การบนบานศาลกล่าว สัมฤทธิ์ผลจริงด้วย เหตุใดคะ
เห็นมีการแก้บนกันตลอดเวลา อย่างวัดบางวัดที่คนบนกันมาก


ดอกไม้ คิดว่าผลสําเร็จนั้นเกิดจากความพยายามของเขาเอง
หรือมิฉะนั้นก็เป็นเพราะบุญของเขาที่เคยทําไว
แต่บังเอิญเขาได้ไปบนไว้ด้วย เขาเลยเข้าใจผิดคิดว่าเพราะบนจึงสําเร็จ
ถ้าการบนทําให้สําเร็จได้จริง ทําไมคนส่วนมากที่บนแล้วจึงไม่สําเร็จ
มีเรื่องจะเล่า ให้ฟังสักเรื่องหนึ่งพอเป็นตัวอย่างประกอบ

พระเจ้าพรหมทัต กินเนื้อมนุษย์
ต่อมาเป็นโจรอยู่ในป่าได้นามว่า โจรโปริสาท (โจรกินคน)
วันหนึ่ง จับพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งได้กระโดดข้ามรั้วแห่งหนึ่ง
โดนตอตะเคียนตําเท้าจนทะลุหลังเท้า
เมื่อผู้อารักขาจํานวนมากของพราหมณ์หนุ่มตามมา
เขากําลังเจ็บเท้า จึงได้ทิ้งพราหมณ์หนุ่มไว้ให้บริวารเขานํากลับไป
โปริสาทไปนอนซุ่มตัวอยู่ ใต้ต้นไทรใหญ่
แล้วบนกับรุกขเทวดาว่า ถ้าแผลเขาหายภายใน ๗ วัน
เขาจะนํากษัตริย์จํานวนมากมาทําพลีกรรมแก่เทวดา
พอครบ ๗ วันแผลเขาก็หาย
เขาจึงไปจับกษัตริย์เป็นจํานวนมากมารวมไว้ที่ใต้ต้นไทร
เทวดาร้อนใจว่า บาปจะตกถึงตัว
แผลเขาหายเองแท้ๆ เทวดาไม่ได้ทําอะไรเลย
แต่เขาเข้าใจผิด คิดว่าเทวดาช่วย เทวดาจึงบอกเขาว่า
ให้ไปนําพระเจ้าสุตโสมมาทําพลีกรรมด้วย จึงจะยอม
โปริสาทไปจับพระเจ้าสุตโสมมาได้
พระเจ้าสุตโสมซึ่งเคยเป็นเพื่อนเก่าของโจรโปริสาท
แสดงธรรมต่างๆ ให้ฟัง จนโปริสาทกลับใจ
ไม่ทําพลีกรรม ปล่อยกษัตริย์ทั้งหลายไป

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ผลสําเร็จไม่ได้มาจากการบน แต่มาจากเหตุอื่น ซึ่งสมควรกับผลที่เกิดขึ้น
ถ้าบนแล้ว สําเร็จตามที่ต้องการ ใครเล่าจะพลาดจากสิ่งที่ต้องการ
เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะบนได้ทั้งนั้น และสิ่งที่เขาจะบนก็มีอยู่มากมาย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนาทั้งหลาย
มิได้สําเร็จด้วยการอ้อนวอน แต่สําเร็จด้วยการกระทําคือด้วยบุญ”

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 การรดน้ำมนต์จะปัดเป่าเคราะห์ร้ายได้จริงหรือคะ
มีคนเป็นจํานวนมากที่เที่ยวหาวัดต่างๆ เพื่อรดน้ำมนต์


พระอาทิตย์ เคราะห์ร้ายมันมาจากการคิด การทํา และการพูดที่ร้าย
เช่น คิดโลภ อยากได้ของผู้อื่น แล้วไปปล้นไปจี้เขา
ไปขโมยของเขา ไปคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นการได้ที่ไม่ชอบธรรม
จึงเกิดเคราะห์ร้ายขึ้น เช่น ถูกจองจําทําโทษ
เพราะการกระทําของตนเป็นเหตุ
หรือมิฉะนั้นก็มาจากกรรมเก่าที่เคยทําไว้ ในชาติก่อน
บางคนโกรธจัดไปทําร้ายผู้อื่น ก็ได้รับโทษเพราะโทสะของตน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีเคราะห์ใดเสมอด้วยโทสะ (นตฺถิ โทสสโม คโห)

