นเมืองมิถิลา มีเศรษฐีผู้หนึ่งมีนามว่า สิริวัฒกะ ภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวี นางสุมนาเทวีมีบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อคลอด ออกมานั้นมีแท่งโอสถอยู่ในมือ เศรษฐีสิริวัฒกะเคยเป็นโรค ปวดศีรษะมานาน จึงเอาแท่งยานั้นฝนที่หินบดยา แล้วนำมา ทาหน้าผาก อาการปวดศีรษะก็หายขาด ครั้นผู้อื่นที่มีโรคภัย ไข้เจ็บมาขอปันยานั้นไปรักษาบ้าง ก็พากันหายจากโรค เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว เศรษฐีจึงตั้งชื่อบุตรว่า "มโหสถ" เพราะทารกนั้นมีแท่งยาวิเศษ เกิดมากับตัว เมื่อมโหสถเติบโตขึ้น ปรากฏว่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กว่าเด็กในวัยเดียวกัน

   ครั้งหนึ่งมโหสถเห็นว่า ในเวลาฝนตก ตนและเพื่อนเล่นทั้งหลายต้องหลบฝน ลำบากลำบนเล่นไม่สนุก จึงขอให้เพื่อนเล่นทุก คนนำเงินมารวมกันเพื่อสร้างสถานที่เล่น มโหสถจัดการออกแบบอาคารนั้นอย่างวิจิตรพิสดาร นอกจาก ที่เล่นที่กินและที่พักสำหรับคนที่ผ่านไปมาแล้ว ยังจัดสร้างห้อง วินิจฉัยคดีด้วย เพราะความที่มโหสถเป็นเด็กฉลาดเฉลียวเกินวัย จึงมักมีผู้คนมาขอให้ตัดสินปัญหาข้อพิพาท หรือแก้ใขปัญหาขัดข้อง ต่างๆ อยู่ เสมอ

   ชื่อเสียงของมโหสถเลื่องลือไปไกลทั่วมิถิลานคร ในขณะนั้น กษัตริย์เมืองมิถิลา ทรงพระนามว่า พระเจ้าวิเทหราช ทรงมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตประจำ ราชสำนัก 4 คน คือ เสนกะ ปุตกุสะ กามินท์ และ เทวินทะ บัณฑิตทั้ง 4 เคยกราบทูลว่าจะมี บัณฑิต คนที่ห้ามาสู่ราชสำนักพระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงโปรดให้ เสนาออกสืบข่าวว่า มีบัณฑิตผู้มีสติปัญญา ปราดเปรื่องอยู่ที่ใดบ้าง

เสนาเดินทางมาถึงบริเวณบ้านของสิริวัฒกะเศรษฐี เห็นอาคารงดงาม จัดแต่งอย่างประณีตบรรจง จึงถามผู้คนว่าใครเป็นผู้ออกแบบ คนก็ ตอบว่า ผู้ออกแบบคือมโหสถบัณฑิต บุตรชายวัย 7 ขวบ ของสิริวัฒกะ เศรษฐี เสนาจึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช พระองค์ตรัสเรียก บัณฑิตทั้ง 4 มา ปรึกษาว่าควรจะไปรับมโหสถมาสู่ราชสำนักหรือไม่

บัณฑิตทั้ง 4 เกรงว่ามโหสถจะได้ดีเกินหน้าตนจึงทูลว่า ลำพังการออก แบบตกแต่งอาคารไม่นับว่าผู้นั้นจะมีสติปัญญาสูงถึงขั้นบัณฑิต ขอให้รอดูต่อไปว่า มโหสถจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจริงหรือไม่ ฝ่ายมโหสถนั้น มีชาวบ้านนำคดีความต่างๆ มาให้ตัดสินอยู่เป็นนิตย์ เป็นต้นว่า

