีผู้หญิงดีๆ จึงอยากปรึกษาตาว่า ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเขาดี ตาจะแนะนำฉันอย่างไร ฉันจะทำอย่างนั้นจ๊ะตา เพราะตาเห็นดีเห็นชั่วมานาน"
"ก็แล้วแต่เอ็ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อข้าก็ตามใจเอ็ง"


"เชื่อสิจ๊ะ ตา"
"เอาเถอะข้าจะบอกให้ โบราณว่าเขาถือ ผู้ชายจะต้องหลีกเลี่ยงผู้หญิง 8 ชนิดด้วยกัน


"มีอะไรมั่งเล่าตา..."


"เอ็งจะไปรักผู้หญิง เอ็งต้องดูให้ดีว่าเขามีลักษณะ 8 อย่างที่ว่านี้ไหม อย่างที่ท่านเรียกว่า หญิงยัง ตะพังใหญ่ ไต่คำผัง ยกครัวลงล่าง อ้างม้าเหาะ ฉอเลาะพันบ้าน อ่านฝีมือ ถือคันชั่ง "


"ฉันก็ยังงอยู่นะตา ผู้หญิง 8 ชนิด ที่ว่านี้เป็นอย่างไร ตาช่วยอธิบายหน่อยสิจ๊ะตา"
"ตาจะอธิบายให้ฟังก็ได้


หญิงยัง เป็นอย่างนี้ ใครเขาวานอะไรก็ต้องตามคอยคุม คอยทวงถามเอาเอง ถ้าพ่อแม่ถามว่า อีหนูทำนั่นหรือยัง ตักน้ำหรือยัง หุงข้าวหรือยัง ถูบ้านหรือยัง จะตอบว่ายังทุกทีไป ผัดผ่อนอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งๆไม่มีอะไรเสร็จได้เลย


ทีนี้ผู้หญิงตะพังใหญ่ คือพวกคุยมั่งคุยมี ทางผัวก็มั่งมี ทางตัวก็มั่งมี คนอื่นจนหมด


ส่วนผู้หญิงไต่คำผัง คือผู้หญิงที่ชอบทิ้งบ้าน เกาะติดผัวแจ ไปไหนก็ต้องไปด้วย คุยกับใครก็ไปนั่งร่วมวงด้วย บ้านเรือนเป็นอย่างไรก็ช่าง ตามผัวทุกฝีก้าว ทุกนาที..."


"แล้วผู้หญิงที่ยกครัวลงล่าง ล่ะตาเป็นอย่างไร"
"ก็ผู้หญิงที่ไม่ดูแลบ้านให้สมบรูณ์ จะทำอะไรก็วิ่งขอชาวบ้าน จะแกงก็ต้องวิ่งไปขอเกลือขอน้ำปลา จะตำน้ำพริกก็ขาดกระเทียม จนเพื่อนบ้านระอาใจ ส่วนที่ว่า อ้างม้าเหาะ ก็พวกกระโดกกระเดก จะเดินจะเหิร ก็เตะโน่นชนนี่ กรายหัวผู้ใหญ่ ไร้มารยาท ถือถ้วยชามก็ตกแตก ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย


พวกฉอเลาะพันบ้าน ก็พวกที่อยู่บ้านไม่ติด ไปนั่งคุยบ้านโน้นบ้านนี้ทั้งวัน พูดจริงบ้างไม่จริงบ้างไปวันๆ เข้าบ้านโน้นก็เอาเรื่องบ้านนี้ไปเล่า แปลงเรื่องมั่ง ต่อเติมมั่ง ทำให้เพื่อนบ้านทะเลาะกัน ความชั่วของตนไม่เคยเห็น เห็นแต่ความชั่วของคนอื่น นินทาเป็นอาจินต์ หมดบ้านจะไปนั่งคุยก็หาเรื่องเที่ยว ดูหนังดูลิเก สักแต่ขอให้ออกจากบ้านเป็นพอใจ ผู้หญิงอย่างนี้ก่อความหนักใจให้ผัว ชาวบ้านครหา ทำให้ครอบครัวไม่สงบสุข เสียถึงผัวด้วย..."


ตาเล่าจนคอแห้ง หลานต้องยกน้ำฝนมาให้ดื่ม แล้วก็นั่งเฉยอยู่


"ตาจ๊ะ ยังไม่ครบ 8 ชนิดเลยนะ เพิ่งได้ 7 เอง ยังขาดอ่านฝ่ามือ อีกพวกหนึ่งนะตา"
"เออน่า ข้าไม่ได้ลืมหรอก ให้ข้าพักสักครู่ ไม่ได้เชียวหรือเอ็ง"
"แหมอีกอย่างเดียวเท่านั้นนะตา"


"เอา เอาก็เอา พวกอ่านฝ่ามือเป็นอย่างนี้ พวกถึงมือถึงตัว ไม่สำรวม พูดกับใครต้องจับมือถือแขนไปหมด ตีหยอกตบหลัง หยิกข่วน ปากว่ามือถึงทีเดียว ดูเหมือนให้ท่า หลุกหลิก ไม่ระวังตัว ไม่สำรวม นั่งยืนไม่เรียบร้อย พูดจาไม่ระวังคำพูด อะไรควรอะไรไม่ควร เอ็งระวังให้ดี"


"ที่ตาบอกฉันนี่ มีประโยชน์เหลือเกินจ๊ะตา ฉันจะจำไว้จ๊ะตา..."


"ยังก่อนอ้ายหนู นี่มันเพิ่ง 7 ชนิดเองนะ ยังเหลือพวกสุดท้ายอีกชนิดหนึ่ง

พวกถือคันชั่ง ไง เอ็งลืมแล้วหรือ พวกถือคันชั่งน่ะ พวกนี้ชอบพูดแต่ว่า ช่างเถอะ จนติดปาก เอะอะอะไรก็ช่างเถอะ จะโง่ก็ไม่เชิง ฉลาดก็ไม่เชิง ใครทำอะไรก็ช่าง ผัวหายไป 2-3 วันก็เฉยก็ช่าง ผัวกินข้าวหรือยังก็ช่าง เงินทองจะหมดก็ช่าง จะรวยจะจนก็ช่าง ไม่ชอบคิดไม่ชอบปรึกษาใคร เป็นที่พึ่งไม่ได้เลย ..."


"แหม วันนี้ฉันได้หลักที่เป็นประโยชน์จริงๆ "
"ถ้าชายใดหาหญิงมาแต่งงานกับตน แล้วหลีกเลี่ยงทั้ง 8 ชนิดนี้ได้ ท่านว่าเป็นสุข 7 ประการ คือ


อายุยืนยาว
จะมีอำนาจและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
จะเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติ
เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์สกุล
ปราศจากโรคภัย
เกิดสติปัญญา และคิดดี
สุดท้ายจะทำให้รูปลักษณะงาม เป็นที่น่าเลื่อมใส ศรัทธาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น


หากหลานของตาหลบเลี่ยงผู้หญิงทั้ง 8 จำพวกนี้ได้ ตาก็หมดห่วง ถึงตายก็ตายตาหลับ ไม่ตายก็มีความสุข เพราะได้หลานสะใภ้ดี ขอให้หลานจำเริญๆ เถอะ..."


ผู้เป็นหลานก้มกราบตาด้วยความขอบคุณ และซาบซึ้งในบุญคุณ รับปากว่าจะปฎิบัติตามหลักที่ตาให้ไว้ อย่างเคร่งครัด


จนในที่สุดก็เลือกได้ผู้หญิงที่ถูกลักษณะ และเป็นผู้หญิงที่ปราศจากโทษลักษณะ 8 ประการดังกล่าว ครอบครัวตาหลานและสะใภ้ จึงได้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขต่อไปอีกนาน.


เจริญในธรรม
ยอพระกลิ่น


ที่มา : นิทานชาวบ้าน

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วยังมีแม่หม้ายขี้โอ่คนหนึ่ง นอกจากจะไม่สวยแล้วยังปากร้าย ระรานชาวบ้านเป็นนิจสิน ไม่มีใครอยากจะคบหรือพูดด้วย


หญิงขี้เหร่คนนี้มีลูกสาว 2 คน ที่แปลกก็คือ ลูกสาวคนโตที่ชื่อ มะลิ มีรูปร่างหน้าตาและนิสัยเหมือนแม่

ส่วนคนน้องชื่อ พิกุล หน้าตาและนิสัยไม่เหมือนแม่เลย กลับไปเหมือนพ่อที่ตายไปนานแล้ว หน้าตาหมดจด รูปร่างกริยาท่าทางเรียบร้อยสำรวมดี จะพูดจาก็ไพเราะ ชาวบ้านไม่ชอบแม่หม้ายและมะลิ กลับไม่รังเกียจพิกุล ไปที่ไหนใครๆ ก็ทักทาย พูดคุยด้วยความเอ็นดูและเมตตา


แม่หม้ายกลับไม่รักลูกคนเล็ก รักมะลิลูกสาวคนโตมาก เพราะมีนิสัยเหมือนกัน ด้วยความรักแกจึงไม่ค่อยจะใช้งาน หากจะใช้บ้างก็มีแต่งานเบาๆ งานหนักในบ้านจึงตกเป็นหน้าที่ของพิกุล


พิกุลต้องตักน้ำ ตำข้าว รดน้ำผัก เย็นวันหนึ่งพิกุลออกไปตักน้ำที่ลำห้วย ขณะที่แบกหม้อน้ำมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งพิงต้นไม้ ด้วยความเหนื่อย เมื่อหญิงแก่ขอน้ำกินพิกุลก็เดินเข้าไปหา แล้วก็ส่งหม้อน้ำให้ด้วยความเต็มใจ เมื่อหญิงชรารับน้ำไปดื่มจนอิ่ม แล้วก็พูดขึ้นว่า


"ยายขอบใจหลาน จงเอาหม้อน้ำของหลานกลับไป" เมื่อรับหม้อน้ำ ยายแก่จึงกล่าวต่อไปว่า "หลานเอ๋ย เจ้าช่างเป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดจาก็ไพเราะ มาเข้ามาใกล้ๆ ยาย ยายจะให้รางวัล"


ความจริงหญิงชรานั้นก็คือ นางไม้ ผู้มีฤทธิ์แปลงตัวมา แต่พิกุลไม่รู้จัก เมื่อพิกุลชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ หญิงชราแกก็ให้พรว่า


"ตั้งแต่นี้ไป เมื่อหลานพูดคำไหน จะมีดอกพิกุลทองร่วงมาจากปากหลาน คำละดอกเสมอไป" พอให้พรเสร็จร่างของหญิงชราก็ค่อยๆ เลือนหายไป พิกุลทองก้มลงกราบที่โคนไม้ แล้วก็แบกหม้อน้ำกลับบ้าน

พอถึงบ้านพิกุลก็ถูกแม่ดุด่า "เอ็งไปตักน้ำแค่นี้ทำไมถึงได้นานนัก คงจะไปไถลเลี่ยงงานมาน่ะซี"
พิกุลจะพยายามจะเล่าความจริงให้แม่ฟัง และขอโทษในความล่าช้า พอพิกุลพูดคำว่า "ขอโทษจ๊ะแม่" ขาดคำดอกพิกุลก็ร่วงมาจากปากหล่นลงยังพื้นเรือน หญิงหม้ายพอเห็นเช่นนั้นก็ตาลุกร้องว่า


"นี่มันดอกพิกุลทองนี่ ที่ร่วงมาจากปากของเจ้า ลูกของแม่ไปได้มาจากไหน" เป็นครั้งแรกที่แม่เรียกพิกุลว่า "ลูกของแม่"


พิกุลเป็นเด็กซื่อ จึงเล่าความจริงให้แม่ฟังทุกอย่าง ขณะเล่าก็มีดอกพิกุลล่วงลงมาทุกคำไป แม่ก็เอามือรองบ้าง กวาดเก็บจากพื้นบ้าง เก็บไว้เป็นของตัวทั้งหมด เมื่อพิกุลเล่าเรื่องทั้งหมดจบลง แล้วแกก็พูดว่า


"เอาล่ะตั้งแต่นี้ต่อไป เรานับวันจะมั่งมีเทียมหน้าคนอื่นแล้ว แม่จะไม่ให้ลูกของแม่ทำอะไรอีกเลย วันๆ หนึ่งขอให้นั่งคุยกับแม่เท่านั้นก็พอแล้ว"


ตั้งแต่นั้นต่อมา พิกุลทองก็นั่งอยู่แต่ในห้องกับแม่ ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะชวนคุย ถามโน่นถามนี่ เพื่อให้พิกุลตอบแกโดยไม่หยุดหย่อน ทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อจะให้ได้พิกุลทองให้มากที่สุด แม้ได้พิกุลทองวันละมากมาย แกก็ยังไม่พอใจ อยากได้อีกมากๆ พิกุลต้องนั่งพูดจนเหนื่อย นานเข้าถ้าพิกุลหยุดพูด แกก็จะด่าว่าและถึงตบตี พิกุลจะวิงวอนขอพักผ่อนบ้าง เขาก็ไม่ยอม


ในที่สุดเมื่อไม่ได้กินได้นอน พิกุลก็อ่อนเพลียเสียงแห้งลงๆ เมื่อไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ ดอกพิกุลทองก็ไม่ร่วง แม่หม้ายผู้ละโมภ จึงคิดได้ว่า "เราก็มีลูกสาวอีกคนหนึ่ง มะลิอย่างไร เราต้องใช้ให้มะลิไปตักน้ำบ้าง จะได้พบยายแก่มาขอน้ำกิน แล้วมะลิก็จะได้รับพรอย่างพิกุลเป็นแน่ สบายละเรา"


คิดดีแล้วหญิงหม้ายก็ใช้มะลิออกไปตักน้ำ สั่งลูกสาวคนโตว่า" ถ้าเอ็งพบยายแก่กลางทาง แกจะขอน้ำกิน รีบให้แกกินนะลูก แกจะได้ให้รางวัล"


มะลิฟังคำแม่แล้ว ก็แบกหม้อตักน้ำไปที่ลำห้วย เนื่อจากเป็นลูกรักของแม่ เกิดมาไม่เคยทำงานหนัก มะลิจึงอารมณ์เสีย เดินบ่นหน้างอไปตลอดทาง พอได้น้ำแล้วก็แบกน้ำที่พร่องหม้อกลับบ้าน ผ่านต้นไม้ใหญ่ แต่แทนที่จะได้พบหญิงชรา เหมือนพิกุลผู้น้อง กลับพบสาวสวยคนหนึ่ง แต่งตัวด้วยแพรพรรณงดงาม มีเครื่องประดับที่สูงค่า ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เดียวกันนั้น และร้องขอน้ำกินจากมะลิ


ความจริงหญิงสาวนั้นคือ นางไม้ คนเดิมปลอมตัวมานั่นเอง มะลิเห็นไม่ใช่หญิงชราตรงตามที่แม่สั่ง ประกอบทั้งมะลิมักจะไม่ชอบหน้าผู้หญิง ที่สวยกว่าตัวอยู่แล้ว จึงตอบสบัดๆ ปราศจากหางเสียงว่า


"เออ! อะไรกันคนสวย น้ำนี้ฉันลงแรงตักมาแสนเหนื่อย แกจะเล่นมาขอกินเฉยๆ ไม่มีทางหรอกสาวๆ แข็งแรงอย่างนี้ อยากกินก็เดินไปกินเองที่ลำห้วยโน่นแน่ะ" ว่าแล้วมะลิก็รีบสาวเท้า ผละหนีกลับบ้านอย่างไม่เอื้อเฟื้อ หญิงสาวนั้นจึงเดินตามและยึดตัวมะลิไว้ พูดว่า


"ช่างไม่เอื้อเฟื้อเสียเลยนะ แล้วยังไม่สุภาพด้วย เอาเถอะฉันจะให้พรแก ให้สมกับความปากร้ายของแก ตั้งแต่นี้ต่อไป ทุกคำที่แกพูดจะมีไส้เดือน กิ้งกือ หล่นลงมาจากปากเสมอไป" พูดเท่านั้นหญิงสาวก็หายวับไปกับตา


มะลิตกใจมาก วิ่งกลับมาถึงบ้าน พอเห็นหน้าแม่ก็ร้องว่า "โอ๊ย! แม่" ยังไม่ทันจะพูดต่อไป ก็มีไส้เดือนกิ้งกือร่วงออกมาจากปาก เมื่อมะลิเล่าเรื่องของตัวเองให้แม่ฟัง พูดคำใดก็มีไส้เดือน แมงป่อง ตะขาบ กิ้งกือ ร่วงลงมาจากปาก พอเล่าเสร็จปรากฎว่าสัตว์เหล่านั้น เลื้อยคลานเต็มบ้านไปหมด


แม่หม้ายเห็นเช่นนั้น กลับโกรธลูกสาวคนเล็ก ว่ามาเล่าเรื่องเท็จให้ฟัง ฉวยไม้ไล่ตีจนพิกุลหนีออกจากบ้านเข้าป่าไป นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางป่า เพราะหมดปัญญาจะเดินทางต่อไป


ขณะนั้นมีเจ้าชายหนุ่มขับม้าผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดม้าถามพิกุล พิกุลก็เล่าว่า ถูกแม่ด่าตีขับไล่ออกจากบ้าน ขณะที่เล่าก็มีดอกพิกุลทองร่วงจากปาก เจ้าชายเห็นเช่นนั้น ประหลาดใจมากลงจากหลังม้า เข้าไปทรงเก็บดอกพิกุลทองขึ้นมาพิจารณา แล้วเปล่งสุรเสียง ด้วยความประหลาดพระทัย
เอ๊ะ! แม่นาง พิกุลเหล่านี้เป็นทองแท้ๆ นี่ ไหนลองเล่าเรื่องให้ฉันฟังให้ตลอดซิ"


พิกุลจึงเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบถวาย เจ้าชายทรงฟังแล้วก็ตบพระหัตถ์ "งั้นก็เธอนี่เองน่ะซี ที่เป็นเนื้อคู่ของฉัน" ว่าแล้วเจ้าชายก็ตรัสเล่าให้พิกุลฟังว่า


"ที่ฉันขับม้าออกมาในป่าวันนี้ เพราะเมื่อคืนฉันฝันประหลาดว่า ตัวฉันเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พบหญิงชราคนหนึ่งร้องเรียกฉันให้หยุด แล้วบอกให้ฉันขับม้าเข้ามาในป่าวันนี้ จะได้พบเนื้อคู่เป็นหญิง ที่ทุกคำที่กล่าวจะมีดอกพิกุลทองร่วง ตามมาคำละดอก คำบอกเล่าของหญิงชราได้กลายเป็นความจริงแล้ว แต่งงานกับฉันเถิด ฉันจะพาไปอยู่ในวัง"


พิกุลจึงทูลตอบว่า "เป็นพระคุณ เพราะหม่อมฉันก็หมดหนทางไป แต่เราก็ควรพากันไปที่ต้นไม้ใหญ่ แม้ไม่พบหญิงชรา เราก็จะกราบโคนไม้ระลึกถึงพระคุณของแก"


ว่าแล้ว เจ้าชายก็ประคองพิกุลให้ขึ้นนั่งซ้อนบนหลังม้า พากันไปกราบไหว้ต้นไม้ใหญ่ อันเป็นที่สิงสถิตย์ของนางไม้ผู้มีพระคุณ เพื่อขอพรให้ประสบแต่ความสุขสำราญต่อไป


 ในครั้งพุทธกาล มีสามเณรองค์หนึ่ง พระอาจารย์ให้ไปถามพี่สาวว่าอายุครบบวชแล้วหรือยัง แต่พี่สาว จำไม่ได้ จึงได้เดินทางไปหาบิดามารดาซึ่งอยู่อีกเมืองหนึ่ง