บางคนไปทําอะไรร้ายๆ แล้วคิดว่า ตนเคราะห์ร้าย จึงไปรดน้ำมนต์
แต่เคราะห์ร้ายก็คงไม่หายไป ถ้าไม่หยุดทําสิ่งที่ร้าย
และใช้ธรรมะในส่วนที่ตรงกันข้ามมาเป็นน้ำมนต์รดล้างให้หมดไป
เช่น เกิดความโลภขึ้นมา ก็ปราบความโลภ
ด้วยความไม่โลภหรือสันโดษ
ปราบโทสะหรือความโกรธด้วยเมตตา
เอาน้ำคือ เมตตามารดล้างความโกรธนั้นเสีย เคราะห์ร้ายก็จะหายไป
บางคนพูดร้าย เช่น พูดใส่ความผู้อื่น ด่าทอผู้อื่นด้วยวาจาที่รุนแรง
ถูกฟ้อง ได้รับโทษถึงติดคุกก็มี
หรือถูกปรับต้องเสียทรัพย์เป็นอันมากก็มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“บุคคลบางคนเกิดมา เหมือนมีขวานติดปากมาด้วย
เพื่อให้คนพาลผู้ชอบพูดชั่วๆ ไว้เชือดเฉือนตนเองให้เดือดร้อน
ผู้ใดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ หรือสรรเสริญคนที่ควรติเตียน
ผู้นั้นเกลี่ยโทษลงด้วยปาก เขาย่อมไม่ได้รับความสุขเพราะโทษนั้น”

บางคนออกจากคุกเพราะทําผิดเอาไว้
แล้วเที่ยวเสาะแสวง หาน้ำมนต์จากวัด และจากพระที่เชื่อว่าขลัง
ผมได้แนะนําว่า อย่าทําผิดเช่นนั้นอีก และอย่าทําผิดอย่างอื่น
อันเป็นเหตุให้ต้องติดคุกก็เป็นอันได้รดน้ำมนต์ไปในตัว
ถ้าไปทําผิดอีกก็ถูกจําคุกอีก น้ำมนต์ที่ไหนก็ช่วยไม่ได้
ความดีความชั่วเราทําเองทั้งนั้น
ที่ถูกใส่ความก็มีบ้าง แต่ไม่มากเหมือนที่เราทําเอง
ทําดีไว้มากๆ ดีกว่า รดน้ำมนต์
บางคนเที่ยวรดน้ำมนต์ตั้ง ๗ วัดเพื่อล้างซวย
แต่ถ้ายังทําสิ่งที่เป็นเหตุให้ซวยอยู่ก็คงยังซวยอยู่นั่นเอง

ขอแถมอีกนิดหนึ่งเกี่ยวกับน้ำมนต์ ๗ วัด
ความหมายจริงๆ ท่านไม่ได้หมายถึง ๗ วัดที่เป็นวัตถุ
เช่น วัด ก. วัด ข. วัด ค. วัด ง. วัด จ. วัด ฉ. วัด ช.
แต่ท่านหมายถึง ๗ วัฑฒโก คือ

ให้เจริญด้วยความเจริญ ๗ อย่าง
คือ เจริญด้วยอายุ (อายุวัฑฒโก)
เจริญด้วยทรัพย์ (ธนวัฑฒโก)
เจริญด้วยสิริ (สิริวัฑฒโก)
เจริญด้วยยศ (ยสวัฑฒโก)
เจริญด้วยกําลัง (พลวัฑฒโก)
รวม ๗ วัฑฒโก เวลาพระท่านทําน้ำมนต์จะสวด อย่างนี้ด้วย
เรียกว่า น้ำมนต์ ๗ วัฑฒก์
คนทั้งหลายฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดว่า
ต้องไปรดน้ำมนต์ในวัด ๗ วัด

