กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในสมัยอดีตกาลอันนานเนิ่น มีครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยพ่อแม่และลูกชายน้อยอันเป็นที่รักดั่งดวงใจ เมื่อหนูน้อยเกิดมาพ่อแม่ก็ให้การศึกษาเป็นอย่างดี ในวัยเยาว์ให้ได้เข้าวัดฟังธรรมอยู่ร่ำไป เวลาผ่านไปหนูน้อยขณะที่กำลังเติบโต พ่อได้ด่วนจากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคกำเริบกระทันหัน หนูน้อยเหลือเพียงแม่คนเดียวจึงทำให้ขาดเสาหลักของครอบครัว

แม่ต้องออกทำมาหาเลี้ยงชีพทำให้ขาดการอบรมบ่มนิสัย เด็กน้อยที่พ่อแม่เฝ้าฟูมฟักมาตั้งแต่เล็กตั้งใจให้ศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดีต้องกลับมาเสียคนเพราะเพื่อนเกเรที่ชักนำไปไม่ดี เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เชื่อฟังผู้เป็นแม่ที่แก่ชราลง

วันหนึ่งเพื่อนชวนไปเที่ยวเมืองอื่นหนุ่มน้อยไปกับเพื่อนบ้างบอกแม่แล้วแต่แม่ไม่อนุญาตเนื่องจากรู้ว่าอันตรายจะมาถึง แต่หนุ่มน้อยหาเชื่อฟังไม่ เมื่อเดินทางไปได้หลงทางจากเพื่อนไปเจอเปรตตนหนึ่งซึ่งมีเลือดอาบโทรมกาย บนศรีษะของเปรตตนนั้นมีกงจักรปั่นอยู่ข้างบน

แต่หนุ่มน้อยเห็นเป็นพวงดอกไม้อันสวยงามเนื่องจากกรรมที่ไม่เชื่อฟังมารดาจึงทำให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว จึงร้องขอดอกบัวที่สวยงามกับเปรตบ้าง เปรตได้ยินดังนั้นก็พลันนึกว่าคงมีคนมารับกรรมต่อจากเราแล้ว ดังนั้นจึงยื่นกงจักรให้และจากไป ดอกบัวที่หนุ่มน้อยรับมากลับเป็นกงจักรปั่นอยู่บนหัวตนต่อไป

ที่มา เว็บไซต์ ธรรมะไทย


 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสีมีพราหมณ์ผู้รู้มนต์คนหนึ่งชื่อเวทัพพะ สามารถร่ายมนต์เรียกฝนเงินฝนทองให้ตกลงมาได้ พราหมณ์มีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่ง วันหนึ่งอาจารย์และลูกศิษย์ได้เดินทางไปทำธุระที่แคว้นเจตี พอไปถึงป่าในระหว่างทางถูกโจรจับเรียกค่าไถ่ ทำเนียมของโจรพวกนี้คือเมื่อจับผู้คนได้แล้ว ถ้าเป็นแม่กับลูกสาวจะปล่อยแม่ไป ถ้าเป็นพี่กับน้องจะปล่อยพี่ไป ถ้าเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ จะปล่อยลูกศิษย์ไป

ลูกศิษย์ก่อนแต่จะออกเดินทางไป ได้กระซิบเตือนอาจารย์ว่า " อาจารย์ครับ ผมจะไปสักสองสามวันเท่านั้น อาจารย์อย่าได้หวั่นไปเลย และวันนี้จะมีฤกษ์ดี ท่านอย่าได้ไร้ความอดทน ร่ายมนต์ให้ฝนเงินฝนทองตกลงมาเป็นอันขาด เพราะพวกโจรจักฆ่าท่านเสีย "

ฝ่ายพวกโจร พออาทิตย์ตกดินก็จับมัดพราหมณ์ให้นอนอยู่ ขณะนั้น พระจันทร์เต็มดวงก็โผล่ขึ้น พราหมณ์ เห็นเช่นนั้นก็คิดได้ว่า " ฤกษ์ที่จะทำให้ฝนเงินฝนทองตกลงมามีแล้ว เราจะมานอนทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ทำไม ร่ายมนต์เรียกฝนเงินฝนทองตกลงมามอบทรัพย์ให้โจรแล้ว ให้พวกมันปล่อยเราไปจะดีกว่า " จึงเรียกโจรมาบอกให้ปล่อยตนแล้ว นั่งประกอบพิธีร่ายมนต์แหงนดูดาวเรียกฝนเงินฝนทองให้ตกลงมา

พวกโจรพากันเก็บรวบรวมทรัพย์ใส่ห่อผ้าแบกหนีไป ฝ่ายพราหมณ์ก็เดินตามไปข้างหลัง ขณะนั้น ได้มีโจรอีกกลุ่มหนึ่งพากันจับโจรพวกที่หนึ่งไว้ โจรกลุ่มที่หนึ่งจึงบอกให้จับพราหมณ์ที่เดินตามหลังมา เพราะทรัพย์นี้พราหมณ์เป็นผู้เรียกมาให้ จะเอามากเท่าใดก็ได้

พวกโจรกลุ่มนั้นจึงปล่อยโจรกลุ่มที่หนึ่งไป จับพราหมณ์แล้วบังคับให้เรียกฝนเงินฝนทองตกลงมาให้ พอได้ยินพราหมณ์ตอบว่าไม่สามารถเรียกฝนเงินฝนทองได้อีก ปีหนึ่งสามารถเรียกได้ครั้งเดียวเท่านั้น ต้องรอจนถึงปีหน้า ด้วยความโกรธหัวหน้าโจรจึงฟันพราหมณ์ตายคาที่ แล้วรีบติดตามโจรกลุ่มที่หนึ่งไป ทำการชิงทรัพย์และฆ่าโจรกลุ่มที่หนึ่งตายหมดสิ้น ในระหว่างที่เก็บรวบรวมทรัพย์อยู่นั้นพวกโจรเกิดแตกคอกันเรื่องการแบ่งทรัพย์ จึงเกิดการต่อสู่กันเองจนในที่สุดเหลือโจรเพียง ๒ คนเท่านั้น