ชายเลี้ยงโคนอนหลับไป มีขโมยเข้ามาลักโค เมื่อตามไปพบ ขโมยก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของโค ต่างฝ่ายต่างถกเถียงอ้างสิทธิ์ ไม่มีใคร ตัดสินได้ว่าโคนั้นเป็นของใคร จึงพากันไปหามโหสถ มโหสถถามชาย เจ้าของโคว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร ชายนั้นก็เล่าให้ฟัง มโหสถจึงถาม ขโมยว่า "ท่านให้โคของท่านกินอาหารอะไรบ้าง" ขโมยตอบว่า "ข้าพเจ้าให้กินงา กินแป้ง ถั่ว และยาคู" มโหสถถามชายเจ้าของโค ชายนั้นก็ตอบว่า"ข้าพเจ้าให้โคกิน หญ้าตามธรรมดา" มโหสถจึงให้ เอาใบไม้มาตำให้โคกินแล้วให้กินน้ำ โคก็สำรอกเอาหญ้าออกมา จึงเป็นอันทราบว่าใครเป็นเจ้าของโคที่แท้จริง พระเจ้าวิเทหราชได้ทราบเรื่องการตัดสินความของมโหสถก็ ปรารถนาจะเชิญมโหสถาสู่ราชสำนัก แต่บัณฑิตทั้งสี่ก็คอยทูล ทัดทานไว้เรื่อยๆ

   ทุกครั้งที่มโหสถแสดงสติปัญญาในการตัดสินคดี พระเจ้าวิเทหราชทรงทดลองสติปัญญามโหสถด้วยการตั้งปัญหา ต่างๆก็ปรากฏว่า มโหสถแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง เช่น

เรื่องท่อนไม้ ที่เกลาได้เรียบเสมอกัน พระเจ้าวิเทหราชทรงตั้งคำถามว่า ข้างไหนเป็นข้าง ปลายข้างไหนเป็นข้างโคน มโหสถก็ใช้วิธีผูกเชือก กลางท่อนไม้นั้น แล้วหย่อนลงในน้ำ ทางโคนหนักก็จมลง ส่วนทาง ปลายลอยน้ำ เพราะน้ำหนักเบากว่าไม้ มโหสถก็ชี้ได้ว่า ทางไหน เป็นโคนทางไหนเป็นปลาย นอกจากนี้มโหสถยังแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ อีกเป็นอันมาก จนในที่สุดพระราชาก็ไม่อาจทนรอตามคำ ทัดทานของ บัณฑิตทั้งสี่ อีกต่อไป จึงโปรดให้ราชบุรุษไปพาตัวมโหสถกับบิดามา เข้าเฝ้าพร้อมกับให้นำ ม้าอัสดรมาถวายด้วย

   มโหสถทราบดีว่าครั้งนี้ เป็นการทดลองสำคัญ จึงนัดหมายการอย่างหนึ่งกับบิดา และ ในวันที่ไปเฝ้าพระราชา มโหสถให้คนนำลามาด้วยหนึ่งตัว เมื่อเข้าไปถึงที่ประทับ พระราชาโปรดให้สิริวัฒกะเศรษฐีนั่งบนที่ อันสมควรแก่เกียรติยศ

ครั้นเมื่อมโหสถเข้าไป สิริวัฒกะก็ลุกขึ้น เรียกบุตรชายว่า "พ่อมโหสถ มานั่งตรงนี้เถิด" แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง มโหสถก็ตรงไปนั่งแทนที่บิดา ผู้คนก็พากันมองดูอย่างตำหนิ ที่มโหสถทำเสมือนไม่เคารพบิดา มโหสถจึง ถามพระราชาว่า "พระองค์ไม่พอพระทัยที่ข้าพเจ้านั่งแทนที่บิดาใช่หรือไม่"

พระราชาทรงรับคำ มโหสถ จึงถามว่า " ข้าพเจ้าขอทูลถามว่า ธรรมดาบิดาย่อมดีกว่าบุตร สำคัญกว่าบุตรเสมอไปหรือ"