รวมความว่า ถ้าเราทําดีทุกวันก็มีสิริมงคลเกิดขึ้นในตนทุกวัน
ไม่ต้องไปรดน้ำมนต์ที่ไหนก็ได้
ความดีนั้นแหละเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าน้ำมนต์ใดๆ

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 เห็นคนมาวัดเสี่ยงเซียมซีกันมาก
แสดงถึงการไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางใจ
ไม่รู้หันหน้าไปถามใครแล้ว ถามพระพุทธรูปดีกว่า
อาจารย์จะแนะนําแก่เขาอย่างไรดีคะ


พระอาทิตย์ ที่จริงที่พึ่งทางใจมีอยู่มากที่เป็นประโยชน์ จริงๆ และพึ่งได้จริง
เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตนเองที่มีความคิดถูกต้อง
แต่ที่เขาทําเช่นนั้น เพราะเขามืดเขาหลง
ถ้าเขาสาดแสงสว่างคือ ปัญญาให้แก่ตัวเขาเอง
หรือผู้ปรารถนาดีสาดแสงสว่างให้
บอกทางที่สุดให้เขา ก็จะหายมืดหายหลงแล้วเขาจะไม่ไปเสี่ยงเซียมซี
ขอแนะนําตามแนวพระพุทธดํารัสที่ว่า จงพึ่งตน และพึ่งธรรม
ที่พึ่งทางใจนั้นมีอยู่จริงๆ และมีอยู่อย่างถูกต้อง พึ่งได้ยั่งยืน
แต่คนส่วนมากหาไม่เจอ บางคนเจอแล้ว แต่ก็เดินเลยไปเสีย
ผู้นําทางสังคมทุกระดับชั้น ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายวัดและฝ่ายชาวบ้าน
ควรจะแนะนําชาวพุทธให้ถูกต้อง ไม่ยอมให้เขางมงายกับเรื่องไร้สาระ
ตรงนี้ชาวพุทธส่วนมากน่าสงสาร
ขอให้ผู้นําทางสังคมมีใจกรุณา เอื้ออาทรต่อผู้ที่ยังมืดบอดอยู่
อย่าแสวงหาผลประโยชน์จากพวกเขาเลย
ยิ่งแนะนําไปในทางที่ผิด ชาวบ้านก็ยิ่งเสียประโยชน์
ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ความเสื่อมเสียตกอยู่แก่ศาสนาด้วย
เหมือนกับศาสนาสอนให้คนงมงาย
เพราะสิ่งที่เขาทํานั้นอยู่ในแวดวงของศาสนา

พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนว่า

“มนุษย์ทั้งหลายผู้ถูกภัยคุกคามแล้ว (ความกลัวคุกคาม)
ย่อมยึดถือสิ่งต่างๆ ว่าเป็นที่พึ่ง เช่น ภูเขา ป่าไม้ เทวาลัย
อันเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย

นั่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ปลอดภัย ไม่ใช่ที่พึ่งที่สูงสุด
บุคคลอาศัยที่พึ่งนั่นแล้ว ไม่พ้นจากทุกข์ได้

ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง
เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาชอบ
คือ เห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ และการดับทุกข์ และเห็นมรรคมีองค์ ๘
อันเป็นทางดับทุกข์ นั่นเป็นที่พึ่งอันปลอดภัย
เป็นที่พึ่งอันสูงสุดบุคคลอาศัย
ที่พึ่งนั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”

