เวลาของการให้ผล

การให้ผลของกรรม ไม่อาจที่ใครจะรู้รายละเอียดได้ เพราะมีความสลับซับซ้อนมาก ประกอบด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง เพราะพุทธเจ้าตรัสว่า
"วิสัยแห่งกรรมและผลของกรรมเป็นสิ่งที่คิดเอาไม่ได้"
เป็นข้อหนึ่งในหลายข้อของอจินไตย คือปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ถาม เพราะเกินกำลังคนอย่างพวกเราจะเข้าใจ
พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจ แต่ไม่อยากเล่า

ในตำราอธิบายเรื่องเวลาของการให้ผลไว้ดังนี้

1. ให้ผลในชาตินี้

2. ให้ผลชาติหน้าต่อจากชาตินี้

3. ให้ผลเรื่อยไป สบโอกาสเมื่อใด ให้ผลเมื่อนั้น ไม่รู้ชาติไหน

4. อโหสิกรรม กรรมไม่ให้ผล เลิกแล้วต่อกัน

เรื่องลำดับความหนักเบาและเวลาการให้ผลของกรรมนั้น ท่านว่ามีความสัมพันธ์กันมาก คือกรรมหนัก (ทั้งฝ่ายดีและชั่ว) จะให้ผลในปัจจุบันทันตาเห็น ส่วนกรรมที่ทำบ่อย ๆ ถ้ายังไม่ให้ผลชาตินี้ก็ยกยอดไปชาติอื่น แล้วแต่โอกาส ท่านเปรียบเหมือนสุนัขไล่เนื้อ ทันเข้าเมื่อใดกัดเมื่อนั้น

ส่วนกรรมที่ทำใกล้ตาย มักให้ผลก่อนกรรมอื่น เพราะใจมันติดคิดอยู่กับเรื่องนั้น แม้บางคราวจะมีกำลังน้อย แต่ก็ให้ผลก่อน อันนี้ท่านเปรียบให้ฟังว่า เหมือนวันที่ขังรวมกันในคอก พอตอนเช้าเปิดประตูคอก
วัวตัวที่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ก็ต้องออกก่อน แต่พอออกมากันหมดแล้ว วันที่แข็งแรงกว่าก็แซงหน้าไป ผล
เป็นผลของกรรมอื่น ๆ เข้ามาจัดแจงต่อไป

ส่วนกรรมที่ทำโดยไม่เจตนา ให้ผลน้อยที่สุด

กรรมใดคอยโอกาสให้ผลอยู่ แต่ไม่มีโอกาสเลย ก็เลิกแล้วกันไปเป็นอโหสิกรรม อันนี้มีเหตุ 3 ประการ

1. หมดแรง คือให้ผลจนสมควรแก่เหตุแล้ว เหมือนคนติดคุก 2 ปี เมื่อถึงกำหนดก็พ้นโทษ นอกจากว่าตอนอยู่ในคุก ทำผิดอีก ก็ติดคุกต่อ แต่ถ้าทำดีมาก ๆ ก็พ้นโทษก่อน

2. กรรมหยุดให้ผลเมื่อกรรมอื่นเข้ามาแทรกแซงเป็นครั้งคราวคือ กรรมดีจะหยุดให้ผลชั่วคราว เมื่อคนนั้นเขาทำชั่วมาก เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมชั่วส่งผลก่อน
หรือกลับกัน
ถ้ากรรมชั่วกำลังให้ผลอยู่แล้ว เขาทำดีมาก มันก็จะหยุดเพื่อให้กรรมดีให้ผลก่อน

3. ผู้นั้นได้สำเร็จเป็นอรหันต์ ไม่เกิดอีก กรรมก็เลยหมดโอกาสให้ผล แต่จะยังให้ผลได้ขณะที่ท่านยังมี
ชีวติอยู่ เช่น องคุลีมาล เมื่อสำเร็จเป้นพระอรหันต์แล้ว ยังถูกชาวเมืองทุบตีอยู่ แต่เมื่อดับขันธ์ก็ไม่ต้องเกิดอีก หรือพระโมคคัลลานะ ถูกโจรทุบตีจนตาย ทั้งที่ท่านมีอิทธิ์มากมาย แต่เมื่อท่านตายแล้วไม่เกิดอีก กรรมใด ๆ ที่ยังเหลือยู่ก็เป็นอโหสิกกรรมไป

ที่มา : ธรรมะรอบกองไฟ ของขวัญ เพียงหทัย

 


การให้ผลของกรรม จัดลำดับตามแรงหนักเบา มี 4 อย่าง

1. กรรมหนัก
ถ้าทางกรรมดี ก็หมายถึง ฌาน วิปัสสนา มรรคผล
ถ้าฝ่ายชั่ว หมายถึง กรรมหนัก 5 อย่างคือ ฆ่าแม่, ฆ่าพ่อ, ฆ่าพระอรหันต์, ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระ
โลหิต, ทำพระสงฆ์ให้แตกสามัคคีกัน

2. กรรมที่ทำจนเคยชิน หรือทำมาก ทำบ่อย ๆ ทำประจำ
ถ้าทางกรรมดี เช่น ตักบาตรทุกวัน สวดมนต์ทุกวัน ฟังธรรมทุกวัน
ถ้าทางกรรมชั่ว เช่น เตะหมาทุกวัน ซิ่งมอเตอร์ไซค์ทุกคืน หนีหนี้ทุกเดือน กรรมข้อ 2 นี้ ท่านว่า
ให้ผลยั่งยืนมาก ฮึ่ม!

3. กรรมก่อนตาย คือสิ่งที่จิตใจคิดถึงก่อนตาย หรือการกระทำก่อนตาย มีอานุภาพให้คนนั้นไปสู่สุคติ
หรือทุคติได้ ถ้าเขาคิดถึงสิ่งนั้นก่อนตาย สมัยโบราณเมื่อคนแก่รู้ตัวว่าจะตาย จึงมักขอดอกไม้ธูป
เทียน บูชาพระก่อนตาย

4. กรรมทำโดยไม่เจตนา คือสิ่งที่เราทำแล้วลืม ไม่ได้ใส่ใจ เช่น เดินเจอขอทานก็ให้ตังค์แล้วก็ลืม
ใครให้ซองกฐินมา ก็ใส่ ๆ ไปตามธรรมเนียมไม่ได้สนใจ ไม่ได้บุญได้บาปอะไร

ที่มา : ธรรมะรอบกองไฟ ของขวัญ เพียงหทัย

 คำว่า กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ หมายความว่าอย่างไร เพราะบางคนพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางคนครอบครัวดี แต่มีบริวารนำความเดือดร้อนมาให้ บางคนลูกดีแต่บุพพการีไม่ดี ถ้าจะถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูง ที่เคยพัวพันกันมา จะต้องไปพบกันทุกชาติเช่นนั้นหรือ จึงมีการกล่าวถึงคำว่า "ทำกรรมร่วมกันมา"

     คำว่า "กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ" เป็นคำที่หมายถึงคนสองคน หรือสองฝ่ายเคยทำอะไรร่วมกันมา จะเป็นทางดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยร่วมปล้นฆ่าคนมาด้วยกันเป็นต้น การกระทำที่ทำร่วมกันอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “กรรมร่วมกันมา” ถ้าเป็นกรรมในชาติก่อนๆ ก็เรียกว่า เป็นกรรมในอดีตชาติความจริงมิใช่ เพราะกรรมเท่านั้นที่จะส่งผลให้มาพบกันในชาตินี้ แม้เวรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกกันไว้ หรือผูกไว้ทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเหตุส่งให้มาพบกันในชาตินี้ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงมักพูดติดต่อกันว่า "กรรมเวร" ความเข้าใจที่ว่า ถ้าถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อแม่ พี่น้องเพื่อนฝูงที่เคยพัวพันกันมาจะต้องไปพบกันทุกชาตินั้น ยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด อันที่จริงชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้จริง ในฐานะเป็นชาติที่เป็นเหตุให้เกิดมีชาตินี้ขึ้น แต่พ่อแม่พี่น้องญาติมิตรในชาติก่อนนั้น หาได้เกิดพบกันทุกชาติไม่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเงื่อนไขที่ว่า เมื่อพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรนั้นๆ ได้ทำกรรมจะดีหรือไม่ก็ตาม หรือได้มีเวรต่อกันมา กรรมและเวรอันนั้นแหละก็จะส่งผลให้เกิดมาพบกันในชาติต่อไป แต่จะทุกชาติหรือไม่ ก็แล้วแต่กรรมเวรที่จะก่อใหม่อีก

     นัยตรงข้าม หากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร มีความผูกพันกันเพียงสายเลือดซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ หาได้ทำกรรมดีกรรมชั่ว หรือผูกเวรกันไว้ไม่ อย่างนี้ก็ไม่มีสาเหตุอันใดที่จะทำให้ไปเกิดพบกันอีก คือไม่มีกรรมเวรร่วมกันนั่นเอง เรื่องกรรมเรื่องเวร เป็นเรื่องลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก ยากที่จะอธิบายให้เห็นแจ้ง ด้วยหน้ากระดาษเพียงเท่านี้ได้ แต่ผู้สนใจในเรื่องนี้ศึกษาได้จากตำราและจากการสังเกตชีวิตจริงของตนและของคนอื่น จะช่วยความเข้าใจได้มาก

     เราอาจแบ่งบุคคลในกรณีนี้ ได้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ

     ๑. ประเภทดีด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายหรือทั้งหมด ได้เคยทำบุญทำความดี สร้างบารมีร่วมกันมา เรียกว่ามีดีเท่ากันว่างั้นเถอะ ประเภทนี้ก็มักจะเกิดมาดีด้วยกัน ได้ดีพอๆกันเช่นตำนานเรื่อง มฆมาณพสร้างถนนสร้างศาลามาด้วยกัน กับพวกอีก ๓๒ คน ตายไปแล้วได้เสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้น ประเภทนี้ ความดีมีเท่ากัน จึงได้ดี ได้พบความดีมีสุข และเสวยความดีอยู่ด้วยกันได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้มีคุณธรรมเสมอกันนั่นเองที่เห็นง่ายๆ ในประเทศนี้ก็คือ ถ้าเป็นสามีภรรยากัน สามีก็ดี ภรรยาก็ดี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเห็นอกเห็นใจกัน เรียกว่า ดีทั้งคู่ถ้าเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็ดีทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูกพ่อแม่ก็รักลูก ทำเพื่อลูก และเป็นผู้นำที่ดีของลูกฝ่ายลูกก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาท รักเคารพพ่อแม่ด้วยใจจริงถ้าเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ ไม่ชักชวนกันไปในทางเสียหาย เป็นต้น

     ๒. ประเภทเสียด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายเคยทำบาปทำกรรมร่วมกันมา มีความชั่วพอๆกัน ชอบเรื่องร้ายๆพอกันอย่างนี้ก็เกิดมาพบกันอีก และอยู่ด้วยกันได้ แม้จะลุ่มๆดอนๆก็ไม่ค่อยแยกกัน ถึงคราวสุขก็สุขด้วยกัน ถึงคราวทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันได้ประเภทนี้ก็เช่นกัน ถ้าเป็นสามีภรรยากันก็ประเภทหญิงร้ายชายเลวนั่นแหละ หรืออย่างพวกนักเลงเที่ยว นักเลงพนัน นักเลงสุรา จนกระทั่งนักเลงปล้นจี้ เป็นต้นคือชอบอย่างเดียวกัน ย่อมไปด้วยกันได้

     ๓. ประเภทมีเวรต่อกัน คือประเภทที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจดี แต่อีกฝ่ายอาจเสีย ฝ่ายดีก็จะถูกฝ่ายเสียคอยรบกวน คอยรังควาน คอยทำลายอยู่เรื่อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมอย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมา เช่นบางรายพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางรายครอบครัวดี แต่บริวารนำความเดือดร้อนมาให้นั่นแหละ กรณีอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังผูกเวรจองกรรมไว้ จึงต้องมาพบกัน คอยขัดขวางกันอยู่ร่ำไปไม่ต้องอื่นไกลหรอก แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงมีมารคอยผจญ มีพระเทวทัตคอยทำลาย และมีนักบวชต่างศาสนาคอยล้างผลาญเลยนี่แหละอำนาจของเวรล่ะ ลองได้ก่อไว้ หรือถูกก่อไว้ ก็เป็นได้ตามผจญกันไม่สิ้นสุดสักที ประดุจเวรของงูกับพังพอน เวรของกากับนกเค้า และเวรของมนุษย์ผู้ถือตัวจัดในเรื่องศาสนากับผิวในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ละเวรเสีย อย่างน้อยก็ด้วยการรักษาศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล เพราะศีลเป็นเวรมณี เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้หมดเวรได้ แม้อย่างกรรมก็เช่นกัน ไม่ว่าจะทำคนเดียว หรือร่วมทำกับใคร หากเป็นกรรมชั่วกรรมเสียแล้ว ท่านว่าไม่ควรทำทั้งนั้น

ที่มา เว็บไซต์ธรรมะไทย


 ๑. คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด
ชัก คือชักชวน เชิญชวน ชี้ชวน หรืเสนอแนะ
นำ คือการทำให้เป็นเป็นตัวอย่าง
เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ชักชวนไปลักข่โมย ชักชวนให้เสพยาบ้า เสพยาเสพย์ติด ชักนำไปเป็นอันธพาล ฯลฯ การชักนำนี้อาจทำด้วยความหวังดีก็ได้แต่ว่ามันผิด เช่น ได้เงินมาก็ชักชวนเพื่อนไปเลี้ยงเหล้า เที่ยวกลางคืน อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นพาลผู้ที่ยังเยาว์วัย อ่อนความคิด อ่อนสติ มักถูกนำได้โดยง่าย ฉะนั้นผู้ใหญ่ในบ้านจึงควรระมัดระวังการกระทำและคำพูด ทั้งของตนเองและผู้ที่มาติดต่อคบหา เพราะเด็กมักจะจำและทำตามอย่างด้วยความไม่รู้ หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ดีควรกระทำ


๒. คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเร หน้าที่การงานของตนไม่พยายามจัดการให้เรียบร้อย แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของผู้อื่น เช่น จับผิดผู้ร่วมงาน เขียนบัตรสนเท่ห์ กลั่นแกล้ง รังแก ทำความรบกวนให้เดือดร้อน ฯลฯ


๓. คนพาลชอบแต่สิ่งผิด ๆ ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่นชอบเล่นไพ่ ชอบสูบบุหรี่ ชอบหนีโรงเรียน ชอบเถียงพ่อแม่ ฯลฯ เห็นคนทำถูกเป็นคนโง่ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนขี้ขลาด ฯลฯ


๔.คนพาลแม้พูดดี ๆ ก็โกรธ เช่น เตือนให้ดูหนังสืนตอนใกล้สอบก็โกรธ เตือนให้ตื่นเช้าก็โกรธ แค่มองหน้าบางครั้งก็โกรธ ฯลฯ


๕. คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย เช่น ไม่ชอบข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะบนพื้อนถนน ไปโรงเรียนสาย ไปทำงานสาย ฯลฯ

ที่มา มงคลทีปะนี