โจรทั้ง ๒ คน ได้นำเอาทรัพย์ไปซ่อนไว้ในป่าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวจึงให้โจรคนหนึ่งนั่งเฝ้าทรัพย์ไว้ อีกคนเข้าไปหาอาหารในหมู่บ้าน
      " ธรรมดาความโลภเป็นต้นเหตุแห่งความพินาศ "

โจรที่นั่งเฝ้าทรัพย์ก็คิดด้วยความโลภว่า " ถ้ามีมัน ก็ต้องแบ่งทรัพย์เป็นสองส่วน พอมันมาถึง เราจะฆ่ามันด้วยการฟันครั้งเดียว "

ฝ่ายโจรอีกคนก็คิดเช่นเดียวกัน พอได้อาหารแล้วก็รีบกินเสียก่อน ส่วนที่เหลือก็ใส่ยาพิษไว้ ถือเดินไปหาโจรที่เฝ้าทรัพย์ พอก้มลงวางอาหารเท่านั้นก็ถูกฟันตายคาที่ โจรนั้นได้นำศพเพื่อนไปทิ้งแล้วกลับมากินอาหาร ตนเองก็เสียชีวิตในที่นั้นนั่นเอง คนทั้งหมดได้ถึงความพินาศเพราะอาศัยทรัพย์นั้นด้วยประการฉะนี้

สองสามวันต่อมา ลูกศิษย์ได้ถือเอาทรัพย์กลับมาแล้วไม่พบอาจารย์ในที่นั้น เห็นแต่ทรัพย์กระจัดกระจายอยู่ จึงทราบเหตุการณ์ เดินผ่านไปเห็นอาจารย์นอนตายอยู่ และซากศพโจรอีกจำนวนหนึ่ง จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
     " ผู้ใด ปรารถนาประโยชน์ โดยอุบายอันไม่แยบยล ผู้นั้น ย่อมเดือดร้อน
       เหมือนโจรชาวแคว้นเจตะ ฆ่าพราหมณ์เวทัพพะเสียแล้ว ก็พลอยถึงความ
       พินาศทั้งหมด "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความโลภเป็นหนทางแห่งความฉิบหาย


ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้กะสันจะสึกรูปหนึ่งตรัสให้โอวาทว่า "ภิกษุ ธรรมดามาตุคาม (แม่บ้าน) ใคร ๆ ก็รักษาไว้ไม่ได้ โบราณบัณฑิตในครั้งก่อน ถึงจะยกมาตุคามขึ้นไปไว้ในวิมานฉิมพลีในท่ามกลางมหาสมุทรก็ไม่อาจรักษาสตรีได้" แล้วได้นำอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชาผู้ครองเมืองพาราณสี มีมเหสีพระนามว่า กากาติ มีพระรูปโฉมงดงามยิ่ง ใครเห็นใครก็ลุ่มหลงในความงาม ในวันหนึ่งมีพญาครุฑตนหนึ่งแปลงร่างเป็นมนุษย์มาเล่นสกา (การพนันชนิดหนึ่ง)กับพระราชา ได้พบเห็นพระนางกากาตินั้นแล้วเกิดความรักใคร่ในนาง จึงแอบพานางหนีไปอยู่ที่วิมานฉิมพลีอันเป็นที่อยู่ พระราชาเมื่อไม่พบเห็นพระเทวีจึงตรัสเรียกคนธรรพ์ชื่อ นฏกุเวรมาเข้าเฝ้า พร้อมมอบหมายให้นำพระเทวีกลับมาให้ได้

          ฝ่ายคนธรรพ์ทราบที่อยู่ของครุฑแล้ว จึงไปนอนแอบซุ่มอยู่ในดงตะไคร้ข้างสระลูกหนึ่ง พอครุฑบินไปจากสระก็แอบกระโดดเกาะระหว่างปีกครุฑไปจนถึงวิมานฉิมพลี แอบได้เสียกับพระนางกากาติที่วิมานนั้น แล้วก็อาศัยครุฑนั้นแหละกลับมาเมืองพาราณสีอีก ในวันหนึ่งขณะที่พญาครุฑเล่นสกากับพระราชาอยู่ คนธรรพ์ก็ทำทีเป็นถือพิณมาที่สนามสกา ขับร้องเป็นเพลงว่า

          "หญิงรักคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่นของนางยังหอมฟุ้งมาที่แห่งนั้น ใจของเรายินดีในนางใด นางนั้นชื่อกากาติ อยู่ไกลจากที่นี้"

          พญาครุฑพอได้ฟังแล้วสะดุ้งจึงถามเป็นนัยว่า "ท่านข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง ๗ แห่งไปได้อย่างไร ท่านขึ้นวิมานฉิมพลีได้อย่างไร" นฏกุเวรจึงตอบว่า "เราข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง ๗ แห่งได้ก็เพราะท่าน ขึ้นวิมานฉิมพลีได้ก็เพราะท่านนั้นแหละ"

          พญาครุฑพอได้ทราบความจริงแล้ว ก็กล่าวติเตียนตนด้วยความเสียใจว่า "ช่างน่าติเตียนเสียนี่กระไร เรามีร่างกายใหญ่โตเสียเปล่าไม่มีความคิด จึงเป็นพาหนะให้ชายชู้ของเมียทั้งไปและกลับ น่าเจ็บใจจริง ๆ" กล่าวจบก็คืนร่างเป็นพญาครุฑไปนำพระนางกากาติมาคืนพระราชาแล้วไม่หวนคืนกลับมาเล่นสกากับมนุษย์อีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่มีใครจะเก็บรักษาสตรีไว้ได้นอกจากสตรีนั้นจะรักษาตนเอง

ที่มา ธรรมไทย


 นานมาแล้ว เจ้าเมืองพาราณสี มีราชโอรส 7 องค์ องค์ใหญ่มีนามว่า ปทุม ครั้งนั้นเจ้าเมืองพาราณสีได้รับสั่งเรียกราชโอรสทั้ง 7 มาเข้าเฝ้าแล้วกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยากจะเดาได้นัก อันตรายอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแก่พวกเจ้าทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเจ้าจงเข้าไปอยู่ในป่าก่อน เมื่อพ่อสวรรคตแล้วค่อยกลับมายังวัง รับเอาราชสมบัติเถิด”

พระโอรสทั้ง 7 แม้บางองค์จะไม่เข้าใจดีนักในคำที่บิดากล่าว แต่ก็ต้องอำลาจากเมืองเกิดของตนเข้าป่าพร้อมด้วยภรรยาทั้ง 7 นาง

เมื่อเข้าป่าได้ไม่นานเกิดความแห้งแล้งหาผลไม้ยากเต็มที แม้สัตว์ป่า ปลาในนทีก็ยากแท้จะเห็น ด้วยความหิวโหยโอรสทั้ง 7 จึงฆ่าภรรยาของตนกิน ตั้งแต่ภรรยาของโอรสองค์เล็ก จนถึงภรรยาของโอรสองค์ที่ 6 เมื่อไม่มีใครแล้ว ทุกคนจึงมองมาที่ภรรยาของโอรสองค์ใหญ่

ด้วยความรักที่มีต่อภรรยาคนนี้อย่างสุดกำลัง พระองค์จึงพาภรรยาหนีไปอย่างสุดชีวิต ทุกก้าวย่างต้องผ่านป่า ผ่านหนามเหยียบย่ำจนเท้านองด้วยเลือด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยห่างไกลจากน้องๆ ทั้ง 6 แล้ว พระองค์จึงนั่งพักลงพร้อมกับภรรยาแสนรัก

นางเหนื่อยมากจนสุดกำลัง ด้วยไม่เคยตกระกำลำบากเช่นนี้มาก่อน “ท่านพี่ข้าหิวน้ำเหลือเกิน” นางเผยปากอันซีดเซียวขึ้นขณะนั่งพักใต้ร่มไม้

ปทุมกุมาร แลซ้ายหันขวา วิ่งไปดูข้างหน้า หรือเดินหาแถวนั้น ก็ไม่พบแม่น้ำ หรือบ่อน้ำที่จะพอหาให้นางดื่มกินดับกระหายด้วย ความรักที่เกิดขึ้นจากดวงใจแท้ๆ ย่อมสามารถทำได้แม้จะเจ็บปวดเพียงใด พระองค์เอาดาบที่พกมาด้วยกรีดลงที่ท่อนแขน ใช้ใบไม้รองแล้วค่อยๆ เอาไปให้นางกินแก้กระหาย

นางก็ดื่มทั้งที่หลับตา จากนั้นปทุมกุการก็ได้อุ้มภรรยาซึ่งเหนื่อยล้าจนเดินไม่ได้ไปตามทาง จนในที่สุดก็พบแม่น้ำแห่งหนึ่ง ชื่อว่าแม่น้ำโคธา พระองค์กับภรรยาจึงได้ใช้เป็นที่อาศัย สร้างกระท่อมอยู่ตรงนั้นกันมา

วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์กับภรรยานั่งสนทนากันอยู่บนกระท่อมนั้น ก็มีแพเล็กๆ ลอยมาตามแม่น้ำ บนแพนั้นปรากฏว่าเป็นคนซึ่งนอนร้องคร่ำครวญอย่างทุกข์ทรมาน เมื่อดึงแพมาเทียบฝั่งแล้วก็ปรากฏว่าเป็นโจรซึ่งถูกลงโทษสถานหนัก ถูกจับตัดแขนขา แล้วปล่อยให้ลอยมาตามยถาบนแพ แม้จะถูกภรรยาคัดค้านประการใด พระองค์ก็ไม่ฟัง ด้วยความเมตตาที่มีอยู่ในจิตใจ จึงได้ช่วยโจรพิการนั้น นำขึ้นบนกระท่อมเลี้ยงดู ให้อาหารอย่างอาทร

ทุกวันพระองค์จะเข้าป่าเพื่อหาอาหารมาเลี้ยง 3 ชีวิต คือ ภรรยา โจรพิการ และตัวพระองค์เอง ทิ้งโจรพิการกับภรรยาอยู่บ้านเพียงสองคน เมื่อโจรพิการ และภรรยาอยู่ด้วยกันนานเข้า ทั้งสองจึงเกิดความรัก และได้นอกใจปทุมกุมาร

ทั้งสอง คือโจรพิการ และภรรยาของปทุมกุมารจึงคิดกันว่า จะฆ่าปทุมกุมารเสีย เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ทั้งสองเห็นชอบด้วยอุบายนั้น

วันหนึ่ง เมื่อปทุมกุมารนั่งคุยกับภรรยานั้น นางได้พูดขึ้นว่า “ท่านพี่ เมื่อวานที่ฉันกับพี่ได้หนีตายไปตามป่าเขานั้น ฉันได้บนบานกับเจ้าป่าไว้ บัดนี้เรารอดชีวิตด้วยการบนบานนั้น เราควรจะไปทำการแก้บนเถิด” “ เธอได้บนอะไรไว้หรือ ?” ปทุมกุมารถาม

“ฉันบนไว้ว่าจะไปรำถวายที่ยอดเขา” เมื่อเห็นพ้องต้องกันตามอุบายของนางว่าจะต้องแก้บน ปทุมกุมารก็พานางออกเดินทางขึ้นไปยังยอดเขานั้น เพื่อที่จะรำถวายแก้บนตามคำของนาง ขณะที่นางกำลังรำแก้บนนั้น ปทุมกุมารได้นั่งอยู่ริมหน้าผา แต่พอเผลอนางภรรยาใจหยาบช้าก็ผลักให้ตกลงร่วงมาทันที จากนั้นนางก็กลับไปอยู่กับโจรพิการผู้เป็นชู้

ส่วนปทุมกุมาร ด้วยบุญที่ได้ทำมา และจิตใจที่เมตตาทุกนาที จึงตกมายังพุ่มไม้ต้นมะเดื่อไม่ทันถึงภาคพื้น ทำให้รอดตายราวปาฏิหาริย์ พระองค์ได้เก็บลูกมะเดื่อกินเพื่อยังชีพ ครั้งนั้นเอง มียักษ์ใหญ่ตัวหนึ่ง เห็นปทุมกุมารตกลงจากเขามีร่างกายไม่แข็งแรงจึงให้ขึ้นหลัง แล้วนำพามาส่งยังเขตแดนของเมือง พอดีกับครั้งนั้น พระบิดาสวรรคตลง พระองค์จึงเข้าไปรับราชสมบัติเป็นพระราชาครองกรุงพาราณสีต่อไป หลังจากครองเป็นเจ้าเมืองแล้ว ก็รับสั่งให้สร้างโรงทาน ให้ทานแด่คนยากจากทุกสารทิศ