ตามพระพุทธพจน์นี้จะเห็นว่า เราต้องรู้ว่าความทุกข์คืออะไร
เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ความดับทุกข์เป็นสิ่งที่มีได้
แต่ต้องดําเนินตามทางที่ถูกต้อง คือ อริยมรรคมีองค์ ๘
ชาวพุทธส่วนมากเมื่อมีทุกข์เพราะเหตุใดเหตุหนึ่งก็จับเหตุแห่งทุกข์ไม่ถูก
สาวหาเหตุไม่พบเพราะขาดปัญญา
จึงเที่ยวสุ่มแก้ปัญหา เช่น เสี่ยงเซียมซีเป็นต้น
ถ้าเสี่ยงได้ไม่ดีก็ทุกข์หนักลงไปอีก ถ้าเสี่ยงได้ดีเป็นที่พอใจ
ก็เพลิดเพลินหลงใหลไปอย่างลมๆ แล้งๆ
พระพุทธรูป ท่านนั่งเฉยๆ ท่านไม่ได้ให้อะไร
คนเขียนใบเสี่ยงทายก็เขียนไปอย่างนั้นเอง
ไม่รู้เป็นใคร เราจะเชื่อถือเซียมซีได้อย่างไร

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 มีสิ่งอันเป็นที่รักเท่าใดก็มีทุกข์เท่านั้น จริงหรือ?
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่ใดกับใคร?


พระอาทิตย์ เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสกับนางวิสาขา ในวิสาขาสูตร
คัมภีร์อุทานพระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ใจความสําคัญว่า
หลานของนางวิสาขาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รักมาก
คอยช่วยเหลือในการทําบุญให้ทานสิ้นชีวิตลง
นางวิสาขาร้องไห้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบแล้วจึงตรัสถามว่า
ถ้าคนในเมืองสาวัตถีดีอย่างหลานคนนี้จะรักเขาหรือไม่
นางวิสาขากราบทูลว่า รัก
ตรัสถามว่าในเมืองสาวัตถีมีคนเท่าใด และตายวันละเท่าใด
กราบทูลว่า ตายวันละหลายๆ คน
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น วิสาขาก็ต้องมีผ้าเปียก
ผมเปียก ร้องไห้ทุกวันล่ะสิ

เพียงเท่านี้ นางวิสาขาได้สติ หยุดร้องไห้
พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปว่า บุคคลมีสิ่งอันเป็นที่รักหนึ่ง
ก็มีทุกข์หนึ่ง...มีสิ่งอันเป็นที่รักร้อยก็มีทุกข์ร้อย
ผู้ไม่มีสิ่งอันเป็นที่รักเลยก็ไม่ต้องทุกข์เลย

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 เรื่องบางเรื่องไม่สมควรพูดบอกต่อกันไป
แต่การไม่พูดไปก็ทําให้ผู้อื่นและคนรอบๆ ผู้นั้น
ทําเรื่องให้มันบานปลายออกไป เราควรพูดหรือไม่ควรพูด
เพราะพูดแล้วจะว่าก่อประโยชน์ก็ได้ จะว่าก่อโทษก็ได้


ดอกไม้ ถ้าจําเป็นเห็นว่าควรพูดก็พูด
ถ้าไม่จําเป็นเห็นว่าไม่ควรพูดก็อย่าพูด
เขาจะเดากันไปอย่างไรก็ช่างเถอะ ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขา
บาปกรรมย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทํา แต่จะมีแก่ผู้ทํา
คนทําชั่วเองย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทําชั่วย่อมไม่เศร้าหมอง
ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน
คนหนึ่งจะทําให้อีกคนหนึ่งบริสุทธิ์ไม่ได้

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 การพูดปดโดยความจําเป็น
หรือไม่พูดปดแต่พูดเลี่ยงไปเพื่อจะได้ไม่ต้องปด
ยังนับเป็นบาป ศีลขาดหรือไม่


