“เหนื่อยว่ะ”         พฤหัสบ่นดังๆพลางปาดเหงื่อ ก้าวเท้าเดินออกจากสนามแบดมินตันพร้อมกับเพื่อน ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างเขากับอีกฝ่ายคือฝ่ายนั้นไม่ได้มีท่าทีอิดโรยสักนิด ผู้ชนะมักจะเป็นอย่างนี้เอง เหมือนมีพลังพิเศษประจุแน่นไปทุกรูขุมขน ก้าวย่างเป็นสง่าน่าอิจฉาและชวนให้เกิดความหมั่นไส้เป็นที่สุด เดินตามหลังแล้วอยากถีบให้หมดสง่าดูสักทีวันนี้เขาดวงตกอย่างน่าแปลกใจ กำลังตบอย่างเมามันดันติดเน็ตง่ายๆ ก็มี โดนเพื่อนหลอกหยอดนิดหน่อยแล้วหลงกลก็มี นี่ยังไม่นับการเสิร์ฟลูกเสียเองบ่อยๆ น่าโมโหอย่าบอกใครผู้แพ้มักขี้บ่น เกมจบอารมณ์ไม่จบตาม พฤหัสกระแทกเสียงสวดเพื่อนทันทีที่มานั่งดื่มน้ำด้วยกันข้างสนาม“ทำไมเสือกชวนเล่นแต่วันวะเนี่ย? เดี๋ยวก็ไม่ต้องทำอะไรกัน”คู่แข่งผู้เงียบขรึมใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อก่อนตอบด้วยยิ้มเย็น“เล่นดึกเดี๋ยวนอนไม่หลับ อีกอย่างเล่นช่วงนี้ไม่ต้องแย่งสนามกับใคร”เป็นความจริงที่ถ้าเล่นกีฬาเช่นแบดมินตันในช่วงกลางคืน แม้เหนื่อยอ่อนเพียงใดร่างกายก็ตื่นตัว นอนกันไม่ค่อยลง พฤหัสส่ายหน้าดิกพลางบ่นอุบ“ทีหลังกูไม่มาแต่วันกะมึงหรอก ไอ้เวร!จองฤกษ์ยังคงยิ้มสงบ ไม่ถือสาหาความอย่างรู้จังหวะอารมณ์พาลของผู้ปราชัย“โอเค เอาไว้กูจะชวนเฉพาะเวลาที่มึงมือขึ้น”พฤหัสคอแข็งไปนิดหนึ่ง เพราะฟังน้ำเสียงแฝงแววหยันนั้นออก ความจริงเขารู้สึกอยู่ว่าหลายเดือนที่ผ่านมาจองฤกษ์พัฒนาทักษะไปไกลขึ้นมาก ไม่ทราบว่าเจ้าเพื่อนยากไปฝึกความว่องไวในการเคลื่อนตัวและความรุนแรงในการตบลูกมาจากไหน แถมรังสีอำมหิตของผู้กำชัยที่มีความเชื่อมั่นสูงส่งจนข่มขวัญเขาได้นั่นอีก สงสัยนักว่าเพื่อนไปเติมพลังประหลาดชนิดนั้นมาจากไหนมากมายเหลือเกิน“ไม่ช่าย…” เด็กหนุ่มลากเสียงหนีบ รู้สึกว่าตัวถูกบีบให้เล็กลง ผู้แพ้พูดอย่างไรก็ฟังบ้อท่าไปหมด “จะไปเลือกได้ยังไงวะ ให้มึงชวนเฉพาะวันมือขึ้น แต่บ่ายสองยังร้อนจะตายชัก ทีหลังรู้จักรอให้มันเย็นๆหน่อย”จองฤกษ์หัวเราะหึๆ ก้มหน้าสางผมเผ้าที่ชื้นเหงื่อของตนโดยไม่โต้ตอบอะไร ขณะนั้นเองสองหญิงต่างวัยเดินเข้ามาในเขตสนามเพื่อแทนที่สองหนุ่ม ภาพที่เห็นทำให้พฤหัสตาตื่น ลืมเรื่องขุ่นใจชั่วคราว“เฮ้ย! เด็กหนุ่มอุทานไม่ดังนัก พอได้ยินถึงหูเพื่อน “บังเอิญจริง เจอแม่ลูกคู่นี้อีกแล้วจองฤกษ์เงยหน้าขึ้นชำเลือง เห็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักก็จำได้ว่าเพิ่งเจอกันคราวก่อน แล้วก็เคยชายตามาสบกับพฤหัสแบบปิ๊งๆกันอยู่ นับเป็นความบังเอิญยิ่งที่ได้เจอกันอีก

          “สงสัยเนื้อคู่ของมึงมั้ง”

เขาออกความเห็นแบบทีเล่นทีจริง“กูก็ว่าน่าจะเป็นไปได้!พฤหัสเออออห่อหมกหน้าตาเฉย จ้องหญิงผู้น่ารักตาค้างด้วยความอยากรู้ว่าแม่นางมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร“เสียดายเอวหนาไปนิด”จองฤกษ์วิจารณ์ยิ้มๆ แต่พฤหัสมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแค่การปล่อยเนื้อปล่อยตัวชั่วคราว“เฮ่ย! พออยู่ในคอนโทรลแล้วสั่งลดด้าย”เด็กหนุ่มโต้พลางคิดค่อนขอดอยู่ในใจ อย่างเพื่อนเขานี้ประเภทมีตาหามีแววไม่ ไม่รู้หรอกว่าหน้าสวยๆกับอกเด้งๆในสนามแบดนี่ควรให้กี่ดาว มัวแต่ไปตั้งข้อสังเกตในจุดที่ไม่จำเป็นต้องถือสาให้ป่วยการสองแม่ลูกเริ่มเล่น และท่าทางฝ่ายลูกสาวก็กรี๊ดกร๊าดเป็นพิเศษ โดนคุณแม่หยอดนิดหยอดหน่อยหรือตบไปไกลบ้างก็อุ๊ย! ว้าย! อ๊าย! บางทีทำหน้าสงสัยโลก หรือไม่ก็หัวร่อเอิ๊กอ๊ากอย่างไม่มีเหตุผลบ่อยๆ เห็นได้ชัดว่าสายตาเฝ้าชมการเล่นของสองหนุ่มข้างสนามมีอิทธิพลต่อจิตใจเด็กสาวมิใช่น้อยอันที่จริงการเฝ้าชมคนอื่นเล่นเป็นเรื่องปกติของกีฬาทุกประเภท แต่จ้องเอาๆราวกับเสือใหญ่เตรียมตะครุบนางกวางอย่างนี้ ก็แน่นอนว่าย่อมก่อความวอกแวกให้กับอีกฝ่ายเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางกวางก็มีใจอยากให้ตะครุบอยู่ด้วย!         จองฤกษ์เคยเห็นอิทธิฤทธิ์แห่งใบหน้าอาบเสน่ห์ของเพื่อนมาหลายครั้งหลายหน จนต้องยอมรับโดยดีว่าเจ้าเพื่อนคนนี้เกิดมาเพื่อทำให้สาวแก่แม่ม่ายหมดความยับยั้งชั่งใจทางเพศโดยเฉพาะ เพียงการปรากฏตัวของพฤหัสก็เป็นแม่เหล็กทรงพลังพอจะดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้ไขว้เขวจากกิจกรรมที่ทำอยู่ทุกชนิดได้แล้ว“มึงนี่หล่อแบบไม่ต้องพึ่งคุณไสยฯเลยนะ”พฤหัสยืดอกอย่างปลาบปลื้มที่เพื่อนพูดเหมือนยอมรับในความเป็นคนเจ้าเสน่ห์ของตน นับว่าชดเชยความพ่ายแพ้ลุ่ยหูเมื่อครู่ได้เยอะ แม้ไม่โชคดีคงเส้นคงวาในเกมกีฬา ก็จัดว่าโชคดีในเกมรักตลอดกาล“พึ่งคุณไสยฯทำไม แค่ความเชื่อมั่นอย่างเดียวก็เอาอยู่แล้ว ความเชื่อมั่นของผู้ชายนั่นแหละคลื่นรบกวนจิตใจสาวๆที่แรงที่สุดในโลก!“มึงเชื่อมั่นอะไรในตัวเองบ้าง?”“ถามออกมาได้ยังไง เห็นๆอยู่ ก็ความหล่อสิวะ” พฤหัสเปิดอกแบบไม่ต้องบันยะบันยัง “แล้วกูมั่นใจด้วยว่าพ้นจากความช่วยเหลือของความหล่อ ก็ยังมีคารมกับสารพัดวิธีให้หญิงถึงใจได้ครบวงจรด้วย”“ดีนะ” จองฤกษ์พยักหน้าหงึก “เกิดเป็นมึงนี่มีโอกาสชิมหญิงเยอะ อายุยังไม่ถึงยี่สิบ ฟันคนสวยไปกี่สิบแล้ว?”พฤหัสยิ้มลำพอง“ไม่ได้นับหรอก แต่เฉพาะที่สวยน่าจดจำจริงๆและกูแอบถ่ายลงคอมพ์ไว้ก็ ๔ คน!”

          จองฤกษ์เบิกตากว้าง

“แอบถ่าย?”“เดี๋ยวนี้เขาเก็บไว้ดูเล่นตอนแก่กันทั้งนั้นแหละ”“ไอ้บ้ากาม! มึงทำอย่างนี้ไม่ดีเลย” จองฤกษ์ขมวดคิ้วใช้เสียงตำหนิเต็มที่ “ไม่เห็นเคยเอามาแบ่งให้กูดู”พฤหัสหัวเราะประสาวัยรุ่นที่ไม่ค่อยคิดอะไรไกลเกินกว่าการได้มาซึ่งกามรส“มึงไม่ได้ช่วยกูซ่อนกล้องนี่โว้ย เหนื่อยคนเดียว เสี่ยงถูกตบคนเดียว สมควรแบ่งปันรางวัลให้คนอื่นร่วมตื่นตาตื่นใจด้วยเหรอะ?”จองฤกษ์แค่ยิ้มแค่นๆไม่ว่าอะไร สมัยนี้รูปเปลือยของโฉมงามใช่จะหาดูได้ยากลำบากแต่อย่างใด แค่อยู่บนท้องถนนธรรมดาก็เห็นผู้หญิงสวยที่สุดในประเทศมาเปลือยกายแทบล้อนจ้อนท้าทายสายตาตามป้ายรถเมล์เป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกระตือรือร้นเห็นไส้เห็นพุงสาวของเพื่อนขี้หวงแต่ประการใดระหว่างสนทนากัน สองสหายยังคงจับตามองสาวน้อยหน้าใสในสนามแบดไม่วาง จองฤกษ์เกิดความรู้สึกขึ้นมาเดี๋ยวนั้นว่าตนรู้น้อย คนสวยมีรายละเอียดอย่างไร นิสัยใจคอผิดแผกจากสาวธรรมดาอื่นๆขนาดไหน ไม่มีข้อมูลและประสบการณ์เอาเลย ได้แต่เลียบๆเคียงๆถามจากเพื่อนผู้มีกิตติศัพท์เลื่องลือว่าเป็นเสือร้าย         “ผู้หญิงสวยๆนี่ มักจะเป็นยังไง มีอะไรที่เหมือนกันบ้างวะ? ชนิดที่มึงรู้เลยว่าเป็นจุดอ่อน จับจุดถูกแล้วจีบง่ายขึ้น”พฤหัสยิ้มกว้าง นึกดีใจที่เพื่อนเขามีความเป็นไก่อ่อนให้เขาสอนอะไรบ้าง“ก่อนกูตอบ กูถามมึงก่อน ในสายตาคนขรึมๆที่ไม่สุงสิงกะหญิงแบบมึงเนี่ย ผู้หญิงสวยเป็นยังไง?”จองฤกษ์เหลือบตามองพื้นครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำตอบ“ผู้หญิงสวยก็… โง่คอมพ์น่ะซี”“ฮ่ะๆ ไอ้เวร”“จริงๆ! อย่างยายเนื้อคู่ของมึงเนี่ย รับประกันว่าไม่รู้ความแตกต่างระหว่างบิตกับไบต์ มีคอมพ์ไว้เปิดเพลง หรืออย่างมากก็เอาไว้ทำการบ้านส่งครูเท่านั้น”

         “มึงสันนิษฐานอย่างนี้คงเพราะพวกผู้หญิงเกิดปัญหาเรื่องคอมพ์เป็นต้องวิ่งโร่มาหามึงน่ะซี”

“คงงั้นมั้ง”แน่นอนว่าประสบการณ์อาจทำให้คนๆหนึ่งเกิดมุมมองด้านเดียว พอไม่มีมุมมองอื่นมาแทรกแซงก็กลายเป็นความปักใจเชื่อไปโดยปริยาย พฤหัสยังอยากซักต่อ

         “สรุปจากประสบการณ์ของมึง ความโง่ความฉลาดเรื่องคอมพ์นี่เป็นของประจำเพศหรือเปล่า?”

จองฤกษ์สั่นศีรษะเกือบทันทีแทบไม่เสียเวลาคิด“มียายอะไรคนหนึ่ง รู้จักกันในนามซูซาน ธันเดอร์ อีเป็นแฮกเกอร์มือวางอันดับต้นๆของโลก แล้วก็ยังมีแฮกเกอร์หญิงดังๆรายอื่นอีก ที่เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าขอเพียงมีความสนใจทุ่มเทพอ จะเพศไหนก็เชี่ยวคอมพ์ได้ทั้งนั้น”“เอาอะไรมาวัดวะว่าเป็นแฮกเกอร์มือวางอันดับต้นๆของโลก?”“ก็เช่นพิสูจน์ให้กองทัพสหรัฐเห็นว่าถ้าจะเอาจริง ยายซูซานสั่งปล่อยนิวเคลียร์ได้ก็แล้วกัน”“ฮ้า!” พฤหัสละสายตาจากสนามแบดชั่วคราวแล้วหันมาจ้องเพื่อนหนุ่ม เพราะรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับโลกคอมพิวเตอร์ของเจ้านี่ไม่เคยมั่ว “นิวเคลียร์อะไรมันจะปล่อยกันง่ายๆขนาดนั้น?”“มันมีการเล่นลูกชิ่งที่เป็นไปได้ พวกแฮกเกอร์จะเหมือนหัวขโมยฉลาดๆที่รู้ว่าการฉกสมบัติไม่ใช่ทำได้ด้วยวิธีปีนกำแพงหรือระเบิดเซฟ มันมีการล่อหลอก มีการใช้ทางอ้อมได้สารพัด แต่ก็ไม่ง่ายประเภทนั่งกดปุ่มจากคอมพ์ในบ้านหรอก ยายซูซานนี่พิสูจน์ให้ทางการสหรัฐมองเห็นช่องโหว่มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน”“นังคนนี้ท่าทางจะเซียนคอมพ์มาแต่เกิดเลยซี”“เปล่า! ตรงข้ามเลย อีเคยเป็นกะหรี่มาก่อนด้วยซ้ำ คนเห็นนึกว่าโง่ ที่ไหนได้ พอมีแฟนเป็นแฮกเกอร์เลยอยากเป็นกับเขามั่ง แล้วก็ดันขึ้นทำเนียบสิบอันดับที่ทางการต้องการตัวเสียด้วย!”พฤหัสย่นคิ้วนิ่งไปอึดใจ ลืมไปสนิทว่าแต่แรกตนเป็นฝ่ายถูกถาม“แปลว่าต้องสวยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์โง่คอมพ์?”“กูแค่รู้ว่าถ้าสวยก็คิดมากเรื่องสวย ถ้าไม่สวยก็มีเวลาไปคิดมากเรื่องอื่น ก็อยู่ที่แรงบันดาลใจของแต่ละคน อย่างยายซูซานนี่ ข่าวว่าอยากเป็นแฮกเกอร์เพราะคิดเอาชนะแฟนเก่าเซียนคอมพ์ที่ทอดทิ้งกันไปอะไรทำนองนั้น”“อือ… น่าทึ่งดีว่ะ จากกะหรี่ผันตัวเองมาเป็นแฮกเกอร์ระดับโลกได้”

         “แล้วมึงล่ะ ยังไม่ตอบกูเลย ผู้หญิงสวยๆมักจะเป็นยังไง?”

“ก็…” พฤหัสยักไหล่ “ไม่ว่าจะเกิดราศีไหน วันอะไร โดยทั่วไปผู้หญิงสวยจะเข้าข้างตัวเองเก่ง ประเภททึกทักว่าใครๆต้องมาตกหลุมรักฉัน”จองฤกษ์ยิ้มเห็นฟัน กระแสคำพูดของพฤหัสทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอะไรสักสาขา         “แปลว่าถ้าเราทำหยิ่งๆ เมินๆ ไม่สนใจมาก หรือแกล้งมองเหยียดๆไปเลย เดี๋ยวก็เป็นจุดเด่นเรียกความสนใจ ท้าทายให้คนสวยอยากพยายามมาจับเราเองหรือเปล่า?”“นั่นมันวิธีคิดแบบเด็กๆ ไอ้เรื่องแกล้งทำเป็นปฏิปักษ์เรียกร้องความสนใจน่ะ ไม่ใช่สะพานเชื่อมที่ดีหรอก ไปทำเป็นศัตรูกับเขา เขาเกลียดขี้หน้าขึ้นมาจริงๆจะเรียกคะแนนคืนลำบาก คือมันต้องมีศิลปะ อย่างตอนนี้มึงเห็นไหมกูมองเขาไม่วางตา แสดงความสนใจอย่างเปิดเผย แต่ข้างในกูก็ยังรั้งตัวเองไว้ ไม่ปล่อยใจถลำไปหลงชนิดโงหัวไม่ขึ้น นี่แหละ… ถ้าเริ่มต้นด้วยใจที่ครึ่งๆระหว่างสนมากแต่ไม่ตกหลุมจนมิดกบาล ก็ทำคะแนนแตกต่างจากพวกหน้าโง่ที่ออกอาการลิ้นห้อยน้ำลายหกตั้งแต่แรกมากแล้ว”ฟังผู้ชำนาญการด้านหญิงสวยพูดแล้วจองฤกษ์ชักเลื่อมใสเพื่อนรักมากขึ้นทุกที

         “มึงพูดเข้าท่า แล้วยังไงอีก ทำเหตุการณ์แรกพบสบตาให้เหมาะ เสร็จแล้วต้องต่อด้วยอะไร?”

“ต่อด้วยการทำยังไงก็ได้ ให้เขารู้สึกตัวว่าเป็นนางเอก สาวสวยเนี่ยช่างฝันเกือบทั้งนั้น ยิ่งถ้ามึงทำให้เขาเชื่อได้ว่าเป็นคู่แท้ที่หอบหิ้วตามกันมาแต่ชาติปางก่อนได้นะ เรียบร้อย… หาที่เหมาะๆทำการสำเร็จโทษได้เลย”จองฤกษ์ไม่ได้ฟังอย่างเดียว แต่คิดต่อด้วย เขาว่ามนุษย์มีมุมมองที่จำกัด อย่างเช่นเพื่อนซี้ของเขาเจออยู่แค่นี้ก็เห็นได้แค่นี้ จากการไปงานสมรสล่าสุดของเขา เขาเห็นเจ้าสาวแสนสวยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าบ่าวหน้าเหลี่ยมๆหัวล้านๆ นั่นแปลว่าพอพ้นวัยหนึ่งผู้หญิงสวยอาจเลิกช่างฝัน เปลี่ยนไปคิดฟันกำไรจากการแต่งงานกับเจ้าบ่าวผู้เป็นทาสตัณหาท่าเดียว เพราะเมื่อมายืนอยู่ในโลกความเป็นจริงเต็มตัว ผู้หญิงสวยคงเห็นความจริงได้เร็วกว่าใคร นั่นคือความฝันเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ ความหล่อไม่ทำให้อิ่มท้อง เงินทองต่างหากที่ทำได้

         “แล้ว… ที่มึงทำให้เขารู้สึกว่าเป็นนางเอกนี่ยังไงวะ ลองยกตัวอย่างหน่อยได้ไหม?”

“ก็ทำตัวเป็นพระเอกซีวะ พอมึงเป็นพระเอก คนที่ถูกมึงจีบก็จะมีสถานภาพเป็นนางเอกโดยอัตโนมัติ พระเอกกับนางเอกเป็นยังไงก็ดูได้จากละครที่คนติดกันมากๆน่ะ”“พระเอกต้องหล่อ พูดเก่ง อันนี้มึงได้ แต่เรื่องรวยนี่ยังขาดไป มึงยังขึ้นรถเมล์อยู่นี่หว่า ต่อให้ถึงอายุขอใบขับขี่ได้ พ่อมึงก็ไม่ซื้อรถให้แหงๆ”“ของแบบนี้ลงทุนเพื่อยกระดับได้เป็นครั้งคราวน่า แท็กซี่หรูๆมีถมไป วิ่งให้เกลื่อนขนาดยืนรอกวักมือเรียกตรงหน้าบ้านยังไหว อีกอย่าง ตอนที่ต่างฝ่ายต่างแบมือขอตังค์พ่อแม่กันอยู่น่ะ ความรวยไม่ใช่เรื่องสำคัญอันดับหนึ่งหรอก ความฝันต่างหาก มึงทำให้เขาฝันได้ มึงก็ฟันเขาได้”จองฤกษ์หัวเราะเบาๆ“เช่นฝันว่าอะไร?”“ฝันว่าจะรักและติดตามกันไปทุกภพทุกชาติไง”

         “สรุปง่ายๆว่ามึงหลอกเขาทั้งที่มึงก็ไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลพวกนี้?”

“ไม่ใช่หลอก… กูทำตัวเหมือนเซลล์แมนไง แค่ให้ในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ ทุกคนต้องการสิ่งล่อใจทั้งนั้น”“โอเค สรุปคือเพื่อที่จะเจาะไข่แดงหญิง มึงมีวิธีที่แนบเนียนตั้งแต่เริ่มลงมือจีบ แล้วคราวนี้ลงเอยยังไง ตอนเบื่อแล้วอยากทิ้งน่ะ?”พฤหัสยักคิ้วเบะปากนิดๆ“ก็ลบความจำในสมองพวกเธอซะ แปลงร่างจากเทพบุตรเป็นซาตานพักเดียวก็เผ่นกันไปเอง”“อือม์…” จองฤกษ์ครางอย่างคนตาสว่าง “มึงนี่ระยำใช้ได้เลยนะเนี่ย!สองเกลอหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องจริงจังนัก

 

“สมัยนี้ไม่ต้องห่วงหรอก ผู้หญิงใจง่ายแล้วก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ไม่มีใครถือสาหรือยึดติดมากมายหรอก สนุกกันพักหนึ่ง พอเบื่อก็หารสชาติใหม่ๆ สาวยุคก่อนถูกสอนให้เห็นเซ็กซ์เป็นการเสียท่าหรือเสียตัว แต่เดี๋ยวนี้โลกเปิดกว้างให้เห็นเป็นการร่วมสนุกไปแล้ว”“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทำไมข่าวฆ่าแกงด้วยเรื่องชู้สาวถึงเพิ่มขึ้นผิดปกติล่ะ? พ่อกูบอกว่าสมัยพวกเราเพิ่งเกิดไม่ฆ่ากันถี่ยิบราวกับเห็นแฟนเป็นเป้าซ้อมปืนอย่างนี้หรอก มึงเพลินไปเพลินมาระวังเจอของแข็งเข้าก็แล้วกัน”“โอ๊ย! ไม่มีทาง” พฤหัสยิ้มหยัน และเอ่ยด้วยความเชื่อมั่น “กูนี่แหละของแข็ง!จองฤกษ์กะพริบตาทีหนึ่ง สัมผัสถึงความเชื่อมั่นอย่างน่าหมั่นไส้ของเพื่อนแล้วคิดในใจว่าอย่างนี้น่าจะเจอดีสักที!“ไหนบอกแผนซิ มึงจะจีบคนสวยตรงหน้านี่ยังไง บอกตามตรงกูอยากดูมึงสาธิตจะจะสักทีเหมือนกัน”พฤหัสก้มหน้าแล้วสั่นศีรษะเล็กน้อย“แม่อยู่ด้วยแบบนี้ยากว่ะ”“แน่จริงต้องไม่เกี่ยงสถานการณ์ซิ คิดเสียว่าถ้าต่อไปมึงเปิดมหาลัยสอนจีบหญิง ลองตั้งโจทย์ท้าทายดู เช่นจะเข้าไปท่าไหนดีถ้าสาวที่สนกำลังมีคุณแม่ประกบติดแจ”หนุ่มหน้าหล่อหัวเราะ เพราะรู้ว่าเพื่อนของเขาต้องการรู้ผลจริงๆว่าเขาจะทำเรื่องยากได้สำเร็จหรือไม่“ฤกษ์… เท่าที่รู้จักมึงมาตั้งแต่เด็ก กูเห็นมึงเป็นคนเงียบๆ แต่ชอบลองของ ชอบท้าทาย ชอบเล่นอะไรเสี่ยงๆเสมอ รู้ตัวหรือเปล่า ตามึงเป็นประกายแบบพวกโรคจิตอยู่เรื่อยตอนอยากทำอะไรแผลงๆ”ถูกสะกิดเช่นนั้น ท่าทีกระตือรือร้นของจองฤกษ์ก็คลายลงเล็กน้อย แต่ยังไม่วายออกแรงยุ“แค่มีแม่อยู่ด้วยคนเดียว ถือว่าทำอะไรแผลงๆแล้วเหรอะ? กูอยากเห็นมึงแสดงฝีมือในทางที่ถนัด ทำนองเดียวกับมึงอยากดูมวยหมัดหนักถล่มมวยการ์ดแข็ง อยากดูปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจอะไรทำนองนั้น เอาสิวะ โชว์หน่อยดิ้”พฤหัสหุบยิ้ม ชักนึกเคืองที่เพื่อนคะยั้นคะยอให้ทำในสิ่งที่กำลังขี้เกียจทำ และถ้าไม่ทำก็เหมือนไม่แน่จริง“เอางี้ สัญญากับมึงเลย เจอหน้ายายนี่คราวหน้ากูจีบ ไม่ว่าจะพกแม่มาด้วยหรือเปล่า วันนี้กำลังเหนื่อยโว้ย แล้วอีกอย่างเพิ่งแพ้มึงหมดรูป กำลังเซ็งในอารมณ์ หลักการเข้าหาผู้หญิงที่มีแม่มาด้วยน่ะง่ายนิดเดียว จีบแม่ติดได้ก็ได้ลูกมาเอง เรื่องเข้าผู้ใหญ่น่ะกูไม่เกี่ยงอยู่แล้ว ผลัดเป็นคราวหน้าต่อให้มากะแฟนกูก็จะแสดงฝีมือให้มึงชมเป็นขวัญตา!ประกายสนใจถูกจุดขึ้นในตาจองฤกษ์อีกครั้ง พฤหัสเหลือบมาเห็นแล้วคิดในใจว่าไอ้หมอนี่ช่างคลั่งไคล้โจทย์ยากเสียจริงๆ ได้ยินอะไรท้าทายหน่อยไม่ได้ เป็นต้องยิ้มพึงใจเหมือนเด็กจอมขโมยเสมอ และนี่ก็เป็นสิ่งที่พฤหัสเพิ่งเรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนรัก จองฤกษ์จะหยุดเซ้าซี้ เลิกสนใจโจทย์ยากข้อเดิม ขอเพียงมีโจทย์ใหม่ที่ยากเย็นท้าทายกว่า น่ารู้น่าเห็นมากกว่าเก่ามายื่นให้!และเพราะโดนจี้เรื่องจีบสาว เลยพานทำให้พฤหัสเบื่อหน่ายความน่ารักของเจ้าหล่อนขึ้นมาแบบปุบปับฉับพลัน“ไปกันเหอะ! กินข้าวกะมึงเสร็จกูต้องรีบกลับ”“นัดสาว?”พฤหัสโคลงศีรษะไปมา“เปล่า… เจอเปรตที่ไหนไม่รู้ ส่งเมลมาหลอกให้ไปดาวน์โหลดโปรแกรมป้องกันไวรัสมาติดตั้ง แม่ม! พอติดตั้งเสร็จถึงรู้ว่าเป็นกับดักระดับโลก ทำให้กูเสียเวลาครึ่งค่อนวันไปเปล่าๆ ต้องทำงานใหม่หมด มึงระวังๆให้ดีนะ เจอแหกตากันเป็นล้านเลย”“เหรอ…”น้ำเสียงของจองฤกษ์เปลี่ยนไป แต่พฤหัสไม่ทันสังเกต“ไอ้พวกแฮกเกอร์ที่แกล้งปล่อยไวรัส แกล้งส่งโทรจันไปใส่เครื่องคนอื่นนี่ไม่รู้มันจะเกิดมาให้หนักกบาลชาวบ้านทำไม อย่าให้รู้ว่าใครนะมึง กูจะไปเผาบ้านมันจริงๆ”พฤหัสได้ยินจองฤกษ์หัวเราะหึหึ แปลกที่เพื่อนรักหัวเราะคราวนี้ฟังดูชวนให้อยากตบกะโหลกสักผัวะ เพราะสำเนียงหยันเยาะพิลึก“กูดูข่าวเหมือนกัน” จองฤกษ์เอ่ยเสียงปกติ “เจ้าแฮกเกอร์มันก็เก่งนะ อุตส่าห์เจาะระบบของบริษัทผลิตโอเอสหมายเลขหนึ่งของโลก เอาไฟล์ไปวางไว้ที่นั่นรอคนมาโหลด แม้แต่พนักงานของบริษัทเองยังหลงกล เรียกว่าค่ายซอฟต์แวร์ยักษ์โดนตบหน้าแรงที่สุดเท่าที่เคยโดนมา”“เก่งเกิ่งอะไรวะ สงสัยเป็นคนในที่มีความแค้นเคืองอะไรกันน่ะซี ข่าวว่ากำลังสืบหาร่องรอยกันจ้าละหวั่น ข่าวบอกเป็นไปไม่ได้ที่คนนอกจะเจาะสำเร็จ”จองฤกษ์หัวเราะฮ่าๆดังเป็นกังวาน เป็นเสียงหัวเราะที่มีแรงอัดกระทุ้งแก้วหูขนาดทำเอาพฤหัสสะดุ้ง และเรียกความสนใจจากสองแม่ลูกในสนามแบดให้เหลียวมาดูว่าเกิดเหตุพิเศษอันใดขึ้น“มึงขำใครวะ?”“ขำพวกปัญญาอ่อนที่เสียหน้า พลาดท่าแล้วโยนบาปให้คนในกันเองน่ะซี”พฤหัสตะแคงหน้ามองเพื่อนหนุ่มด้วยความฉงน เสียงห้าวลึกของจองฤกษ์ฟังแล้วชักสะดุด ชวนให้รู้สึกตะครั่นตะครอหนาวสันหลังชอบกล“พวกแฮกเกอร์คงจะเลวชาติ คุยกับคนธรรมดาอย่างพวกเราไม่รู้เรื่องหรอกนะ มึงว่าไหม?”“กูเชื่อว่าทุกคนในโลกมีเชื้อความเลวในตัวเอง และกำลังทำร้ายคนอื่นในทางใดทางหนึ่งอยู่ทั้งนั้นแหละ”มีความเย็นชาที่น่าขนลุกอย่างประหลาดขณะจองฤกษ์ตอบ พฤหัสถึงกับนิ่งงันและไม่อยากคุยอะไรต่ออีก           จองฤกษ์กับพฤหัสออกจากสนามแบดมินตันมาทานข้าวกลางวันด้วยกันที่ร้านตึกแถวในละแวกใกล้ พฤหัสทานข้าวหมูแดงไปเพียงจานเดียวก็อิ่ม ในขณะที่จองฤกษ์เอี้ยวตัวสั่งก๋วยเตี๋ยวต่ออีกชาม“งั้นกูกลับก่อนนะฤกษ์”พฤหัสขอตัวด้วยความเพลีย อยากรีบกลับไปพัก ด้วยเห็นว่าอย่างไรก็กลับคนละทางอยู่แล้ว จองฤกษ์พยักหน้าหงึกหนึ่งก่อนไล่ส่ง

         “มึงไปเถอะ”

พฤหัสผลุนผลันลุกจากโต๊ะทันที“ค่าข้าวมึงล่ะ?”จองฤกษ์ประท้วงท่าทีอันน่าเสียวไส้ของเพื่อน เกรงว่าตนจะต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงโดยไม่มีการหาร“อ้าว! ก็มึงให้กูไปเถอะ กูก็ลุกตามคำสั่งสิวะ”พฤหัสพูดกลั้วหัวเราะพลางล้วงกระเป๋าสตางค์ ควักเงินออกมาจ่ายให้เพียงครึ่งหนึ่งของค่าอาหารและน้ำที่ตนบริโภคเสร็จไป“ที่เหลือช่วยหน่อยละกัน ติดกระเป๋าอยู่ร้อยเดียวกูอยากเอาไปนอนในแท็กซี่ เมื่อคืนอยู่ดึกแล้วมึงมาชวนเล่นแบดแต่วันอีก ถือว่าเป็นค่าจ้างกูมาเล่นเป็นเพื่อนละกัน”สิ้นคำพฤหัสก็สะพายเป้อุปกรณ์กีฬาขึ้นหลัง หมุนตัวจากไปทันที ปล่อยจองฤกษ์ให้อ้ำอึ้งพูดไม่ออกอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่มทานก๋วยเตี๋ยวด้วยอารมณ์ขุ่นมัวต่ออีกพักใหญ่ก็เรียกเด็กมาเก็บเงิน ก่อนลุกขึ้นเดินลึกเข้าไปในร้านเพื่อเข้าห้องน้ำ ซึ่งตนรู้แหล่งดีว่าเป็นห้องขนาดเล็กใต้บันไดเนื่องจากเห็นว่าประตูแง้มอยู่เล็กน้อย จึงผลักเปิดโดยไม่ระมัดระวังค่อนข้างแรง ผลที่ผิดคาดคือบานประตูไม่ได้เจออากาศว่างเปล่า แต่ไปปะทะอย่างจังกับหลังของใครคนหนึ่งเข้า ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นบุรุษร่างโตที่กำลังยืนระบายความเครียดจากท้องน้อยอยู่ พอโดนแรงกระแทกของประตูก็ตกใจ ร่างคะมำไปอัดโถฉี่เต็มรัก“โอ๊ย!”ชายผู้เคราะห์ร้ายอุทานลั่นด้วยความตระหนกมากกว่าเจ็บปวด จองฤกษ์ผงะด้วยความตกใจในฐานะผู้กระทำโดยไม่เจตนาเช่นกัน แต่พอหายตกใจ แทนที่จะขอโทษกลับเผลอหัวเราะเหมือนเยาะซ้ำอย่างอดขำไม่ได้คนอยู่หลังประตูห้องน้ำจัดการธุระต่อด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลชั่วอึดใจเดียว ก็เปิดประตูออกมาประจัญหน้าผู้บุกรุกด้วยสีหน้าถมึงทึง

         “ทำไมเปิดประตูซุ่มซ่ามอย่างนี้วะไอ้น้อง?”

สีหน้าคุกคามจะเอาเรื่อง บวกกับวาจานักเลงโตนั้น แทนที่จะทำให้จองฤกษ์หวาดกลัว กลับกลายเป็นเลือดขึ้นหน้าและพูดสวนทันควัน“แล้วพี่เสือกไม่ล็อกประตูเองทำไมล่ะครับ?”“ใส่กลอนแล้วแต่มันขัดไม่อยู่นี่โว้ย”“งั้นก็ช่วยไม่ได้”ชายวัยฉกรรจ์ตาลุกวาบ โกรธจนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ"น้องไม่ชอบหน้าพี่ใช่ไหม?"จองฤกษ์มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา“พี่เยี่ยวเสร็จก็หลีกทางผมหน่อยเถอะ จะยืนขวางหาพระแสงอะไร ผมจะเข้าห้องน้ำบ้าง”คนร่างใหญ่หน้ามืดและหูอื้อจนฟังคำพูดเด็กหนุ่มไม่รู้เรื่อง“เฮ้ย! ตัวแค่นี้ทำไมทำกร่างนักวะ? ขอโทษซักคำก็ไม่มี”“เออ! โทษที หลีกหน่อย”น้ำเสียงกระด้างไม่กลัวตีนนั้นทำให้นักเลงโตหมดความอดทน ใช้มือขวาผลักหน้าอกเด็กหนุ่มวัยรุ่นเต็มแรง“มึงจะเอายังไงกะกูวะ?”ร่างบางของจองฤกษ์ปลิวคว้างไปปะทะกับตั้งรังใส่ขวดน้ำอัดลมล้มครูดผนังระเนระนาด เด็กหนุ่มเด้งพรวดขึ้นมาทันทีพร้อมกับขวดเป๊บซี่ในมือ“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน!”ไม่ทันขาดเสียงเหี้ยมนั้น น้ำอัดลมขวดเล็กก็ถูกเขวี้ยงเข้าใส่เป้าหมายคือศีรษะของฝ่ายตรงข้ามแบบไม่ให้ตั้งตัว“โอ๊ย!”พี่เบิ้มยกมือไม้ปิดป้องร้องสุดเสียง จองฤกษ์ขวาหันดีดตัวหนีทันทีโดยไม่ดูผล มือคว้าเป้บนโต๊ะอาหารเผ่นโผนโจนทะยานจากร้านสุดฝีเท้าท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าลูกค้าโดยไม่ทันมีเวลาจ่ายสตางค์ให้ถูกต้องเสียก่อนวิ่งออกมาได้ประมาณ ๓๐ เมตรก็เหลียวหลังกลับไปมอง จึงทราบว่าลูกพี่ที่โดนเขาเล่นงานไปมีพรรคพวกมาด้วยหลายคน ได้ยินเสียงซอยเท้ากรูตามเขามาเป็นขบวน จองฤกษ์บังเกิดความตระหนกกลัวขนหัวพองขึ้นมาชั่ววาบ แต่ก็พยายามตั้งสติ สะบัดหน้าหันมองตรงและเพิ่มความเร็วในการวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พยายามใช้ความสามารถของนักกีฬาลมกรดให้เป็นประโยชน์ ขืนอืดอาดให้ถูกจับตัวได้ล่ะก็ไม่ทราบจะออกหัวออกก้อยอย่างไร อย่างเบาะๆก็เจอยำปลาหมึกรสเผ็ดเลือดกบปากเป็นแน่ในความตื่นเต้นสุดระทึก จองฤกษ์ไม่ปล่อยให้จิตใจตนเองเตลิดผวา เขาเลี้ยวซ้ายเข้าซอยหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด พยายามทำระยะห่างจาก ๓๐ เมตรให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความห่างขนาดนี้เป็นโอกาสได้เปรียบ กลายสภาพเป็นมนุษย์ล่องหนได้ไม่ยากจนเกินไปหลังจากเลี้ยวซ้าย จองฤกษ์วิ่งมาตามทางเปิดโล่งประมาณ ๒๐ เมตร พอเจอบ้านหลังแรกทางขวามือก็ปีนรั้วสูงแค่เกินศีรษะฟุตเดียว โดดตุ้บลงไปโดยปราศจากการกดออดขออนุญาตเจ้าของบ้าน จากนั้นซอยเท้าวิ่งตื๋อโดยไม่เจอใครยืนขวาง เพียงได้ยินเสียงวี้ดว้ายจากในบ้านเสียงเดียว พอถึงหลังบ้านก็กระโดดเกาะขอบกำแพงเหวี่ยงตัววาดขาขึ้นคร่อมแล้วหย่อนร่างลงเขตบ้านหลังติดกัน        บ้านหลังนี้เงียบสนิท แต่เร็วเกินไปถ้าจะเสี่ยงซ่อนตัวที่นี่ เพราะบ้านหลังก่อนเห็นตัวเขาแล้ว และมีสิทธิ์บอกทางให้บรรดาชายฉกรรจ์ที่แห่ตามมารุมกินโต๊ะได้ จองฤกษ์หัวใจเต้นแรง แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มสนุกกับการถูกไล่ล่าที่เขานำหน้ามาก่อน กับทั้งมีโอกาสและช่องทางหนีรอดเห็นๆ เขาไม่เคยต้องถูกกวดตามกระทืบมาก่อน เพิ่งรู้ว่าในความกลัวมีความสนุกเจืออยู่ยิ่งกว่าเกมไหนๆ เพราะขืนพลาดก็ไม่ใช่แค่เจ็บใจ แต่จะต้องโดนลงโทษให้เจ็บกายขนาดร้องโอ๊ยลั่นหมู่บ้าน นึกแล้วทำให้ฉีกยิ้มตาวาวราวกับสนุกกับการแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้ายนักหนาวิ่งมาปีนรั้วออกทางหน้าบ้าน ข้ามถนนไปปีนรั้วบ้านที่อยู่เยื้องซ้ายไปสามหลัง นี่คือการผจญภัยที่ทำให้เห็นความแตกต่างของบรรยากาศของเขตบ้านหลายๆแห่งในเวลาไล่เลี่ยกัน บางบ้านก็เงียบวังเวง บางบ้านก็มีเสียงเอะอะมะเทิ่งต้อนรับการปรากฏตัวของผู้บุกรุก จองฤกษ์ปีนบ้านข้ามซอยแล้วซอยเล่า โดยเดินทางเป็นแนวทะแยงไปเรื่อยๆ ประสาทตื่นเพริดลืมความเหน็ดเหนื่อย กระทั่งกะว่าจุดเชื่อมต่อของสายตาผู้พบเห็นเขาขาดจากกันอย่างยากจะสืบทราบแล้ว อีกทั้งปีนเข้าบ้านที่เงียบกริบสองหลังติดกัน ก็ตกลงใจเลือกบ้านหลังสุดท้ายนั้นเองเป็นแหล่งกบดานชั่วคราว

 

ผู้เขียน ดังตฤณ

อ่านต่อ ตอน ผู้บุกรุก
 


อุปการะ ตโมไพรี ชายวัยกลางคนนั่งประจำซุ้มหมอดูของห้างใหญ่แห่งนั้นมาเป็นวันที่ ๓ ซึ่งลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นกว่าสองวันแรกอย่างผิดหูผิดตา ส่วนใหญ่ก็คือลูกค้าในสองวันแรกนั่นเองที่เวียนกลับมาซ้ำ และพาญาติสนิทมิตรสหายพ่วงมาด้วย
จากสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายสามครึ่งของวันนั้น เขาแทบไม่ได้พักหายใจหายคอ กระทั่งลูกค้ารายล่าสุดลุกจากโต๊ะ ก็คิดจะพักเหนื่อยลุกไปรับประทานอาหารกลางวันเสียหน่อย แต่ปรากฏว่ามีสองสาววัยรุ่นกรายร่างเข้ามาดักไว้เสียก่อน จึงชะงักกิริยาลุกยืนกลับลงนั่งตามเดิม

“สวัสดีค่ะพ่อหมอ”

ละอองฝนยกมือไหว้พ่อหมอของหล่อนพร้อมรอยยิ้มศรัทธา อุปการะรับไหว้ด้วยสีหน้าสงบ ไม่ถือสาว่าใครจะเรียกตนไปต่างๆนานาอย่างไร สุดแล้วแต่ความถนัด

“วันนี้หนูพาน้องสาวมาให้พ่อหมอช่วยดูให้ด้วยค่ะ”

“ได้ครับ”

อุปการะพยักหน้านิดหนึ่งและรับคำอย่างสงบ เมื่อเบนสายตาไปทางผู้เป็นน้องสาวของลูกค้าเก่า ก็เห็นฝ่ายนั้นพนมมือไหว้เขาตามพี่สาวเงียบๆ จึงต้องรับไหว้อีกที

“สวัสดีครับ” แล้วเขาก็พูดไม่อ้อมค้อม “มีปัญหาอะไรว่ามาได้เลย”

ณชะเลปิดปากเงียบอยู่ครู่ ย่นคิ้วครุ่นคิดก่อนเอ่ยอึกอัก

“คือ… หนูไม่สบายใจกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นนะค่ะ หนูเพิ่งทำให้เพื่อนๆเดือดร้อน พอดีพี่สาวของหนูบอกว่าควรมาปรึกษาพ่อหมอ เผื่อได้คำแนะนำอะไรที่จะทำให้สบายใจขึ้นบ้าง”

อุปการะเล็งตากำหนดจะดูกรรมของเด็กสาว แต่รู้สึกวิงเวียนเพราะใช้กำลังจิตอย่างต่อเนื่องมาหลายชั่วโมง จึงปิดตาลงสู่สภาพนิ่งของจิตเพื่อบ่มกำลังชั่วคราว สายตาของคนภายนอกอาจนึกว่าเขาเข้าฌานนั่งทางใน มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองเพียงสงบใจพักผ่อนเยี่ยงผู้เป็นนักเลงสมาธิชั้นอ๋อง มิได้กำหนดดูสิ่งใดทั้งสิ้น

เกือบสามนาทีชายวัยกลางคนจึงลืมตาขึ้นใหม่ และใช้เวลาเพียงชั่วแวบเล็งดูเด็กสาวตรงหน้า ก็เห็นชัดทะลุปรุโปร่งในเงากรรมที่ติดตามตัวหล่อนมา เห็นว่าไม่มีเงากรรมด้านมืดเกาะกุม ถ้าจะมีก็เพียงความกังวลใจอันทำให้รู้สึกอึดอัดคับแคบหรือฟุ้งซ่านกระวนกระวายถ่ายเดียว พูดง่ายๆว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่ทุกข์เพราะความคิด ไม่ใช่ทำผิดใหญ่หลวงอะไรมา

หมอดูหน้าใหม่ระบายลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยด้วยความการุณย์ดุจกล่าวกับลูกสาว

“หนูทำให้งานของเพื่อนๆเสียหาย ส่งครูกันไม่ทันกำหนดเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ใช่ไหม?”

ณชะเลลืมตาโพลง ร้องดังๆเหมือนคำอุทานมากกว่าเป็นคำตอบยอมรับ

“ค่ะ!”

“แต่ก็ดีนี่ เพื่อนๆหนูก็เข้าอกเข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของเรา นับว่าน้ำใจประเสริฐกันทุกคน แล้วหนูจะเศร้าไปทำไม?”

ได้ยินคำพูดแทงใจดำจากผู้วิเศษ ณชะเลถึงกับทำตาแดงๆ

“ถ้าพวกเขาด่าว่าหรือตบตีหนูเสียยังอาจรู้สึกผิดน้อยกว่านี้”

อุปการะหัวเราะเอื่อยๆก่อนปลอบ

“ความสำนึกผิดเป็นของดี ใครสำนึกผิดง่ายแปลว่าทำเรื่องชั่วร้ายได้ยาก ต่างจากคนขาดสำนึกที่ทำให้โลกตกอยู่ในอันตรายโดยไม่เคยเสียใจ”

เมื่อสังเกตว่าเด็กสาวตั้งตาฟังโดยดี พ่อหมอก็เอ่ยต่อ

“แต่หนูก็ไม่จำเป็นต้องสำนึกผิดมากเกินเหตุ ความเศร้าโศกไม่รู้เลิกนั้นเป็นแค่เพียงส่วนเกินที่เปล่าประโยชน์ ร้องไห้อีกกี่ปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ใจเราขังตัวเองไว้กับทุกข์อยู่คนเดียว สู้เอาเวลาที่สูญเปล่านั้นไปทำประโยชน์เพื่อละลายความสำนึกผิดจะดีกว่า”

กระแสเสียงนุ่มนวลปรานีมีผลให้ณชะเลรู้สึกสงบและตาสว่างอย่างประหลาด ความกังวลเศร้าโศกแทบมลายเป็นปลิดทิ้ง เอาแต่เงียบฟังนิ่งอยู่

“นั่นแหละค่ะ” ละอองฝนกล่าวแทนน้องสาว “เรื่องของเรื่องคือยายทรายเขาเป็นคนกลัวบาปกลัวกรรมมาแต่ไหนแต่ไร เรียกว่ากลัวขึ้นสมองจนเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งละกัน วันก่อนเผลอเหยียบจิ้งจกตายยังคร่ำครวญเหมือนอยากฆ่าตัวตายตาม นี่ทำงานเพื่อนเสียหายก็แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะกลัวกรรมสนอง หนูเลยพาเขามาหาพ่อหมอ เพื่อให้เชื่อว่าที่เขาทำนั้นไม่ใช่ความผิด เหมือนอย่างที่พ่อหมอบอกหนูเมื่อคราวก่อนว่าถ้าไม่มีเจตนาเป็นประธาน ก็ไม่ถือว่าเราก่อกรรมขึ้นเต็มรูปแบบ”

อุปการะพยักหน้าคล้ายช่วยรับรองให้ คนเรามีความรู้สึกผิด มีความรู้สึกพะวงกับความพลาดพลั้งที่เผลอทำไปแล้วแตกต่างกัน เรื่องคอขาดบาดตายของคนหนึ่งอาจแสนธรรมดาสำหรับอีกคนหนึ่ง เหตุก็เพราะพื้นฐานความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นไม่เหมือนกัน บวกกับความไม่รู้จริงเรื่องการสนองกรรมเข้าไปด้วย

ชายวัยกลางคนทำหน้าเคร่งเล็กน้อย กำหนดดูด้วยจิตแล้วเห็นเป็นนิมิตแปลกและไม่เป็นที่เข้าใจสำหรับคนเคยอยู่แต่ในวัดห่างไกลเทคโนโลยี

“ผมเห็นจากนิมิตเหมือนหนูทรายเอาเครื่องกักกัน หรือตุ้มถ่วงหน่วงเหนี่ยวอะไรสักอย่างไปใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อนโดยไม่ได้เจตนา ตรงข้าม เป็นความหวังดี นึกว่าใส่อะไรนั่นเข้าเครื่องเพื่อนแล้วจะช่วยเป็นโล่ปกป้องคุ้มครองภัยให้เขา พูดง่ายๆว่าความตั้งใจของเราเป็นกุศลเสียด้วยซ้ำ”

ณชะเลขนลุกขึ้นมาซู่หนึ่ง แต่ไม่ถึงขนาดตะลึงงันเกินคาด เนื่องจากละอองฝนเล่าให้ฟังถึงอำนาจหยั่งรู้เหลือเชื่อของอุปการะมาก่อนแล้ว

“ค่ะ หนูเป็นคนเอาไวรัสคอมพิวเตอร์มาแจกจ่ายเพื่อน เพราะถูกหลอกว่าเป็นโปรแกรมป้องกันไวรัส”

อุปการะทำหน้าสงสัยอยากรู้

“ผมเคยได้ยินบ่อยเหมือนกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์เนี่ย มันเป็นยังไงหรือ ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยเถอะ”

เด็กสาวยืดตัวตรงอย่างผู้มีความกระตือรือร้นขยายความรู้แจกคนอื่น

“ที่ได้ชื่อว่าไวรัสเพราะมันทำตัวเหมือนเชื้อโรคน่ะค่ะ คือติดคอมพ์เครื่องไหนแล้วก็จะแพร่กระจายโรคเดียวกันนั้นต่อไปยังคอมพ์เครื่องอื่นๆผ่านอินเตอร์เน็ต”

“มันทำให้คอมพิวเตอร์พังหรือยังไง?”

“แล้วแต่สายพันธุ์ไวรัสค่ะ บางสายพันธุ์ก็ร้ายกาจขนาดทำเครื่องพังได้จริงๆ แต่กรณีของหนู คือมันมาหลอกให้หนูเข้าใจว่าจัดเก็บเอกสารเรียบร้อย แต่จริงๆไม่มีการจัดเก็บเลย”

อุปการะไม่เข้าใจเรื่องการจัดเก็บเอกสารในคอมพิวเตอร์ แต่พอเข้าใจได้ว่าณชะเลทำงานฟรีโดยไม่มีข้อมูลไปส่งครู

“แล้วหนูก็ทำให้เพื่อนของหนูจัดเก็บงานไม่ได้เหมือนกัน?”

“ค่ะ… ถือว่าหนูเป็นตัวซวยของพวกเขา คือแนะนำให้เพื่อนในกลุ่มอีกสองคนไปเอาไวรัสนี้มาด้วย แบบว่า…”

ณชะเลพยายามเรียบเรียงคำอธิบายให้ง่ายสำหรับคนไม่รู้คอมพิวเตอร์ อุปการะทราบเจตนาจึงพยักพเยิด

“เอาเถอะ อธิบายตามสบายของหนู ใช้ศัพท์แสงเหมือนพูดให้คนเข้าใจคอมพิวเตอร์ด้วยกันฟังก็ได้ ความเข้าใจของหนูจะทำให้ผมเข้าใจตามได้คร่าวๆ เอาตั้งแต่เริ่มเรื่องเลยว่าหนูไปเอาไวรัสนี่มาอย่างไร ผมพยายามจะแปลให้ออกเท่านั้นว่านิมิตที่เห็นนี่คืออะไร มันมีลักษณะกรรมของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำที่แปลกประหลาด ผมไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน”

“พ่อหมอเห็นอย่างไรหรือคะ?”

ละอองฝนเป็นคนถามด้วยความอยากรู้มากกว่าจะลองภูมิ

“พอสาวไปถึงกรรมของต้นตอผู้กระทำผิดที่แท้จริง นิมิตที่ผมเห็นนั้นคล้ายกับว่าใครคนหนึ่งจุดไฟประหลาดขึ้นราวกับใช้มายากล คือมันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ไฟนั้นตั้งอยู่บนคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่เครื่องหนึ่ง พอไฟสว่างขึ้น คนเห็นแล้วนึกว่าจะเป็นคุณ เลยพากันวิ่งไปเอามาติดไว้กับคอมพิวเตอร์ของตัวเอง แต่ปรากฏว่ากลายเป็นไฟที่เผางานของตัวเองมอดไหม้ไปแทน และไฟนั้นลุกลามขยายวงกว้างออกไปทุกที แม้ขณะนี้ก็ยังไม่หยุด เพราะยังมีคนหลงช่วยแพร่กระจายต่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นจำนวนมาก”

“เข้าเค้าค่ะ” ละอองฝนชิงน้องสาวอธิบาย “ในแวดวงคอมพิวเตอร์นี่คนเชี่ยวชาญมากๆขนาดรู้ไส้รู้พุงระบบเครือข่ายทะลุปรุโปร่งจะถูกขนานนามเป็น ‘แฮกเกอร์’ แฮกเกอร์ที่เก่งระดับเซียนมักทำอะไรได้เหมือนนักมายากล และถ้าเลวพอก็จะแกล้งคนอื่นด้วยการส่งไวรัสไปในอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดการแพร่กระจายทำนองเดียวกับโรคระบาด คนเดือดร้อนมักเป็นใครก็ตามที่เอาคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต”

อุปการะสงบฟังเสียงละอองฝนเพื่อให้คลื่นจิตหล่อนเข้ามากระทบจิตเขาโดยตรง เป็นอุปเท่ห์วิธีเรียนรู้ทางมโนทวารอย่างหนึ่ง คือพอละอองฝนพูดคำว่า ‘แฮกเกอร์’ จิตเขาจะเห็นกลุ่มคนจำพวกหนึ่งที่มีจิตหมกมุ่นกับคอมพิวเตอร์เกินคนปกติ วันทั้งวันเอาแต่นั่งหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์แทบไม่เป็นอันกินอันนอน จิตของแฮกเกอร์จะใส่ใจกับรายละเอียดยิบยับ ในหัวมีแต่เรื่องข้อมูล ช่องทางลับ สายสนกลใน และการเอาชนะข้อจำกัด ปีนกำแพงเข้าปล้นสิ่งที่ต้องการอยู่ตลอดเวลา

อุปการะเคยเห็นจิตของเด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ อาการจะคล้ายกัน เพียงแต่นิมิตของพวกแฮกเกอร์ปรากฏไปอีกแบบ คือเหมือนคนเล่นเกมสนุกที่สุดในโลก และถ้าชนะจะได้รางวัลใหญ่กันในโลกความจริง อาจเป็นเงินล้าน หรืออาจเป็นการโค่นศัตรูคู่อริให้ล้มหายตายจากโดยปราศจากร่องรอยผู้ลงมือ!

เมื่อหยั่งทราบลักษณะจิตของแฮกเกอร์แล้ว อุปการะก็กำหนดรู้ต่อไปว่าแฮกเกอร์ผู้เป็นต้นเหตุความเดือดร้อนของเด็กสาวตรงหน้าคือใคร…

หลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วเปิดขึ้นมองณชะเลยิ้มๆก่อนกล่าว

“น่าสนใจนะ แฮกเกอร์นี่เป็นพวกทำกรรมหนักทีเดียว ท่าทางหนูทรายโดนเขาหลอกด้วยอุบายที่แยบคายด้วยนี่ใช่ไหม?”

“ค่ะ”

ณชะเลตอบทันที และเมื่อเห็นว่าพ่อหมอตรงหน้าเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย จึงเล่าเต็มที่

                “หนูเป็นหนึ่งในเหยื่อนับล้านๆคนของเขา! เขาใช้เวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงหลอกคนครึ่งโลกจนเป็นข่าวใหญ่ซีเอ็นเอ็นอยู่ในเวลานี้ กว่าเหยื่อของเขาจะรู้ตัวก็พากันช่วยลากพาญาติสนิทมิตรสหายมาให้เขาเชือดกันระนาว และถึงขณะนี้คนที่ยังไม่รู้ข่าวก็ส่งไฟล์ต่อๆไปให้คนรู้จักอย่างต่อเนื่อง”

เว้นวรรคครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าพ่อหมอเข้าใจอะไรง่ายเกินคนธรรมดา จึงตัดสินใจพูดแบบไม่ออมรายละเอียดในฐานะผู้มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์ดีคนหนึ่ง

“ความจริงอาชญากรรมที่เขาก่อครั้งนี้ไม่เชิงว่าเป็นไวรัสที่แพร่ระบาดด้วยตัวเองอย่างพี่สาวของหนูเล่า แต่จะเป็นเหมือน ‘ม้าไม้โทรจัน’ ที่ชาวกรีกส่งให้เมืองทรอยโดยหลอกว่าเป็นของขวัญ แต่ที่แท้มีทหารซ่อนอยู่และออกมาทำความวอดวายแก่เมืองทรอยในตอนกลางคืน โปรแกรมนี้เมื่อคนนึกว่าเป็นของดี ของจำเป็น ก็ช่วยส่งต่อกันใหญ่ ซึ่งนั่นแปลว่าการแพร่กระจายอาจหนักกว่าไวรัสเสียอีก”

“อือม์… เทคโนโลยีสมัยใหม่นี่น่ากลัวจริง เขาหลอกว่าจะส่งอะไรให้หนูล่ะ? แล้วมีเหตุผลอะไรถึงต้องทำอย่างนั้น?”

“เหตุผลของพวกแฮกเกอร์เท่าที่หนูทราบคือบางทีแค่อยากอวดความสามารถขนาดเจาะระบบยากๆได้สำเร็จ อย่างรายนี้เขาเจาะระบบของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ใหญ่เจ้าหนึ่ง แล้วนำโปรแกรมโทรจันไปฝังไว้ในส่วนที่เปิดเผยให้ทุกคนมาดาวน์โหลดไปได้ จากนั้นก็กระจายเมล์ไปทั่วทั้งอินเตอร์เน็ต หลอกใครต่อใครว่าขณะนี้มีไวรัสพันธุ์ร้ายแรงที่สุด ขอให้ทุกคนรีบไปเอาไฟล์ป้องกันมาจากบริษัทซอฟต์แวร์นั้น ซึ่งทุกคนต้องหลงเชื่อ เนื่องจากที่อยู่ของโปรแกรมเป็นของบริษัทนั้นจริงๆ แม้แต่คนในบริษัทด้วยกันเองทีแรกยังพลอยหลงตกเป็นเหยื่อ พอเอาโปรแกรมนี้มาทำงาน ทุกอย่างจะยังเป็นปกติ แม้กระทั่งสั่งจัดเก็บข้อมูล ก็เห็นว่าเก็บได้ไม่มีปัญหา ธรรมดาคนก็จะไว้ใจ ปิดโปรแกรม ปิดเครื่อง… พอกลับมาเปิดเครื่องอีกทีจะทำงานต่อก็ลมแทบจับเมื่อพบว่างานที่ทำไปล่าสุดไม่ได้มีอยู่เลย!”

อุปการะพยักหน้ายิ้มอย่างเข้าใจ และพูดสรุปเข้าจุดสั้นๆ

“เขาทำไปเพื่อตบหน้าบริษัทที่เขาหมั่นไส้เท่านั้นเอง”

“ค่ะ โดยอาศัยคนโง่ๆอย่างหนูเป็นเครื่องมือ!”

ณชะเลกล่าวด้วยความเจ็บแค้น จุกเสียดแน่นอก

“หนูไม่โง่หรอก เหมือนเจอหมาท่าทางจะซื่อกับเรา เฝ้าบ้านให้เราได้ พอเอามาเลี้ยงมันกลับกัดเราด้วยนิสัยชั่วร้าย แถมฝากโรคมาติดเราอีก อย่างนี้ไม่มีใครว่าเราโง่ แต่จะเห็นว่าเราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้คนหนึ่ง… แฮกเกอร์สิโง่ เพราะเอาความรู้และสติปัญญาเหนือมนุษย์ไปสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองอย่างสาหัส เขาเป็นนักประดิษฐ์ที่ฉลาดขนาดสามารถสร้างผลงานมหัศจรรย์ แต่แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีนำความเจริญมาสู่โลก กลับสร้างเครื่องจองจำทรมานตัวเองให้เจ็บปวดอย่างยืดยาว”

เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ

“เขาจะได้รับผลกรรมอย่างไรหรือคะ?”

“หนูลองถามตัวเองซิว่าเรื่องครั้งนี้ทำให้หนูรู้สึกอย่างไรเป็นอันดับแรก เอาที่เด่นที่สุดเมื่อรู้ว่าคอมพิวเตอร์โดนไวรัสเล่นงานน่ะ”

“ก็… เจ็บปวด เหนื่อยใจ เสียใจ อ่อนล้าสายตัวแทบขาด เพราะทราบว่าอย่างไรก็ส่งงานช่วงบ่ายนั้นไม่ทันแน่”

“นั่นแหละ เขาต้องประสบเหตุคาดไม่ถึง เตรียมป้องกันตัวไม่ทัน และเสวยความรู้สึกแบบเดียวกันกับหนูด้วย”

“ทุกข์เท่าหนูเป๊ะเลยหรือคะ?”

“ก็ไม่เป๊ะนัก ตามกฎวิทยาศาสตร์นี่เขาว่าถ้าเราเอาหัวโขกผนังแรงเท่าไหร่ ก็จะเท่ากับเอาผนังมาโขกหัวเราแรงเท่านั้น กฎแห่งกรรมก็คล้ายกันอยู่บ้าง เราขว้างบุญบาปออกไปใส่ใคร ก็จะมีผลสะท้อนดีร้ายขว้างกลับมาใส่เราด้วย เพียงแต่อาจจะหนักเบาไม่เท่ากับที่เราขว้างออกไป เหมือนคนถูกขว้างเป็นกำแพงที่มีอำนาจสะท้อนต่างกัน ขว้างโดนคนบุญมากก็เหมือนเจอกำแพงศักดิ์สิทธิ์สะท้อนกลับมาปะทะเราหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม ขว้างโดนคนบุญน้อยก็เหมือนเจอกำแพงกระจอกสะท้อนกลับมาปะทะเราอ่อนๆ หนูประพฤติตนมีศีลมีสัตย์ ไม่กลั่นแกล้งหรือจองเวรใคร ก็จัดเป็นกำแพงที่มีแรงสะท้อนค่อนข้างสูง พูดง่ายๆสมมุติว่าเขาตั้งใจทำให้หนูทุกข์เพียงคนเดียวด้วยการทำข้อมูลเสียหายบางส่วน ก็อาจรับผลคืนเป็นความเสียหายของข้อมูลในเครื่องทั้งหมดได้แล้ว”

“ทำไมกฎแห่งกรรมต้องมีลำเอียงอย่างนี้ด้วยคะ?”

“ไม่ได้เรียกว่าเป็นความลำเอียงของใคร แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สั่งสมไว้ต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆนะ ถ้าผู้ใหญ่บ้านช่วยเหลือลูกบ้าน เป็นที่รักของลูกบ้าน โดนใครตีหัวแตกหน่อยเดียว คนตีหัวอาจรับโทษคืนเป็นการรุมประชาทัณฑ์จากคนหลายสิบจนน่วมและต้องนอนแบ็บให้น้ำเกลือไปหลายเดือน แต่ถ้าเหนือขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เป็นพระราชาซึ่งทำคุณแก่แผ่นดินมาเกินจะนับ แค่ใครเอารูปเคารพมาเหยียบย่ำ คนนั้นอาจถูกคนทั้งประเทศไล่ล่าฆ่าแกงให้ตายดับได้แล้ว”

“เข้าใจล่ะค่ะ เห็นภาพชัดเลย… แต่ดูจากประวัตศาสตร์ที่ผ่านมา ถ้าผู้นำมีใจเมตตา สั่งสอนให้ชุมชนที่รักท่านอโหสิ ใจที่ร้อนก็กลับเย็นได้ อย่างนี้คนทำร้ายท่านก็ไม่ต้องรับกรรมเลยสิคะ?”

“กรรมหมู่บางทีก็มีทิศทางเป็นไปตามคุณธรรมของผู้นำได้เหมือนกัน เคยผูกใจเจ็บกันมาหลายภพหลายชาติ ถึงเวลาก็ล้างเวรล้างภัยพร้อมกันเสีย… แต่ถึงอย่างไรกรรมของผู้ทำร้ายหรือลบหลู่เบื้องสูงก็ต้องย้อนกลับมาให้ตนถูกทำร้ายหรือเหยียดหยามโดยตัวเองอยู่ดี”

ณชะเลพยักหน้า เริ่มเห็นรำไรว่ากรรมที่ร่วมทำกันมากๆนั้น ชนวนกำหนดทิศทางให้เป็นไปอย่างไรๆอาจมาจากผู้ทรงอิทธิพลเพียงคนเดียว นึกถึงแฮกเกอร์ที่ ‘เสกความเดือดร้อน’ และบันดาลใจให้คนเคียดแค้นไปทุกหย่อมหญ้า โดยไม่มีใครมาช่วยไกล่เกลี่ย ไม่มีใครช่วยให้หมู่ชนคิดอโหสิ ก็นับเป็นการผูกใจเจ็บเป็นเครือข่ายใหญ่หลวงอย่างน่าสังเวช

“ตอนแรกหนูไม่รู้หรอกค่ะว่าเจอดีเข้า นึกว่าโปรแกรมทำงานผิดพลาด เอาแต่ว้าวุ่นทุรนทุรายพยายามกู้ข้อมูลคืน แต่ควานหาหนทางอย่างไรก็ไม่พบวิธี จนกระทั่งเพื่อนในกลุ่มอีกสองคนโทร.มาบอกว่าเจอเรื่องแบบเดียวกัน ถึงนึกขึ้นได้ว่าอาจเป็นไวรัส เลยเข้าเน็ตเพื่อสืบข้อมูล แล้วก็พบข่าวม้าโทรจัน เลยทราบว่าหลวมตัวไปแล้ว นาทีนั้นก็คิดว่าทำไมต้องทำกับฉันอย่างนี้ ฉันไปทำอะไรให้เธอ”

ณชะเลเอ่ยคล้ายตัดพ้อราวกับแฮกเกอร์ตัวแสบมาปรากฏตรงหน้า สะท้อนให้เห็นภาวะจิตใจที่หดหู่น่าเวทนาราวกับจำลองเหตุการณ์จริงขึ้นอีกครั้ง จึงเห็นได้ไม่ยากว่าณชะเลมีกรรมอันเป็นปฏิกิริยาเช่นใด

“ก็ยังดีที่หนูไม่ไปสาปแช่ง หรือคิดอยากฆ่าเขาให้ตายเหมือนผู้ถูกกระทำให้เจ็บแค้นแรงๆรายอื่น ซึ่งอย่างนั้นเท่ากับเป็นมโนกรรมในทางอกุศล ทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บทางวิญญาณหนักขึ้นไปอีก”

“เขาทำกับคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเลือดเย็น ไร้ความยุติธรรมจริงๆค่ะ แต่เมื่อสิบปีก่อนบ้านหนูเคยประสบหายนะยิ่งกว่านี้ จากที่เคยมีฐานะดีกลับกลายเป็นยากจนแทบอดตายไปพักใหญ่ พ่อแม่ยังมีแก่ใจสอนลูกๆไม่ให้ผูกอาฆาตจองเวรกับคนที่ทำกับเรา หนูเลยติดนิสัยอภัยได้ไม่จำกัดมาจากพวกท่าน”

อุปการะพยักยิ้ม

“อือม์… การอภัยไม่ต้องเสียอะไรเพิ่ม การจองเวรสิต้องเสียยิ่งกว่าเดิมไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งเวลา ทั้งกำลังกายกำลังใจ บุญบาปทำหน้าที่อยู่แล้ว เราปล่อยเขาไปตามทางที่เขาสร้างเอง เดินเอง และเสวยผลเองน่ะดีที่สุด ถ้าผูกใจเจ็บก็เท่ากับพลอยกระโจนไปร่วมรับบาปอย่างใดอย่างหนึ่งบนเส้นทางของเขาด้วย”

เด็กสาวทำหน้าสงสัย

“แค่ผูกใจเจ็บน่ะหรือคะทำให้เราต้องร่วมรับบาปกับเขา?”

“การผูกกรรมมีความพิสดารลึกซึ้ง หนูคาดไม่ถึงหรอก เรานึกว่าแค่ผูกใจเจ็บก็เป็นเรื่องส่วนตัวในใจ แต่ความจริงมันเกิดกระแสเวรผูกพันระหว่างวิญญาณขึ้นมา แม้เราไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาก็ตาม เขาเป็นฝ่ายกระทำต่อเราวันนี้ อนาคตจะต้องมีเรื่องมีราวให้เรามีอำนาจเหนือกว่า และกรรมเก่าจะยั่วยุให้เราคิดเอาคืนบ้าง ซึ่งก็แปลว่าเราจะมีโอกาสทำบาปและรับผลจากบาปนั้นคืนในกาลต่อไป”

ลูกค้าสาวคลายสีหน้าอย่างเข้าใจเต็มตื้น

“หนูจะไม่จองเวรเขาค่ะ”

“ไม่จองเวรกับแฮกเกอร์ได้ก็ดี เพราะวงเวียนอันเป็นวังวนกรรมของพวกนี้น่าเหนื่อยหน่ายไม่มีที่สิ้นสุด”

“ไม่มีที่สิ้นสุดเลยเหรอคะ?”

“ผมหมายถึงไม่สิ้นสุดง่ายๆในชาติปัจจุบันน่ะ กรรมที่เขาก่อนั้นใหญ่หลวงนัก เพราะเป็นชนิดกระทำกับคนไม่เลือกหน้า ไม่อาจประมาณถูกว่าจะโดนใครเข้าบ้าง และผู้ได้รับความเสียหายจะประสบวิกฤตรุนแรงเพียงใด ยิ่งหนูบอกว่าออกข่าวมามีตัวเลขคนรับผลกระทบเป็นล้านอย่างนี้นะ ก็แปลว่าผลกรรมต้องถูกขยายให้ยืดเยื้อยาวนานเกินกว่าจะชดใช้กันได้หมดในชาติเดียว ผมประมาณจากขอบเขตความกว้างยาวของเงากรรมที่แผ่ออกไปแล้วสงสารเขามากกว่าอย่างอื่น เพราะกรรมที่มีอิทธิพลกระทบกับคนเรือนล้านนั้นมักเนิ่นนานนับกัปนับกัลป์”

คำอธิบายเนิบนาบของคนรู้ว่าตัวเองกำลังพูดถึงอะไร มีน้ำหนักพลังที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อถือ เด็กสาวทั้งสองที่นั่งฟังอยู่ถึงกับสลดวูบ

“แย่นะคะ” ละอองฝนออกความเห็น “เขาอุตส่าห์ทุ่มเทกำลังกายและกำลังปัญญานับเดือนไม่พอ ยังได้รางวัลเป็นภัยร้ายแก่ตัวเองเกินคำนวณซะอีก”

“นั่นแหละ ธรรมชาติมักหาเรื่องหลอกล่อให้มนุษย์ใช้ความฉลาดไปในทางโง่เสมอ ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งทำเรื่องโง่ได้รุนแรงขึ้นเท่านั้น สำรวจดูเถอะ ความเดือดร้อนนานัปการทุกวันนี้เริ่มต้นจากการใช้ความฉลาดของมนุษย์แทบทั้งสิ้น”

ณชะเลผงกศีรษะรับอย่างแข็งแรง

“แฮกเกอร์ที่ชอบทำความเดือดร้อนรำคาญใจให้คนอื่นส่วนใหญ่เป็นพวกฉลาดจัด อยากรู้อยากเห็นเกินคนธรรมดา คือชอบสำรวจซอกแซกไปทุกมุมลับในโลกคอมพิวเตอร์ที่คนอื่นมองไม่เห็น แล้วก็จะภูมิใจมากถ้าทะลวงกำแพงผ่านเข้าเขตหวงห้ามได้สำเร็จ บางทีแค่เพื่อสนองความรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ที่สุดเท่านั้น และวิธีที่จะให้ทุกคนประจักษ์ความยิ่งใหญ่ของตน ก็คือทำอะไรแล้วเป็นข่าวระดับโลกทางซีเอ็นเอ็น”

ละอองฝนเสริม

“และรายนี้ก็ทำสำเร็จ ป่านนี้นั่งอมยิ้มดูผลงานกระฉ่อนโลกของตัวเองอยู่ในห้องนอนด้วยความปลื้มอย่างหาที่เปรียบไม่ได้”

อุปการะนึกตาม และเห็นจิตของแฮกเกอร์ปลาบปลื้มยินดีกับผลงานวินาศกรรมของตนอยู่จริงๆ

“ยิ่งเขาปลื้มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งย้ำกรรมให้หนักแน่นมากขึ้นเท่านั้น ก่อนทำเขาต้องปรารถนารุนแรง ขณะทำเขาต้องทุ่มกำลังกายกำลังใจสุดตัว หลังทำยังอิ่มเอมเปรมใจไม่สำนึกผิดเสียอีก ผมไม่ค่อยเห็นคนอยู่ดีๆทำร้ายตัวเองในระดับนี้ได้บ่อยนักหรอก”

ละอองฝนหรี่ตาสยอง

“หนูเคยได้ยินว่ากรรมชั่วใดก็ตาม ถ้าทำด้วยใจหนักแน่นโดยไม่ตระหนักว่าเป็นบาป จะมีผลรุนแรงที่สุดใช่ไหมคะ?”

“ใช่! ทางพระท่านเปรียบเหมือนจับถ่านร้อนโดยไม่รู้ว่าร้อน ก็จะฉวยขึ้นกำแน่น ทำให้พุพองได้มาก ต่างจากคนที่รู้ว่าถ่านร้อน ถึงจำใจกำก็หลวมๆ เนื้อหนังไหม้พองน้อยกว่า”
               พี่น้องสองสาวพยักหน้าพร้อมกันอย่างเห็นภาพ

“ผมแนะนำให้หนูทรายแผ่เมตตา คนก่อความโกลาหลในสังคมด้วยความปรีดาปราโมทย์มักจะต้องเผชิญทุกข์สาหัสซ้ำซาก โอดครวญก็ไม่มีใครเห็นใจ มีแต่โดนสมน้ำหน้า ชนิดที่คนสมน้ำหน้าเองก็อธิบายไม่ถูกว่าทำไมอยากสมน้ำหน้า เขาจะเจอเรื่องร้ายให้ต้องหาทางป้องกันตนเองอย่างน่าเหนื่อยหน่ายยาวนานยิ่งกว่าคนเดินทางไกลถูกสัตว์เล็กใหญ่รบกวนไปตลอดทาง”

“แล้วที่หนูเป็นตัวนำเคราะห์ให้เพื่อนพลอยเสียงานไปด้วย หนูก็ทำทั้งไม่รู้เหมือนกัน แถมตอนแรกยังปลื้มปีติเสียด้วยที่ช่วยคาบข่าวไปบอกเพื่อนก่อนใคร อย่างนี้มิต้องรับผลไปเต็มเหนี่ยวด้วยหรือคะ?”

“หนูก็อาจได้รับผลกรรมบ้าง เรียกว่าเป็นผลข้างเคียงมากกว่า เช่นถ้าเพื่อนขาดการพิจารณาก็อาจต่อว่าเราจนเสียกำลังใจ แต่นี่เรามีเพื่อนที่ดี รับรู้ความหวังดีของเรา เขาก็ให้อภัย… เจตนาเป็นใหญ่ เป็นประธานในกรรมทั้งปวง แม้ผลลัพธ์ของการกระทำออกมาเป็นลบ แต่เจตนาที่แท้จริงของหนูคือคิดช่วยปกป้องเพื่อน ไม่ใช่ทำร้ายเพื่อน หากหนูมีเจตนานี้ไปเรื่อยๆตลอดชีวิตที่เหลือ ชาติปัจจุบันแม้เจออุปสรรคก็จะผ่านไปได้ไม่ยากนัก เกิดใหม่ชาติหน้าจะเจอแต่คนหวังดี คิดช่วยเหลือเกื้อกูลให้หนูปลอดภัย มีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุข”

ณชะเลยิ้มออกมาได้กับคำพยากรณ์ของบุคคลผู้พิสูจน์ตัวแล้วว่าน่าเชื่อถือพอ

“ค่ะ หนูไม่อยากเป็นตัวซวยของใครอีก จะอธิษฐานเอาได้ไหมคะ?”

“คนเราอาจเลือกเป็นตัวซวยหรือตัวนำโชคได้ด้วยกรรมในปัจจุบัน ถ้าหากหนูทำดี พาโชคมาให้คนอื่นด้วยความจงใจอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถอธิษฐานได้ว่าทั้งชาตินี้ชาติหน้าขอเป็นผู้นำแต่ความสุขความเจริญมาสู่ญาติมิตร อย่าได้พาเคราะห์ร้ายมาหาพวกเขาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างนี้อีกเลย”

ละอองฝนถามบ้าง

“หนูเห็นทรายเขาสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน อย่างนี้ไม่เป็นกรรมดีพอให้คุณพระคุ้มครองหรือคะ ทำไมยังติดกลุ่มโดนจระเข้ฟาดหางได้อยู่?”

“พวกหนูจ่ายค่าคุ้มครองเป็นเสียงสวดมนต์เท่านี้เองหรือ?”

สองสาวหัวเราะ อุปการะถามอีก

“หนูทรายสวดบทไหน?”

“อิติปิโสฯค่ะ”

เจ้าตัวเป็นคนตอบเอง

“สวดกี่จบ”

“จบเดียวค่ะ”

“รู้ไหม บทสวดอิติปิโสฯกล่าวถึงอะไร?”

“ก็เป็นบทสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ผู้ใหญ่บอกว่าเมื่อเราสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ก็เท่ากับรับกระแสความศักดิ์สิทธิ์นั้นๆมาคุ้มเกล้าแล้ว”

“ก็ถูก มีส่วนจริงอยู่มากนะ ทำนองเดียวกับเอาตัวไปสัมผัสแดดอุ่นก็หายหนาว หรือเอาแสงสว่างแห่งกองกุศลมาตั้งไว้ในใจย่อมขับไล่ความคิดด้านมืด และเท่ากับเป็นการเอาตัวมาอยู่ใต้ร่มเงาของคุณพระ ภยันตรายก็มาถึงตัวยากเป็นธรรมดา เอาง่ายๆไม่ต้องสวดมนต์ก็ได้ ก่อนออกจากบ้านแค่ระลึกในใจ หรือเปล่งวาจาเต็มปากเต็มคำ ว่า ‘พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ประสบภัย’ เพียงเท่านี้เราก็จะพลอยได้ส่วนในสัจจะความจริงที่มีอยู่ในพระองค์ไปด้วยแล้ว แม้อาจถึงคราวพบภยันตรายจากกรรมเก่า ก็สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้อักโข”

ณชะเลลองนึกตาม หล่อนมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง และทราบว่าไม่อาจมีสัตว์ มนุษย์ เทวดา มาร หรือแม้พระพรหมใดทำร้ายให้พระพุทธองค์สิ้นพระชนม์ พอกำหนดนึกว่า ‘พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ประสบภัย’ เท่านั้น ก็คล้ายแสงสว่างแจ้งปรากฏขึ้นในภายใน บังเกิดความโปร่งโล่งอบอุ่นใจเสมือนเข้าไปอยู่ในเขตรัศมีความปลอดภัยของพระพุทธองค์ทันที

ผลสำเร็จจากอุปเท่ห์วิธีเล็กๆน้อยๆทางจิตเพียงเท่านี้ ก็ทำให้หล่อนบังเกิดความเข้าใจหลักการ ‘อ้างสัจจะความจริง’ ขึ้นมา คิดถึงสิ่งใดที่มีอยู่จริง สิ่งนั้นย่อมมาปรากฏในใจเราทันที ถ้ามีพลังคุ้มครองก็จะเหมือนปรากฏเกราะแก้วไร้ตน แต่สัมผัสรู้ด้วยใจทันใด จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจตนเองและพลังความศักดิ์สิทธิ์ของเป้าหมายที่ระลึกถึง หลายศาสนาที่มีการพร้อมใจสวดระลึกถึงคุณของพระศาสดาบ่อยๆ จึงประสบปาฏิหาริย์ของพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่จริงในทางนั้นๆมาบอกต่อกันได้ไม่ขาด

“ที่ผ่านมาทรายเขาก็ออกเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือใครต่อใคร ทำไมยังไม่พ้นภัยคนพาลล่ะคะ”

ละอองฝนไม่วายกังขา

“ปีที่ผ่านมาหนูทรายโดนแกล้งให้เดือดร้อนกี่ครั้ง?”

“เพิ่งครั้งนี้แหละค่ะ”

ณชะเลเป็นคนตอบ

“งั้นย้อนไปทั้งชีวิตเลยแล้วกัน กี่หนที่หนูโดนทำร้ายร่างกายและจิตใจชนิดจำได้แม่น คิดถึงทีไรนึกออกว่าเจ็บปวดมาก?”

เด็กสาวอึ้งคิดอยู่ครู่ ก่อนตอบเสียงแผ่ว

“สองสามครั้งมั้งคะ หนูแค้นคนมาทำพ่อแม่หนูร้องไห้มากกว่าโดนใครทำตัวเอง”

“นั่นแหละนะ แสดงให้เห็นว่ากรรมของความเป็นคนพุทธที่ไม่จองเวรใคร มีจิตใจเอื้อเฟื้อชอบช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ทำให้เรามีชีวิตที่สงบสุขอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าสอนว่า ‘ควรทำตนให้เป็นที่พึ่งแห่งตน’ ซึ่งก็ด้วยสติปัญญาและกรรมดีของตัวเอง ใครเชื่อคำสอนท่าน ก็ย่อมได้รับการปกป้องจากความศักดิ์สิทธิ์ของกรรมดีในตนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสวดมนต์ด้วยเจตนาอ้อนวอนขอความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นก็ได้”

แล้วอุปการะก็ขยายที่มาแห่งวิบากกรรม

“ที่หนูเป็นหนึ่งในผู้ถูกหลอกให้หลงเชื่อครั้งนี้ ก็เพราะเศษกรรมในอดีตชาติที่เคยหลอกสัตว์เลี้ยงซึ่งป่วยหนักให้กินยาพิษ ด้วยเจตนาสงเคราะห์ให้มันพ้นทรมาน กับทั้งไม่ต้องเอาโรคไปติดสัตว์ตัวอื่น แต่ยาพิษซึ่งหนูเข้าใจว่าจะช่วยให้มันตายอย่างสงบนั้น ความจริงช่วยแค่ให้สงบแต่กิริยาภายนอก แต่จิตมึนเมาปั่นป่วนด้วยฤทธิ์ยา และเคลื่อนไปสู่ภพที่ต้องใช้กรรมเก่าต่ออีก แทนที่จะใช้กรรมเสียให้หมดในการป่วยคราวเดียว”

ณชะเลตาค้าง

“เหรอคะ?”

“ตอนหนูทรายอายุประมาณ ๗-๘ ขวบเคยกินยาแล้วแพ้อย่างแรงด้วยความสะเพร่าให้ยาผิดของหมอ ต้องนอนแบ็บแทบไม่ได้สติอยู่สองวันใช่ไหม?”

พี่น้องสองสาวขนลุกเกรียวครั้งใหญ่ พึมพำออกมาพร้อมกัน

“ใช่ค่ะ”

“นั่นแหละ เป็นการใช้กรรมเก่าโดยตรง แต่ครั้งนั้นหนูคิดเคืองหมอมาก และร่วมกับที่บ้านไปเอาเรื่องเอาราวกับหมอ กรรมจึงเหลือเศษ ดลใจให้เราต้องไปเจอและหลงเชื่อเอาไวรัสคอมพิวเตอร์มาทำให้งานการล่าช้าในครั้งนี้อีก”

ละอองฝนถามเสียงสูงด้วยความประหลาดใจ

“แต่เศษกรรมหรือหางเลขงวดนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับยาหรือสุขภาพทางกายโดยตรงเลยนี่คะ?”

“ก็ใช่ แต่มันก็เกี่ยวกับความเข้าใจผิด นึกว่าจะได้ของดีมาเยียวยาหรือแก้ไขใช่ไหมล่ะ”

ณชะเลห่อปาก ยังขนลุกเล็กๆอย่างต่อเนื่อง เพราะรู้สึกราวกับนั่งฟังคำพิพากษาจากพญายมราชตัวจริงผู้มีหน้าที่รักษากฎแห่งกรรม

“การให้ผลของกรรมพิสดารจังค่ะ ไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่หนูนึกเอาไว้เลย”

“กรรมบางอย่างเวลาให้ผลนั้น รูปเหตุการณ์อาจก๊อปปี้กันได้ เช่นเราดักตีหัวคนวันนี้ อาทิตย์หน้าอาจโดนคนดักตีหัวคืนบ้าง แต่โดยทั่วไปการให้ผลของกรรมไม่ได้ตรงไปตรงมาตายตัว อย่างถ้าให้หนูเห็นภาพใหญ่เข้าใจง่ายๆ ก็เช่นการด่าพระผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการทำกรรมด้วยปากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผลร้ายอาจเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพร้อมกัน เช่นเป็นโรคอย่างหนัก ถึงความเป็นบ้ามีจิตฟุ้งซ่าน สิ่งสะท้อนเกิดขึ้นจากกายใจตัวเอง ไม่ใช่ต้องให้คนอื่นมาด่าคืน แถมรับกรรมในช่วงชีวิตที่เหลือไม่พอ ยังอาจต้องไปเสวยผลต่อในนรกอีก”

“แปลว่า… นรกสวรรค์มีจริงใช่ไหมคะ?”

พออุปการะอ้างถึงนรก ณชะเลก็ถามในสิ่งที่คาใจมานานทันที โดยครั้งนี้รู้สึกว่าจะได้รับคำตอบจากผู้น่าเชื่อถือพอ

“ผมบอกไปหนูก็เห็นด้วยตาเปล่าไม่ได้ เอาที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหูกันดีกว่า อบายภูมิน่ะไม่ใช่แดนนรก แดนเปรต หรือแดนอสุรกายนอกโลกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแดนเดรัจฉานด้วย ซึ่งพวกมันก็ปรากฏตัวอยู่ร่วมโลกกับเรานี่แหละ ตอนนี้หนูทรายเลี้ยงหมาฝรั่งตัวเล็กขนยาวเหมือนตุ๊กตาของเล่น หน้าหวานคล้ายลูกหมีไว้ตัวหนึ่งใช่ไหม?”

          ณชะเลเริ่มแปลกใจน้อยลงกับความสามารถล่วงรู้ราวกับตาเห็นของอุปการะ เพราะเมื่อทึ่งถึงขีดสุดก็ย่อมไม่เหลืออะไรเกินนั้นได้อีก ปฏิกิริยาจึงเป็นอาการยอมรับตามปกติ ไม่ตื่นเต้นตกตะลึงเท่าเก่า

“ค่ะ ชื่อเจ้าอุ๊ยโหย”

มันคือสุนัขพันธุ์ยอร์กเชียร์ เทอเรียที่หล่อนซื้อมาเลี้ยงได้ประมาณปีเศษ หล่อนตั้งชื่อตามคำอุทานของตนเมื่อเห็นมันเป็นครั้งแรกในกรงที่ร้านขาย

“ระลึกดู ก่อนหน้านั้นถึงแม้หนูทรายจะรักสัตว์ ก็ไม่เคยคิดเลี้ยงลูกหมา แต่จู่ๆก็นึกอยากเลี้ยงขึ้นมาเฉยๆใช่ไหม?”

“ค่ะ”

เจ้าของเทอเรียจำเป็นต้องยอมรับอีก นึกย้อนทบทวนแล้วก็จำได้สนิทว่านั่งรถอยู่ดีๆก็อยากได้ลูกสุนัขมาเลี้ยงที่บ้าน โดยไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินอะไรมาเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความอยากทั้งสิ้น

“หนูและคนธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าอะไรเป็นความคิดอยากของเราเอง อะไรเป็นแรงกระทำภายนอกที่จี้ให้นึกอยาก อย่างเช่นกรณีนี้ ในภูมิมนุษย์เมื่อหลายสิบชาติก่อนหนูเคยเป็นแม่ของมันมา ในภพของความเป็นแม่ลูกครั้งนั้นได้ร่วมกันฝ่าฟันความยากลำบาก หนูเลี้ยงดูเขาอย่างดี ยอมอดเพื่อเขาได้ และเขาก็สนองพระคุณด้วยการยอมตายแทนหนูตั้งแต่เด็ก คือเห็นคนจะรังแกแม่แล้วทุ่มตัวเข้าปกป้องสุดฤทธิ์จนพบจุดจบ ครั้งนั้นจิตที่มืดมนด้วยพิษบาดแผลและความอาฆาตศัตรูกดให้วิญญาณเขาถือกำเนิดในภพต่ำ เป็นสัตว์อย่างนี้มาหลายร้อยครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งจะน่ารักน่าเอ็นดูเสมอ เพราะบุญที่เคยกตัญญูต่อแม่ พูดจาอ่อนหวานเอาใจแม่”

ระหว่างอุปการะกล่าว ณชะเลถึงกับน้ำตาไหลลงมาเป็นทางโดยไม่รู้ตัว คิดถึงเจ้าอุ๊ยโหยที่บ้านจับใจ มันเป็นจุดนุ่มนวลกลางอกเสมอมา นัยน์ตาโศกละห้อยผิดพันธุ์จะแปรเป็นประกายดีใจทุกครั้งเมื่อเห็นหล่อน นั่นคือแม่เหล็กดึงดูดให้อยากกลับบ้านเร็วมาตลอด แม้จะให้คนอื่นเรียกมันว่าอุ๊ยโหย แต่หล่อนกลับเรียกมันว่า ‘ลูก’ ทุกคำ และนึกว่าตนอุปาทานไปคนเดียวด้วยอำนาจความพิศวาสแทบขาดใจ

อุปการะขยายความต่อ

“วันที่อยากได้ลูกหมามาเลี้ยง ใจหนูนึกว่าสุ่มไปเลือกตัวไหนก็ได้จากลูกหมานับร้อยนับพันตัว แต่ความจริงคือกรรมสัมพันธ์ได้เลือกไว้ให้เราแล้ว คือตัวที่หนูกำลังเลี้ยงอยู่นี่เอง เมื่อใดก็ตามที่เกิดร่วมยุคกัน มันจะอยู่ในที่ที่หนูไปเอามาชุบเลี้ยงให้ความรักความอบอุ่นได้เสมอ เพราะผลของกรรมที่ยอมตายแทนกันนั้นจะส่งกระแสเรียกให้กลับมาสงเคราะห์กันในชาติใหม่ได้แรงกว่ากรรมชนิดอื่น… คราวนี้หนูคงเชื่อแล้วสินะว่าภพภูมิและการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง”

“ไม่สงสัยอีกแล้วค่ะ” ณชะเลปาดน้ำตาตอบเสียงเครือ “แล้วหนูจะทำยังไงถึงจะช่วยส่งให้มันไปเกิดในภพที่ดีกว่านี้ได้คะ?”

“สิ่งมีชีวิตแต่ละเผ่าพันธุ์จะมีสภาพเด่นที่มันติดข้องอยู่ อย่างภพหมาสวยๆที่หนูเลี้ยงอยู่นี่จะติดความเย่อหยิ่ง ความอาจหาญเกินตัว ถ้ามีหนทางกล่อมให้มันละความติดข้องกับภพแห่งความเป็นเช่นนี้ ก็จะหลุดจากภพแห่งความเป็นเช่นนี้ได้”

“กล่อมมันยังไงคะ?”

“สัตว์ที่ถูกมนุษย์เลี้ยงอย่างใกล้ชิดจะมีสิทธิ์พัฒนาจิตวิญญาณให้สูงส่งขึ้นได้ไม่ยากหรอก เจ้าของเป็นอย่างไร มันก็ซึมซับมาอย่างนั้น สัมผัสทะนุถนอมของคนมีศีลสัตย์จะช่วยให้คลื่นจิตของมันสงบ อ่อนโยน ยิ่งหนูพูดและทำกับมันด้วยข่ายคลื่นธรรมะมากขึ้นเท่าไหร่ ก็พลอยเหนี่ยวนำให้จิตของมันคล้อยตามกระแสธรรมะไปด้วยมากขึ้นเท่านั้น”

ณชะเลเล็งแลอุปการะด้วยลักษณาการเงียบนิ่งเป็นดุษณี ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อเหนี่ยวนำจิตเจ้าอุ๊ยโหยให้เป็นกุศล ทุกวันนี้หล่อนก็นำมันมาหมอบข้างๆทุกครั้งที่สวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งเป็นการเปล่งเสียงแสดงความเคารพนบนอบต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว แต่ต่อไปจะทำยิ่งกว่านั้น เช่นให้มันเห็นหล่อนใส่บาตรพระถี่บ่อยที่สุดจนกลายเป็นภาพติดตา!

ละอองฝนเห็นน้องสาวนั่งเงียบขรึมก็เป็นฝ่ายถามหมอดูบ้าง

“ที่หมาแมวมีความผูกพันเป็นพิเศษ และมักได้รับอภิสิทธิ์เป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านคนนี่ก็เพราะชาติใกล้เคยเป็นมนุษย์หรือเปล่าคะ?”

“มีส่วนใช่นะ คนเราลดชั้นลงไปเกิดเป็นหมาแมวกันเยอะ โอกาสเจอญาติเก่าในร่างหมาแมวจึงสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่น กรรมจะทำให้หมาแมวมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป กับทั้งตกแต่งรูปร่างหน้าตาให้มู่ทู่น่าเอ็นดู โดยเฉพาะลูกหมาจะขาสั้น ตัวสั้น เตะตาให้เกิดความอยากเลี้ยงทันที โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงจะถูกชะตากับสัตว์เลี้ยงหน้าตาน่ารักที่มีสัญชาตญาณขี้อ้อน ยอมเหนื่อยเลี้ยงดูมันง่ายเป็นพิเศษ”

“อย่างถ้าไปเกิดเป็นปลาชะโด โอกาสที่เจอแล้วปิ๊งก็ไม่มีสิคะ? ตัวกลมฟันแหลมไม่น่ารักอย่างนั้น”

อุปการะหัวเราะ

“เห็นไหมล่ะว่ากำเนิดต่างๆจะให้โอกาสผิดแผกกัน กรรมของพวกปลาชะโดตกแต่งรูปร่างหน้าตาให้น่าเกลียด สร้างสัญชาตญาณดุร้ายก้าวร้าวติดตัวมาแต่เกิด และดลใจให้มนุษย์เราเรียกมันไปในทางตลก”

กล่าวจบก็ยกข้อมือดูนาฬิกา ซึ่งพอเป็นสัญญาณให้พี่น้องสองสาวทราบว่าน่าจะสมควรแก่เวลาแล้ว

“สรุปคือที่ทรายเขาต้องทำ คืออโหสิให้กับแฮกเกอร์ แล้วก็เลิกทรมานใจกับการโทษตัวเองเสียทีว่าเป็นคนผิดที่ลากเพื่อนมาร่วมเคราะห์ร้ายใช่ไหมคะ?”

ละอองฝนถามแทนน้องด้วยความห่วงใย

“ใช่ ครั้งนี้หากหนูไม่อาฆาตแค้น คิดอโหสิให้กับแฮกเกอร์โดยดี ก็ถือว่าสะสางกรรมชุดที่ไปวางยาพิษสัตว์เลี้ยงในอดีตชาติเรียบร้อย”

“หนูอโหสิให้เขาค่ะ”

ณชะเลรีบพูดและหมายความตามนั้น อุปการะเห็นจิตของเด็กสาวให้อภัยอย่างสะอาดสะอ้านจึงพยักหน้าช้าๆ คล้ายเป็นสัญญาณรับรองว่ากรรมเป็นอโหสิจริง

“ดีแล้ว”

ละอองฝนเหลียวมองน้องสาว เห็นท่าทางสดชื่นหายวิตกก็หันกลับไปหาพ่อหมออย่างขอถามเป็นข้อแถมสุดท้าย

“อยากรู้จังค่ะว่าแฮกเกอร์จะเป็นตัววิบัติไปอีกนานแค่ไหน กว่าจะสำนึกผิดและต้องชดใช้กรรม บางทีกฎแห่งกรรมก็ทำงานช้าจัง คนชั่วลอยนวลสร้างความเสียหายกับสังคมได้หลายปีไม่ยักเป็นไร”

“ที่กรรมชั่วให้ผลช้า บางทีเพราะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากบุญเก่าช่วยพยุงไว้นาน อย่างคนที่สุขภาพแข็งแรงเพราะออกกำลังกายดี ถึงกินเหล้ามากก็เหมือนไม่เป็นไร ต่อเมื่อถึงจุดหนึ่งความแข็งแรงช่วยไม่ไหว ก็กลายเป็นโรคตับแข็งขึ้นมา”

สีหน้าของเด็กสาวคลายอาการสงสัยลงอีกครั้ง

“ก็จริงนะคะ แฮกเกอร์กี่รายต่อกี่รายที่สร้างความเสียหายมากๆ ลงเอยด้วยคุกทั้งนั้น เพราะทางการตามล่าอย่างเอาเป็นเอาตาย ข้ามประเทศ ข้ามปี”

อุปการะยิ้มเล็กน้อยเยี่ยงผู้รู้นัยแห่งกรรมอันซับซ้อนลึกซึ้ง

“คนบางคนต้องทำบาปอย่างมหันต์แล้วสำนึกผิดเสียก่อน ถึงจะมีแรงบันดาลใจทำบุญเป็นอนันต์เพื่อไถ่โทษ คนที่สามารถทำให้ใครๆเดือดร้อนได้เป็นล้านน่ะ บารมีเก่าย่อมไม่ใช่น้อยๆนะ ไม่อย่างนั้นธรรมชาติไม่ให้อำนาจล้นเหลือมาขนาดนั้นหรอก วันหนึ่งหนูอาจเห็นเขาทำอะไรได้อย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนก็ได้”

“เช่นอะไรคะ?”

                 “เช่นเปลี่ยนความเชื่อของคนเกือบครึ่งโลกให้เป็นไปในทางเดียวกันไง!”

อ่านต่อ ตอน ความเชื่อ

ผู้แต่ง ดังตฤณ