ส่วนภรรยากับโจรพิการนั้น หลังจากสิ้นปทุมกุมาร ก็ไม่มีใครออกไปหาอาหาร ทำให้อดยากปากแห้ง ต้องออกเดินทางจากป่าเขามุ่งสู่เมืองใหญ่ เมื่อถึงเมืองใหญ่ก็ไม่มีการงานทำ ต้องตะเวนขอทานตามบ้านผู้คน โดยเอาโจรพิการใส่ตระกร้าแบกไปตามเมือง พอรู้ข่าวว่าเขาให้ทานกันที่หัวเมือง จึงไปเพื่อจะรับทานบ้าง

ครั้งนั้น ปทุมกุมารได้ออกมาตรวจโรงทานพอดี ได้เห็นอดีตภรรยา กับเจ้าโจรใจหยาบช้า ก็จำได้ จึงให้อำมาตย์เรียกมา ทีแรกพระองค์ตั้งใจจะเอาดาบฟันเสียให้ตายทั้งคู่ แต่ด้วยพระองค์มีสติจึงระงับไว้ แต่ได้รับสั่งให้เสนาอำมาตย์เอาตระกร้าที่ใส่โจรพิการนั้นผูกไว้บนหัวของนาง มัดให้แน่น ให้อาหารไปนิดหน่อยแล้ว ขับไล่เสียจากพระนครของพระองค์

คนใจหยาบช้าไม่รู้คุณคน บั้นท้ายแห่งชีวิตนั้น มักจะได้รับแต่ความลำบาก และยังถูกคนดูหมิ่นอีกมากมาย

 

          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภหญิงนักดื่มสุรา ๕๐๐ คน ผู้เป็นสหายของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยของพระเจ้าพรหมทัตครองเมืองพาราณสี มีนายพรานป่าคนหนึ่งชื่อสุระ ได้เข้าป่าเพื่อหาของป่าค้าขาย มีต้นไม้ต้นหนึ่งลำต้นตรงสูงขนาดเท่าคนยืน มี ๓ คาคบ ตรงกลางมีโพรงขนาดเท่าตุ่มน้ำ เมื่อฝนตกน้ำก็จะขังเต็มเปี่ยม ลูกสมอ มะขามป้อม และพริกไทยที่ขึ้นอยู่รอบข้างต้นไม้นั้น ก็จะหล่นไปหมักอยู่ในน้ำนั้น และที่ใกล้ ๆ ต้นไม้นั้นมีข้าวสาลีเกิดเองอยู่เมื่อนกคาบรวงข้าวสาลีบินไปจับกินอยู่บนต้นไม้น้น เมล็ดข้าวสาลีก็หล่นลงไปในน้ำนั้น

          เมื่อย่างเข้าฤดูร้อน ฝูงนกกระหายน้ำก็จะบินมากินน้ำที่ต้นไม้นั้น ก็มึนเมาพลัดตกลงไปที่โคนต้นไม้นั้น ม่อยหลับไปสักครู่หนึ่งก็บินขึ้นไปได้ ฝูงลิงก็เช่นกัน วันหนึ่งนายพรานสุระไปพบเห็นสิ่งแปลกประหลาดนั้นเข้า ก็คิดแปลกใจว่า "แปลกจริงหนอ..ถ้าน้ำนี้มีพิษ พวกสัตว์เหล่านี้คงตายไปแล้วละ แต่นี่มันร่วงลงมานอนสักครู่หนึ่งแล้วก็เดินหนีไปได้ น้ำนี่คงไม่มีพิษอะไร "จึงลองดื่มดูเกิดอาการมึนเมาแล้วอยากจะกินเนื้อสัตว์ จึงก่อไฟปิ้งนกที่ร่วงลงมาพื้นดินนั้นกิน มือหนึ่งฟ้อนรำ มือหนึ่งถือปิ้งนกกัดกินเขาเป็นอยู่อย่างนี้ถึง ๒ วัน จึงออกเดินหาของป่าโดยไม่ลืมตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่นำไปดื่มด้วย

          ในที่ไม่ไกลจากนั้น มีดาบสชื่อวรุณะบำเพ็ญพรตอยู่ นายพรานสุระเมื่อเดินหาของป่าไปพบเห็นดาบสนั้นเข้า จึงชวนให้มาดื่มน้ำที่เขาใส่กระบอกไม่ไผ่ไปด้วยนั้น คนทั้งสองจึงดื่มน้ำนั้นกับเนื้อย่างร่วมกัน เพราะเหตุนั้นน้ำนั้นเขาจึงเรียกว่าสุราบ้าง วรุณีบ้าง ตามชื่อของพรานและดาบสนั้น

          เมื่อดื่มน้ำนั้นด้วยกัน คนทั้งสองจึงเกิดความคิดในการประกอบอาชีพได้อย่างหนึ่ง พากันตักน้ำใส่กระบอกไม่ไผ่แล้วหาบเข้าเมืองไปถวายพระราชา พระราชาเสวยแล้วเกิดติดใจในรสชาติจึงรับสั่งให้คนทั้งสองนำมาถวายอีก พร้อมกับประทานรางวัลให้พวกเขาทั้งสองไปนำน้ำนั้นมาถวายพระราชาอีก เมื่อหมดก็รับสั่งให้ไปนำมาถวายอีก ในระหว่างทางคนทั้งสองจึงปรึกษากันว่า "พวกเราไม่สามารถจะเทียวมาเทียวไปได้ตลอดปี หาทางปรุงสุราขึ้นเองในเมืองจะดีกว่า" จึงจดจำสิ่งประกอบในน้ำนั้นแล้ว นำมาปรุงในเมืองถวายพระราชา และขายให้แก่ประชาชนทั่วไป ชาวเมืองพากันดื่มสุราจนมัวเมาไม่ประกอบอาชีพ เลยยากจนเข็ญใจไปตามๆ กัน ไม่นานเมืองนั้นก็เป็นเหมือนเมืองร้าง มีแต่นักเลงสุราไม่มีคนทำมาหากินอะไร

          คนทั้งสองเมื่อเห็นว่าไม่มีใครจะมีกำลังทรัพย์พอจะซื้อสุราได้แล้ว จึงหนีไปอยู่เมืองพาราณสี ไม่นานเมืองพาราณสีก็เป็นเช่นกันกับเมืองร้าง จึงหนึไปอยู่เมืองสาวัตถี ในสมัยนั้นพระเจ้าสัพพมิตต์ปกครองเมือง พระองค์ได้ทำการต้อนรับคนทั้งสองเป็นอย่างดี และให้ทำการปรุงสุรามาถวาย ขณะเดียวกันก็ส่งทหารสอดแนมไปสังเกตดูพฤติกรรมของคนทั้งสอง

          นายพรานสุระและวรุณดาบส ทำการปรุงสุราจำนวน ๕๐๐ ตุ่มตั้งไว้เกรงว่าหนูจะมาลงตุ่ม จึงฝึกแมว ๕๐๐ ตัวไว้ข้างตุ่มนั้นเมื่อแมวหิวจึงพากันดื่มน้ำนั้นมึนเมาเหลับไป พวกหนูมาแทะหู จมูกและหางแมวก็ไม่ตื่น ขณะนั้นพวกทหารสอดแนมที่พระราชาส่งมาเฝ้าดูคนทั้งสองเห็นแมวนอนตายหมด จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ

          พระเจ้าสัพพมิตต์เห็นว่าคนทั้งสองปรุงยาพิษหวังจะลอบปลงพระชนม์จึงมีรับสั่งให้นำไปประหารชีวิต แม้คนทั้งสองจะทูลให้ทราบว่าเป็นสุรารสอร่อยก็ไม่ทรงเชื่อฟัง เมื่อประหารชีวิตคนทั้งสองแล้ว จึงรับสั่งให้ทำลายตุ่มเหล่านั้นเสีย พวกทหารจะไปทำลายตุ่มสุรา เห็นแมวกลับมีชีวิตคืนมาเหมือนเดิมจึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ พระราชาจึงรับสั่งให้จัดเตรียมสุราขึ้นมาถวายเพื่อจะทดลองดื่มดู

          ในขณะที่พระราชาจะดื่มสุรานั้นเอง ท้าวสักกะเห็นความพินาศจักมีแก่ชาวเมืองสาวัตถี จึงแปลงร่างเป็นพราหมณ์มือหนึ่งถือหม้อสุรา เหาะมายืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระราชาร้องขายหม้ออยู่

          พระราชาตรัสถามว่า "ท่านเป็นใครมาร้องขายหม้ออยู่กลางอากาศเช่นนี้ หม้อท่านใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง"
          พราหมณ์ตอบว่า "ขอเดชะ หม้อใบนี้มิใช่หม้อน้ำผึ้งเป็นหม้อที่มีโทษมาก กล่าวคือผู้ใดดื่มน้ำในหม้อนี้แล้วเดินโซซัดโซเซ ตกหลุมตกบ่อ ไม่มีกฎเกณฑ์ในใจ เทียวหยำเปไป ฟ้อนรำ ขับร้องได้ เดินแก้ผ้าเปลือยกายตามถนนก็ได้ นอนตื่นสาย พูดคำที่ไม่ควรพูด กินอาหารที่เหลือเดนสุนัขได้ นอนจมอยู่ในอาเจียนของตน มีตาขวาง เข้าใจว่าบ้านเมืองเป็นของเราผู้เดียว ทะเลาะวิวาท เสียทรัพย์สินเงินทอง ไร่นา ด่ามารดาบิดาได้ ฆ่าสมณชีพราหมณ์ได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้เสียเถิด น้ำในหม้อใบนี้ ก็เป็นสุราเช่นเดียวกัน ถ้าประสงค์จกเห็นความพินาศของตนเองและบ้านเมืองแล้ว จงดื่มเถิด"
          พระราชา "พราหมณ์..ท่านมิใช่มารดาบิดาของเรายังหวังดีแก่เราปานนี้ ขอมอบบ้านเก็บภาษี ๕ ตำบล ทาสี ๕๐๐ คนวัว ๗๐๐ ตัว รถม้าอาชาไนยอีก ๑๐ คัน แก่ท่าน ขอท่านจงเป็นอาจารย์แก่ข้าพเจ้าเถิด"
          พราหมณ์แสดงตนให้ทราบว่าเป็นท้าวสักกะแล้วให้โอวาทว่า " พระราชา..บ้าน ทาสี วัว และรถม้าอาชาไนยจงเป็นของท่านตามเดิมเถิดเราเป็นท้าวสักกะ ขอพระองค์จงตั้งอยู่ในธรรมอย่าประมาทเถิด" เมื่อประทานโอวาทแก่พระราชาแล้ว ท้าวสักกะก็เสด็จกลับยังสถานวิมานของพระองค์ทันที

          ฝ่ายพระราชาก็ไม่ดื่มสุรานั้น รับสั่งให้ทำลายทิ้งทั้งหมด สมาทานศีลบริจาคทานแล้วในที่สุดของชีวิตไปเกิดในสวรรค์ ส่วนการดื่มสุราก็มีมาในโลกมนุษย์ แต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

การดื่มสุราไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษฝ่ายเดียว ทำให้เสียทรัพย์เสียของรัก และทำให้ผู้คนประกอบกรรมชั่วได้ สาธุชนเมื่อทราบเช่นนี้แล้วมิควรดื่มสุราเลย

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

 

