ศาสตราจารย์หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล หนึ่งในนักโบราณคดีชื่อดังของไทย อธิบายไว้ว่า "ตรีมูรติ" แปลว่า รูปสาม หมายถึง รูปสามองค์ของเทวะ หรือธรรมชาติที่ทรงอำนาจ คือ อัคนี (ไฟ) วายุ (ลม) และสุริยะ (ดวงอาทิตย์)
ตามความเชื่อ โลกต้องมีความร้อน เพื่อเผาไหม้สิ่งปฏิกูล ต้องมีลมหายใจและแสงสว่าง เพื่อดำเนินชีวิต หรือพูดอีกอย่าง ตรีมูรติ" ก็คือ พระเป็นเจ้า 3 พระองค์รวมกันเป็นหนึ่ง ได้แก่ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ กลายเป็นพระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์เดียว
พระพรหม พระศิวะ
ตำนาน "ตรีมูรติ" เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย ตามความเชื่อที่ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริงสมัยที่ชนชาวอารยันบุกเข้าไปในอินเดีย พร้อมกับนำ "ศาสนาพระเวท" เข้าไปเผยแผ่ผสมกับคติความเชื่อพื้นเมือง เพื่อใช้ในการครอบครองอินเดีย แม้ว่าศาสนาพระเวท ไม่เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเพียงว่ามีเทวดาหลายองค์ เชื่อว่าผู้ที่ตายแล้วจะไปรวมกันในสถานที่มีพระยมเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย ต่อมาเมื่อความเชื่อผสมปนเป จึงเกิดเป็น "ศาสนาพราหมณ์"
พระนารายณ์ พระตรีมูรติ
ม.จ.สุภัทรดิศ อธิบายว่า เดิมศาสนาพราหมณ์มีเทวดาองค์เดียว ไม่ได้เป็นพระพรหม แต่เรียกว่า "พรหมมัน" หรือประชาบดี คล้ายกับเป็นเทวะผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ ในยุคที่ ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง เชื่อกันว่า สิ่งที่มนุษย์ปรารถนา คือ ความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาพราหมณ์จึงพัฒนาขึ้นใหม่กลายเป็น "พราหมณ์ยุคใหม่" หรือศาสนาฮินดูเกิดมีเทวดาที่สำคัญขึ้น 3 พระองค์ คือ พระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์
พระพรหม คือ ผู้สร้างโลก พระวิษณุหรือนารายณ์ คือผู้บำรุงรักษาโลก และ พระศิวะหรืออิศวร คือผู้ทำลาย หมายถึง การทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่พร้อมกัน เมื่อนำคติความเชื่อเหล่านี้รวมกัน จึงกลายเป็น "ตรีมูรติ"
ถ้าจะพูดถึงที่มาของการกำเนิด “พระตรีมูรติ” อาจกล่าวได้ว่ามีด้วยกันหลายตำนาน กำเนิดของ“พระตรีมูรติ” มีแหล่งที่มาที่แตกต่างกันในรายละเอียด ในความแตกต่างกันนั้นแสดงถึงวันเวลาที่จารึกตำนานที่มีความเชื่อกันในแต่ละยุค ไม่เหมือนกันโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับลัทธิที่นับถือ “พระทัตตาเตรยะ” (ตรีมูรติ) มีการบูชา “พระตรีมูรติ” โดยทั่วไป นิยมสร้างรูปปั้นหรือรูปหล่อ เป็นการแสดงออกทางรูปธรรมที่ประชาชนทั่วไปมีต่อสิ่งสูงสุด ทั้งนี้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าหากบูชา “พระตรีมูรติ” จะมีความหมายที่แสดงถึง ความอุดมสมบูรณ์ทั้งในชีวิต ความรัก และการงาน เทพทัตตาเตรยะเป็นอวตารของมหาวิษณุ (พระนารายณ์) มีฤาษีอัตริเป็นบิดาและนางอนุสูยาเป็นมารดา เรื่องที่กล่าวไว้ในพฺรหมณฺฑปุราณอัธยายที่ ๑๙ ถึง ๔๐ มีดังนี้...
มีฤาษีตนหนึ่งชื่อ อณิมาณฺฑวฺย (อะ-นิ-มาน-ดับ-วยะ) ขณะที่ฤาษีตนนี้นั่งสมาธิอยู่ โจรกลุ่มหนึ่งได้หนีเจ้าหน้าที่ผ่านมาทางนั้น ตำรวจหลวงที่ติดตามโจรได้สอบถามถึงโจรกับฤาษี ฤาษีอยู่ในสมาธิจึงไม่ยอมปริปากใด ๆ ตำรวจหลวงเข้าใจว่าฤาษีนั่นเองเป็นโจร จึงจับมัดมือมัดเท้านำไปเฝ้าพระราชา พระราชาทรงตัดสินประหารชีวิตฤาษีโดยใช้วิธีเสียบด้วยตรีศูล เจ้าหน้าที่ได้ทำตามนั้น และนำฤาษีที่ถูกเสียบแต่ยังไม่ตายไปปักไว้บนยอดเขา
ในระหว่างนั้น นางศีลวตีซึ่งเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อสามีอย่างยิ่ง เดินทางผ่านมาทางนั้น โดยให้สามีชื่อ อุครศรวัส (อุค-คระ-คระ-วัส) ขี่คอ เพื่อไปยังบ้านของหญิงแพศยา ขณะที่ฝนตกทำให้ทางเดินลำบากอุครศรวัสได้ด่าทอฤาษีหาว่าเป็นตัวการทำให้ฝนตก ฤาษีโกระจึงสาปให้ศีรษะของอุครศรวัสแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ศีลวตีได้ยินคำสาป นางมีความซื่อสัตย์ต่อสามีมาก จึงตั้งจิตอธิษฐานไม่ให้พระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งคำอธิษฐานก็ได้ผล
เมื่อพระอาทิตย์ไม่ขึ้น ทำให้เดือดร้อนไปทั่วจักรวาลรวมถึงเทวดา เทวดาพากันไปเฝ้า พระพรหมพระพรหมช่วยอะไรไม่ได้ จึงพากันไปเฝ้าพระศิวะ พระศิวะก็ช่วยอะไรไม่ได้จึงพากันไปเฝ้าพระมหาวิษณุ พระตรีมูรติ (พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ) จึงพากันไป หานางอนุสูยาเพื่อให้นางขอร้องศีลวตี ถอนคำอธิษฐาน นางอนุสูยา และเทพตรีมุรติ จึงไปพบนางศีลวตี และขอร้องให้นางถอนคำอธิษฐาน นางก็ยอมตามที่ขอ และเทพตรีมูรติได้ให้คำมั่นสัญญาว่า อุครศรวัส จะไม่ตาย เทพตรีมูรติยินดีในความสำเร็จจึงให้นางอนุสูยาขอพร นางจึงขอขอพรให้เทพทั้งสามมาเกิดเป็นลูกของนาง เทพตรีมูรติ จึงให้พรตามที่ขอ พระวิษณุจึงเกิดจากนางเป็น พระทัตตาเตรยะ พระศิวะเป็น ทุรวาสัส และพระพรหมเป็นพระจันทร์ พระทัตตาเตรยะ บำเพ็ญตบะตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และได้เป็นฤาษีทัตตาเตรยะ
หากมองตามความหมายทางธรรม ความเชื่อในศาสนาฮินดูแล้ว การบูชา “พระตรีมูรติ” คือ การที่บุคคลนั้นกำลังบูชาเพื่อรับรู้ และเข้าถึงสภาวธรรมทั้งสามอันได้แก่ การสร้าง การ ดำรงอยู่ และแตกสลายไปของสิ่งทั้งปวง (ไตรลักษณ์ : ทุกขํ อนิจฺจํ อนตฺตา) แต่เดิม ความเชื่อในยุคต้นของพระตรีมูรติแบ่งได้มาตั้งแต่ยุคพระเวทตอนต้น ยุคพระเวทตอนปลายและตรีมูรติ ในศาสนาฮินดูยุคใหม่ ซึ่งความเชื่อที่ส่งผ่านมาในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนากันต่อเนื่องตามลำดับ
ความศรัทธาใน "ตรีมูรติ" ได้สืบทอดผ่านยุคผ่านสมัย ทั้งในอินเดีย เขมร พม่า ลาวและไทย เทพตรีมูรติ มีเศียรกลางเป็นพรหม เศียรขวาและองค์เป็นวิษณุ เศียรซ้ายและยอดเป็นศิวะ ได้รับการเทิดทูนจนกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ ของการประทานความรัก และความสมหวังให้มวลมนุษย์ผู้โหยหาความรักไปแล้วในปัจจุบัน
บทสรรเสริญพระตรีมูรติ
พาลารกปรภมินทรนีลชฎิล ภสมางคราโคชวลศานต นทวิลีนจิตตปวน ศารทูลจรมามพรม พรหมชไชญะ สนกาทิภิะ ปริวฤต สิทไธะ สมาราธิตม อาเตรย สมุปาสมเห หฤทิมุท เธยย สทา โยคิภิะ
บทสวดขอพรพระตรีมูรติ
สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ข้าพเจ้า
นาย,นาง............................( บอกชื่อ นามสกุล และที่อยู่ )
กราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย ผู้ปฎิบัติดี ผู้ปฎิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ามากราบเบื้องบาทแด่พระองค์ท่านแล้ว จึงขอพรจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ บัดนี้ ( .....ขอพร..... )
เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้าตุมหากัง และจงบังเกิดแด่ผู้คุ้มครองข้าพเจ้าฑีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติภยันจะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ อุบัติอันตรายยัญจะ อัยยัญติกะอันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ
( พระตรีมูรติ )
วิธีการบูชา
ธูปแดง ๙ ดอก, เทียนแดง, ดอกกุหลาบแดง และ ผลไม้
ขอให้ท่านตั้งจิตเป็นกุศล และขอพรจากองค์พระตรีมูรติในเรื่องที่ดีงาม ถูกต้องตามทำนองครองธรรม พรนั้นก็จะสัมฤทธิ์ผลตามต้องการ
ที่มา : http://www.thaitv3.com/sodsamosorn/sodsamosorn_korbok-1.php