ระหว่างทางได้ผ่านป่าแห่งหนึ่งจึงถูกโจรป่าจับไว้ โจรบางคนบอกให้ฆ่าสามเณรนั้นเสีย สามเณร จึงใช ้ ปัญญาหาเหตุผลบอกโจรว่า ถ้าโจรฆ่าเณร จะเกิดเป็นข่าวใหญ่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ไม่กล้าเดิน ทางผ่าน แถบนี้อีก ทางที่ดีให้ปล่อยสามเณรไปเถอะ แล้วสามเณรสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ๆ ว่ามีโจรอยู่แถวนี้ เมื่อเดินทางไปพบบิดามารดาแล้วก็กลับ

อยู่มาวันหนึ่ง บิดามารดาพาญาติเดินทางผ่านทางนี้ก็ถูกโจรจับ ได้รับความทุกข์ลำบาก จึงร้องไห้รำพึง ต่อว่าสามเณรว่า ไม่บอกกับเราเลยว่ามีอันตรายอยู่แถบนี้

เมื่อโจรได้ยินจึงถามว่า "สามเณรเป็นอะไรกับท่าน"

มารดาตอบว่า "เป็นลูกของเรา "

โจรทั้งหลายได้ยินดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสในสามเณรที่มีสัจจะ แม้บิดามารดาก็ไม่แพร่งพรายที่อยู่ ของโจร จึงปล่อยคนทั้งหมด แล้วชวนกันมาบวชในพระพุทธศาสนา เรียนพระวิปัสนากรรมฐานจนสำเร็จ เป็นพระอรหันต์

เรื่องนี้สอนเราว่าการคบคนดี การมีญาติที่ดี เช่น กรณีนี้สามเณรมีสัจจะ เป็นต้น สามารถนำความปลอดภัย ความเจริญมาสู่ตนได้

 ตอนที่ ๑
คำนมัสการพระรัตนตรัยของพระติปิฎกจุฬาภัยเถระ

พระจริยาอันเป็นประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ของพระสัพพัญณูพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณธรรมอันใหญ่พระองค์ใดมีอยู่ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้สมเด็จพระบรมครูพระองค์นั้นซึ่งเป็นผู้มีอานุภาพอันเป็นอจินไตย ผู้เป็นนายกอันเลิศของโลก สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์พระองค์ใด เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาจรณะนำหมู่สัตว์ออกจากโลกด้วยธรรมะอันนั้น ซึ่งเป็นธรรมะอันสูงสุด เป็นธรรมะอันสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบูชา
พระอริยสงฆ์ใดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลคุณเป็นต้น เป็นผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ ผล ๔ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระอริยสงฆ์นั้น ผู้เป็นนาบุญอันเยี่ยมของโลก บุญอันใดที่ข้าพเจ้าทำให้เกิดขึ้นด้วยการนอบน้อมพระรัตนตรับอย่างนี้ ด้วยเดชแห่งบุญอันนั้น จงให้อันตรายหายไปจากข้าพเจ้าในที่ทั้งปวง จงให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ปราศจากอันตราย


มิลินทปกรณ์ คือคัมภีร์มิลินท์อันใดที่ประกอบด้วยปุจฉาพยากรณืมีอยู่ ขอท่านทั้งหลายจงฟังปัญหาทั้งหลายอันละเอียดลึกซึ้ง ที่มีอยู่ในคัมภีร์มิลินทปัญหานั้น เพราะการฟังมิลินทปัญหานั้น จักทำให้เกิดประโยชน์สุข

พุทธพยากรณ์ในวันปรินิพพาน

เมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับเหล่าพระภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก เสด็จไปที่เมืองกุสินารามมหานคร ในเวลาที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ทรงบรรทมบนบัลลังก์ หันพระเศียรไปทางทิศอุดร ในระหว่างนางรังทั้งคู่อันมีอยู่ในพระราชอุทยานของพวกมัลลกษัตริย์ แห่งเมืองกุสินารา จึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายให้รู้ว่า สังขารทั้งปวงมีความสิ้นความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำกิจทั้งปวงด้วยความไม่ประมาทเถิด ธรรมวินัยอันใด เราบัญญติไว้แล้ว เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ธรรมวินัยนั้นแหละ จะเป็นครูของพวกเธอ เมื่อเราปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปจะระลึกถึงถ้อยคำที่ไม่ดีของ สุภัททภิกขุผู้บวชเมื่อแก่ แล้วจะกระทำสังคายนา เพื่อรักษาพระพุทธวจนะไว้มิให้คลาดเคลื่อน

ต่อนั้นไปอีก ๑๐๐ ปี พระยสกากัณฑกบุตร ผู้จะย่ำยีซึ่งถ้อยคำของพวก ภิกษุวัชชีบุตรติสสเถระ ผู้จะลบล้างลัทธิของพวกเดียรถีย์ภายนอก จักได้กระทำ สังคายนาครั้งที่ ๒ ต่อไปอีกได้ ๒๑๘ ปี พระโมคคลีบุตรติสสเถระ ผู้จะลบล้างลัทธิของพวกเดียรถีย์ภายนอก จักได้กระทำ สังคายนาครั้งที่ ๓ ต่อมาภายหลัง พระมหินทเถระจะไปประดิษฐานศาสนาของเรา ลงไว้ที่ตามพปัณณิทวีป (ลังกา)

ต่อจากเราปรินิพพานไปล่วงได้ ๕๐๐ ปี จักมีพระราชาองค์หนึ่ง ชื่อว่า "มิลินท์" ผู้ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ดีแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาอันละเอียดขึ้น ด้วยอานุภาพปัญญาของตน จะย่ำยีเสียซึ่งสมณพราหมณ์ทั้งหลายด้วยปัญหาอันละเอียด จะมีภิกษุองค์หนึ่ง ชื่อว่า "นาคเสน" ไปทำลายถ้อยคำของ มิลินทราชา ทำให้มิลินทราชาเกิดความร่าเริงยินดีด้วยอุปมาเป็นเอนก จะทำศาสนาของเราให้หมดเสี้ยนหนามหลักตอ จะทำศาสนาของเราให้ตั้งอยู่ตลอด ๕๐๐๐ พรรษา" ดังนี้

เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดเกิดในตระกูลในเวลาล่วงได้ ๕๐๐ ปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วนั้น ผู้นั้นจักได้ชื่อว่า "มิลินทราชา" เสวยราชย์อยู่ใน สาคลนคร อันเป็นเมืองอุดม มิลินทราชานั้น จักได้ถามปัญหาต่อพระนาคเสน มีอุปมาเหมือนกับน้ำในแม่น้ำคงคาไหลไปสู่หมาสมุทรสาครฉะนั้น พระองค์เป็นผู้มีถ้อยคำอันวิจิตร ได้เสด็จไปหาพระนาคเสนในเวลาราตรี มีคบเพลิงจุดสว่างไสว แล้วถามปัญหาล้วนแต่ละเอียดลึกซึ้ง ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจไว้ด้วยดี ฟังปัญหาอันละเอียดในคัมภีร์มิลินท์นั้นเถิดจะเกิดประโยชน์สุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน

ดังนี้ พระนครของพระเจ้ามิลินท์ มีคำเล่าลือปรากฏมาว่า "เมืองสาคลนครของชาวโยนก เป็นเมืองที่งดงามด้วยธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ อุทยานอันมีสระน้ำ สวนดอกไม้ผลไม้ ตกแต่งไว้อย่างดี มีหมู่นกมากมายอาศัยอยู่ ป้อมปราการก็แข็งแรง ปราศจากข้าศึกมารบกวน ถนนหนทางภายในพระนครเกลื่อนกล่นไปด้วยช้างม้ารถอันคล่องแคล่วอีกทั้งหมู่สตรีล้วนมีรูปร่างสวยงาม ต่างเที่ยวสัญจรไปมา ทั้งเป็นที่พักพาอาศัยของ สมณพราหมณ์ พ่อค้าสามัญชนต่าง ๆ เมืองสาคลนครนั้น สมบูรณ์ด้วยผ้าแก้วแหวนเงินทอง ยุ้งฉาง ของกินของใช้มีตลาดร้านค้าเป็นที่ไปมาแห่งพ่อค้า ข้างนอกเมืองก็บริบูรณ์ด้วยพืชข้าวกล้า อุปมาเหมือนข้าวกล้าในอุตตรกุรุทวีป หรือไม่ก็เปรียบเหมือนกับ "อารกมัณฑาอุทยาน" อันสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชฉะนั้น"

สรุปหัวข้อปัญหา ท่านพรรณามาถึงตอนนี้ แล้วจึงได้แยกเรื่องไว้ ๖ อย่าง คือ บุพพโยค ๑ มิลินทปัญหา ๑ เมณฑกปัญหา ๑ อนุมานปัญหา ๑ ลักขณปัญหา ๑ อุปมากถาปัญหา ๑ ฉะนั้น ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะพบกับเนื้อความในหนังสือเล่นนี้ต่อไป ผู้รวบรวมขอสรุปหัวข้อปัญหาให้ทราบไว้ก่อน ดังนี้ ๑. บุพพโยค คือเรื่องเบื้องต้นก่อนที่จะถามปัญหา ๒. มิลินทปัญหา เป็นปัญหาที่พระเจ้ามิลินท์ถาม ปัญหาชุดนี้มี ๗ วรรค ๓. นอกวรรค มีเพียงปัญหาเดียว คือ โคตมีปัญหา ๔. เมณฑกปัญหา คือการถามปัญหาที่เป็นสองแง่ ปัญหาชุดนี้มี ๙ วรรค ๕. อุปมาปัญหา ว่าด้วยอุปมาต่าง ๆ ปัญหาชุดสุดท้ายนี้มี ๗ วรรค

เมื่อจบการถามตอบปัญหาแล้ว ก็ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ต่าง ๆ ต่อมาพระเจ้ามิลินท์ได้ทรงสละราชสมบัติ เมื่อทรงออกผนวชแล้วก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ เป็นอันว่า ท่านผู้อ่านก็ได้ทราบไว้ก่อนแล้วว่า หนังสือเล่นนี้ มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างไรบ้าง จะช่วยให้ง่านต่อการจดจำ จึงหวังว่า ท่านทั้หลายคงจะมีความอุตสาหะอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ พยายามทบทวนทำความเข้าใจในถ้อยคำของท่าน แล้วจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

ณ โอกาสนี้ จึงขอเชิญท่านผู้อ่านทุกท่านพบกับเรื่อง บุพพโยค คือเรื่องเบื้องต้นได้ตั้งแต่บัดนี้ เรื่องเบื้องต้น บุพพกรรมของบุคคลทั้งสอง บุพพกรรมของ พระเจ้ามิลินท์ และ พระนาคเสน กล่าวคือ เมื่อครั้งศาสนาชองสมเด็จพระพุทธกัสสป โน้น มีพระราชพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าวิชิตาวี เสวยราชย์อยู่ใน สาคลนครราชธานี พระองค์ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ สร้างมหาวิหารลงไว้ที่ริมแม่น้ำคงคา ถวายพระเถระทั้งหลายที่ทรงคุณธรรมต่าง ๆ กัน มีทรงพระไตรปิฎก เป็นต้นทั้งทรงบำรุงด้วยปัจจัย ๔

เมื่อพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดเป็น พระอินทร์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานิสงค์นั้น และมหาวิหารที่ท้าวเธอทางสร้างไว้ ถึงพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ดี ก็มีพระภิกษุอาศัยอยู่เป็นอันมาก ในพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น พระภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยข้อวัตรเป็นอันดี เช้าขึ้นก็ได้ถือเอาไม้กวาดด้ามยาว แล้วนึกถึงพระพุทธคุณ แล้วจึงพากันกวาดบริเวณพระเจดีย์ กวาดเอาหยากเยื่อไปรวมเป็นกองไว้

มีพระภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลองค์หนึ่งเรียกสามเณรองค์หนึ่งว่า "จงมานี่…สามเณร! จงหอบเอาหยากเยื่อไปเททิ้งเสีย" สามเณรนั้ก็เฉยอยู่ เหมือนไม่ได้ยิน พระภิกษุองค์นั้นเรียกสามเณรองค์นั้น ๓ ครั้ง เห็นสามเณรนั่งนิ่งเฉยเหมือนไม่ได้ยินก็คิดว่า สามเณรองค์นี้หัวดื้อ จึงไปตีด้วยด้ามไม้กวาด สามเณรก็ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แล้วหอบเอาหยากเยื่อไปทิ้งด้วยความกลัว

เมื่อหอบเอาหยากเยื่อไปทิ้งนั้น ได้ปรารถนาว่า "ด้วยผลบุญที่เราหอบหยากเยื่อมาทิ้งนี้หากเรายังไม่ถึงนิพพานเพียงใด เราจะเกิดในภพใด ๆ ก็ตาม ขอให้เรามีเดชเหมือนกับดวงอาทิตย์เวลาเที่ยงวันฉะนั้นเถิด" สามเณรตั้งความปรารถนาดังนี้แล้ว ก็เดินไปอาบน้ำที่แม่น้ำคงคา ดำผุดดำว่ายเล่นตามสบายใจ เมื่อสบายใจแล้วก็ได้เห็นละลอกคลื่นในแม่น้ำนี้มากมายนักหนา ยินดีปรีดาจะใคร่มีปัญญาเฉลียดฉลาดไม่รู้สุดรู้สิ้น ดุจลูกคลื่นในแม่น้ำนั้น

และได้คิดว่าอาจารย์ได้ใช้ให้เราหอบเอาหยากเยื่อมาทิ้งนี้ ไม่ใช่เป็นกรรมของเรา ทั้งไม่ใช่เป็นกรรมของอาจารย์แต่เป็นการอนุเคราะห์เราให้ได้บุญเท่านั้น ครั้งคิดดังนี้แล้ว จึงปรารถนาขึ้นอีกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า

"ข้าพเจ้ายังไม่ถึงนิพพานตราบใด ไม่ว่าข้าพเจ้าจะไปเกิดในชาติใด ๆ ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาไม่รู้จักสิ้นสุด เหมือนกับลูกคลื่นในแม่น้ำคงคานี้เถิด"

ส่วนพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์นั้น เมื่อเอาไม้กวาดไปเก็บไว้ที่โรงเก็บไม้กวาดแล้ว ก็ลงไปที่ท่าน้ำคงคาเพื่อจะอาบน้ำ ก็ได้ยินเสียงสามเณรตั้งความปรารถนา จึงคิดว่า ความปรารถนาของสามเณรนี้ เป็นความปรารถนาใหญ่ จะสำเร็จได้เพราะอาศัยพระพุทธคุณ

คิดดังนี้แล้ว จึงหัวเราะขึ้นด้วยความดีใจว่า สามเณรนี้ถึงเป็นผู้ที่เราใช้ก็ยังปรารถนาอย่างนี้ ความปรารถนาของสามเณรนี้ จักสำเร็จเป็นแน่แท้ คิดดังนี้แล้ว จึงตั้งความปรารถนาว่า

"ข้าพเจ้ายังไม่สำเร็จนิพพานตราบใด ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาหาที่สุดมิได้ เหมือนกับฝั่งแม่น้ำคงคานี้ ให้เป็นผู้สามารถแก้ไขปัญหาปฏิภาณทั้งปวง ที่สามเณรนี้ไต่ถามได้สิ้น ให้สามารถชี้แจงเหตุผลต้นปลายได้เหมือนกับบุรุษที่ม้วนกลุ่มด้าย สางด้วยอันยุ่งให้รู้ได้ว่า ข้างต้นข้างปลายฉะนั้น ด้วยอำนาจบุญที่ข้าพเจ้าได้กวาดวัด และใช้สามเณรให้นำหยากเยื่อมาเททิ้งนี้เถิด"

เมื่อบุคคลทั้งสองนั้น ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในเทพยดาและมนุษย์ ก็ล่วงมาถึง ๑ พุทธันดร พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งของโลกได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่า ความเกิดขึ้นแห่งพระเถระทั้งหลาย มีพระโมคคลีบุตรติสสเถระ และพระอุปคุตตเถระ เป็นต้น จักปรากฏฉันใด ความเกิดขึ้นแห่งบุคคลทั้งสองนั้น ก็จะปรากฏฉันนั้น

เมื่อเราปรินิพพานล่วงไปได้ ๕๐๐ ปีแล้วบุคคลทั้งสองนั้นจักเกิดขึ้น ธรรมวินัยอันใดอันเป็นของสุขุมที่เราได้แสดงไว้ ธรรมวินัยอันนั้น บุคคลทั้สองนั้นจักแก้ไขให้หมดฟั่นเฝือด้วยการไต่ถามปัญหากัน ดังนี้

ต่อมาสามเณรนั้น ก็ได้มาเกิดเป็นพระเจ้ามิลินท์ ในสาคลนคร อันมีในชมพูทวีปพระเจ้ามิลินท์นั้นเป็นบัณฑต เป็นผู้ฉลาดมีความคิดดี สามารถรู้เหตุการณ์อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันได้ เป็นผู้ใคร่ครวญในเหตุการณ์ถี่ถ้วนทุกประการ เป็นผู้ได้ศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก ถึง ๑๘ ศาสตร์ด้วยกัน รวมเป็น ๑๙ กับทั้งพุทธศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ

คือ ๑. รู้จักภาษาสัตว์ มีเสียงนกร้อง เป็นต้น ว่าร้ายดีประการใดได้สิ้น ๒. รู้จักกำเนิดเขาและไม้ เป็นต้น ว่าชื่อนั้น ๆ ๓. คัมภีร์เลข ๔. คัมภีร์ช่าง ๕. คัมภีร์นิติศาสตร์ รู้ที่จะเป็นครูสั่งสอนท้าวพระยาทั้งปวง ๖. คัมภีร์พาณิชยศาสตร์ รู้ที่จะเลี้ยงฝูงชนให้เป็นสิริมงคล ๗. พลศาสตร์ รู้นับนักขัตฤกษ์ รู้ตำราดวงดาว ๘. คัมธัพพศาสตร์ รู้เพลงขับร้องและดนตรี ๙. เวชชศาสตร์ รู้คัมภีร์แพทย์ ๑๐. ธนูศาสตร์ รู้ศิลปะการยิงธนู ๑๑. ประวัติศาสตร์ ๑๒. ดาราศาสตร์ รู้วิธีทำนายดวงชะตาของคน ๑๓. มายาศาสตร์ รู้ว่านี่เป็นแก้ว นี่มิใช่แก้ว เป็นต้น ๑๔. เหตุศาสตร์ ผลศาสตร์ รู้จักเหตุ รู้จักผลจะบังเกิด ๑๕. ภูมิศาสตร์ รู้จักที่จะเลี้ยงโคกระบือ รู้การที่จะหว่านพืชลงในนาไร่ให้เกิดผล ๑๖. ยุทธศาสตร์ รู้คัมภีร์พิชัยสงคราม ๑๗. ลัทธิศาสตร์ รู้คัมภีร์โลกโวหาร ๑๘. ฉันทศาสตร์ รู้จักคัมภีร์ผูกบทกลอนกาพย์โคลง

พระเจ้ามิลินท์นั้ย มีถ้อยคำหาผู้ต่อสู้ได้ยาก ปรากฏยิ่งกว่าพวกเดียรถีย์ทั้งปวงไม่มีใครเสมอเหมือนในทางสติปัญญา ทั้งประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ คือ ๑. มีเรี่ยงแรงมาก ๒. มีปัญญามาก ๓. มีพระราชทรัพย์มาก

อยู่มาคราวหนึ่ง พระเจ้ามิลินท์ได้เสด็จออกจากพระนครด้วยพลนิกรเป็นอันมากหยุดพักนอกพระนครแล้ว ตรัสแก่พวกอำมาตย์ว่า " เวลายังเหลืออยู่มาก เราจะทำอะไรดีเราจะกลับเข้าเมืองก็ยังวันอยู่ สมณพราหมณ์เจ้าหมู่เจ้าคณะคณาจารย์ที่ยืนยันว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดหนออาจสนทนากับเราได้ อาจตัดความสงสัยของเราได้ "

เมื่อตรัสอย่างนี้ พวกโยนกข้าหลวงทั้ง ๕๐๐ ก็กราบทูลขึ้นว่า " ข้าแต่มหาราชเจ้า บัณฑิตที่จะพอสนทนากับพระองค์ได้นั้นมีอยู่ คือครูทั้ง ๖ อันได้แก่ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล นิคัณฐนาฏบุตร สญชัยเวฬฏฐบุตร อชิตเกสกัมพล ปกุทธกัจจายนะ พระเจ้าข้า ครูทั้ง ๖ นั้น เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียงปรากฏ มียศบริวารมีผู้คนนับถือมาก ขอมหาราชเจ้าจงเสด็จไปไต่ถามปัญหา ต่อคณาจารย์เหล่านั้นเถิดคณาจารย์เหล่านั้นจะตัดความสงสัยของพระองค์ได้ พระเจ้าข้า "

พระเจ้ามิลินท์เสด็จไปหาครูทั้ง ๖ ลำดับนั้นพระเจ้ามิลินท์ก็ห้อมล้อมด้วยข้าหลวงโยนกทั้ง ๕๐๐ ขึ้นทรงราชรถเสด็จไปหา ปูรณกัสสป ทรงปราศรัยแล้วประทับนั่งลงตรัสถามว่า " ท่านกัสสป อะไรรักษาโลกไว้ ? " ปูรณกัสสปตอบว่า " ขอถวายพระพร แผ่นดินรักษาโลกไว้ "

พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสว่า "ถ้าแผ่นดินรักษาโลกไว้ เหตุไรผู้ทำบาปจึงล่วงเลยแผ่นดินลงไปถึงอเวจีนรกล่ะ ?" เมื่อตรังอย่างนี้ ปูรณกัสสปก็ไม่อาจโต้ตอบได้ ได้แต่นั่งนิ่งกลืนน้ำลายอยู่เท่านั้น ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์จึงทรงดำริว่าชมพูทวีปว่างเปล่าเสียแล้ว เพราะไม่มีสมณพราหมณ์เจ้าหมู่เจ้าคณะ คณาจารย์ ผู้อวดอ้างตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะสามารถตัดความสงสัยของเราได้ ทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จไปหา มักขลิโคสาล ตรัสถามว่า

" ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีอยู่หรือเปล่า ?" มักขลิโคสาลตอบว่า " ขอถวายพระพร ไม่มี…คือพวกใดเคยเป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ เวศย์ ศูทร จัณฑาล คนเทหยากเยื่ออยู่ในโลกนี้ เวลาไปถึงโลกหน้าก็จะเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เวศย์ ศูทร จัณฑาล คนเทหยากเยื่ออีกการทำบุญไม่มีประโยชน์อะไร " พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสอีกว่า " ถ้าอย่างนี้ พวกใดที่มีมือด้วนเท้าด้วนในโลกนี้ พวกนั้นไปเกิดในโลกหน้า ก็จะต้องมีมือด้วนเท้าด้วยอีกน่ะซี "

มักขลิโคสาลตอบว่า " อย่างนั้น มหาบพิตร คือผู้ใดได้รับโทษถูกตัดมือเท้าในโลกนี้ เวลาผู้นั้นไปเกิดในโลกหน้า ก็จะถูกตัดมือตัดเท้าอีก" พระเจ้ามิลินท์ตรัสว่า " โยมไม่เชื่อ " มักขลิโคสาลก็นิ่ง พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสต่อไปว่า " นี่แนะ มักขลิโคสาล ข้าพเจ้าถามท่านว่าผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีอยู่หรือ ท่านก็แก้เสียอย่างนี้ ท่านเป็นคนโง่เขลา พวกใดทำกรรมที่จะให้เกิดไว้อย่างใด ๆ พวกนั้นก็ต้องไปเกิดด้วยกรรมอย่างนั้น ๆ "

ครั้งตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสแก่พวกอำมาตย์ขึ้นว่า " นี่แน่ะ ท่านทั้งหลาย เวลานี้ก็ค่ำแล้วเราจะไปหาสมณพราหมณ์ เจ้าหมู่เจ้าคณะคณาจารย์ใด ๆ อีก ผู้ใดจะอาจสนทนากับเราได้ อาจตัดความสงสัยของเราได้" ตรัสอย่างนี้หลายหน แต่พวกอำมาตย์ก็พากันนิ่งอยู่ ไม่รู้ว่าจะกราบทูลอย่างไรท้างเธอก็เสด็จกลับเข้าสู่พระนคร ต่อจากนั้นไป พระองค์ก็ได้ไปเที่ยวไต่ถามสมณพราหมณ์ เจ้าหมู่เจ้าคณะคณาจารย์ ในที่นั้น ๆ ไม่เลือกหน้า พวกใดแก้ปัญหาของท้าวเธอไม่ได้ พวกนั้นก็หนีไป พวกที่ไม่หนีก็สู้ทนนิ่งอยู่แต่โดยมากได้พากันหนีไปสู่ป่าหิมพานต์เมืองสาคลนครจึงเป็นเหมือนกับว่างจากสมณพราหมณ์อยู่ถึง ๑๒ ปี

พระอรหันต์ขึ้นไปเชิญ มหาเสนะเทพบุตร ในคราวนั้น มีพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิอาศัยอยู่ที่ ถ้ำรักขิตเลณะ ในภูเขาหิมพานต์ได้ทราบประวัติการณ์ของพระเจ้ามิลินท์แล้วจึงได้ขึ้นไปประชุมกันที่ยอดภูเขายุคันธรถามกันขึ้นว่า " มีพระภิกษุองค์ใด สามารถโต้ตอบกับพระเจ้ามิลินท์ ตัดความสงสัยของพระองค์ได้ ? " ถามกันอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง พระอรหันต์ทั้ง ๑๐๐ โกฏิก็นิ่งอยู่ ลำดับนั้น พระอัสสคุตตะ ผู้เป็นหัวหน้า จึงกล่าวขึ้นว่า " ดูก่อนท่านทั้งหลาย มหาเสนะเทพบุตรที่อยู่ในเกตุมดีวิมาน

ทางด้านตะวันออกแห่งเวชยันตวิมานของพระอินทร์มีอยู่ มหาเสนะเทพบุตรนั้นแหละ อาจโต้ตอบกับพระเจ้ามิลินท์ได้ อาจตัดความสงสัยของพระองค์ได้ "

พระอรหันต์ทั้ง ๑๐๐ โกฏิ จึงได้พร้อมกันขึ้นไปหาพระอินทร์ที่ดาวดึงสเทวโลกพระอินทร์จึงเสด็จออกมาต้อนรับกราบไหว้แล้วถามว่า " ข้าแต่ท่านทั้งหลาย มีพระภิกษุสงฆ์มาเป็นอันมาก โยมนี้เป็นเหมือนกับคนวัดสำหรับรับใช้ พระภิกษุสงฆ์จะให้โยมทำอะไร ขอได้โปรดบอกเถิด" พระอัสสคุตต์จึงถวายพระพรว่า " เวลานี้มหาราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า " มิลินท์ " อยู่ในชมพูทวีป เป็นผู้ได้เรียนศาสตร์ต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก ฉลาดเจรจา ไม่มีใครสู้ได้ ได้เที่ยวเบียดเบียนพระภิกษุสงฆ์ ด้วยการถามปัญหาตามลัทธิเดียรถีย์ ขอถวายพระพร"

พระอินทร์จึงตรัสว่า " อ้อ…พระราชาองค์นั้น ได้จุติไปจากดาวดึงส์นี้เอง " " อย่างนั้นหรือ…มหาบพิตร " " อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่จะโต้ตอบกับพระเจ้ามิลินท์ได้นั้น มีแต่มหาเสนะเทพบุตรเท่านั้น โยมจะไปอ้อนวอนเขาให้ลงไปเกิดในมนุษยโลก " ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็พาพระภิกษุสงฆ์เสด็จไปที่เกตุมดีวิมาน ทรงเข้าไปสวมกอดมหาเสนะเทพบุตรแล้ว จึงตรัสขึ้นว่า " นี่แน่ะ มหาเสนะผู้หาทุกข์มิได้ บัดนี้พระภิกษุสงฆ์ขอให้เจ้าลงไปเกิดในมนุษยโลก "

 มหาเสนะเทพบุตรจึงกราบทูลว่า " ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม้ต้องการลงไปเกิดในมนุษยโลก เพราะมนุษยโลกเดือดร้อนด้วยการงานมาก ข้าพระองค์จะไปเกิดในเทวโลกชั้นสูง ๆ ต่อขึ้นไป แล้วจะเข้านิพพานจากเทวโลกชั้นสูงนั้น พระเจ้าข้า " พระอัสสคุตตเถระจึงกล่าวขึ้นว่า " นี่แน่ะ ท่านผู้หาทุกข์มิได้ พวกเราได้พิจารณาดูตลอดมนุษยโลกเทวโลกแล้วไม่เห็นมีผู้อื่นนอกจากท่าน ที่จะสามารถทำลายถ้อยคำของพระเจ้ามิลินท์ได้ สามารถเชิดชูพุทธศาสนาไว้ได้ พระภิกษุสงฆ์จึงได้ขึ้นมาอ้อนวอนท่าน ขอท่านจงลงไปเกิดในมนุษยโลก ยกย่องพระพุทธศาสนาไว้เถิด "

เมื่อพระภิกษุสงฆ์อ้อนวอนอย่างนี้แล้วมหาเสนะเทพบุตรจึงกราบทูลพระอินทร์ว่า " ถ้าอย่างนั้นขอพระองค์จงประทานพรแก่ข้าพระองค์ ให้ข้าพระองค์ทำลายล้างถ้อยคำของพระเจ้ามิลินทร์ได้ สามารถเชิดชูพระพุทธศาสนาไว้ได้เถิด พระเจ้าข้า" ครั้งกราบทูลดังนี้แล้ว ก็ร่าเริงดีใจ มีใจฟูขึ้น ถวายปฏิญญาแก่พระภิกษุสงฆ์ว่าข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในมนุษยโลก แล้วก็รับพรจากพระอินทร์ ลำดับนั้น พระภิกษุสงฆ์ก็ถวายพระพรลา กลับลงมาสู่ถ้ำรักขิตเลณะในภูเขาหิมพานต์อีก พระโรหนเถระได้รับมอบธุระ เพื่อให้นาคเสนกุมารได้บรรพชา เมื่อมาถึงแล้วพระอัสสคุตตเถระจึงถามพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นว่า " ดูก่อนท่านทั้งหลาย ภิกษุที่ไม่ได้มาในที่ประชุมสงฆ์นี้มีอยู่หรือ ?"

มีพระภิกษุองค์หนึ่งตอบว่า " มีอยู่ขอรับ คือพระโรหนเถระท่านไปเข้านิโรธสมาบัติ อยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ได้ ๗ วันแล้ว พวกเราควรจะใช้ทูตไปหา " พอดีในขณะนั้นพระโรหนเถระ ก็ออกจากนิโรธสมาบัติ นึกรู้ความประสงค์พระอรหันต์ทั้งหลายว่าต้องการพบเรา จึงได้หายวับจากภูเขาหิมพานต์ มาปรากฏที่ถ้ำรักขิตเลณะ ต่อหน้าพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฏิ จึงกล่าวขึ้นว่า " นี่แน่ะ ท่านโรหนะ เมื่อพระศาสนากำลังถูกกระทบกระเทือน เหตุไรท่านจึงไม่รู้จักช่วยเหลือไม่เหลียวแลกิจเหมือนสงฆ์ ? "

พระโรหนะจึงตอบว่า " เป็นเพราะข้าพเจ้ามิได้กำหนดจิตไว้ " พระสงฆ์จึงบอกว่า " ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะลงทัณฑกรรมท่าน เพราะเหตุที่ท่านไม่ได้ใส่ใจในกิจของพระศาสนา " พระโรหนะจึงถามอีกว่า " จะลงทัณฑกรรมข้าพเจ้าอย่างไร ? "

พระสงฆ์ตอบว่า " นี่แน่ะ ท่านโรหนะ มีบ้านพราหมณ์ตำบลหนึ่งชื่อว่า ชังคละ ข้างป่าหิมพานต์มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า โสนุตตระ อยู่ในบ้านนั้น เขาจะมีบุตรชื่อว่า นาคเสนกุมาร ท่านจงพยายามไปบิณฑบาตที่ตระกูลนั้น ให้ตลอด ๗ ปีกับ ๑๐ เดือน นำเอานาคเสนกุมารออกบรรพชาให้ได้ เมื่อนาคเสนกุมารได้บรรพชาแล้วท่านจึงจะพ้นจากทัณฑกรรมนั้น"

 

http://www.dhammathai.org