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภอุบาสกพ่อค้าผักผู้ลองใจลูกสาวคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ต้นไม้ในราวป่าแห่งหนึ่งใกล้เมืองพาราณสี สมัยนั้นมี พ่อค้าขายผักคนหนึ่ง มีธิดาสาวสวยอยู่คนหนึ่ง มีมารยาทความประพฤติเรียบร้อยดีมาก เสียอย่างเดียวที่ชอบหัวเราะหน้ารื่นอยู่เสมอ อยู่ต่อมาได้มีผู้มาสู่ขอนางไปเป็นลูกสะใภ้ พ่อค้าเกิดความไม่มั่นใจในตัวลูกสาว เกรงว่าจะไปสร้างความอับอายขายหน้าให้แก่สกุลเมื่อไปอยู่ในบ้านสามี เพราะเห็นหัวเราะหน้ารื่นอยู่เป็นประจำ จึงจะทดลองใจลูกสาว

วันหนึ่ง จึงชวนลูกสาวไปเก็บผักในป่าด้วย เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง จึงเข้าไปจับมือลูกสาวแล้วกล่าวถ้อยคำเล้าโลมทำที่จะโอบกอด

นางพอถูกพ่อจับมือและทำทีจะปล้ำเช่นนั้น ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นว่า "ยามเมื่อฉันมีทุกข์ ท่านผู้ใดเล่าเป็นที่พึ่ง ท่านผู้นั้นคือ บิดาของฉัน กำลังประทุษร้ายฉันในป่า ฉันจะร่ำร้องหาใครในกลางป่า ท่านผู้นั้นกลับทำกรรมอันสาหัสเสียเอง"

พ่อจึงพูดปลอบนางว่า "ลูกรัก พ่อจับมือเจ้าก็เพื่อจะทดลองใจเจ้าดู บอกพ่อซิลูกว่า เจ้ามีกุมาริกาธรรม (หิริโอตตัปปะ) แล้วหรือ" "ฉันมีแล้วจ๊ะพ่อ แม้แต่จะมองดูผู้ชายคนไหน ก็ไม่คิดอยากจะได้เลย" ลูกสาวตอบ พ่อค้าจึงทราบว่า ลูกสาวของตนเป็นผู้พร้อมที่จะมีครอบครัวได้แล้ว เมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็ยกลูกสาวให้แก่สกุลนั่นไป รุกขเทวดาที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นได้แต่ให้เสียงสาธุการ

 

มีลูกสาวดีเป็นศรีแก่บ้าน มีลูกสาวขี้คร้านอัปรีย์จัญไร

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

 

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่งที่สามารถเดินข้ามแม่น้ำอจิรวดีไปฟังธรรมได้ด้วยอำนาจคุณของศีล ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยพระพุทธเจ้านามว่า กัสสปะ ในวันหนึ่งมีอุบาสกคนหนึ่งซึ่งเป็นพระโสดาบัน ได้โดยสารเรือไปค้าขายต่างเมืองกับช่างตัดผมคนหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง ภรรยาของช่างตัดผมได้ฝากให้อุบาสกช่วยดูแลสามีของตนพร้อมกับสั่งว่า
     "ท่านเจ้าค่ะ ขอท่านได้ช่วยดูแลสามีดิฉันด้วยนะคะ สุขทุกข์ของสามี ดิฉันขอมอบให้เป็นภาระของท่านก็แล้วกัน"

เรือออกเดินทางไปได้ ๗ วัน ก็เจอพายุกระหน่ำจนเรืออับปางลงกับทะเลราวกับเรือไทนานิคล่ม ชายทั้ง ๒ ได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งลอยคอจนมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวนายช่างตัดผมได้ฆ่านกปิ้งกินและชวนอุบาสกกินด้วยกัน แต่อุบาสกไม่กินเพราะคิดว่า "สถานการณ์เช่นนี้ มีแต่พระรัตนตรัยเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งเราได้" จึงนั่งระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอยู่

ขณะนั้นพญานาคผู้บนเกาะนั้นได้เนรมิตร่างเป็นเรือลำใหญ่ มีเทวดาประจำทะเลเป็นต้นเรือ บรรทุกทรัพย์สินเงินทองเต็มลำ มีเสากระโดงทำด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือทำด้วยทองเชือกทำด้วยเงิน แล่นมาที่เกาะนั้น พร้อมประกาศว่า

     "มีใครจะไปด้วยไหม"
     อุบาสกร้องตอบว่า "ข้าพเจ้าจะไปด้วย"
     นายต้นเรือพูดว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านขึ้นมาเถอะครับ"

     อุบาสกจึงชวนนายช่างตัดผมขึ้นเรือไปด้วยกัน แต่นายต้นเรือร้องห้ามไว้ว่า "ขึ้นมาได้เฉพาะท่านคนเดียวเท่านั้น อีกคนหนึ่งขึ้นไม่ได้"
     อุบาสกถามว่า "ทำไมละท่าน"
     นายต้นเรือตอบว่า "เพราะคนนั้นไม่มีศีลจึงรับไปด้วยไม่ได้ เรือลำนี้รับเฉพาะคนมีศีลเท่านั้น"
     อุบาสกพูดว่า "เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอแบ่งให้ส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้รักษาศีลให้แก่เขาก็แล้วกัน"
     นายช่างตัดผมก็รับคำอนุโมทนาในบุญกุศลว่า "ข้าพเจ้าขออนุโมทนา"

เทวดาจึงนำชายทั้ง ๒ ขึ้นเรือแล้วนำไปส่งจนถึงฝั่งพร้อมทั้งมอบทรัพย์สมบัติให้อีกด้วย แล้วกล่าวให้โอวาทเป็นคาถาว่า

     "ดูเถิด นี่แหละผลของศรัทธา ศีล และจาคะ พญานาคแปลงตนเป็นเรือนำอุบาสกผู้มีศรัทธาไป บุคคลพึงคบหาสัตบุรุษเท่านั้น พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษนายช่างตัดผมจึงถึงความสวัสดี"

เมื่อกล่าวจบก็พาพญานาคกลับวิมานของตนไป

ผู้มีศีลตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

 

 


 

ในสมัยหนึ่ง พระเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารถภิกษุรูปหนึ่ง ผู้กระสันอยากสึกเพราะเห็นหญิงงามคนหนึ่ง ตรัสให้โอวาทว่า "ภิกษุ..ธรรมดามาตุคาม ใครๆ ก็รักษาไว้ไม่ได้ แม้เมื่อก่อนเขาวางยามประตูรักษาไว้ ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ เธอจะต้องการมาตุคามไปทำอะไร แม้ได้แล้วก็ไม่อาจจะรักษาเอาไว้ได้" แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกแขกเต้าชื่อ ราธะ มีน้องตัวหนึ่งชื่อ โปฏฐปาทะ อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง ในเมืองพาราณสี พราหมณ์และนางพราหมณีไม่มีลูกด้วยกัน จึงเลี้ยงดูนกแขกเต้าทั้งสองตัวเป็นเสมือนลูกชาย พราหมณ์มีอาชีพค้าขายจะเดินทางออกจากบ้านไปค้าขายยังต่างแดน เป็นเวลาหลายวันค่อยกลับมา ช่วงที่พราหมณ์ไม่อยู่บ้าน นางพราหมณีมักจะคบชู้สู่ชายอยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งก่อนออกเดินทางไปค้าขาย พราหมณ์ซึ่งพอจะทราบพฤติกรรมของภรรยาอยู่บ้างแต่ยังจับไม่ได้ จึงสั่งนกแขกเต้าสองพี่น้องว่า
     "ลูกรัก พ่อจะไปค้าขาย เจ้าทั้งสองคอยดูแลแม่ของเจ้านะ ว่าช่วงพ่อไม่อยู่นี้มีชายคนใดมาหาหรือไม่ ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน"

ว่าแล้วกก็ออกเดินทางไป นับตั้งแต่วันที่พราหมณ์ออกจากบ้านไป นางพราหมณีก็คบชายชู้ไม่ซ้ำหน้ากันทั้งกลางวันกลางคืน นกโปฏฐปาทะ เห็นดังนั้นจึงถามพี่ชายว่า
     "แม่เราเป็นเช่นนี้ เราจะว่าแกดีไหมพี่"
     นกราธะตอบว่า "อย่าเลยน้องมันจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตเราเสียเปล่า ๆ" แต่นกโกฎปาทะไม่เชื่อฟังคำพี่ชายได้พูดต่อว่านางพราหมณี เป็นเหตุให้นางพราหมณีโกรธมาก จับมาบิดคอขาดตายแล้วโยนใส่เตาไฟเผาทิ้งไป

หลายวันต่อมา พราหมณ์กลับมาถึงบ้านแล้วได้ถามนกราธะว่า
     "ลูกรัก พ่อเพิ่งกลับมาจากที่ค้างแรมเดี๋ยวนี้เอง น้องเจ้าไปไหนเสียแล้วละ ในช่วงที่พ่อไม่อยู่บ้านนี้แม่ของเจ้าไม่ไปคบหาชายอื่นดอกหรือ

นกราธะตอบเป็นคาถาว่า
     "ธรรมดาบัณฑิตไม่พูดคำที่เป็นจริงแต่ไม่ดี ขืนพูดไปจะพึงหมกไหม้ เหมือนนกแขกเต้าชื่อโปฏฐปาทะ หมกไหม้อยู่ในเตาไฟ"
กล่าวจบก็นิ่งเสียไม่เล่าอะไรให้พราหมณ์ฟัง

 

การพูดความจริงที่ไม่ดีในที่ไม่เหมาะสม มักนำโทษมาให้แก่ผู้พูดมากกว่าผลดี

 

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

 

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพราหมณ์เลือกลูกเขยคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า ...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในเมืองตักกสิลา มีพราหมณ์คนหนึ่งมีลูกสาว ๔ คน แต่ละคนมีรูปร่างสวยงามเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วไปในบรรดาชายหนุ่มที่มาจีบลูกสาวของพราหมณ์นั้นมีชายหนุ่ม ๔ คนที่เข้าตาของพราหมณ์ คือ คนที่ ๑ เป็นคนรูปหล่อ คนที่ ๒ มีอายุมากแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ คนที่ ๓ เป็นลูกชายเศรษฐีตระกูลดี คนที่ ๔ เป็นคนมีศีลธรรม

พราหมณ์คิดหนักใจว่าจะเลือกใครเป็นลูกเขยดี เพราะทั้ง ๔ คน ก็มีความดีแตกต่างกันไป เขาจึงตัดสินใจไปปรึกษาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ว่า "ท่านอาจารย์ครับ ผมมีเรื่องกลุ้มใจมาปรึกษาอาจารย์ คือมีชายหนุ่มอยู่ ๔ คน คือ ๑ คนรูปหล่อ ๒ คนอายุมาก ๓ คนมีชาติสูง ๔ คนมีศีล มาจีบลูกสาวผม ผมคิดไม่ตกว่าจะเลือกใครดี ถ้าอาจารย์เป็นผมจะเลือกเอาคนไหน"

พระโพธิสัตว์พูดตอบว่า "พราหมณ์..คนไม่มีศีลถึงมีรูปสมบัติก็น่าตำหนิ ดังนั้น รูปสมบัตินี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ถ้าฉันเป็นพราหมณ์นะ ฉันจะเลือกคนมีศีลเป็นลูกเขย" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

"ร่างกายก็มีประโยชน์ ข้าพเจ้าขอทำความนอบน้อมต่อท่านผู้เจริญวัย ชาติสูงก็มีประโยชน์ แต่ข้าพเจ้าชอบใจศีล"

พราหมณ์ฟังแล้วชอบใจ พอกลับไปถึงบ้านจึงตัดสินในยกลูกสาวทั้ง ๔ คน ให้แก่คนผู้มีศีลไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

 

ผู้มีศีลธรรมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

 

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันปั่นป่วนเพราะหญิงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสีมีพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ได้จุดไฟตั้งไว้ตั้งแต่วันลูกชายเกิดไม่ให้ดับเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว วันหนึ่ง มารดาเรียกลูกชายมาบอกว่า
      " ลูกรัก แม่ได้จุดไฟตั้งไว้ในวันที่ลูกเกิดเรื่อยมา ถ้าหากเจ้าประสงค์จะไปพรหมโลก จงเข้าป่าบูชาพระอัคนิเทพเจ้าเถิด ถ้าอยากจะครองเรือน จงไปเรียนศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ณ เมืองตักกสิลาเถิด "

ลูกชายตัดสินใจเดินทางไปเรียนที่เมืองตักกสิลาจนสำเร็จแล้วกลับมาบ้าน ส่วนมารดาไม่อยากจะให้ลูกชายครองเรือน อยากจะแสดงโทษของสตรีหวังให้ลูกชายออกบวช จึงส่งลูกชายให้กลับไปเรียนอสาตมนต์ที่สำนักของอาจารย์ ณ เมืองตักกสิลาอีก

ที่สำนักเรียนเมืองตักกสิลา อาจารย์มีมารดาผู้แก่ชรามีอายุได้ ๑๒๐ ปีอยู่คนหนึ่ง ท่านจะเป็นผู้ปรนนิบัติมารดาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนน้ำตลอดมา ผู้คนชาวเมืองจึงรังเกลียดท่าน ท่านจึงได้พามารดา เข้าไปอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นลูกศิษย์กลับมาหาอีกครั้ง อาจารย์ทราบว่า ต้องการจะมาเรียนอสาตมนต์ จึงเข้าใจเจตนาของมารดาของเขา

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อาจารย์จึงมอบหน้าที่ปรนนิบัติมารดาผู้ชราให้แก่ลูกศิษย์ไป พร้อมกับสั่งสอนว่า
      " เจ้าจงอาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนน้ำ มารดาของเรา ปรนนิบัติด้วยการนวดมือ เท้า ศีรษะและหลังของท่าน พร้อมกับพูดยกย่องคำหวานเป็นต้นว่า คุณแม่ครับ ถึงจะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ยังดูกระชุ่มกระชวยอยู่เลย สมัยเป็นสาวคุณแม่คงจะสวยสะคราญหาที่เปรียบไม่ได้ ถ้าหากมารดาของเราพูดอะไรกับเจ้า ต้องบอกให้เราทราบทั้งหมดห้ามปิดบัง เจ้าทำเช่นนี้ถึงจะได้อสาตมนต์ "

เขาได้ปรนนิบัติมารดาของอาจารย์เช่นนั้นตลอดมา จนนางคิดว่าหนุ่มน้อยคนนี้คงต้องการอภิรมย์กับเราเป็นแน่นอน วันหนึ่งนางจึงถามชายหนุ่มว่า
      " เธอต้องการฉันใช่ไหม "

เขารับคำว่า
      " ครับ แต่ผมเกรงกลัวอาจารย์ "

นางพูดว่า
      " ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงฆ่าลูกฉันเสียสิ "

เขากล่าวว่า
      " ผมเรียนหนังสือกับท่าน จะให้ฆ่าท่านได้อย่างไร "

นางพูดว่า
      " ถ้าหากเธอไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันจะฆ่าเขาเอง "

ธรรมดาหญิงส่วนมากไม่น่ายินดี มีลับลมคมใน ถึงจะแก่แล้วก็ยังมีกิเลสราคะถึงกับคิดจะฆ่าลูกชายตนเอง

ชายหนุ่มได้บอกเรื่องทุกอย่างแก่อาจารย์ อาจารย์จึงทราบว่ามารดาตนจะสิ้นชีวิตในวันนี้ จึงเรียกให้ลูกศิษย์ไปตัดต้นมะเดื่อมาทำเป็นรูปหุ่นเท่าตัวให้นอนในที่นอนคลุมผ้าทั่วร่าง ผูกราวเชือกไว้เสร็จแล้ว มอบขวานให้ลูกศิษย์นำไปมอบให้มารดา บอกว่าอาจารย์เข้านอนแล้ว

นางเดินไปตามราวเชือกแล้วเงื้อขวานจามลงบนหุ่นไม้นั้นหวังให้ตายคาที่ พอเกิดเสียงดังกึก จึงทราบว่าฟันถูกไม้ ทันใดนั้นเองลูกชายก็โผล่มาถามว่าแม่ทำอะไร นางทราบว่าถูกหลอกแล้ว จึงล้มลงสิ้นใจตาย ณ ที่นั้นนั่นเอง ความที่จริงถ้านางไม่เดินมาก็จะนอนตายที่ศาลาของตนเองอยู่แล้ว นางเดินมาด้วยอำนาจกิเลสตัณหา

อาจารย์ได้ทำการเผาศพมารดาแล้วเรียกลูกศิษย์มาสอนว่า
      " อสาตมนต์ไม่มีดอก ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเจ้าส่งเจ้ามาเพื่อให้รู้จักโทษของหญิง บัดนี้ เจ้าเห็นโทษของมารดาเราแล้ว พึงทราบว่า ผู้หญิงส่วนมากไม่รู้จักอิ่ม ชั่วช้า "

แล้วให้เขากลับบ้าน เมื่อชายหนุ่มกลับไปถึงบ้าน มารดาจึงถามว่า
      " บัดนี้เจ้าจักบวชหรือจะครองเรือน "

เขาได้ตัดสินใจออกบวชเพราะเห็นโทษของหญิง และได้กล่าวคาถาว่า
     
" ขึ้นชื่อว่า หญิงในโลกนี้ไม่นายินดี เพราะหญิงเหล่านั้นไม่มีขอบเขต
       มีแต่ความกำหนัด คะนอง เหมือนเปลวไฟไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง
       ข้าพเจ้า จักละทิ้งหญิงทั้งหลายเหล่านั้น ไปบวชเพิ่มพูนวิเวก "

เพื่อความชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นพึงทราบว่า
     
" หญิงเหล่านั้น ร้อยเล่ห์ หลอกลวง เป็นบ่อเกิดแห่งความโศก มีเชื้อโรค เป็นตัวอุบาทว์
       หยาบคาย ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ เป็นชะนวนแห่งความตาย เป็นนางบังเงา ชายใด
       วางใจในนาง ชายนั้น จัดเป็นคนเลวในฝูงคน "

ภรรยา ทาส ช้างสาร งูเห่า (คนไม่ดี) ไว้ใจไม่ได้

* เรื่องที่ ๑ ในอิตถีวรรค หน้า ๑๑๐-๑๑๘ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)