ดอกไม้ การพูดปดนี้ ถ้าพร้อมด้วยองค์ ศีลก็ขาด
เช่น เรื่องไม่จริง, รู้อยู่ว่าเรื่องไม่จริง,
มีเจตนาในการพูด และพูดออกไปตามเจตนานั้น ศีลก็ขาด
แต่เรื่องโทษของมุสาวาทนี้ต้องพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง
มุสาวาทที่มีโทษมาก เพราะทําลายประโยชน์ของผู้อื่นมาก
เช่น เป็นพยานเท็จในศาล ทําให้ฝ่ายหนึ่งต้องเสียทรัพย์สินมากมาย
จนถึงกับล้มละลายก็มี พูดเท็จแล้วทําให้เขาแตกกัน
แค้นเคืองกันจนฆ่ากันตายก็มี อย่างนี้มีโทษมาก
แต่ถ้าพูดเท็จ เพียงเพื่อเอาชีวิตรอดเพียงเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
แม้ศีลข้อมุสาวาทจะขาดแต่ท่านไม่ปรับเป็นโทษ
ยังจะเป็นคุณเสียอีกทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น
เช่น เจ้าอาวาสท่านหนึ่งมีกรณีพิพาทกับคนข้างวัด
เขาจ้างมือปืนมายิงท่าน วันหนึ่งท่านกวาดขยะอยู่
มือปืนมาถามว่าท่านคือเจ้าอาวาสใช่ไหม ท่านบอกว่าไม่ใช่
เขาก็เดินเลยไป เขาไม่ต้องเป็นฆาตกร
ท่านก็รอดชีวิต อย่างนี้ไม่บาปและไม่มีโทษ
ส่วนการพูดเลี่ยงซึ่งอนุโลมมุสาวาทนั้น
ให้ถือเอาคุณและโทษเป็นหลักว่า ควรทําหรือไม่เพียงไร

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 เวลาตักบาตรต้องถวายน้ำดื่มหรือไม่

ดอกไม้ ถ้ารู้ว่าพระท่านขาดแคลนน้ำ จัดถวายไปด้วยก็ได้
โดยปกติไม่ขาดแคลนน้ำ ขาดแต่อาหาร
ฉะนั้นถวายแต่อาหารก็น่าจะพอ ไม่ทําให้บาตรท่านรุงรังไปด้วยน้ำ
ทําให้รับอาหารไม่ได้เต็มที่เพราะขวดน้ำไปขวางอยู่เต็มบาตร

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 ผีมีจริงหรือไม่

ดอกไม้
มีจริง อาจเป็นเทวดาบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง พวกนรกบ้าง
แต่คนไทยรวมเรียกว่า “ผี” เรื่อง “ผี” นี้สังเกตว่า มีทุกชาติทุกภาษา
แสดงว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในโลก
ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม
การปฏิบัติต่อผีก็คือ ทําบุญอุทิศให้ หรือแผ่เมตตา

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 บุพเพสันนิวาสมีจริงหรือไม่

ดอกไม้ บุพเพสันนิวาสมีจริง ทรรศนะคติทางพระพุทธศาสนา
แสดงไว้ว่า ความรักเมื่อจะเกิดย่อมเกิดเพราะเหตุ ๒ อย่าง
อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ๑) บุพเพสันนิวาส ๒) การเกื้อกูลกันในปัจจุบัน

บางทีบุพเพสันนิวาสชักนํามาให้เกื้อกูลกันในปัจจุบัน
ก็เลยได้รวมเป็น ๒ อย่าง ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
มีเรื่องเล่าไว้มากมายที่แสดงถึงบุพเพสันนิวาส

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี


 การอธิษฐานเป็นสิ่งที่ควรทําไหมคะ
จะกลายเป็นหวังผลในบุญที่ทําไปไหมคะ


ดอกไม้ ได้พูดไว้บ้างแล้วในคําตอบข้อ ๑๒
แต่ขอยืนยันในที่นี้ว่า การอธิษฐานเป็นสิ่งที่ควรทํา
แม้จะเป็นการหวังผลในบุญที่ทําก็ไม่เป็นไร
พระพุทธเจ้าเมื่อทรงบําเพ็ญบารมีอยู่ ก็ทรงอธิษฐานเหมือนกัน
คือ ขอให้บรรลุพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า
แล้วพระองค์ก็ทรงได้ตามที่อธิษฐาน
เราปรารถนาสูงก็ได้สูง การอธิษฐานไม่เสียหายอะไร
มันเป็นผลรวมของกุศลกรรมที่เราได้ทํา

ผู้รวบรวม

อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี