ถาม – การข่มขืนเป็นบาปแค่ไหน? มีหลายคดีที่ตอนแรกชายหน้ามืดตั้งใจข่มขืนและผู้หญิงก็ขัดขืน แต่ต่อมาผู้หญิงสมยอมด้วยความคล้อยตาม อย่างนี้ถือว่าสิ่งที่ฝ่ายชายเป็นบาปหรือไม่ครับ? ทางกฎหมายมีช่องคือถ้าพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายหญิงสมยอม ก็ไม่ถือว่าฝ่ายชายผิด หรือมีโทษเบามาก ในทางกรรมวิบากก็เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า?

บางครั้งการเล่นแง่ทางกฎหมายที่ยึดตัวอักษรและดุลพินิจของศาลเป็นหลัก ก็ทำให้คนเลวดูดี หรือทำให้คนดีดูแย่ได้ครับ แต่ทางกรรมวิบากจะไม่ยึดอักษรหรือดุลพินิจของใครอื่นมากไปกว่าเจตนาของผู้กระทำการ ฉะนั้นถ้าเจตนาดีก็เป็นบุญ เจตนาร้ายก็เป็นบาป และไม่มีคนดีคนเลวอยู่ในใครถาวร ต่างก็สลับบทเป็นเลวหรือดีตามสถานการณ์ หรือตามน้ำหนักของเจตนา

เจตนาข่มขืนนั้นถือเป็นบาปใหญ่ครับ เนื่องจากเป็นกรรมที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมกัน ประมาณยากว่าเกิดความเสียหายมากน้อยขนาดไหนกับคนๆหนึ่ง

ตามธรรมชาติเพศหญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำ และความเสียหายทางเพศก็เกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง ปมแห่งความหวาดกลัวอาจฝังกายฝังใจไปจนสิ้นลมเพียงเพราะถูกรังแกแค่ครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม เรื่องของกรรมนั้น ถ้าอยากรู้ผลชัดเจนต้องดูครอบคลุมทั้งหมด ไม่เฉพาะตัวเจตนาของผู้กระทำ แต่ต้องเล็งกันที่ความเสียหายของฝ่ายถูกกระทำด้วย เราพอแจกแจงรูปแบบการขืนใจได้คร่าวๆเป็น ๒ ประเภทคือ

๑) ปลุกปล้ำให้สมยอม หมายถึงใช้กำลังเพื่อให้ฝ่ายหญิงตกเป็นสมบัติของตน โดยคาดหมายได้ว่าเธอจะมีความสุขไปด้วย ไม่ได้มีเจตนาข่มเหงให้เกิดความบาดเจ็บหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นหลัก

การปลุกปล้ำให้สมยอมเกิดขึ้นได้เฉพาะที่ทั้งสองฝ่ายรู้จักสนิทสนม หรือถึงขั้นเป็นคู่รักกันแล้ว โทษที่จะเกิดกับชายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกระทบทางใจของฝ่ายหญิงเป็นสำคัญ เพราะแม้เบื้องต้นไม่เต็มใจ ไม่สมยอมมอบกายให้ แต่เมื่อทำๆไปแล้วเกิดความโอนอ่อน และภายหลังไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อนมากมาย ก็แสดงว่ามีใจให้ฝ่ายชายอยู่ก่อน

แต่การปลุกปล้ำให้สมยอมมีความเสี่ยง คือไม่รู้จะออกหัวออกก้อยอย่างไรแน่ เพราะแม้เล็งว่าเธอคงยินดี แต่ความจริงอาจไม่ใช่อย่างนั้น แค่ความแตกต่างทางภาษากายเล็กๆน้อยๆระหว่างปลุกปล้ำ ก็อาจพลิกความรู้สึกของผู้หญิงจากค่อยๆยอมโอนอ่อน กลายเป็นทวีความรุนแรงในการปฏิเสธได้อย่างรวดเร็ว หรือถึงขั้นเคืองแค้นแบบเลิกคบไม่ต้องเผาผีกันเลย

ความต่างเกี่ยวกับเจตนาของฝ่ายชายยังแยกย่อยได้อีกมาก เช่น ชายบางคนหมายจะลิ้มลองเฉยๆ ในขณะที่บางคนใจร้อน อยากได้เร็วๆ แล้วค่อยแห่ขันหมากไปสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวภายหลัง เหล่านี้ก็ให้ผลต่างด้วย ถ้าเพียงคิดไว้ในใจว่ามีจังหวะกับหญิงอื่นเมื่อไหร่จะเอาอีก ก็เท่ากับผูกใจไว้กับภพแห่งความเป็นนักเลงเล่นหญิง พอถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผลก็อาจกลายเป็นเพศหญิงที่ถูกมองเป็นของเล่นสนุกบ้าง

แต่หากปล้ำด้วยใจรัก คิดไว้ว่าจะรับผิดชอบแน่นอน ตลอดจนรู้ๆอยู่ว่าฝ่ายหญิงก็มีใจให้ และเชื่อมั่นว่าสามารถทำให้เธอมีความสุข อย่างนี้โทษของการปลุกปล้ำอาจมาในรูปของการผูกกรรมกันโดยเฉพาะ กล่าวคือฝ่ายหญิงจะรู้สึกว่าเธอเป็นเจ้าหนี้ สามารถทวงหนี้คืนในรูปแบบไหนก็ได้ เพราะฝ่ายชายเริ่มก่อน คือเป็นฝ่าย ‘ปล้นสมบัติ’ ของเธอไป ดังนั้นฝ่ายชายจึงต้องมีหน้าที่สำนึกผิดและชำระคืน ซึ่งแน่นอนครับว่าแพง เนื่องจากนารีมีรูปเป็นทรัพย์ ยิ่งทรัพย์งามเพียงใดก็ต้องคิดดอกเบี้ยมหาโหดเพียงนั้น

ฉะนั้นอย่าแปลกใจ หากได้เธอมาโดยมิชอบก็เป็นธรรมดาที่จะโดนเรียกร้องนั่นเรียกร้องนี่ไม่มีวันจบวันสิ้น เผลอๆความผูกใจว่าคุณเป็นลูกหนี้เธอ อาจข้ามภพข้ามชาติไปเลยทีเดียว

อีกประการหนึ่งที่ควรคำนึง คือความยอกย้อนทางอารมณ์ของผู้หญิงจะมากกว่าผู้ชาย เพราะเป็น ‘ฝ่ายเสีย’ ถึงแม้ถูกเร้าให้คล้อยตามได้ หรือร่วมสุขไปด้วยได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ภายหลังอาจกลับเปลี่ยนเป็นเสียดาย เสียใจ และเสียความรู้สึกกับฝ่ายชาย กล่าวตรงนี้เพราะอยากบอกคุณๆที่คิดว่า ‘ไม่เป็นไร’ หรือ ‘ปล้ำไปปล้ำมาเดี๋ยวก็ชอบเอง’ นั้น นับว่าเสี่ยงที่จะเดาผิดนะครับ ผลของการเดาผิดก็อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิด เช่น เสร็จเรื่องแล้วเธออาจเครียด ไม่กินข้าวกินปลา การเรียนหรือการงานตกต่ำ ที่เคยกระหนุงกระหนิงกับคุณก็กลายเป็นบึ้งตึงใส่ หรือที่เคยชอบพออยู่บ้างก็อาจเปลี่ยนเป็นเกลียดและขยะแขยง ฯลฯ อะไรๆเป็นไปได้ทั้งนั้น

ผมเคยได้ยินนักจิตวิทยาบางคนพูดนะครับ ว่าผู้หญิงที่กลัวเพศสัมพันธ์มากๆนั้น ต้องแก้ด้วยการให้แฟนที่รักและไว้ใจปลุกปล้ำเสียบ้าง มันก็อาจถูกในเชิงวิชาการ แต่ขอบอกว่าอาจเสี่ยงในความเป็นจริง เพราะนอกจากความซับซ้อนทางอารมณ์ของผู้หญิงแล้ว ยังมีตัวแปรคือความสามารถของผู้ชายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อะไรๆในโลกไม่มีบทสรุปตายตัวหรอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ควรทำอย่างนั้น จะเหมาะหรือไม่เหมาะขึ้นอยู่กับว่าใครทำกับใคร เมื่อไหร่ และอย่างไรมากกว่า

๒) ทำร้ายเพื่อขืนใจ หมายถึงการข่มขืนของจริง ชนิดที่ไม่อาจคาดหมายได้เลยว่าฝ่ายหญิงจะมีความสุขจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำ และฝ่ายชายอาจใช้รูปแบบใดๆ นับแต่การข่มขู่ด้วยอาวุธ ตลอดจนกระทั่งการตบตีชกต่อยให้เจ็บปวด

การทำร้ายเพื่อขืนใจเกิดขึ้นกับหญิงแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมักจี่ หรือรู้จักแต่เป็นศัตรูกันอยู่ หรือกระทั่งรู้จักสนิทแต่มีลักษณะต้องห้ามบางประการ เช่น เป็นญาติ เป็นหญิงที่ยังอยู่ในการปกครองเลี้ยงดูของพ่อแม่ หรือเป็นภรรยาของผู้อื่น แม้ฝ่ายหญิงจะเกิดความยินดีในเพศรสขึ้นมาบ้างตามธรรมชาติ ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาน้ำหนักบาปของชายโฉดลงสักเท่าใด เพราะเจตนาแต่แรกของชายโฉดมิใช่เพื่อให้ฝ่ายหญิงเป็นสุข กับทั้งคาดหมายได้ว่าเสร็จกามกิจแล้วเธอจะต้องทุกข์ทรมานทั้งกายทั้งใจอย่างใหญ่หลวง

จะเป็นชายโฉดได้ต้องมีความชั่วร้ายในจิตใจ มโนธรรมต่ำเข้าใกล้ศูนย์ ซึ่งถ้าถามหาว่าใครผิด ใครเป็นคนทำให้มโนธรรมตกต่ำ เล็งหาไปเล็งหามาคงไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นราคะและโทสะต่างหาก

ถ้าลงมือข่มขืนโดยเริ่มจากความมีราคะกล้า เช่น เห็นผู้หญิงนุ่งห่มล่อแหลมเข้าห้องน้ำบ่อยๆ อย่างนี้พอทนไม่ไหวก็นำมาซึ่งรูปแบบการข่มขืนที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย ฉายให้เห็นสัญชาตญาณดิบแบบเดียวกับเดรัจฉาน กรรมที่ทำจึงมีแนวโน้มว่าจะดึงดูดไปสู่ภพแห่งความเป็นเดรัจฉาน ที่สมสู่ได้โดยปราศจากความละอายหรือขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ

แต่ถ้าลงมือข่มขืนโดยเริ่มจากความมีโทสะแรง เช่น อาฆาตแค้นนายจ้างสาวที่ข่มขี่ด้วยวาจาผรุสวาทหรือตบตีเตะถีบด้วยมือเท้า อย่างนี้รูปแบบการข่มขืนจะเต็มไปด้วยความก้าวร้าว ใกล้กันมากกับการคิดฆ่ากันให้ตาย อันเป็นกรรมร้อนแรง เผาผลาญได้ในระดับไฟนรก คือทำให้ผู้หญิงรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น กรรมที่ทำจึงเป็นไปเพื่อภพแห่งความเป็นสัตว์นรกมากกว่าอบายภูมิอื่นที่โทษเบากว่า

ดังกล่าวแล้วว่าการทำร้ายเพื่อขืนใจนั้น อย่างน้อยขณะนั้นต้องชั่วจริงๆถึงจะออกแรงทำได้สำเร็จ สำคัญคือถ้าทำได้ครั้งหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะทำได้อีก ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไร แนวโน้มที่จะย่ามใจกับการลงมือก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ายอมก้มหน้าให้ซาตานรดน้ำมนต์จนศีรษะชุ่มโชก หน้ามืดหน้ามัว ลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเมื่อใด ก็หมดความเป็นผู้เป็นคนไปเมื่อนั้น

กรณีที่เพิ่งก่อคดีข่มขืนแค่ครั้งสองครั้ง โทษทัณฑ์เช่นถูกจับขังคุกหรือถูกรุมประชาทัณฑ์ในชาติปัจจุบัน อาจได้น้ำหนักพอจะปลดหนี้กรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสำนึกผิดด้วยใจจริง และไม่คิดทำอีกเลยตลอดไป แต่หากเคยมีความสุขบนความทุกข์ของผู้หญิงมามากหน้าหลายตา จนจิตใจถูกห่อหุ้มด้วยบาปอกุศลมืดคลุ้มเกินกว่าจะสำนึกผิด อย่างนี้ต่อให้เข้าคุกตลอดชีวิตหรือกระทั่งถูกประหาร ก็ยากจะเปลื้องหนี้หมด ต้องไปผ่อนส่งต่อในอบายภูมิค่อนข้างแน่นอน

สำหรับอาชญากรทางเพศที่ทำผู้หญิงมามากด้วยความสะใจ ไม่สำนึกผิด ไม่อยากกลับตัวเลยจนตายนั้น เมื่อพ้นจากอบายแล้ว ก็มักต้องเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิงด้วยชะตาไม่สู้ดี มีแต่การสั่งสมพฤติกรรมทางเพศแบบผิดๆ กระทั่งเป็นไปได้ที่จะมีความสุขกับการถูกทรชนข่มขืน ด้วยความรู้สึกลึกๆที่อธิบายใครไม่ได้ เหมือนเป็นวิถีทางของตนที่ต้องชดใช้ให้หมดๆ หรือกลั่นเป็นคำพูดจากก้นบึ้งก็อาจว่า ‘โดนแค่นี้ดีกว่าที่เคยเจอในนรก!’

กามนั้นดูเผินๆเหมือนเป็นสุข หรือกระทั่งพาไปสู่สุดยอดแห่งความสุข แต่แท้ที่จริงหากเห็นให้ครบทุกแง่มุม คุณจะรู้สึกว่ากามคือเครื่องล่อให้สรรพสัตว์ติดวนอยู่กับทุกข์ ทั้งทุกข์เพราะไม่พ้นไปจากการเกิดแก่เจ็บตาย และทั้งทุกข์เพราะกรรมอันดึงให้ตกต่ำลงสู่อบายภูมิครับ

ที่มา หนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว

จากดังตฤณ


นับจากโบราณกาลมา การผิดประเวณีนับเป็นยอดแห่งความชั่ว บทลงโทษในโลกมนุษย์นับว่าหนักแล้ว แต่บทลงโทษในนรกยิ่งหนักเพิ่มขึ้น วิธีการลงโทษมีหลากหลายดังขยายต่อไป หวังว่าท่านผู้อ่านควรละเว้นทันที

พี่น้องเสพสุขตกนรกชั่วนิรันดร หากถึงขั้นฆ่าชีวิตด้วยแล้ว จะถูกฟ้าผ่า ผู้ใดข่มขืนศพหญิง จะตกนรกชั่วนิรันดรเช่นกัน ผู้ใดได้รับโทษทัณฑ์ในโลกมนุษย์มาแล้ว จะไม่ถูกฟ้าผ่า ผู้ใดที่มีความกตัญญูจะลดโทษ 4 ส่วน ผู้ใดเคยสร้างบุญใหญ่ 1,500 ครั้งก็ถูกลดโทษ 4 ส่วนเช่นกัน

ผู้ใดข่มขืนหญิงหม้าย จะขาดลูกหลานสืบทอดวงศ์ตระกูล ตกนรก 500 ชาติ แล้วเกิดเป็นมด หนอน 500 ชาติ ยังมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอีก 500 ชาติ จึงเกิดมาเป็นคน มีอาชีพเป็นโสเภณี ผู้ใดได้รับโทษทัณฑ์ในโลกมนุษย์แล้ว ลด 100 ชาติ หากมีการฆ่าถึงชีวิต เพิ่มโทษ 5 เท่า ผู้ใดเป็นผู้กตัญญูต่อพ่อแม่และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์กับประเทศชาติลดโทษกึ่งหนึ่ง ประกอบบุญใหญ่ 500 ครั้ง ลดโทษกึ่งหนึ่งเช่นกัน

หมายเหตุ : บทลงโทษในเมืองนรก คำว่า 1 ชาติ หมายถึง การลงโทษถึงตายแล้วฟื้นคืนกลับมาแล้วรับโทษเหมือนเดิมจนครบกำหนดแล้วโทษนั้นจึงยุติ หากยังมีโทษอื่นอีก ก็ต้องรับโทษในขุมนรกอื่น ๆ ในหนังสือ "บันทึกถ้ำนรก" ได้บรรยายอย่างละเอียด ผู้ใดทำผิดศีลข้อ 3 แล้ว หากสำนึกผิดแล้วหันมาประกอบกรรมดีช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อตายจากโลกมนุษย์แล้ว จะได้รับการลดโทษตามส่วน ผู้ใดไม่สำนึกผิดเลยจนตาย เมื่อตายจากโลกมนุษย์แล้ว จะได้รับการลงโทษจากขุมนรกที่ 1 แล้วยังต้องไปรับโทษขุมนรกอื่น ๆ โทษที่จะได้รับเช่น "แหวกหัวใจ" "คนโลหะ" "ตัดไต" "หนูกัด" "ลงกระทะทองแดง" "รถบด" ฯลฯ

ผู้ใดทำผิดศีลข้อ 3 ระหว่างพี่น้อง ลูกกับแม่เลี้ยง พ่อผัวกับลูกสะใภ้ ฯลฯ จะตกนรกตลอดกาล เพราะการผิดศีลข้อ 3 ระหว่างหมู่ญาติ นับว่าโทษหนักที่สุด

เมื่อรับโทษทัณฑ์ครบแล้ว จึงเกิดมาเป็นคน 1 ครั้ง เรียกว่า 1 ชาติ หนังสือ "ตำรับทอง" และ "ตำรับวงเวียน" 2 เล่มนี้ได้บรรยายบทลงโทษอย่างละเอียด กฎเมืองนรกก็มีการลดหย่อนผ่อนโทษเช่นกัน ฉะนั้นเห็นได้ว่า บาปบุญคุณโทษไม่มีการผิดเพี้ยน หากผู้ใดได้อ่านหนังสือ "ตำรับทอง" "ตำรับวงเวียน" และ "บันทึกถ้ำนรก" 3 เล่มนี้แล้ว ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นในเรื่องกฎแห่งกรรม


ผู้ใดหลอกข่มขืนหญิงหม้าย

จะไม่มีลูกหลานสืบตระกูล 2 ชาติ และรับโทษในขุมนรก แล้วมาเกิดเป็นหนอน มด สัตว์เดรัจฉาน อย่างละ 400 ชาติ แล้วจึงเกิดมาเป็นคนพิการ ผู้ใดเคยรับโทษทัณฑ์ในโลกมนุษย์ ลดโทษ 80 ชาติ หากถึงขั้นทำร้ายชีวิตถึงตาย เพิ่มโทษ 4 เท่า ผู้ใดจงรักภักดีกับเป็นบุตรกตัญญูลดโทษ 70% ผู้ใดเคยสร้างบุญขนาดกลาง 500 ครั้ง ลดโทษ 70% เช่นกัน



ผู้ใดแทะโลมจนหญิงหม้ายเสียตัว



จะไม่มีลูกหลานสืบตระกูล 3 ชาติ หลังจากรับโทษในขุมนรกแล้ว มาเกิดเป็นหนอน มด สัตว์เดรัจฉาน อย่างละ 300 ชาติ จึงมาเกิดเป็นคนยากจนแสนเข็ญ ผู้ที่ได้รับโทษในโลกมนุษย์แล้ว จะลด 60 ชาติ หากถึงขั้นฆ่าตาย เพิ่มโทษ 3 เท่า ผู้ใดจงรักภักดีและเป็นบุตรกตัญญู ลดโทษ 90% ผู้ใดเคยสร้างบุญ 500 ครั้ง ลดโทษ 90% เช่นกัน



ข่มขืนสาวพรหมจรรย์


บุตรธิดาจะมั่วกาม ตัวเองจะต้องรับโทษทัณฑ์ในขุมนรก 400 ชาติ แล้วไปเกิดเป็นหนอน เป็นมด อย่างละ 400 ชาติ จึงเกิดมาเป็นคนขี้ข้า (ทาส) ผู้ใดเคยรับโทษในโลกมนุษย์มาแล้ว ลดโทษ 100 ชาติ หากมีการฆ่ากันถึงชีวิต เพิ่มโทษ 4 เท่า ผู้ใดเคยทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ หรือเป็นบุตรกตัญญู ลดโทษกึ่งหนึ่ง เคยประกอบกรรมดี 400 ครั้ง ก็ลดโทษกึ่งหนึ่งเช่นกัน



ใช้วิธีหลอกลวงข่มขืนสาวพรหมจรรย์

จะไม่มีลูกหลานสืบตระกูล 2 ชาติ และรับโทษในขุมนรก แล้วมาเกิดเป็นหนอน มด สัตว์เดรัจฉาน อย่างละ 250 ชาติ แล้วจึงมาเกิดเป็นคนขี้โรคอ่อนแอ ผู้ใดเคยรับโทษทัณฑ์ในโลกมนุษย์ ลดโทษ 70 ชาติ หากถึงขั้นทำร้ายชีวิตถึงตาย เพิ่มโทษ 3 เท่า ผู้ใดจงรักภักดีกับเป็นลูกกตัญญู ลดโทษ 70 % ผู้ใดเคยสร้างบุญขนาดกลาง 400 ครั้ง ลดโทษ 70 %



ผู้ใดแทะโลมจนสาวพรหมจรรย์เสียตัว

ภรรยาและบุตรสาวจะต้องชดใช้กรรม และตัวเองต้องรับโทษในขุมนรก แล้วมาเกิดเป็นหนอน มด สัตว์เดรัจฉาน อย่างละ 100 ชาติ แล้วจึงเกิดเป็นคนมีฐานะยากจน ผู้ใดเคยรับโทษทัณฑ์ในโลกมนุษย์ลดโทษ 40 ชาติ หากถึงขั้นทำร้ายชีวิตถึงตาย เพิ่มโทษ 2 เท่า ผู้ใดจงรักภักดีกับเป็นลูกกตัญญู ลดโทษ 90% ผู้ใดเคยสร้างบุญเล็ก 400 ครั้ง ลดโทษ 90% เช่นกัน



ข่มขืนเด็กสาว (อายุต่ำกว่า 15 ปี)

ภรรยาและบุตรสาวจะต้องชดใช้กรรม ตัวเองต้องรับโทษในขุมนรกแล้วมาเกิดเป็นหนอน มด สัตว์เดรัจฉาน อย่างละ 350 ชาติ แล้วจึงมาเกิดเป็นคนผู้น้อย ถ้าเคยรับโทษทัณฑ์ในโลกมนุษย์ ลดโทษ 100 ชาติ หากถึงขั้นทำร้ายชีวิตถึงตาย เพิ่มโทษ 3 เท่า ผู้ใดจงรักภักดีกับเป็นลูกกตัญญู ลดโทษกึ่งหนึ่ง ประกอบบุญใหญ่ 300 ครั้ง ลดโทษกึ่งหนึ่งเช่นกัน



ใช้วิธีหลอกลวงข่มขืนเด็กสาว (อายุต่ำกว่า 15 ปี)


ลดอายุ 24 ปี ตายแล้วต้องรับโทษทัณฑ์ในขุมนรก แล้วมาเกิดเป็นหนอน มด สัตว์เดรัจฉาน อย่างละ 100 ชาติ แล้วจึงมาเกิดเป็นคน ไร้คู่ครอง ผู้ใดเคยรับโทษในเมืองมนุษย์มาแล้ว ลดโทษ 30 ชาติ หากถึงขั้นทำร้ายชีวิตถึงตาย เพิ่มโทษ 2 เท่า ผู้ใดจงรักภักดีและเป็นลูกกตัญญู ลดโทษ 70% สร้างบุญขนาดกลาง 300 ครั้ง ลดโทษ 70% เช่นกัน


ผู้ใดแทะโลมจนเด็กสาวเสียตัว


ลดอายุ 12 ปี ตายแล้วรับโทษในขุมนรก แล้วมาเกิดเป็นหนอน มด สัตว์เดรัจฉาน อย่างละ 70 ชาติ แล้วจึงมาเกิดเป็นคนมีฐานะยากจน ผู้ใดเคยรับโทษในเมืองมนุษย์มาแล้ว ลดโทษ 20 ชาติ หากถึงขั้นทำร้ายชีวิตถึงตาย เพิ่มโทษ 1 เท่า ผู้ใดจงรักภักดีและเป็นลูกกตัญญู ลดโทษ 90% สร้างบุญขนาดเล็ก 300 ครั้ง ลดโทษ 90% เช่นกัน

บทลงโทษ 3 ข้อข้างต้น (หญิงหม้าย สาวพรหมจรรย์ และเด็กสาว) มีผลเฉพาะที่ไม่ใช่เครือญาติ หากเป็นวงศาคณาญาติ เพิ่มโทษ 1 เท่า หากเป็นพี่น้องกัน หรือมีเพศสัมพันธ์ระหว่างงานศพ เพิ่มโทษ 3 เท่า หากข่มขืนสาวใช้ รับโทษหนักเช่นกัน ข่มขืนไม่สำเร็จ ลดอายุ 6 ปี หากถึงขั้นเสียชีวิต มีโทษหนักดั่งโทษข่มขืน

เที่ยวซ่อง 1 ครั้ง ลดอายุขัยครึ่งปี ผู้ใดติดกามโรค ลดอายุขัย 1 ปี หากสำนึกผิด ยกเว้นลดอายุขัย

รักร่วมเพศ รับโทษดั่งข่มขืนหญิงสาว ถ้าคู่หูเป็นชายอายุต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นเด็กสาว รับโทษดั่งเที่ยวซ่องโสเภณี

ประพันธ์หนังสือลามก ลดอายุขัย 24 ปี หากมีผู้อ่านอ่านแล้วเกิดไปข่มขืนหญิงอื่น ผู้ประพันธ์จะต้องรับโทษเสมือนหนึ่งเป็นผู้ข่มขืนเอง หากหนังสือลามกไม่ถูกทำลายหมดสิ้น จะไม่ได้ไปผุดไปเกิด ผู้ถ่ายทำหนังลามก รับโทษหนักเหมือนกัน

เปิดเผยเรื่องลามก ลดอายุขัย 6 ปี ถ้ามีการฆ่าถึงชีวิต ลดอายุขัย 12 ปี คุยเรื่องในมุ้ง มีโทษเช่นกัน หากสำนึกผิด จะได้รับลดโทษบ้าง




กฎลามกของผู้พิพากษาแซ่ลก (สมัยราชวงศ์ซ้อง) ได้เพิ่มเติมว่า ผู้ใดผิดศีลข้อ 3 จนตั้งครรภ์และทำแท้งถึงขั้นเสียชีวิเต เพิ่มโทษ 1 เท่า

ผู้ใดข่มขืนเด็กสาวตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป ไม่ว่าจะใช้วิธีล่อลวงหรือเกลี้ยกล่อม ให้ถือเป็นคดีข่มขืน หากมีการฆ่าถึงชีวิต เพิ่มโทษ 1 เท่า

ผู้ใดมีภรรยาและบุตรแล้ว ยังแอบมีภรรยาน้อย 1 คน ลดอายุขัย 2 ปี คนที่มีชื่อเสียงเกียรติยศอยู่แล้ว จะถูกลดชื่อเสียงลง 8 ส่วน แต่ไม่ลดอายุขัย

หญิงหม้ายใดที่ไม่คิดแต่งงานใหม่ ใช้วิธีหลอกลวงจนได้เสียจะลดอายุขัย 3 ปี หากเธอมีจิตจะแต่งงานใหม่ ไม่ต้องลดอายุขัย

ผู้ใดแต่งงานกับหญิงหม้าย และไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูบุตรธิดาของสามีเก่า 1 คน ลดอายุขัย 2 ปี หากทรมานลูก ๆ ของสามีเก่าจนเสียชีวิต ลดอายุขัย 12 ปี

สนทนาระหว่างเพื่อนฝูงเรื่องตัณหา 3 ครั้ง ลดอายุขัย 1 เดือน

นำเพื่อนไปเที่ยวซ่องโสเภณี ลดอายุขัย 3 ปี ผู้ใดมีชื่อเสียงโชคลาภ งดการลดอายุขัย แต่ลาภยศจะเลื่อนเวลาออกไป

ผู้ใดเห็นหญิงงามเดินผ่านและเหลียวมองอย่างไม่ลดละ 3 ครั้ง ลดอายุขัย 3 เดือน หากหาอุบายตีสนิทแฝงด้วยจิตไม่บริสุทธิ์ 1 ครั้ง ลดอายุขัย 3 เดือน

ผู้ใดชอบฟังเรื่องลามก 1 ครั้ง ลดอายุขัย 3 เดือน ผู้ที่มีชื่อเสียงเกียรติยศ จะถูกบั่นทอน

ผู้ใดตั้งใจดูหนังลามก 1 ครั้ง ลดอายุขัย 3 เดือน หากถึงขั้นเสียชีวิต เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน 1 ชาติ

ผู้ใดชอบอ่านหนังสือลามก 3 ครั้ง ลดอายุขัยครึ่งเดือน ผู้ใดถึงขั้นไม่สบาย ลดอายุขัย 3 ปี

ผู้ใดชักชวนเพื่อน ๆ รื่นรมย์กับกามตัณหา ถูกลงโทษ 2 ชั้น พ่อหรือพี่ชายไม่ยับยั้งลูก ๆ หรือน้อง ๆ จนหลงกามารมณ์ หรือปล่อยปละละเลยคนใช้รื่นเริงกับกามารมณ์ ถูกลงโทษ 2 ชั้นเช่นกัน


ผู้พิพากษาแซ่ลกเขียนไว้ว่า โทษทัณฑ์ในเมืองนรกยากต่อการผ่อนปรน โทษของการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างญาติยิ่งหนักกว่าเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นผู้น้อยละเมิดกามต่อผู้ใหญ่ หรือผู้ใหญ่ล่อลวงผู้น้อย เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ต้องรับโทษในขุมนรกทั้งนั้น
สังคมในมนุษย์ปัจจุบันผู้ผิดศีลข้อ 3 มักเกิดขึ้นกับครอบครัวที่รับราชการ บัณฑิต พวกเขาประพฤติเช่นนี้บ่อยครั้งจนติดเป็นนิสัยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ยังไม่สำนึกว่าการกระทำของตนนั้นผิด

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจึงได้ทูลพระเจ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ (ท้าวสักกะเทวราช) ท่านทรงอนุญาตให้ตีแผ่กฎลงโทษของนรกสู่โลกมนุษย์โดยไม่ปิดบัง เพื่อให้ผู้อ่านจะได้สำนึกผิดและจะได้รับการลดโทษ ผู้ที่มีความจงรักภักดีและกตัญญูได้รับการลดโทษ ผู้ใดเคยสร้างสมบุญกุศลได้รับการลดโทษเช่นกัน

หากผู้ใดได้อ่านบทความนี้แล้ว ไม่เพียงสำนึกผิดกลับติเตียนทำลาย จะได้รับโทษหนัก หรือถูกฟ้าผ่าตาย



หากมีผู้ใดเชื่อคำสั่งสอนของบทความนี้ และได้เผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบ

เผยแพร่ 100 คน เพิ่มอายุ 12 ปี
เผยแพร่ 200 คน ผู้ไร้บุตรจะได้บุตร
เผยแพร่ 500 คน ยศชื่อเสียงเพิ่มทวีคูณ
เผยแพร่ 1,000 คน มีชื่อบนสวรรค์ เผยแพร่ทั่วพิภพ ตายแล้วได้จุติเป็นเซียน
เผยแพร่กับเศรษฐี 10 คน ได้บุญกุศลเท่ากับเผยแพร่กับคนสามัญ 200 คน
เผยแพร่กับข้าราชการได้บุญกุศลเท่ากับเผยแพร่กับคนสามัญ 100 คน

ซึ่งบทบัญญัตินี้ท่านพระเจ้าฟู่ยิ่งได้ทูลพระเจ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งทรงได้อนุญาตให้เป็นไปตามบทบัญญัตินี้

 

http://www.eanic.com


 
ท่านพุทธทาสภิกขุ



...ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว...

"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นี้เป็นความจริง อันไม่ตาย คือ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง
แม้จะมีคนในสมัยหนึ่ง เกิดระแวงว่า
ทำไม คนทำชั่ว กลับร่ำรวยเร็ว
คนทำดี กลับยากจนลง หรือเป็นอยู่ด้วยความยากลำบากก็ตาม
ความจริง ก็ยังคงเป็นความจริงว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว"
อยู่ตามเดิม ไม่โยกคลอน.

ทำดีได้ดีแน่ เพราะมันดี อยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง และมันดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ
แต่ที่มันจะได้เงินหรืออื่นๆ ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นอีกส่วนหนึ่ง
แม้ทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน มันชั่วอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง
ไปทำเข้า มันก็ชั่ว มาเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำ จะได้เงินด้วยหรือไม่ นั่นอีกส่วนหนึ่ง
ฉะนั้น "ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว" โดยไม่มีทางหลีกไปทางไหนพ้น.

ทำดีได้ดี และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น "เงินดี"
ทำชั่วได้ชั่ว และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น "เงินชั่ว"
เงินดี ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของที่ดี เย็นอกเย็นใจ
เงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็น "ปีศาจ ผู้สูบเลือดมนุษย์"
ฉะนั้น แม้จะได้เงินมามาก ด้วยการทำชั่ว
ก็มีแต่จะยิ่งทำเจ้าของให้เป็น "ปีศาจ" มากยิ่งขึ้น ตามส่วนนั่นเอง.

ฉะนั้น ความจริง คงหนีความจริงไปไม่พ้น ว่า
"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" อยู่จนตลอดกัลปาวสาน เป็นอย่างน้อย.

๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๓



คัดจาก หนังสือ ชุมนุมข้อคิดอิสระ พุทธทาสภิกขุ
พิมพ์ ครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

ที่มา : http://www.buddhadasa.com/freethinkbook/dogood.htm

การที่คนเกิดมาไม่เหมือนกัน
เช่นบางคนฉลาด บางคนโง่ บางคนรูปร่างงาม
บางคนตรงกันข้าม บางคนเกิดในตระตูลต่ำ
บางคนเกิดในตระกูลสูง

เมื่อถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ?
ถ้าตอบแบบวิทยาศาสตร์ ก็ตอบว่า
การที่ฉลาดหรือโง่ ร่างกายสมประกอบหรือไม่
จนหรือมั่งมี ก็เพราะไปเกิดในมารดาบิดาที่มีเหตุแวดล้อมดีเลวผิดกัน
ความเป็นไปจึงผิดกัน
เป็นอันว่าบิดา มารดาถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ให้ด้วย
เหตุแวดล้อมประกอบด้วย จึงเป็นเช่นนั้น
จึงเป็นอันว่า ตอบด้วยหลักพันธุกรรมและเหตุแวดล้อม

คราวนี้ถ้าถามต่อไปว่า เหตุไฉนเล่าจึงไปเกิดเป็นลูกของคนมีบ้าง จนบ้าง
มีส่วนประกอบทางกายและจิตใจสมบูรณ์บ้างบกพร่องบ้าง
ทำไมจึงต่างๆ กันไป ทำไมจึงไม่เกิดในที่ดีๆ เหมือนกันหมด ?
ในที่สุดก็จะต้องซัดให้ความบังเอิญ
แต่ในปัจจุบันเราเลิกทฤษฎีบังเอิญกันแล้ว
ทุกสิ่งต้องมีเหตุผล ไม่ใช่บังเอิญ
บังเอิญเป็นคำที่เราใช้กันในเมื่อยังหาเหตุผลไม่ได้เท่านั้น

ทางพระพุทธศาสนาสอนว่า
กรรม คือการกระทำในชาติก่อน ได้จัดสรรเสร็จ
ให้ไปเกิดในฐานะนั้นๆ ได้รับการถ่ายทอดทางกายดีหรือเลว
ได้ประสบสิ่งแวดล้อมดีหรือเลว แล้วแต่กรรมนำไป
ไม่ใช่พระเจ้าสร้าง ทุกคนสร้างตัวเองด้วยการกระทำของตน
ในกรณีเช่นนี้ เราจะไม่ไปโทษคนโน้นคนนี้ว่าสร้างเราไม่ดี
แต่เราจะสร้างตัวเราใหม่ในชาตินี้
ด้วยการทำดี อบรมให้เกิด อุปนิสัยใจคอที่ดีงามได้ตามประสงค์

อาจมีผู้แย้ง จะให้เห็นด้วยตาตามเคยว่า
กรรมรูปร่าง เป็นอย่างไร จึงจัดสรรได้ และติดตามคนได้ ?
ข้อนี้เปรียบด้วยพลังงาน
ซึ่งติดไปกับลูกศร เวลายิงไปในอากาศ
ลูกศรแล่นไปเรื่อยๆ นั้นเรา เห็นพลังงานหรือเปล่า ?
หรือผู้ที่ได้รับสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์
ถ้าไม่แสดง พระองค์เสด็จปะปนไปในที่ต่างๆ
และเราไม่รู้มาก่อน มีอะไรติดตามไป
เป็นเครื่องแสดงให้เห็นบ้าง
ว่าท่านผู้นี้เป็นพระราชา
เพราะพระองค์ก็มีอวัยวะร่างกายเหมือนคนธรรมดาทุกอย่าง
แต่ท่านก็คง เป็นพระราชาอยู่นั่นเอง

การที่กรรมติดตามคนนั้น ท่านเปรียบเหมือนเงาของคน
จะขู่หรือ ปลอบไม่ให้ติดตามก็ไม่ได้

พระพุทธศาสนาเปรียบกรรมว่า เป็นเนื้อที่
วิญญาณเป็นพืช แสดงว่ากรรมกับวิญญาณมีส่วนสัมพันธ์กัน
เนื้อที่ดี พืชก็งอกงามดี
คนเราจะดีเลว เพราะการกระทำของตนเช่นนี้
จึงควรอย่างยิ่งที่จะเลือกทำแต่กรรมดี ละเลิกความชั่วเสีย
เมล็ดทุเรียน เก็บความสามารถในการเป็นต้น
มีใบดอก และลูกทุเรียนไว้ได้ในตัวเอง
เมื่อถึงคราวก็เจริญเติบโต เป็นต้นทุเรียนฉันใด
วิญญาณก็มีกรรมติด ไปด้วย อย่างซ่อนเร้น ไม่เห็นตัว
แต่เมื่อปรากฏตัวออกมา ก็ปรากฏตามลักษณะที่กำหนดของกรรมนั้นๆ



......................................................

คัดลอกจาก:
http://www.dhammathai.org/store/karma/karma05.php


 1. ชาติก่อน ปาณาติดตัวมา 60%
ชาตินี้ โดนเขาฆ่า จะเป็นง่อย เป็นอัมพาต

2. ชาติก่อน อทินนาติดตัวมา 60%
ชาตินี้ โดนเขาจี้ บ้านถูกไฟใหม้

3. ชาติก่อน กาเมติดตัวมา 60%
ชาตินี้ มีเมียกี่คนมีชู้หมด มีผัวกี่คน โดนแย่งหมด

4. ชาติก่อน มุสาติดตัวมา 60%
ชาตินี้ จะโดนเขาโกง โดนหลอกโดนโกหก

5. ชาติก่อน สุราติดตัวมา 60%
ชาตินี้ จะเป็นบ้า วิกลจริด ปัญญาอ่อน

- เหตุใด ชาติมีข้าวน้ำอาหารบริบูรณ์
ผลจากชาติก่อน ให้ข้าวน้ำให้ทานคนยากจน

- เหตุใด ชาตินี้ยากจน
ผลจากชาติก่อนใจดำไม่ให้ทาน

- เหตุใด ชาตนี้มีบ้านเรือนใหญ่โต
ผลจากชาติก่อน ถวายข้าวสารเข้าวัด

- เหตุใด ชาตนี้เกิดมาปราดเปรืองเรืองปัญญา
ผลจากชาติก่อน ภาวนา หมั่นสวดมนต์

- เหตุใด ชาตนี้มีสามีภรรยาครองคู่กัน
ผลจากชาติก่อน ถวายธงคู่ประดับพระ

- เหตุใด ชาตินี้อายุยืน ไม่มีโรค
ผลจากชาติก่อน ทำทานช่วยชีวิตสัตว์

- เหตุใด ชาตนี้อายุสั้น
ผลจากชาติก่อน คร่าชีวีเขาทั้งหลาย

- เหตุใด ชาตนี้ขาดสามี ต้องเป็นหม้าย
ผลจากชาติก่อน ทำร้ายเหยียดสามี

- เหตุใด ชาตินี้ไม่มีเมีย
ผลจากชาติก่อน ลักลอบเป็นชู้เมียเขา

- เหตุใด ชาตินี้เป็นหนวกไบ้
ผลจากชาติก่อน ด่าพ่อแม่ พูดหยาบคาย

- เหตุใด ชาตินี้หลังโก่งค่อมคด
ผลจากชาติก่อน ยิ้มเยาะ นินทา นักพรต คนไหว้พระ

- เหตุใด ชาตินี้ยากจนไร้ญาติขาดมิตร
ผลจากชาติก่อน ใจร้ายไม่ลดรา

- เหตุใด ชาตินี้ถูกวางยาฆ่าให้ตาย
ผลจากชาติก่อน วางลอบไซ กั้นคูคลอง ยาเบื่อปลา

- เหตุใด ชาตินี้นัยตาบอดมืดมน
ผลจากชาติก่อน ชอบดูหนังสือหยาบลามก (เว็บลามก) เป็นนิตย์

- เหตุใด ชาตินี้ต้องอดตาย
ผลจากชาติก่อน ด่าขอทานและขับไล่ใสส่ง

- เหตุใด ชาตินี้มืององ่อย เปลี้ยเสียขา
ผลจากชาติก่อน ตีพ่อ ตีแม่ ทารุณท่าน

- เหตุใดชาตินี้เกิดเป็นหมูหมากาไก่
ผลจากชาติก่อน เจตนาหลอกลวงคน

- เหตุใด ชาตินี้โรคมากลำบากกาย
ผลจากชาติก่อน เห็นใครวอดวายนึกยินดี

- เหตุใด ชาตินี้ติดคุก
ผลจากชาติก่อน เห็นใครมีภัย ไม่คิดช่วย

- เหตุใด ชาตินี้ต้องโดนไฟใหม้ตัว หรือฟ้าผ่า
ผลจากชาติก่อน ยุแยงสงฆ์ให้แตกแยก หรือใส่ร้ายพระ

- เหตุใด ชาตินี้ต้องแขวนคอตาย เพื่อใช้กรรม
ผลจากชาติก่อน ผู้อื่นเสียหายตนได้ดี

- เหตุใด ชาตินี้เลี้ยงลูกไม่โตแถมขี้โรค
ผลจากชาติก่อน จิตพยาบาท คาดแค้นใครไว้

- เหตุใด ชาตินี้ถูกคนลอบวางยา
ผลจากชาติก่อน ชอบสร้างข่าวลือทำลายคนอื่น

- เหตุใด ชาตินี้ปากแหว่ง เพดานโหว่
ผลจากชาติก่อน ชอบนินทาคนทั้งหลาย

- เหตุใด ชาตินี้หูหนวกไม่ได้ยิน
ผลจาก ชาติก่อนปิดใจไม่รับฟังธรรมะ

- เหตุใด ชาตินี้มีวาสนาดี มีปัญญาดี อายุยืน
ผลจากชาติก่อน เคารพนักปราชญ์ บัณฑิต

- เหตุใด ชาตินี้มีแต่คนชอบ
ผลจากชาติก่อน ช่วยบอก ในสิ่งที่คนอื่นไม่ทราบ และเขาถาม

- เหตุใด ชาตินี้มียศฐา
ผลจากชาติก่อน ชอบปิดทองพระ และ ถวายเงิน ปิดทองจำลองพระ

- เหตุใด ชาตินี้มีรถขับ
ผลจากชาติก่อน ซ่อมทาง ซ่อมสะพาน ทางสัญจร

- เหตุใด ชาตินี้มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่
ผลจากชาติก่อน ถวายจีวรแด่พระสงฆ์

- เหตุใด ชาตินี้มีพ่อแม่อยู่พร้อมหน้า
ผลจากชาติก่อน ช่วยเหลือคนไร้ญาติ

- เหตุใดชาตินี้ ชาตินี้ครอบครัวแตกแยก
ผลจากชาติก่อน พรากชีวิต พรากครอบครัว ของสัตว์ทั้งหลาย

- เหตุใด ชาตินี้ลูกหลานมากมายใกล้ชิต
ผลจากชาติก่อน ช่วยชีวิต ปล่อยนกกา (ดูด้วยนะครับว่าปล่อยไปแล้วมันเป็นอิสระจริงรึเปล่า)

- เหตุใด ชาตินี้ไม่มีลูก
ผลจากชาติก่อน ผูกเกลียด ลูกหลานเขา

- เหตุใด มีบุญวาสนา ทำอะไรก็ขึ้น
ผลจากชาติก่อน สร้างวัด ศาลาพักร้อน

- เหตุใด เกิดมาสง่างามหน้าตาดี
ผลจากชาติก่อน บูชาดอกไม่สดถวายพระ

- เหตุใด ชาตินี้ถูก สัตว์ทำร้ายเอา
ผลจากชาติก่อน ชอบสร้างศัตรู

- เหตุใด ชาตินี้ต้องเป็น ขี้ข้าบ่าวไพร่
ผลจากชาติก่อน เนรคุณไม่จริงใจ

- เหตุใด ชาตินี้มีดวงตาสดใส
ผลจากชาติก่อน จุดโคมไฟ ถวายพระ

- เหตุใด ชาตินี้จึงเป็นวัว ม้า ให้เขาขี่เขาฆ่า
ผลจากชาติก่อน เป็นหนี้ ไม่จ่ายคืน

- เหตุใด ชาตินี้จึงแข็งแรงไม่เป็นโรค
ผลจากชาติก่อน บริจาค ยาบริจาคอวัยวะ ช่วยคน

- เหตุใด ชาตินี้จึงกลิ่นตัวแรงน่ารังเกียจ
ผลจากชาติก่อน อิจฉาริษยา ใครดีเกินหน้า

- เหตุใด ชาตินี้มีภรรยาที่ดี
ผลจากชาติก่อน ทำบุญอนุโมทนาร่วมกัน

 คนดีผีคุ้ม
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒



เมื่อข้าพเจ้าได้รับจดหมายมีมากด้วย ความบางฉบับก็บันทึกชีวิตที่ได้เกิดขึ้นแก่ผู้บันทึกมาแล้ว ได้พิจารณาก็ทำให้เศร้าใจ คิดว่าสังคมของมนุษย์ทุกวันนี้จิตใจเสื่อมทราม คนประกอบกรรมชั่วผิดศีลธรรมเห็นแก่ตัว ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน ได้รับความเสียหายทำลายอนาคตของผู้อื่นให้ย่อยยับ เพียงให้ตัวได้รับความสนุกสนานตามอารมณ์ที่ปรารถนา มนุษย์พวกเป็นมารสังคมนั้น มีจิตใจวิปริตผิดปกติธรรมดาของบุคคลทั่วไป

ข้าพเจ้าขอพาท่านไปพบกับมารสังคม ที่ท่านสุภาพสตรีเป็นผู้บันทึกมาให้ บางทีท่านจะได้มีเวลาพิจารณามนุษย์จิตชั่ว แต่ปากหวาน คอยเอาอกเอาใจ แสดงท่าทางเป็นสุภาพบุรุษ กำลังมาอยู่ใกล้ตัวท่าน จะได้มีเวลาพิจารณาดูว่าเป็นสุภาพบุรุษแท้หรือปลอม จะได้ปลีกตัวให้ห่างไกลก่อนที่จะสายเกินไป เมื่อได้เห็นลวดลายดังเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าได้บันทึกมาถ่ายทอดให้ท่าน ได้มีโอกาสอ่านแล้วใช้สติปัญญาเพื่อความไม่ประมาทต่อไป

ดิฉันได้ทำงานอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง มีตำแหน่งการงานพอจะเลี้ยงตัวได้ หากเราไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป ฉะนั้นดิฉันมีชีวิตอยู่ด้วยความมักน้อยสันโดษ ชีวิตครองเรือนของดิฉันก็อยู่ได้โดยปกติไม่เดือดร้อนอะไร แม้ดิฉันจะมีบุตรที่ต้องเลี้ยงดูอีก ๒ ชีวิต เพราะแกขาดพ่อที่ให้ความอบอุ่น

เมื่อมีชีวิตอยู่แกก็ต้องกำพร้าพ่อเมื่ออายุยังน้อย ดิฉันได้เลี้ยงดูแกมาด้วยความถนอมกล่อมเกลี้ยง สั่งสอนอบรมศีลธรรม เมื่อโตขึ้นจะได้เป็นพลเมืองดี หลังจากสามีได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ นอกจากบุตรสองคนแล้ว ดิฉันยังมีคุณแม่ของสามีที่ต้องเลี้ยงดูอีกท่านหนึ่ง ดิฉันทะนุบำรุงท่านเหมือนพระที่เคารพบูชา เพราะถือว่าท่านมีพระคุณสูงสุดผู้หนึ่ง

แม้ดิฉันจะมีสามีและบุตรสองคนก็ดี แต่สุขภาพของดิฉันก็มีผิวพรรณเปล่งปลั่งเป็นที่ต้องตาคนทั่วไป มีผู้ร่วมงานเป็นผู้หญิงหลายคนถามดิฉันว่า "พี่มีวิธีเสริมสวยได้อย่างไรนะ รูปร่างสวยพริ้งอยู่เสมอ หญิงสาวๆ สู้ไม่ได้ หรือมียาที่กินแล้วไม่แก่ หรือบริหารร่างกายอย่างไร บอกหนูบ้างซิ หนูจะได้ปฏิบัติให้สวยอย่างพี่"

ดิฉันหัวเราะไม่รู้ตอบอย่างไร เพียงแต่แนะนำว่า ทำให้ใจสบาย อย่ามีกังวล อย่ามีโมโหง่าย ก็คงจะทำให้เราแก่ช้า แต่เรื่องก็เป็นความจริง เพราะแม้แต่ดิฉันจะต้องเสียสามีที่รักยิ่งต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ดิฉันก็หักใจ มิให้ความเศร้าโศกเสียใจเกินไป เพราะนึกว่าการตายจากกันเป็นธรรมดาต้องตายด้วยกันทุกคน ไม่มีใครหนีพ้น เมื่อคิดได้แล้วเราจะเสียอกเสียใจทำไม ทำให้ร่างกายสุขภาพและจิตใจเสื่อมโทรม โดยมีแต่โทษไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรดีขึ้น ฉะนั้นดิฉันจึงระงับได้ปัดความเสียใจทิ้งไป

ดิฉันเคยเห็นมาแล้วมีหญิงบางคนสามีที่รักตายจากไป เธอจะเศร้าโศกเสียใจมากเพราะขาดสติ ไม่เป็นอันกินอันนอน ถึงกับร้องไห้โฮ ตีอกชกดิ้นเหมือนเด็กๆ แล้วก็อยากจะฆ่าตัวตายตามสามี เช่น อยากกระโดดน้ำตาย อยากกินยาตาย ต้องมีคนคอยปลอบคอยระวัง แต่แล้วไม่นานเธอก็มีคู่ควงคนใหม่ ลืมความเสียใจสุดสิ้นลง จิตใจเบิกบาน ที่ดิฉันพูดมิใช่ว่าดิฉันจะติเตียนหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน แต่เป็นความจริงที่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

สำหรับดิฉันตั้งใจว่าจะไม่ยอมมีคู่ครองอีกอย่างเด็ดขาด เพราะดิฉันมีปัญญามีความรู้พอที่ไม่ต้องพึ่งใคร ดิฉันสามารถเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงลูกให้การศึกษาแกได้อย่างไม่ต้องเดือดร้อน ไม่อยากให้ลูกได้รับความกระเทือนใจ เมื่อแม่ขาดความเอาใจใส่ใกล้ชิด เพราะแม่มีพ่อเลี้ยงเป็นอันขาด ดิฉันได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ และจะปฏิบัติตัวเป็นโสดตลอดไป เมื่อเลี้ยงลูกจนโตให้การศึกษามีวิชาความรู้พอเลี้ยงตัวได้ ก็อยากจะปลีกตัวหาเวลาศึกษาธรรม หาความสุขในทางสงบในบั้นปลายของชีวิต

การทำงานอยู่ในกลุ่มชนก็ต้องมีการติดต่อทางสังคมเป็นธรรมดา เราจะเก็บตัวนักก็ไม่ได้ ฉะนั้นดิฉันก็ออกสังคมบ้างเป็นครั้งคราว มีผู้หญิงร่วมงานกับดิฉันและเพื่อนสนิทของเธออีกคนหนึ่ง ชอบมาชวนให้ดิฉันไปกินอาหารกับแกเสมอ โดยแกเป็นผู้ออกเงินตลอดเวลา แต่ดิฉันไม่ยอมเอาเปรียบเพื่อน ฉะนั้นดิฉันจึงไม่ค่อยจะไปบ่อยนัก โดยอ้างว่ามีงานมาก มีธุระ นานๆ เสียไม่ได้ เพราะเกรงใจจึงจะไปสักครั้งหนึ่ง ครั้งหลังๆ นี้เมื่อไปกินอาหารกัน ก็มีเพื่อนชายของเธอร่วมด้วยสามคน เป็นคนภูมิฐานแสดงกิริยาสุภาพเรียบร้อย แต่ดิฉันไม่ยอมให้ความสนิทสนมมากนัก เพราะคิดว่ามนุษย์ในยุคนี้มีพวกจิตทรามมาก

แล้วต่อมาเย็นวันหนึ่งดิฉันไปกินอาหารค่ำกับเพื่อนหญิงทั้งสอง แต่ก็ไม่พบสุภาพบุรุษสามคนซึ่งคอยอยู่ที่ร้านอาหารก่อนแล้ว เนื่องด้วยอาการแสดงกิริยาเป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว ดิฉันก็ไม่นึกอะไรมาก นอกจากเคยร่วมกินอาหารเที่ยงกันหลายครั้งแล้ว แต่คืนนั้นเป็นคืนแรกที่ไปกินอาหารค่ำ ดิฉันเกรงใจ ตั้งใจจะรีบกลับ เพื่อนทั้งสองทั้งอ้อนวอน ขอให้อยู่เป็นเพื่อนก่อน ดิฉันเสียอ้อนวอนไม่ได้ก็ยอม

คืนนั้นหลังจากกินอาหารค่ำแล้ว ชายทั้งสามก็อาสาจะขับรถมาส่งดิฉันที่บ้าน และส่งเพื่อนหญิงอีกสองคนทีหลัง ดิฉันไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อชายคนหนึ่งขอร้องให้ไปส่งที่ปากน้ำ ขอให้เราไปเป็นเพื่อนกันทั้งหมด ดิฉันไม่พอใจ แต่ก็ไม่อยากแสดงความรู้สึกออกนอกหน้า รถแล่นออกจากกรุงเทพฯ มุ่งไปปากน้ำ ดิฉันต้องอดทนนั่งนิ่ง ไม่ยอมพูดอะไรกับคนขับหรือผู้เป็นเจ้าของรถเก๋ง ซึ่งแกพยายามจะชวนพูดชวนคุยตลอดมา เพราะดิฉันรู้สึกว่าคนขับ กำลังจะแสดงสัญชาติชั่วออกมาทางวาจาให้เห็น ความเป็นสุภาพบุรุษกำลังจะหมดไป แกพูดแทะโลมดิฉันตลอดมา

ส่วนพวกที่นั่งหลังตอนในหญิงสองชายสองนั่งสลับกัน เสียงหัวเราะคิกคักหยอกล้อกันเป็นคู่ๆ อย่างหมดความอาย ดิฉันนึกชั่งน้ำหน้านึกบัดสีแทนเพื่อนหญิง ไม่นึกว่าจะเป็นคนใจง่ายปล่อยตัวเหมือนอย่างหญิงขายตัว ทำให้ดิฉันนึกเอะใจขึ้นมาว่า นี่เขาคงร่วมใจกันวางแผนไว้นานแล้ว นี่เรากำลังตกหลุมที่เขาดักไว้ ดิฉันคิดแล้วไม่สบายใจ นั่งนิ่งคอยระวัง เมื่อถึงปากน้ำไม่มีใครลง เขาขอร้องว่าจะเลยไปบางแสนโดยไม่ผ่านเข้าไปในตลาดปากน้ำ ดิฉันขอร้องให้ส่งดิฉันกลับบ้านหรือไม่ก็ส่งลงปากน้ำ ดิฉันจะต่อรถกลับบ้านเอง

แต่ทุกคนพูดจาอ้อนวอนขอร้องแกมบังคับให้ดิฉันไปเป็นเพื่อนถึงบางแสน และไม่ยอมให้ดิฉันลงจากรถ บอกว่าเดือนหงายๆ หาโอกาสเช่นนี้ได้ยากแล่นรถชมจันทร์ถึงบางแสนแล้วก็กลับ ดิฉันนึกในใจว่าเราเสียรู้เขาเสียแล้ว อยากโดดลงจากรถ คิดดูว่ารถกำลังแล่น ถ้าเราเปิดประตูโดดลงก็คงบาดเจ็บอาจขาหักถึงตายก็ได้ ทำไมเราจะต้องคิดเสี่ยงบ้าๆ อย่างนี้ แต่คนอย่างดิฉันจะไม่ยอมให้ใครมาข่มเหง รังแกเล่นง่ายๆ จึงคอยหาช่องทางที่จะให้หลุดพ้นจากเจ้าพวกบ้าตัณหา หาทางออกจากรถโสมมคันนี้ไปให้ได้

ดิฉันคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เจ้าคนขับรถลวนลามดิฉันหนักขึ้น ใช้มือข้างซ้ายสอดมาข้างหลังกำลังพยายามจะโอบกอดเหนี่ยวรั้งตัวดิฉันให้เข้าชิดตัวมัน ส่วนมือขวานั้นกุมพวงมาลัยมือเดียว สายตามันมองไปข้างหน้ารถ ดิฉันโกรธมาก ทำตัวแข็งขืนไว้ไม่ยอมให้มันทำเล่นง่ายๆ มันเห็นคนอื่นใจง่าย ต่ำช้าเลวทราม แล้วมันจะตีค่าตัวดิฉันต่ำไปด้วย

แม้ดิฉันจะโกรธมากแต่ก็ไม่ยอมเสียสติ คอยจ้องคิดหาทางจะป้องกันตัวอย่างไรดี จะสั่งสอนพวกมนุษย์ใจชั่วให้มันรู้สึกว่า มันจะรังแกผู้หญิงเล่นง่ายๆ ไม่ได้ มันคงทำกับหญิงสาวแบบนี้มานานแล้ว นี่กลัวอับอายขายหน้าก็ไม่กล้าเปิดเผยมันจึงได้ใจ มันกำลังเหนี่ยวรั้งตัวดิฉันเข้าไปในอ้อมกอด

พวกหญิงชายที่นั่งตอนหลังก็เห็นเป็นของสนุก เพราะหญิงทั้งสองชินต่อการทอดกายให้ชายกอดจูบอย่างสิ้นความอาย ดิฉันเห็นท่าไม่ดีเพราะไม่มีทางอื่น จึงใช้เสียงตวาดออกไปด้วยความอดทนว่า

“หยุดนะ อย่าใช้กิริยาบ้าๆ อย่างสัตว์ป่ากับฉันเป็นอันขาด มิฉะนั้นพวกคุณจะเสียใจ ฉันไม่ใช่หญิงใจง่าย อย่างพวกนางกากีที่จะทำได้ตามสบาย” เสียงดิฉันดังและสนั่น เพราะความโกรธสามารถทำให้เจ้าคนขับต้องงงหยุดชะงักจังงัง คงไม่นึกว่าจะมีหญิงที่จิตใจเข้มแข็งเอาจริงเอาจังอย่างดิฉัน ไม่ยอมให้ทำเล่นง่ายๆ ทำให้หญิงชายที่นั่งอยู่ข้างหลังหยอกล้อกันอย่างเพลิดเพลินต่างก็งงงัน ต้องชะงักเช่นเดียวกัน

ดิฉันขู่สำทับต่อไปว่า “หยุดรถที่นี่เดี๋ยวนี้ ฉันไม่ยอมร่วมทางไปกับพวกใจสัตว์ เพราะมันจะต้องพบกับจุดจบ รถจะต้องคว่ำหรือถูกชน หรือตกถนน ขอให้คนชั่วในรถตายทั้งหมด”

พวกมันตกตะลึงเพราะไม่นึกว่าดิฉันปากร้ายสาปแช่งเช่นนั้น เพราะเคยเห็นดิฉันเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ถึงเวลาก็เหมือนเสือแม่ลูกอ่อน เจ้าคนขับรถมันงงไปอีกพักหนึ่ง แล้วพอมันคุมสติได้ก็แสดงกิริยาโกรธมาก คงจะนึกอายเพื่อนๆ จึงแสดงกักขฬะ ใช้กำลังเจ้าชู้ยักษ์ เหมือนเสือร้ายจะเข้าตะครุบเหยื่อ

มันพยายามเหนี่ยวตัวดิฉันเข้าจะไปกอดเป็นการลองดี ไม่สนใจว่าดิฉันจะใช้มือตบตีหยิกข่วนทำอะไรกับมัน แต่ดิฉันคอยทีอยู่แล้ว พอมันจะโถมกอดรั้งตัวเข้าไป ดิฉันเอี้ยวหลังคว้ามือมันไปบิดหักแล้วก็ใช้ปากกัดที่แขน มันร้องสุดเสียงเพราะเจ็บปวด เท่าที่แรงปากดิฉันจะกัดมันได้และไม่ยอมปล่อย

มันร้องห้ามล้อหยุดรถข้างทางใช้มืออีกข้างหนึ่งจะตบหน้าดิฉัน แต่มันตบไม่ถนัดมันจึงยันหน้าดิฉันเพื่อให้แขนมันหลุดจากปากแต่ไม่เป็นผล ดิฉันไม่ยอมปล่อยรู้สึกมันโกรธมาก มันใช้มือบีบจมูก ดิฉันหายใจไม่ออกไปพักหนึ่ง ไม่สามารถจะทนต่อไปได้จึงต้องปล่อย มันโกรธจนตาลุกวาวมันพยายามจะโดดเข้ามาทำมิดีมิร้าย ดิฉันไม่รู้จะป้องกันแก้ไขอย่างไรกับคนบ้ากามเช่นนี้ ดิฉันร้องได้คำเดียวว่า “คุณพี่ช่วยด้วย”

ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีความหมายว่าอะไร แต่รู้สึกว่าไอ้คนชั่วกำลังบ้าจะขยี้ดิฉันอยู่แล้ว ก็ชะงักเพราะได้ยินเสียงเหมือนถูกตบหน้าดัง “เพี้ยะ” ทำให้มันงงงันไปหมด ดิฉันก็ไม่รู้ว่าใครตบ ดิฉันเลยถือโอกาสตอนที่มันตกตะลึงงงงัน รีบเปิดประตูข้างตัวลุกวิ่งหนีออกมานอกรถ แต่คิดว่าวิ่งไปทางใดก็ไม่พ้นแน่ พอดีมีเมฆลอยมาบังดวงจันทร์ทำให้มืดมิดลง ดิฉันถือโอกาสวิ่งไปหมอบราบติดกองหินข้างทางสูงพอจะบังได้ ดิฉันภาวนาในใจว่าให้คุณพี่ช่วยบังดิฉันอย่าให้มันเห็นตัว สีหินที่กองอยู่ข้างถนนเป็นระยะๆ กับสีเสื้อของดิฉันมันกลมกลืนกับกองหิน จึงเหมาะเป็นที่กำบังตัวได้อย่างดี ทำให้ดิฉันปลอดภัย

เมื่อเมฆพ้น มันพยายามค้นหาดิฉันแต่ก็ไม่เห็น เสียงมันพูดกัน ดิฉันได้ยินอย่างชัดเจนเสียงของชายที่ลวนลามดิฉันต่อว่าหญิงในรถว่า ทำไมเธอจึงไปเอาแม่เสือเข้ามาในรถนี่ ถ้ามันหนีรอดไปได้เราคงยุ่งกันใหญ่ มันไวจนไม่รู้ว่ามันหลบหนีไปทางไหน ไม่น่าเชื่อหายตัวเหมือนแม่มด ทำให้เราลำบากแน่ นึกว่าฝึกเสือจนเชื่องแล้ว ไม่เคยนึกว่ามันจะเป็นแม่เสือที่ดุร้าย มีเขี้ยวเล็บที่แหลมอย่างนี้ดูซิแขนฉันแทบหัก ถ้าบีบจมูกไม่ทันเนื้อคงจะติดปากมันแล้ว

เสียงผู้หญิงพูดว่า “ตามปกติแกก็เป็นคนสุภาพเรียบร้อย และเป็นคนโกรธยาก อารมณ์ดี ไม่นึกว่าเวลาโกรธนั้นยิ่งกว่าเสือร้าย นี่ฉันคงเข้าหน้าแกไม่ติด และเรื่องคงจะขายหน้ากันถึงไหนไม่รู้”

เสียงผู้ชายอีกคนหนึ่งพูดปลอบว่า “อย่าเป็นทุกข์เป็นร้อนไปเลย ฉันเชื่อแน่ว่ามันไม่กล้าเอาเรื่องไปเล่าให้ใครรู้ เพราะมันก็เสียหายมากเหมือนกัน ถ้ากลัวก็เอาเงินฟาดหัวปิดปากมันเสีย เรื่องก็เงียบหายไปไม่ต้องกลัวมัน เรื่องเล็ก ถ้ามันจะเอาเรื่องก็ไม่มีพยานหลักฐานอะไร พวกเราตั้งห้าคนมันคนเดียวใครเขาจะเชื่อมัน สงสารแต่เจ้า หมายมั่นปั้นมือคิดว่าจะสนุกสนานให้เต็มที่กลับผิดหวัง มาเราไปบางแสนกันดีกว่า ไปสงบอารมณ์ชายหาดกันสักพักหนึ่งค่อยกลับ ปล่อยให้มันไปตามลำพังเถิด อย่าตามให้เสียเวลา มันไวยังกับผี แพล้บเดียวหายตัวไปเลย”

เสียงผู้หญิงพูดขึ้นว่า “ไม่เอาละฉันกลัวคำสาปแช่ง มันเย็นเข้าไปถึงหัวใจ อยากกลับบ้าน มันเกิดเรื่องไม่สบายใจใครจะไปสนุกได้ เงินไม่มีความหมาย ไม่เกิดประโยชน์สำหรับคนผู้นี้ฉันรู้ใจดี เรื่องมันจะขายหน้ากันใหญ่ ไม่มีแก่ใจจะสนุกแล้ว”

เสียงผู้ชายพูดขึ้นว่า “ใจเย็นๆ ฉันรับรองว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ อย่าเป็นทุกข์เป็นร้อนไปเลย ขึ้นรถเร็วไปเดี๋ยวนี้ ถ้าใครมาพบเรากำลังวิ่งไล่จับมันก็จะมีพยานแก้ตัวไม่หลุดจะเกิดเรื่องแน่”

แล้วดิฉันก็ได้ยินเสียงรถยนต์ค่อยๆ ไกลออกไปทางบางแสน ดิฉันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นปลอดภัยจึงลุกขึ้นปัดฝุ่นละอองหินออกจากเสื้อผ้า รู้สึกตัวว่าขะมุกขะมอม และดีใจที่ได้ผ่านความสะอิดสะเอียนของชายใจชั่ว เมื่อเข้าไปใกล้นึกรังเกียจ เมื่อได้กลิ่นเหล้าฟุ้งออกจากปากและลมหายใจทำให้ขยะแขยง สุดสิ้นเสียที ดิฉันพยายามเดินกลับเพื่อจะได้พบรถผ่านมา จะได้ขอขึ้นรถกลับ เวลานั้นทางสายนี้ไม่ค่อยมีรถผ่านไปมามากเหมือนปัจจุบัน ดิฉันต้องเคว้งคว้างอยู่คนเดียวในยามเงียบสงัดบนท้องถนนกลางดึก ดิฉันก็นึกถึงคุณพี่แล้วพูดว่า

“ขอช่วยให้น้องกลับบ้านเร็วๆ และปลอดภัยด้วยเถิด ป่านนี้คุณแม่และลูกๆ คงเป็นห่วงเป็นทุกข์เป็นร้อน เพราะไม่เคยกลับดึกมาก่อน” คนอื่นเขารู้สึกอย่างไรที่ดิฉันหวังลมๆ แล้งๆ เชื่องมงายในเรื่องผีสางวิญญาณ แต่ดิฉันไม่สนใจใครจะว่าอย่างไร นึกอย่างไร เพราะมนุษย์เรามีจิตใจและประสบการณ์แต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

สำหรับดิฉันเชื่อว่าในโลกนี้มีวิญญาณจริงไม่มีข้อสงสัย แต่เป็นสิ่งที่ลี้ลับพิสูจน์ไม่ได้ เมื่อดิฉันได้ปลอบใจตนเองให้มีความหวัง แล้วไม่นานก็มองเห็นแสงโคมหน้ารถยนต์แล่นมาแต่ไกล คิดว่าจะขอโดยสารเข้ากรุงเทพฯ แต่ก็กลัวจะไปพบมนุษย์ใจชั่วอย่างที่แล้วมาอีก เหมือนหนีเสือปะจระเข้ แต่คิดอีกทีว่ามนุษย์ที่ดียังมีอีกมากและก็จำเป็นที่สุดไม่มีทางเลือก

เมื่อรถกำลังจะผ่านมาใกล้ ดิฉันก็ออกไปยืนโบกมือพอรถเข้ามาใกล้ก็หยุดและเสียงในรถร้องทักออกมา ทั้งเสียงหญิงและชายอย่างตื่นเต้นว่า “คุณพี่” ดิฉันอยู่หน้ารถมองไม่เห็นคนในรถ เพราะไฟหน้ารถมันแยงตา แต่ดิฉันจำเสียงเหมือนจะคุ้นหู พอจะขึ้นไปนั่งมองเห็นคนขับก็เกิดตื่นเต้นดีใจที่เห็นญาติของดิฉันเอง ฝ่ายชายเป็นลูกของอา ฐานะเป็นน้อง ส่วนหญิงเป็นน้องสะใภ้ ดิฉันตื่นเต้นดีใจจนพูดไม่ออก เพราะไม่นึกฝันจะมาพบญาติในยามวิกาลเช่นนี้

 เมื่อนั่งบนรถเรียบร้อยแล้วก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ น้องชายและน้องสะใภ้ได้มากันถามถึงสาเหตุที่มาเดินบนถนนคนเดียวในยามค่ำคืน น่ากลัวภัยอันตรายเช่นนี้คงมีเรื่องแน่ๆ ดิฉันก็เล่าเหตุที่เกิดขึ้นให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ น้องชายดิฉันโกรธมาก กัดฟันขบกรามพูดเสียงสั่นๆ อย่างแค้นและเจ็บใจ

“ขอให้ผมได้พบกับไอ้พวกหมานรกสักครั้ง ผมจะคิดบัญชีแทนพี่เอง”

ดิฉันได้แต่ปลอบแกว่า “อย่าคิดอาฆาตพยาบาทมันเลย กรรมชั่วย่อมติดตามไปลงโทษมันในวันหนึ่งข้างหน้าเป็นแน่ เพราะอ้ายพวกนี้มันไม่เลือกว่าลูกเขาเมียใคร มันคงสร้างกรรมไว้มาก ถ้ามันมีเงินทองจะใช้หนี้กรรมก็ลบล้างชั่วไม่ได้ ปล่อยให้มันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมดีกว่า ดินฟ้าอากาศต้องลงโทษมันเอง”

เมื่อน้องชายดิฉันได้ฟังยังไม่หายโกรธ พูดเสียงขุ่นๆ ว่า “คอยกรรมคอยเวรมันช้าเกินไป ไม่ทันใจผม”

ดิฉันพยายามปลอบแกว่า “อย่าไปแตะต้องความชั่วของมันด้วยโทสะ จะเป็นสื่อทำให้เรามีความผิดไปด้วย ความชั่วของมันผิดทั้งทางโลกและทางธรรม พี่เชื่อว่ามันอยู่ได้ไม่นาน กรรมชั่วก็ตามทัน”

น้องชายดิฉันคลายโทสะลง แล้วก็เล่าให้ฟังว่า “ผมสังหรณ์ใจเหลือเกิน เราตกลงตั้งใจจะกลับบ้านพรุ่งนี้เย็น แต่ทำไมไม่รู้เหมือนมีเสียงกระซิบที่หู ได้ยินแต่คำว่า กลับบ้าน กลับบ้าน ซ้ำๆ ผมจึงเกิดนึกว่าทางบ้านคงจะมีเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง จึงได้เกิดสังหรณ์ใจขึ้น คิดแล้วก็อยู่ไม่ได้ ผมจึงได้สั่งให้เก็บของและกลับบ้านเดี๋ยวนี้”

เสียงน้องสะใภ้พูดสอดขึ้นว่า “อะไรก็ไม่รู้ อยู่ๆ พี่เขาก็บอกให้หนูรีบเก็บของ อย่างไม่ทันรู้ตัว เร่งหนูจนแทบหายใจไม่ทัน บอกว่าต้องรีบกลับบ้านเร็วๆ สังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ ตกลงบอกว่าจะพักอีกคืนหนึ่งก็ต้องเลิกล้มไป”

น้องสะใภ้ของดิฉันคนนี้ เป็นชาวบางปลาสร้อย พ่อแม่มีหลักฐานอยู่เมืองชลบุรี เมื่อมีเวลาน้องชายและน้องสะใภ้ก็จะพากันไปพักผ่อนบ้านพ่อแม่ของภรรยา แต่เหตุการณ์ก็ได้เกิดขึ้นดังที่ได้รู้กันแล้ว

คืนนั้นน้องชายเอารถมาส่งดิฉันถึงบ้าน ก่อนอื่นเมื่อดิฉันอาบน้ำชำระกาย แล้วก็เข้าไปในห้องพระกราบไหว้ นึกถึงพระพุทธคุณ แล้วก็มากราบที่โกศของสามี แสดงความขอบคุณที่ทำให้ดิฉันรอดกปากเหยี่ยวปากกาได้อย่างหวุดหวิด ตามปกติดิฉันเมื่อบูชาพระแล้ว ดิฉันก็มากราบไหว้อัฐิกระดูกปู่ย่าตายายของฝ่ายดิฉันและสามี เมื่อถึงปีเวลาสงกรานต์ก็ชำระอาบอัฐิให้สะอาด แล้วเรียกลูกๆ เอาน้ำอบมาพรมบนอัฐิเหมือนรดน้ำผู้ใหญ่ แล้วนำไปวัดนิมนต์สงฆ์บังสกุล

บางปีก็นิมนต์พระมาฉันที่บ้าน แล้วสวดมนต์บังสกุลกระดูก แล้วอุทิศส่วนกุศลแผ่ไปให้ทั่วกัน แล้วแต่ความสะดวกและเวลา เสร็จแล้วก็นำมาไว้ที่เดิมและกราบไหว้ต่อไปทำเป็นประจำปี นี่ก็เห็นตัวอย่างพ่อแม่ทำตามกันมาและทำต่อไป เพราะคิดว่าเป็นสิริมงคล ทำให้จิตใจสบาย เมื่อมีเหตุร้ายก็ระลึกถึงวิญญาณของสามี ให้ช่วยปัดเป่าเหตุร้ายได้ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

คืนนั้นดิฉันนอนหลับสนิทเห็นจะเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยมาก จำได้ว่ารุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ เพราะดิฉันไม่ต้องไปทำงานอยู่บ้านกับลูกๆ พอวันจันทร์ เช้าไปทำงานตามปกติ ดิฉันสังเกตเห็นคนในสำนักงานหน้าเศร้าๆ ซุบซิบกัน ดิฉันคิดว่าพวกนี้เขาพูดนินทาอะไรกัน ทำให้ใจคอไม่สบาย คิดเลยไปว่าเขาคงนินทาเราก็ไม่รู้ ใจไม่ดี กลัวพวกเขาจะเข้าใจในทางที่ผิด กลัวจะมีคนใส่ร้ายจะเกิดเสียหาย

แต่ดิฉันก็ทำใจสงบ นั่งลงทำงานอย่างปกติไม่สนใจใคร แต่แล้วเด็กสาวคนหนึ่งอยู่ในวัยกำลังงาม แต่ยังไม่เดียงสาต่อโลกนักเดินหน้าเศร้า น้ำตาไหลเข้ามาพูดกับดิฉัน เสียงคลอไปด้วยน้ำตาและสะอื้นว่า

“พี่ขา คุณ..... แกตายแล้วค่ะ”

พอดิฉันได้ยินและทราบว่าคุณ..... แกตายแล้วค่ะเท่านั้น ดิฉันก็สะดุ้งตัวเย็นวาบ เป็นไปได้หรือนึกไม่ถึง ทำไมตายง่ายอย่างนี้ล่ะ ดิฉันย้อนถามแกว่า “หนูรู้ได้อย่างไร แกเป็นอะไรตาย”

เด็กสาวสะอื้นแล้วพูดว่า “เมื่อครู่นี้ทางบ้านแกโทรศัพท์มาให้ช่วยบอกเชิญ ว่าจะมีการรดน้ำศพที่วัด..... ในเย็นวันนี้”

ดิฉันได้ยินแน่ใจก็ตกตะลึง พอได้สติจึงถามว่า “ทางบ้านเขาบอกหนูหรือเปล่าว่าเป็นอะไรตาย”

เสียงสะอื้นในลำคอบอกเสียงสั่นว่า “รถยนต์ชนกัน คว่ำตกถนนตายหมด มีบางคนมาสิ้นใจที่โรงพยาบาล หนูสงสารเหลือเกิน แกนัดว่าจะชวนหนูไปกินข้าวในเย็นวันอังคาร แล้วจะพาหนูไปดูหนัง หนูก็รับปาก เช้านี้ก็ได้ข่าวร้ายว่าแกตายเสียแล้ว หนูใจหายหมดทำอะไรไม่ถูก”

ดิฉันนึกปลงอนิจจังและนึกสังเวชชีวิตของมนุษย์ และนึกถึงเด็กสาวที่ยังอ่อนต่อโลกแต่โชคดี เพราะไม่มีโอกาสจะได้พบกับพวกมารสังคมพวกนี้ต่อไป มิฉะนั้นเธอจะต้องเสียใจ ถ้าพลาดท่าก็ต้องตกเป็นเหยื่อมนุษย์ใจชั่ว บ้าตัณหา บัดนี้มันต้องรับใช้หนี้กรรมไปแล้ว สุดสิ้นชีวิตโสมมเสียที นี่เป็นมุมหนึ่งของความสกปรกโสมมที่ดิฉันประสบมา

ตอนเย็นก่อนที่ดิฉันจะแต่งดำไปงานรดน้ำศพ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น ดิฉันได้อโหสิกรรมให้แก่คนตายหมดแล้ว หลังจากเลิกงานแล้ว น้องชายดิฉันได้มาที่บ้านเพราะยังไม่หายโกรธแค้น ถามถึงชื่อเสียงและที่อยู่จะได้ไปคิดบัญชีกับอ้ายคนชาติชั่วเป็นภัยต่อสังคมให้ได้ แม้กฎหมายจะไม่สามารถเอาตัวมันมาลงโทษได้

ดิฉันไม่ได้ตอบคำถามแก เพียงหยิบหนังสือพิมพ์ประจำวัน ชี้ให้แกดูที่ลงข่าวรถคว่ำ คนในรถตาย ภาพถ่ายบนหนังสือพิมพ์มีรูปรถบู้บี้ทั้งคัน เป็นภาพประกอบข่าว แกหยิบมาอ่านดูด้วยความตื่นเต้น

ดิฉันบอกแกว่า “เมื่อก่อนที่พี่จะหนีลงจากรถ ก็สาปแช่งมันให้เกิดอุบัติเหตุตายทั้งคันรถ แต่ไม่นึกว่าคำพูดของพี่ไปบังเอิญเข้ากับเหตุการณ์ ไม่รู้จะมีบาปกรรมหรือเปล่า เพราะมีส่วนสาปแช่งให้เป็นความจริง เพราะความโกรธแค้นมาก ซึ่งไม่เคยโกรธมากเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิตพี่”

หลังจากอ่านข้อความในหนังสือพิมพ์ น้องชายดิฉันก็คลายความโกรธความแค้นความพยาบาทลงได้บ้าง เพราะไหนๆ พวกนั้นก็ตายไปหมดแล้ว พูดออกความเห็นว่า

“สมกับความชั่วที่สนองมันแล้ว พี่ไม่ต้องกลัวบาปกลัวกรรมอะไรหรอก เพราะพี่เป็นคนสร้างกรรมดี มีความกตัญญู มีจิตใจบริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้เป็นพลัง ด้วยอำนาจคำพูดของผู้ที่มีใจบริสุทธิ์สุจริต ถ้าตั้งใจย่อมศักดิ์สิทธิ์เป็นเหตุบังเอิญก็ได้ แต่ทำอย่างไรมันก็ต้องใช้หนี้กรรม เป็นการสมควรแล้วที่มันตายเสียได้ก็ดี ถ้าไม่มีใครรู้เบื้องหลังเขาก็สงสาร ถ้าใครรู้เบื้องหลังเขาก็สมน้ำหน้าว่าอยู่ไปก็หนักแผ่นดิน

ถ้ามันมีชีวิตอยู่ก็ไม่รู้จะสร้างกรรมต่อไปอีกนานเท่าใด ถ้าคำสาปแช่งของพี่เป็นปากพระร่วง พี่ก็ควรจะได้รับความดีความชอบเป็นการกุศล เหมือนนารายณ์ปราบยักษ์ที่ได้ทำลายล้างคนชั่วลงได้และคงจะช่วยคนดีไว้อีกมาก ผมก็คิดว่าวิญญาณของคุณผู้ชายก็คงคอยคุ้มครองป้องกันอยู่ตลอดเวลา คงจะไม่ปล่อยให้พี่ได้รับอันตรายแน่ เพราะพี่เป็นหญิงใจเดียวที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อสามี แม้แต่จะตายจากไปนานแล้ว เขาเรียกว่าคนดีผีคุ้ม ถึงเวลาคับขันก็ไม่เกิดอันตรายรอดพ้นมาได้ คนใจชั่วผีก็หนีไม่คุ้มครอง มันต้องตายโหง”

เมื่อพูดถึงคุณผู้ชายดิฉันก็นึกได้ว่า เมื่อตอนจวนสว่างดิฉันฝันเห็นสามีดิฉันเดินยิ้มเข้ามาพลางพูดว่า “หายตกใจหรือยังต่อไปนี้ไม่ต้องกลัวมันอีกแล้ว” ในฝันดิฉันถามว่าใครไปตบหน้ามันเพราะดิฉันไม่ได้ตบและไม่มีใครตบ

คุณพี่ได้ยินแล้วพูดว่า “พี่เอง ตบสั่งสอนไม่ให้มันมารังแกเมียพี่”

ดิฉันยกมือขึ้นไหว้แล้วกล่าวขอบคุณ แล้วดิฉันก็ตื่นพอดี นี่เป็นเรื่องแปลก ใครจะเชื่อเรื่องวิญญาณ หรือไม่เชื่อดิฉันไม่สนใจ เพราะเรามีความรู้สึกผิดกัน แต่สำหรับดิฉันเชื่ออย่างแน่นอนไม่มีข้อสงสัย

ที่มา ลานธรรมจักร


 แรงแค้นรอการชำระ..ด้วยเลือด

ชั่วชีวิตของคนผู้หนึ่งไม่เคยทำผิดคิดร้ายกับผู้ใด ตั้งใจยึดมั่นอยู่ในศีลธรรมตลอดมา แต่ไม่ว่าอย่างไรแรงกรรมที่ยังคงติดค้างอยู่ก็ยังคงเฝ้าคอยเพื่อให้เวลาแห่งการชดใช้มาถึงโดยที่แรงแค้นไม่เคยลดน้อยลงแม้แต่น้อย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อผมอายุได้เพียง 20 ปี ครอบครัวของผมได้ไปถวายสังฆทานที่วัดในจังหวัดอุทัยธานี หลังจากที่ถวายสังฆทานเสร็จแล้ว คุณพ่อคุณแม่ของผมยังคงสนทนาธรรมอยู่กับท่านพระครู ผมขอตัวออกมาเดินสูดอากาศอยู่ด้านนอกโบสถ์

ลมพัดเอื่อยๆ เย็นใจทำให้ผมเดินชมวิวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงใต้ต้นมะม่วงป่าต้นใหญ่ข้างวัด ลมที่พัดเอื่อยกลายเป็นความเย็นยะเยือกที่ทำเอาผมขนหัวลุก ชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากทางด้านหลังต้นมะม่วงที่ร่มครึ้ม ใบหน้าของเขาดูราวกับโกรธใครมาสักร้อยปี ดวงตาที่วาวโรจน์จ้องมองผมอย่างประสงค์ร้าย เขาชี้หน้ามาทางผม พร้อมด้วยตวาดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว “ไอ้แพน !”

ผมรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น คล้ายกับว่าตัวเองจะเคยรู้จักชายผู้นี้

“มึงจำกูไม่ได้เหรอ ไอ้เสีอแพน” ชายผู้นั้นตะคอกถามอีกครั้ง

ผมส่ายหน้าช้าๆ อย่างมึนงง

“งั้นกูจะทำให้มึงจำได้เอง”

ภาพตรงหน้าค่อยๆ เปลี่ยนไป ผมเห็นภาพตัวเองนุ่งผ้าผืนเดียวผิวเนื้อดำเป็นมัน ถือดาบยืนจังก้าอย่างหน้าเกรงขามอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ที่ไฟกำลังลุกไหม้ ชายแปลกหน้าโดนมัดมือไพล่หลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าผม เลือดของเขาไหลโซมกาย

“ปล่อยข้าไปเถอะ เสือแพนอยากได้ทรัพย์สินอะไรก็เอาไปเลย แต่ขอให้ไว้ชีวิตข้ากับลูกเมียเท่านั้น”

“มึงมันเก่งนักไม่ใช่เหรอ แอบส่งข่าวให้ทางการมาจับกู วันนี้กูจะฆ่าล้างโคตรพวกมึงให้หมดไอ้แจ้ง ลากลูกเมียมันลงมา”

ลูกสมุนของผมลากผู้หญิงกับเด็กน้อยคนหนึ่งลงมาจากเรือน ทั้งคู่ร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนา “ปล่อยข้าไปเถอะนะเสือแพน”

“วันนี้มึงจะต้องเจ็บปวดที่สุด กูจะบั่นคอลูกเมียมึงให้ดู และกุดหัวมึงให้ตายตกตามกัน”

ดาบที่ตวัดลงที่คอของหญิงผู้นั้น และเด็กน้อยอย่างขาดความปรานี ผมยืนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งต่อหน้าชายผู้หัวใจสลาย

“ไอ้แพน กูจะขอตามอาฆาตมึงทุกชาติ หากกูไม่ได้ดื่มเลือดของมึง กูจะไม่มีวันรามือเด็ดขาด กูจะตามจองล้างมึงให้สาสมกับสิ่งที่มึงได้ทำกับลูกเมียกู”

“ฉับ !” สิ้นเสียงศีรษะของชายผู้นั้นก็หลุดออกจากบ่า

“เอาศพพวกมันฝังเอาไว้ใต้ต้นไม้นั่น”

ผมหัวเราะบ้าคลั่งด้วยความสาสมใจ แล้วสติของผมก็ดับวูบไป

ผมฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะผ้าเย็นๆ ที่คุณแม่กำลังบรรจงเช็ดหน้าให้ผมอย่างเบามือ ผมสะบัดหน้าอย่างมึนงง ผมนอนเหยียดยาวอยู่ในกุฏิของท่านเจ้าอาวาส

“เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก” คุณแม่ถามด้วยความเป็นห่วง

ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง

คุณพ่อขอสัปเหร่อของวัดให้ช่วยขุดบริเวณโคนต้นมะม่วง เมื่อขุดลงไปลึกไม่มาก ก็พบโครงกระดูก 3 ศพ ดังที่วิญญาณบอก พระทั้งวัดต่างเข้ามามุงดูและโจษจันกันไปต่างๆนานา เพราะเรื่องที่มีโครงกระดูกถูกฝังอยู่ใต้ต้นมะม่วงนี้ แม้แต่เจ้าอาวาสและพระที่อยู่มานาน ก็ไม่มีใครเคยทราบมาก่อน สัปเหร่อจึงได้เก็บกระดูกทั้งสามโครงขึ้นมาวางบนผ้าขาว และทำความสะอาดจนเรียบร้อย

“ทำอย่างไรเขาจะได้ดื่มเลือดของลูก” คุณพ่อถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

เจ้าอาวาสจึงบอกให้ผมใช้เข็มเจาะเลือดจากปลายนิ้ว และนำมาแตะที่โครงกระดูก ก่อนจะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณนั้น เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้วคุณพ่อคุณแม่จึงรีบกราบลาท่านเจ้าอาวาสกลับบ้าน

หลังจากกลับมาถึงบ้าน คุณแม่จึงแนะนำให้ผมใส่บาตรพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับชายผู้นั้นเป็นประจำ ผมทำอยู่อย่างนั้นหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งในเวลาพลบค่ำ ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าบ้าน “เสือแพน” มีเสียงเรียกเบาๆ ดังออกมาจากทิวไม้หน้าบ้าน

ผมหันมองตามเสียง ชายแปลกหน้าคนนั้นยืนอยู่ใต้ต้นไม้ครึ้มหน้าบ้าน

“เสือแพน ข้าขอบใจมากที่เอ็งอุทิศส่วนกุศลให้ข้า ข้าอโหสิกรรมให้เอ็งแล้ว ขอบใจเอ็งมาก”

ร่างของเขาค่อยๆ เลือนหายไป

* แม้แรงกรรมที่ต้องเผชิญจะหนักหนาสาหัสเพียงใด หากมีความตั้งใจจริงพยายามเอาชนะความชั่วด้วยความดี หมั่นใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้จนวิญญาณนั้นยอมอโหสิ ทำให้การจองเวรระงับลงได้ในที่สุด



..............................................................

คัดลอกจากหนังสือกฎแห่งกรรม ชุดคนบาป

 อิตถีเพศกับการทำบุญ
โดย ร.ต. เจ้าประเวศ ณ เชียงใหม่


เราเคยเห็นผู้หญิงสวยๆ ซึ่งแต่ละคนจะสวยไม่เหมือนกัน เห็นดารานักแสดง นางเอก นางงาม แต่ละคนก็หน้าตาสวยไม่เหมือนกัน แต่สรุปแล้วว่าสวยก็แล้วกัน อยากรู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผู้หญิงแต่ละคนสวยไม่เหมือนกัน มีเหตุมีผลหรือมีเหตุมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องกับความสวยของคุณผู้หญิง ซึ่งคุณประเวศ ณ เชียงใหม่ ได้รวบรวมเรียบเรียงเรื่องนี้ไว้ในชื่อเรื่อง “อิตถีเพศกับการทำบุญ” ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือเมื่อวันวิสาขบูชา ปี พ.ศ.๒๕๑๕

ผู้พิมพ์ได้อ่านพบเรื่องนี้จึงพิมพ์มาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเพื่อความบันเทิงทางธรรม และได้ข้อคิดในการทำบุญที่ดี ก็คือเรื่องของกรรมดีที่มีเจตนาในการทำบุญนั่นเอง การทำกรรมดีที่มีเจตนาต่างกัน ก็มีผลให้ผลของกรรมนั้นๆ แตกต่างกันไปด้วย

๑. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดบ่อยๆ เพื่อจะได้เห็นหน้าพบปะสนทนากับพระภิกษุ, สามเณรที่ตนหลงรักอยู่ “ผลบุญนั้นทำให้เธอเป็นผู้มีเสน่ห์ยั่วยวนเพศตรงข้าม คือสาวเซ็กส์ซี่นั่นเอง”

๒. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดบ่อยๆ เพื่อจะได้คุยกับชายหนุ่มซึ่งมาทำบุญที่วัดนั้นเป็นประจำ “ผลบุญนั้นทำให้เธอมีเสน่ห์อย่างลึกลับ คือไม่สวยแต่เย้ายวน”

๓. หญิงสาวริษยาความงามของสาวอื่น เพราะตนเองไม่สวยไม่มีชายใดเหลียวแล จึงทำบุญบ่อยๆ ปรารถนาจะให้เกิดชาติใหม่หน้าตาสวยงามเช่นหญิงคนอื่นบ้าง “ผลบุญทำให้เธอเป็นคนสวยงาม แต่ไม่มีเสน่ห์ คือสวยแบบกระด้างๆ”

๔. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเพื่อแสดงความสามารถในการทำครัวให้ประจักษ์แก่สังคม หรือเพื่อแสดงความสามารถในการจัดดอกไม้ให้แท่นบูชาของวัดสวยงาม “ผลบุญนั้นทำให้เธอเป็นคนมีเสน่ห์แก่คนทั่วไป เป็นที่ชื่นชอบของชายหนุ่มที่นิยมความสามารถ”

๕. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเพื่อช่วยเหลือวัดให้พ้นความขาดแคลนทางด้านปัจจัย อาหาร เครื่องใช้ เป็นต้น “ผลบุญทำให้เธอมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ความสวยเกิดจากสุขภาพอันดีของเธอ”

๖. หญิงสาวเบื่อหน่ายโลกมนุษย์ ทำบุญประสงค์ไปสู่สวรรค์หรือโลกทิพย์อันน่ารื่นรมย์ “ผลบุญทำให้เธอเกิดเป็นคนสวยงามแบบงามพิศ คือยิ่งมองยิ่งสวย”

๗. หญิงสาวพิถีพิถันในการทำบุญ สำรวมระวังกายวาจาขณะอยู่ต่อหน้าสมณะ และสถานที่ทำบุญ “ผลบุญทำให้เธอเป็นคนน่ารัก คือผู้คนเห็นอาจหลงชอบหลงรัก ทั้งๆ ที่เธออาจไม่มีอะไรเด่น”

๘. หญิงสาวทำบุญเสียสละต่างๆ เพื่อมุ่งสู่พรหมโลก ปฏิบัติธรรมให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น “ผลบุญนั้นทำให้เธอสวยงามสง่าดุจนางพญา เป็นความสวยที่ทำให้คนทั่วไปไม่นึกไปในทางเพศ แม้ชายคู่ครองก็ยังให้ความเกรงใจ

๙. หญิงสาวติดตามผู้ใหญ่ ติดตามสมณะที่ตนเลื่อมใส จาริกแสวงบุญ ช่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ “ผลบุญทำให้เธอสวยงามแบบเด็กๆ มีคนรักใคร่เอ็นดู สามีรักใคร่เอ็นดูเธอเหมือนลูกเหมือนหลาน

๑๐. หญิงสาวเข้าร่วมขบวนทำบุญเป็นกลุ่มเพื่อรักษาประเพณี เพื่อความครึกครื้น เพื่อความสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาว “ผลบุญนั้นทำให้เธอมีบุคลิกภาพดีเป็นสง่าในที่ชุมนุมชน”

๑๑. หญิงสาวนอกจากจะทำบุญให้ทานแล้วยังปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม เผยแผ่ธรรมอีกด้วย “ผลบุญนั้นทำให้เธอมีสติปัญญาเฉียบแหลม พูดจาเป็นที่น่าเลื่อมใส มีความสวยงามแบบสงบเย็น ใครได้พูดคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ เป็นเสน่ห์ที่ใช้เวลายิ่งนานวันยิ่งรักใคร่คิดถึง”

๑๒. หญิงสาวทำบุญเพื่อเอาใจเพื่อนหรือทำบุญเพื่อให้คนรักสบายใจ “ผลบุญทำให้เธอเป็นคนที่มีความสบายใจ สวยงามแบบเรียบๆ ผู้คนพบเห็นรู้สึกว่าเธอสะอาดหมดจด มองดูแล้วประหนึ่งดมความสะอาดได้”

๑๓. หญิงสาวแต่งตัวไปทำบุญที่วัดเพื่ออวดเครื่องประดับของตัวว่าสวยเหนือกว่าคนอื่น อวดอาหารที่ตนถวายดีกว่าน่ากินกว่าของคนอื่น “ผลบุญทำให้เธอสวยงามแบบดูแล้วไม่สบายใจ ชายที่พบเห็นมองในแง่ทางเพศ”

๑๔. หญิงสาวถวายทานต่างๆ มุ่งคุณภาพ เช่น อาหารไม่สวยงามแต่รสดี มีประโยชน์ ของใช้ที่คงทนถาวร ประณีตละเอียดอ่อน พิจารณาวัตถุทานให้เป็นประโยชน์มากที่สุดแก่สมณะพราหมณ์ “ผลบุญทำให้เธอสวยและมีรสสัมผัสดี ผู้ถูกเนื้อต้องตัวเธอจะรู้สึกนุ่มนวลละมุนละไม ลูกๆ เด็กๆ ที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอจะรู้สึกอบอุ่น มองว่าเธอเป็นที่พึ่งอย่างดี”

๑๕. หญิงสาวแนะนำสั่งสอนคนอื่นๆ ให้ทำบุญทำกุศล ส่วนตัวเองไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำบุญ หรือฝากเงินให้คนอื่นทำบุญแทนตน เพราะตัวเองขี้เกียจไปทำบุญเองหรือหาเวลาว่างยาก “ผลบุญทำให้เธอเป็นคนเข้าที่ไหนเข้าได้ ผู้คนให้ความเป็นกันเองให้ความสนิทสนม แม้คบกันเพียงสามสี่วันเหมือนคบกันมานานเป็นปี”

๑๖. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ ประสงค์จะแลกเปลี่ยนอาหารที่มีคนมาทำบุญหรือแลกเปลี่ยนอาหารของตนกับเพื่อนผู้มาทำบุญผู้อื่น “ผลบุญจะทำให้เธอมีผิวพรรณผ่องใส หน้าตาแช่มชื่น แต่มีรูปร่างอ้วนท้วนเหมือนตุ่ม”

๑๗. หญิงสาวชอบไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือทางวัด ทำบุญบำเพ็ญกุศลเป็นประจำ เมื่อไปช่วยงานใดก็มักจะเรียกร้องอาหารการกินหรือสิ่งของที่ตนปรารถนาจากเจ้าภาพหรือเจ้าอาวาส เป็นอย่างนี้เสมอ “ผลบุญจะทำให้เธอมีหน้าตาสวยงาม น่ารักน่าสงสาร รูปร่างผอมเกร็งหรือผอมแห้ง”

๑๘. หญิงสาวทำบุญอย่างไม่มีความประณีตในวัตถุทาน ไม่ใส่ใจว่าของนั้นจะมีคุณภาพดีเลว จะใช้งานได้ดีแค่ไหน จะทนทานหรือไม่อย่างไรก็ไม่คำนึงถึง แต่เธอจะชอบตกแต่งประดับประดาให้วัตถุทานนั้นดูดีงดงามน่าดู “ผลบุญนั้นจะทำให้เธอมีหน้าตาสวยงาม แต่ยิ้มไม่สวย หัวเราะน่าเกลียด ท่าทางเคลื่อนไหวอิริยาบถบางอย่างไม่น่าดู”

๑๙. หญิงสาวบางคนพิจารณาคัดเลือกวัตถุทานเป็นอย่างดี ของมีคุณภาพดี ใช้ได้ทนทาน เป็นต้น แต่ไม่จัดตกแต่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น จับยัดๆ ใส่เข่งใส่ลังพอๆ ไปที แล้วให้คนนำไปส่งที่วัด หรือวางของทำบุญสุมๆ หมกไว้ตามมีตามเกิดแบบไม่ใส่ใจความเป็นระเบียบ “ผลบุญทำให้เธอมีความสวยงามแบบจืดๆ ต้องอาศัยความยิ้มแย้ม หัวเราะอันมีเสน่ห์ จึงจะดึงดูดใจได้”

๒๐. หญิงสาวตกลงร่วมทำบุญกับหมู่คณะ เช่น จัดกฐินสามัคคี จัดทอดผ้าป่า เป็นต้น แต่เธอชอบไปร่วมงานช้า ชอบไปที่หลังคนอื่น มีความรู้ความสามารถน้อยแต่ชอบไปแก้ไขวัตถุทานที่เขาตกแต่งประดับประดาไว้ดีแล้ว ฉกฉวยโอกาสเอาหน้าเอาตาว่าฉันก็ใจบุญคนหนึ่ง งานนี้ฉันเป็นหัวหน้าหัวเรี่ยวหัวแรง “ผลบุญทำให้เธอเกิดมาเป็นคนหน้าตาสวยงามพอใช้ได้ทีเดียว แต่ในความสวยงามนั้นมักจะมีความบกพร่องปะปนอยู่ด้วย เช่น หัวเบี้ยวไปนิด, รูปหน้าค่อนข้างยาวมาก, ตาเล็กมาก, มีปานที่หน้า เป็นต้น”

๒๑. หญิงสาวบางคนใจบุญชอบทำบุญ ขณะที่มีพระภิกษุผ่านหน้าบ้าน เธอจะรีบคว้าข้าวปลาอาหารอะไรก็ได้หยิบฉวยมาใส่บาตรไว้ก่อน โดยไม่คำนึงถึงว่าอาหารนั้นเป็นของพ่อแม่ญาติพี่น้องที่แบ่งไว้บริโภคในมื้อต่อไป เป็นการทำบุญใส่บาตรแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างกระทันหัน “ผลบุญนั้นไม่สะอาดบริสุทธิ์นัก จึงส่งผลให้เธอเกิดมาเป็นคนสวยงามแต่ไม่หมดจด คือแฝงความไม่น่าดูไว้ในหน้าตาหรือเรือนร่าง”

๒๒. หญิงสาวบางคนเมื่อจะทำบุญกุศลคราวใด มักจะไปเรี่ยไรเรียกร้องเอาจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง รบกวนเขา ขืนใจเขา เซ้าซี้เขาให้ช่วยทำบุญด้วยจนได้ “ผลบุญทำให้เธอไปบังเกิดเป็นเทพธิดาประจำแดนทุรกันดาร เทพธิดาคุมบริวารเปรต เทพธิดาประจำแดนปีศาจ ถ้าเกิดเป็นคนจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงในดินแดนถิ่นด้อยพัฒนา เช่น รับราชการเป็นอาจารย์ใหญ่ในจังหวัดที่แร้นแค้น เป็นต้น”

๒๓. หญิงสาวบางคนมิได้เตรียมตัวมาเพื่อจะทำบุญ ครั้นประสบเหตุที่ต้องยอม อยู่ในสภาวะจำยอมทำบุญเพื่อไม่ให้เสียหน้า หรือมีภาพสะเทือนใจอยู่ต่อหน้า เช่นคนพิการมาขอเงิน เธออดสงสารไม่ได้จึงจำต้องเจียดเงินที่มีอยู่เล็กน้อยทั้งที่เสียดายอยู่ หรือจำต้องแบ่งปันอาหารที่พอมีติดตัวมาจำต้องให้ทานไป (จาคะ-การตัดออกจากกรรมสิทธิ์ กับ ทานะ-การให้ เกิดขึ้นกระชั้นชิดติดกัน ทำให้ผลบุญเป็นไปในรูปของความดีผสมกับความเสียดาย) “ผลบุญนั้นทำให้เกิดมาเป็นคนสวยงามแบบเศร้าๆ สวยปนโศก ลักษณะคล้ายๆ ผู้ดีตกยาก”

๒๔. หญิงสาวที่มีจิตฟุ้งซ่านคิดแต่อยากจะทำบุญ แต่ครั้นไปถึงบุญสถานแล้วกลับคิดถึงแต่ความสนุกสนานในงานบุญ เช่น งานบุญสงกรานต์ งานบุญประจำปีของวัด ซึ่งทางวัดจะมีงานรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยพร้อมกับงานบุญ แต่เมื่อเธอได้ไปงานบุญนั้นแล้วมักจะเพลิดเพลินสนุกสนานกับงานรื่นเริงจนใจไม่มีใจจดจ่อกับการทำบุญ “ผลบุญนั้นทำให้เธอเกิดมาสวยงาม แต่ในความสวยงามนั้นมีความเด๋อๆ ด๋าๆ แทรกปนอยู่ด้วย”

๒๕. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดขณะรอพิธีกรรม ก็ทักทายปราศรัยกับผู้มาร่วมทำบุญ อำนวยความสะดวก ขยับขยายที่นั่งของตนให้กับผู้ใหญ่ จัดหาที่นั่ง น้ำดื่ม ให้ผู้อาวุโส “ผลบุญทำให้เธอเกิดมามีความสวยงาม ดูชุ่มชื่น แม้จะถึงวัยสูงอายุแล้วก็ยังมีหน้าตาสดใส เพราะอานิสงส์ของทานะ และโสรัจจะ”

๒๖. หญิงสาวไปทำบุญที่วัด เสร็จจากพิธีกรรมแล้ว ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านก็ทักทายกันสนุกสนานกับเพื่อนฝูงมิตรสหายผู้ร่วมทำบุญ “ผลบุญเกิดภพใหม่เธอมีหน้าตาสวยงาม ดูเป็นกันเอง” , “ถ้าคุยเรื่องตลกขบขัน จะทำให้เธอมีหน้าตาชวนให้ดู ไม่ใช่ดูเพราะว่าสวย แต่ดูเพราะดูแล้วสนุกตา”

๒๗. หญิงสาวหลีกความซ้ำซากจำเจในการทำบุญด้วยอาหารที่ไม่เหมือนใคร เช่นนำอาหารแปลกๆที่ไม่ค่อยมีใครนำมาทำบุญกัน เช่นหูฉลามนึ่งซีอิ้ว เป็นต้น มาถวายพระเพื่อให้พระได้ฉันอาหารที่ไม่จำเจทั่วไป “ผลบุญนี้ทำให้เธอเกิดมาสวยงามแบบไม่ซ้ำใคร มีลักษณะดึงดูดความสนใจ คือมีหน้าตาเก๋”

๒๘. หญิงสาวยากไร้อนาถา ปรารถนาจะร่วมบุญกับคนอื่นก็ไม่มีเงินสิ่งของอันใดไปสมทบ เธอจึงไปร่วมงานด้วยมืออันว่างเปล่าและหัวใจอันเปลี่ยมด้วยศรัทธา ศรัทธาได้ข่มความน่าขยะแขยงในสิ่งโสโครกทั้งปวง เธอรับอาสาเทกระโถน เก็บกวาดขยะ ล้างถ้วยชาม ทำความสะอาดส้วม เป็นต้น “ด้วยอานิสงส์นี้เธอจะเกิดเป็นคนมีกลิ่นตัวหอม ไม่ใช่ความหอมของน้ำหอมหรือความหอมของดอกไม้ แต่ความหอมมาจากภายในตัวเธอเหนือกว่าสาวอื่น”

การทำบุญแล้วได้รับผลบุญต่างกันนั้นเนื่องจากเจตนาต่างกัน ในการทำบุญนั้นแฝงกิเลสอะไรไว้หรือไม่ ? หรือทำบุญด้วยจิตที่ไม่แฝงกิเลสใดๆ ซึ่งเจตนาอย่างไรในการทำบุญ ผลบุญนั้นก็จะให้ผลตามเหตุแห่งเจตนานั้น ความจริงการทำบุญและผลของบุญนั้น ผู้ทำจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย ผลบุญจะทำให้สวยให้หล่อก็เกิดกับทั้งหญิงและชาย ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็นความหล่อผู้หญิงก็เป็นความสวย

แม้ว่าจะทำบุญแล้วทำให้หน้าตาสวยงามได้ดั่งใจหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือจุดมุ่งหมายทางพระพุทธศาสนา การทำบุญแล้วได้ผลบุญเกิดมาสวยงามก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางโลกอยู่ ซึ่งการทำบุญให้ทานนั้นเป็นพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความดี มีการละชั่ว ทำบุญให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิภาวนา และมีปัญญา เป็นเรือพาข้ามฟากข้ามฝั่งหรือเป็นหนทางให้เดินทางไปสู่เป้าหมายแห่งการพ้นทุกข์ในกาลต่อไป คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง

ที่มา ลานธรรมจักร


 เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเป็นนายทหาร เป็นคนเรียบง่าย ร่าเริง มองโลกในแง่ดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เข้าได้กับคนทุกระดับ จึงเป็นที่รักของทุกคน ซึ่งเรียกเขาว่า ‘กะปุกกะปุย’ ส่วนเธอ ‘จริยา ประโคน’ จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับราชการอยู่ในฝ่ายปกครองของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง


เขาเป็นลูกชายคนที่สองของกำนันที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ คนหนึ่งที่ทุกคนต่างก็ให้ความศรัทธา เคารพยกย่อง และมีฐานะทางการเงินเข้าขั้นเศรษฐีเมืองไทยคนหนึ่ง เขามีความเป็นลูกผู้ชายที่ใครจะมาลบเหลี่ยมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มีความทรนง เป็นตัวของตัวเอง และรักศักดิ์ศรีเทียบเท่าชีวิต บ้านของเขาไม่ได้อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ มากนัก เขาได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ซึ่งสมัยนั้นยังตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง

ส่วนจริยาเป็นสาวน้อยน้ำหนักแค่ 33 กก. เท่านั้น จึงเป็นคนที่คล่องแคล่ว กร้าวแกร่ง และไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ชอบแต่งกายด้วยชุดกางเกงยีนส์ เสื้อยืดเป็นประจำ

กะปุกกะปุยกับจริยาควงกันเที่ยวอยู่หลายปี ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ จนกระทั่งเขาเรียนจบและได้เลื่อนยศเป็นนายร้อยโท รับราชการในเขตอีสาน ซึ่งขณะนั้นเต็มไปด้วยภัยจากคอมมิวนิสต์คุกคาม ส่วนเธอก็ได้มารับตำแหน่งในอีสานเช่นกัน ต่างคนต่างทุ่มเทกับการทำงาน จึงห่างเหินไม่ได้ติดต่อกันนานเป็นปีๆ คงมีแต่จดหมายติดต่อกันเท่านั้น และเธอก็ได้ส่งขนมนมเนยไปให้เขาอย่างสม่ำเสมอ

แต่แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น จู่ๆ มีผู้ชายร่างคมสันคนหนึ่ง แต่งกายด้วยชุดฝึกทหาร เปื้อนไปด้วยฝุ่นลูกรังสีแดงติดกรังตั้งแต่หัวจดเท้า และผมยาวจดลำคอ ขี่รถจักรยานยนต์คันใหญ่มาหาเธอ เมื่อถอดหมวกออก เธอก็จำได้ทันทีว่าเป็นเขา คนที่เธอห่วงใยอยู่เสมอนั่นเอง

เขาเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้รับคำสั่งให้มารับราชการ ในอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดที่เธออยู่นั่นเอง ซึ่งเป็นพื้นที่สีชมพู ดินแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์ มีกฎห้ามว่าคนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง เขาจึงจำต้องอดทนใส่ชุดเก่าชุดเดิมออกมาจากหมู่บ้านนั้น แต่หลังจากอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาก็มารับเธอไปดูหนัง ไปหาอาหารอร่อยๆ รับประทานกัน แล้วก็จะกลับเข้าฐานในเวลาไม่เกิน 2 ทุ่มตามกฎ เป็นอย่างนี้ประจำแทบทุกวัน เว้นวันที่ต้องนำกำลังออกซุ่มโจมตี หรือว่าเข้าเวรรักษาการณ์เท่านั้น

เขาเป็นทั้งเพื่อนและเป็นทั้งน้องที่ดี มีปัญหาคับข้องใจอย่างไรจะหันหน้าปรึกษา ช่วยกันแก้ปัญหาและให้ความช่วยเหลือตามอัตภาพ สำหรับเธอแม้จะเป็นสาว แต่เลือกคบคน เขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่เธอให้ความสนิทชิดชอบ ให้ความไว้วางใจอย่างเต็มที่ คบกันมาหลายปีจนเขาได้รับพระราชทานยศนายพันตรี

มีอยู่วันหนึ่งที่เธอไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อครบกำหนดก็จะต้องกลับบ้าน ขณะนั้นค่ำแล้ว ฟ้าครึ้มด้วยฝน และเริ่มมีฝนตกปรอยๆ เขาก็ขับรถจี๊ปไปรับ ระหว่างทางฝนก็ตกหนักอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น จนทั้งคู่เปียกปอน เขาจึงเลี้ยวรถพาเข้าโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อหลบฝน

เวลานั้นเขาสั่งเครื่องดื่มมาดื่มจนเมาและกอดเธอไว้แนบอก พร้อมกับสารภาพว่ารักเธอมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนายร้อย และขอแต่งงาน เธอจึงงงงันไปหมด ทำอะไรไม่ถูก มือไม้ไม่รู้ว่าจะวางตรงไหน เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีผู้ชายมาบอกรัก จึงได้ตอบไปว่าไม่เชื่อว่าเขาจะรักเธออย่างชู้สาว เพราะเขาเจ้าชู้ มีสาวๆ หน้าตาดีๆ มากมาย จะมารักคนแก่อย่างเธอทำไม และจะให้เชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง เขาตอบว่า

“อะไร ? ไม่เชื่อใจหรอกหรือ 3 - 4 ปี ที่ยอมลงทุนไว้ผมยาวประบ่า ขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าฝุ่นดินลูกรัง หัวฟู ฝุ่น เกาะเต็มหัวหนาเตอะ เสี่ยงตายถึง 45 กิโล ฝ่าหลุมฝ่าบ่อฝ่าความตายจากผู้ก่อการร้าย มาหาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยขาด แล้วอย่างนี้ยังไม่เชื่อใจเขาหรือ”

แรกๆ เธอก็ยอมรับว่าเห็นใจอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เพราะความเป็นผู้หญิงต้องไว้ตัว จึงดุไปว่าเธอเพิ่งจะออกมาจากห้องวิปัสสนา ซึ่งถือว่าไปทำบุญอันยิ่งใหญ่มาใหม่ๆ จะมาพูดพล่อยๆ พูดเล่นๆ สนุกๆ ได้อย่างไรกัน คำพูดออกมาแต่ละคำนั้นศักดิ์สิทธิ์ และจะต้องเป็นไปตามปากพูด ทันใดนั้น !! โดยไม่คาดคิด เขาพนมมือไหว้ต่อหน้าสายฟ้าที่กำลังร้องครืนๆ ส่งเสียงเปรี้ยงปร้างและสายฝนที่กำลังเทลงมาอย่างหนัก และพูดว่า


หากเขาพูดไม่จริง ทรยศมีหญิงอื่น ทำให้เธอเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง ก็ขอให้ฟ้าผ่าตาย !!


ไม่นานทั้งคู่ต่างคนก็ต่างห่างกันไประยะหนึ่งด้วยภาระหน้าที่การงาน จริยาทราบว่าเขารับตำแหน่งเป็นรองผู้การทหารบก และขลุกอยู่กับงานที่ทำเพื่อความเจริญก้าวหน้า ส่วนเธอก็ย้ายเข้ามารับราชการที่กระทรวงในกรุงเทพฯ ต้องเรียนรู้ระบบงาน ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ ทันกับยุคสมัย เธอกับเขาจึงแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย จนเกือบลืมกันเสียสนิท

กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนรักของเขา ซึ่งไปเรียนต่อหลักสูตรสำคัญทางด้านทหารเพิ่มเติมพร้อมกันที่ประเทศอังกฤษ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวาย ญาติๆ นำศพมาทำพิธีในเมืองไทย เขาก็ร่วมนำศพกลับมาด้วย ทำให้ทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง เขาก็ยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน เขาขับรถมาส่งเธอที่บ้าน แสดงทีท่าอาลัยอาวรณ์ สั่งเสียร่ำลาไม่ยอมไปสักที บอกว่าไม่ไปเรียนต่ออีกแล้ว ขออยู่ทำงานที่เมืองไทยเพราะทิ้งงานไปนาน และเห็นว่าเธอกำลังเดือดร้อน สุขภาพก็ไม่สู้ดี จะขออยู่เป็นกำลังใจคอยให้การช่วยเหลือ

แต่แล้วเขาก็หายหน้าไปพักใหญ่ๆ มีเพียงการพูดคุยทางโทรศัพท์และติดต่อกันทางจดหมาย อยู่มาวันหนึ่ง เขาขับรถมารับเธอไปรับประทานข้าวข้างนอกบ้านเหมือนเคย แต่ครั้งนี้เขาทำให้เธอตัวชา เสียใจ และเสียความรู้สึกมาก เขาบอกว่าเพื่อนที่ทำงานกับเธอและคบกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว ไปไหนก็ไปด้วยกัน สนิทกันเป็นอย่างดี ไปหาเขาถึงที่ทำงาน ด้วยความที่เขาเป็นสุภาพบุรุษและเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอ จึงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แต่เขาเองก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึกเหมือนกัน และด้วยอำนาจสุราพาไป ขาดความยับยั้งชั่งใจ ความเหงาว้าเหว่ จึงขาดสามัญสำนึกที่ดีและถูกต้อง เขาจึงมีอะไรกับผู้หญิงคนนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกเสียใจ และขอให้เธออโหสิกรรมให้เขาด้วย

เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ฝืนยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านเธอจึงร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร และด้วยความที่ได้ผ่านการปฏิบัติธรรมมาบ้างแล้ว ทำให้เธอสามารถประคองจิตให้สงบได้ในที่สุด

เวลาผ่านไปได้เดือนเศษๆ ที่เธอกับเขายุติการติดต่อกัน เพื่อนรักคนนั้นของเธอ ก็มาถามว่าทำไมไม่เห็นเธอไปงานศพเขา ซึ่งขณะนี้ได้เผาเรียบร้อยแล้ว เธอได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจ จึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อนสนิทของเขา ที่ช่วยกันเล่าให้ฟังว่า เขาได้รับคำสั่งให้นำกำลังไปเสริมที่ชายแดนด้านเขมร


ขณะนั้นฝนตกหนักไม่ลืม หูลืมตา จึงได้สั่งทหารให้กางเต็นท์ เพื่อเข้าไปหลบฝน เมื่อทหารกางเต็นท์เสร็จเขาก็ไปยืนพิงเสาเหล็กของเต็นท์ ขณะนั้นเองก็เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงเต็มแรงลงมายังเสาเหล็กเปียกน้ำที่เขายืนอยู่ ทำให้เขาถึงแก่ความตายทันที ตัวดำเป็นตอตะโกโดยไม่ทันได้ร้องสักคำเดียว !! เธอไม่นึกไม่ฝันเลยว่า คำสาบานของเขาที่มีต่อเธอจะกลายเป็นเรื่องจริง !!


กรรม ก็คือการกระทำทั้งทางกาย และทางใจ เมื่อประพฤติผิดศีล ผิดธรรม และสร้างบาป ซึ่งจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม กรรมย่อมส่งผล ทำกรรมใดก็ได้รับผลเช่นนั้น ตอบสนองตามโทษานุโทษที่กรรมจะเป็นผู้กำหนดเช่นกัน

ที่มา ผู้จัดการ


 การที่คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เช่นบางคนฉลาด บางคนโง่ บางคนรูปร่างงามบางคนตรงกันข้าม บางคนเกิดในตระตูลต่ำ บางคนเกิดในตระกูลสูง เมื่อถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ? ถ้าตอบแบบวิทยาศาสตร์ ก็ตอบว่า การที่ฉลาดหรือโง่ ร่างกายสมประกอบหรือไม่ จนหรือมั่งมีก็เพราะไปเกิดในมารดาบิดาที่มีเหตุแวดล้อมดีเลวผิดกัน ความเป็นไปจึงผิดกันเป็นอันว่าบิดา มารดาถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ให้ด้วย เหตุแวดล้อมประกอบด้วย จึงเป็นเช่นนั้น จึงเป็นอันว่า ตอบด้วยหลักพันธุกรรมและเหตุแวดล้อม คราวนี้ถ้าถามต่อไปว่า เหตุไฉนเล่าจึงไปเกิดเป็นลูกของคนมีบ้าง จนบ้าง มีส่วนประกอบทางกายและจิตใจสมบูรณ์บ้างบกพร่องบ้าง ทำไมจึงต่างๆ กันไป ทำไมจึงไม่เกิดในที่ดีๆ เหมือนกันหมด ? ในที่สุดก็จะต้องซัดให้ความบังเอิญ แต่ในปัจจุบันเราเลิกทฤษฎีบังเอิญกันแล้ว ทุกสิ่งต้องมีเหตุผล ไม่ใช่บังเอิญ บังเอิญเป็นคำที่เราใช้กันในเมื่อยังหาเหตุผลไม่ได้เท่านั้น

     ทางพระพุทธศาสนาสอนว่า กรรม คือการกระทำในชาติก่อน ได้จัดสรรเสร็จ ให้ไปเกิดในฐานะนั้นๆ ได้รับการถ่ายทอดทางกายดีหรือเลว ได้ประสบสิ่งแวดล้อมดีหรือเลว แล้วแต่กรรมนำไป ไม่ใช่พระเจ้าสร้าง ทุกคนสร้างตัวเองด้วยการกระทำของตนในกรณีเช่นนี้ เราจะไม่ไปโทษคนโน้นคนนี้ว่าสร้างเราไม่ดี แต่เราจะสร้างตัวเราใหม่ในชาตินี้ด้วยการทำดี อบรมให้เกิดอุปนิสัยใจคอที่ดีงามได้ตามประสงค์อาจมีผู้แย้ง จะให้เห็นด้วยตาตามเคยว่า กรรมรูปร่างเป็นอย่างไร จึงจัดสรรได้ และติดตามคนได้ ?


     ข้อนี้เปรียบด้วยพลังงานซึ่งติดไปกับลูกศร เวลายิงไปในอากาศ ลูกศรแล่นไปเรื่อยๆ นั้น เราเห็นพลังงานหรือเปล่า ? หรือผู้ที่ได้รับสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ถ้าไม่แสดง พระองค์เสด็จปะปนไปในที่ต่างๆ และเราไม่รู้มาก่อน มีอะไรติดตามไป เป็นเครื่องแสดงให้เห็นบ้างว่าท่านผู้นี้เป็นพระราชา เพราะพระองค์ก็มีอวัยวะร่างกายเหมือนคนธรรมดาทุกอย่าง แต่ท่านก็คงเป็นพระราชาอยู่นั่นเอง การที่กรรมติดตามคนนั้น ท่านเปรียบเหมือนเงาของคน จะขู่หรือปลอบไม่ให้ติดตามก็ไม่ได้ พระพุทธศาสนาเปรียบกรรมว่า เป็นเนื้อที่ วิญญาณเป็นพืช แสดงว่ากรรมกับวิญญาณมีส่วนสัมพันธ์กัน เนื้อที่ดี พืชก็งอกงามดี คนเราจะดีเลว เพราะการกระทำของตนเช่นนี้ จึงควรอย่างยิ่งที่จะเลือกทำแต่กรรมดี ละเลิกความชั่วเสีย เมล็ดทุเรียน เก็บความสามารถในการเป็นต้น มีใบดอก และลูกทุเรียนไว้ได้ในตัวเอง เมื่อถึงคราวก็เจริญเติบโต เป็นต้นทุเรียนฉันใด วิญญาณก็มีกรรมติด ไปด้วย อย่างซ่อนเร้น ไม่เห็นตัว แต่เมื่อปรากฏตัวออกมา ก็ปรากฏตามลักษณะที่กำหนดของกรรมนั้นๆ

ที่มา เว็บไซต์ธรรมะไทย