พระราชา ตรัสว่า "ย่อมเป็นอย่างนั้น บิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร" มโหสถทูลต่อว่า "เมื่อข้าพเจ้ามาเฝ้า พระองค์มีพระกระแส รับสั่งว่าให้ข้าพเจ้านำม้าอัสดรมาถวายด้วย ใช่ไหมพระเจ้าค่ะ" พระราชาทรงรับคำ มโหสถจึงให้คนนำลาที่เตรียมเข้ามา ต่อพระพักตร์ แล้วทูลว่า "เมื่อพระองค์ตรัสว่าบิดาย่อมสำคัญ กว่าบุตร ลาตัวนี้เป็นพ่อของม้าอัสดร หากพระองค์ทรงเห็น เช่นนั้นจริง โปรดทรงรับลานี้ไปแทนม้าอัสดรเถิดพระเจ้าค่ะ เพราะม้าอัสดรเกิดจากลานี้ แต่ถ้าทรงเห็นว่า บุตรอาจดีกว่าบิดา ก็ทรงรับเอาม้าอัสดรไปตามที่ทรงมีพระราชประสงค์ ถ้าหากพระองค์เห็นว่าบิดาย่อมประเสริฐกว่าบุตรก็ทรงโปรด รับเอาบิดาของข้าพเจ้าไว้ แต่หากทรงเห็นว่าบุตรอาจประเสริฐ กว่าบิดา ก็ขอให้ทรงรับข้าพเจ้าไว้"

การที่มโหสถกราบทูลเช่นนั้น มิใช่จะลบหลู่ดูหมิ่นบิดา แต่เพราะ ประสงค์จะให้ผู้คนทั้งหลายตระหนักใน ความเป็นจริงของโลก และเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผู้จงใจผูกขึ้น คือบัณฑิตทั้งสี่นั้นเอง พระราชาทรงพอพระทัยในปัญญาของมโหสถจึงตรัสแก่ สิริวัฒกะเศรษฐีว่า "ท่านเศรษฐี เราขอมโหสถไว้ เป็นราชบุตร จะขัดข้องหรือไม่"

เศรษฐีทูลตอบว่า "ข้าแต่พระองค์ มโหสถยังเด็กนัก อายุ เพิ่ง 7 ขวบ เอาไว้ให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อนน่าจะดีกว่าพระเจ้าค่ะ" พระราชาตรัสตอบว่า "ท่านอย่าวิตกในข้อที่ว่ามโหสถยังอายุ น้อยเลย มโหสถเป็นผู้มี ปัญญาเฉียบแหลมยิ่งกว่าผู้ใหญ่ จำนวนมาก เราจะเลี้ยงมโหสถในฐานะราชบุตรของเรา ท่านอย่ากังวล ไปเลย"

   มโหสถจึงได้เริ่มรับราชการกับ พระเจ้าวิเทหราชนับตั้งแต่นั้นมา ตลอดเวลาที่อยู่ในราชสำนัก มโหสถได้แสดงสติปัญญา และความสุขุมลึกซึ้งในการพิจารณาแก้ไขปัญหา ข้อขัดข้อง ทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่พระราชาทรงผูกขึ้นลองปัญญา มโหสถ หรือที่บัณฑิตทั้งสี่พยายาม สร้างขึ้นเพื่อให้มโหสถ อับจนปัญญา แต่มโหสถก็แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ทุกครั้งไป มิหนำซ้ำในบางครั้ง มโหสถยังได้ช่วยให้บัณฑิตทั้งสี่นั้น รอดพ้นความอับจน แต่บัณฑิตเหล่านั้นมิได้กตัญญูรู้คุณ ที่มโหสถกระทำแก่ตน กลับพยายามทำให้พระราชาเข้า พระทัยว่ามโหสถด้อยปัญญา พยายามหาหนทางให้พระราชา ทรงรังเกียจมโหสถ เพื่อที่ตนจะได้รุ่งเรืองในราชสำนัก เหมือนสมัยก่อน มโหสถรุ่งเรืองอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช ได้รับการ สรรเสริญจากผู้คนทั้งหลายจนมีอายุได้ 16 ปี พระมเหสีของ พระราชาผู้ทรงรักใคร่มโหสถเหมือนเป็นน้องชาย ทรงประสงค์ จะหาคู่ครองให้ แต่มโหสถขอพระราชทานอนุญาตเดินทาง ไปเสาะหาคู่ครองที่ตนพอใจด้วยตนเอง พระมเหสีก็ทรงอนุญาต

   มโหสถเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นลูกสาวเศรษฐีเก่าแก่ แต่ได้ยากจนลง หญิงสาวนั้นชื่อว่าอมร มโหสถปลอมตัวเป็นช่างชุนผ้า ไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาของนาง และได้ทดลอง สติปัญญาของนางด้วยประการต่างๆเป็นต้นว่า ในครั้งแรกที่พบกันนั้น

มโหสถถามนางว่า "เธอชื่ออะไร"

นางตอบว่า "สิ่งที่ดิฉันไม่มีอยู่ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นั่นแหล่ะ เป็นชื่อ ของดิฉัน"

มโหสถ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบว่า "ความไม่ตายเป็นสิ่ง ไม่มีอยู่ในโลก เธอชื่อ อมร ( ไม่ตาย ) ใช่ไหม "

หญิงสาวตอบว่า ใช่ มโหสถถามต่อว่า นางจะนำข้าวไปให้ใคร นางตอบว่า นำไป ให้บุรพเทวดา มโหสถก็ ตีปริศนาออกว่า บุรพเทวดาคือเทวดา ที่มีก่อนองค์อื่นๆ ได้แก่ บิดา มารดา เมื่อมโหสถได้ทดลองสติปัญญาและความประพฤติต่างๆของ นางอมรจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขอนางจาก บิดา มารดา พากลับ ไปกรุงมิถิลา เมื่อไปถึงยังเมือง ก็ยังได้ทดลองใจนางอีกโดย มโหสถแสร้งล่วงหน้าไปก่อน แล้วแต่งกายงดงามรออยู่ในบ้าน ให้คนพานางมาพบ กล่าวเกี้ยวพาราสีนาง นางก็ไม่ยินดีด้วย มโหสถจึงพอใจนาง จึงพาไปเฝ้าพระราชาและพระมเหสี พระราชาก็โปรดให้มโหสถแต่งงานอยู่กินกับ นางอมรต่อมา

บัณฑิตทั้งสี่ยังพยายามที่จะกลั่นแกล้งมโหสถด้วยประการ ต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นผล แม้ถึงขนาดพระราชาหลงเข้าพระทัยผิด ขับไล่มโหสถออกจากวัง มโหสถก็มิได้ขุ่นเคือง แต่ยังจงรักภักดี ต่อพระราชา พระราชาจึงตรัสถามมโหสถว่า "เจ้าเป็นผู้มีสติปัญญา หลักแหลมยิ่ง หากจะหวังช่วงชิงราชสมบัติจากเราก็ย่อมได้ เหตุใดจึงไม่คิดการร้ายต่อเรา"

มโหสถทูลตอบว่า "บัณฑิตย่อม ไม่ทำชั่ว เพื่อให้ได้ความสุข สำหรับตน แม้จะถูกทับถมให้เสื่อมจาก ลาภยศ ก็ไม่คิดสละธรรมะด้วยความหลงในลาภยศ หรือด้วย ความรักความชัง บุคคลนั่งนอนอยู่ใต้ร่มไม้ ย่อมไม่ควรหัก กิ่งต้นไม้นั้น เพราะจะได้ชื่อว่าทำร้ายมิตร บุคคลที่ได้รับการ เกื้อหนุนอุปการะจากผู้ใด ย่อมไม่ทำให้ไมตรีนั้นเสียไปด้วย ความโง่เขลา หรือความ หลงในยศอำนาจ บุคคลผู้ครองเรือน หากเกียจคร้าน ก็ไม่งาม นักบวชไม่สำรวม ก็ไม่งาม พระราชา ขาดความพินิจพิจารณาก็ไม่งาม บัณฑิตโกรธง่าย ก็ไม่งาม"

ไม่ว่าบัณฑิตทั้งสี่จะกลั่นแกล้งมโหสถอย่างใด มโหสถก็ สามารถเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง และมิได้ตอบแทน ความชั่วร้าย ด้วยความชั่วร้าย แต่กลับให้ความเมตตากรุณาต่อบัณฑิต ทั้งสี่เสมอมา นอกจากจะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องราว แก้ไขปัญหาต่างๆ มโหสถยังได้เตรียมการป้องกันพระนครใน ด้านต่างๆ ให้พร้อมเสมอด้วย และยังจัดผู้คนไปอยู่ตามเมืองต่างๆ เพื่อคอยสืบข่าวว่า จะมีบ้านเมืองใด มาโจมตีเมืองมิถิลาหรือไม่

   มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า จุลนีพรหมทัต ครองเมือง อุตรปัญจาล ประสงค์จะทำสงครามแผ่ เดชานุภาพ จึงทรงคิด การกับปุโรหิตชื่อ เกวัฏพราหมณ์ หมายจะลวงเอากษัตริย์ ร้อยเอ็ดพระนครมา กระทำสัตย์สาบานแล้วเอาสุราเจือยาพิษ ให้กษัตริย์เหล่านั้นดื่ม จะได้รวบรวมพระนครไว้ในกำมือ มโหสถ ได้ทราบความลับจากนกแก้วที่ส่งออกไปสืบข่าว จึงหาทางช่วย ชีวิตกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดไว้ได้ โดยที่ กษัตริย์เหล่านั้นหารู้ตัวไม่

พระเจ้าจุลนีทรงเห็นว่ามิถิลา เป็นเมืองเดียวที่ไม่ยอมทำ สัตย์สาบาน จึงยกทัพใหญ่มุ่งไปโจมตีมิถิลา มีเกวัฏพราหมณ์ เป็นที่ปรึกษาใหญ่ แต่ไม่ว่าจะโจมตีด้วยวิธีใด มโหสถ ก็รู้ทัน สามารถตอบโต้และแก้ไขได้ ทุกครั้งไป

ในที่สุดพระเจ้าจุลนีทรงส่งเกวัฏพราหมณ์มาประลองปัญญา ทำสงครามธรรมกับมโหสถ มโหสถออกไป พบเกวัฏพราหมณ์ โดยนำเอาแก้วมณีค่าควรเมืองไปด้วย แสร้งบอกว่า จะยกให้ พราหมณ์ แต่เมื่อจะส่ง ให้ก็วางให้ที่ปลายมือพราหมณ์เกวัฏ เกรงว่าแก้วมณีจะตกจึงก้มลงรับแต่ก็ไม่ทัน แก้วมณีตกลงไป กับพื้นเกวัฏก้มลงเก็บด้วยความโลภ มโหสถจึงกดคอเกวัฏไว้ ผลักให้กระเด็นไป แล้วให้ทหารร้องประกาศว่า เกวัฏปราหมณ ์ก้มลงไหว้มโหสถ แล้วถูกผลักไปด้วยความรังเกียจ บรรดาทหารของพระเจ้าจุลนีมองเห็นแต่ภาพเกวัฏพราหมณ์ ก้มลงแทบเท้า แต่ไม่ทราบว่าก้มลงด้วยเหตุใด ก็เชื่อตามที่ ทหารของมโหสถป่าวประกาศ พากันกลัวอำนาจมโหสถ ถอยหนีไปไม่เป็นกระบวน กองทัพพระเจ้าจุลนีก็แตกพ่ายไป

   เกวัฏพราหมณ์คิดพยาบาทมโหสถอยู่ไม่รู้หาย จึงวางอุบายให้ พระเจ้าจุลนีส่งทูตไปทูลพระเจ้าวิเทหราชว่าจะขอทำสัญญาไมตรี และขอถวายพระราชธิดาให้เป็นชายา พระเจ้าวิเทหราชทรงมี ความยินดี จึงทรงตอบรับเป็นไมตรี พระเจ้าจุลนีก็ขอให้ พระเจ้าวิเทหราชเสด็จมาอุตรปัญจาล มโหสถพยายาม ทูลคัดค้าน พระราชาก็มิได้ฟังคำ มโหสถก็เสียใจว่าพระราชา ลุ่มหลงในสตรี

แต่กระนั้นก็ยังคงจงรักภักดี จึงคิดจะแก้อุบาย ของพระเจ้าจุลนี มโหสถจึงทูลขออนุญาตไปจัดเตรียมที่ประทับ ให้พระราชในเมืองอุตรปัญจาล ก็ได้รับอนุญาต มโหสถจึงให้ ผู้คนไปจัดสร้างวังอันงดงาม และที่สำคัญคือจัดสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เป็นทาง เดินภายในอุโมงค์ประกอบด้วยกลไกและประตูลับ ต่างๆซับซ้อนมากมาย เมื่อเสร็จแล้วมโหสถจึงทูลเชิญ ให้พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปยังอุตรปัญจาล

ขณะที่พระเจ้าวิเทหราชประทับอยู่ในวัง รอที่จะอภิเษกกับ พระธิดาพระเจ้าจุลนี พระเจ้าจุลนีทรงยก กองทหารมาล้อมวังไว้ มโหสถซึ่งเตรียมการไว้แล้ว ก็ลอบลงไปทางอุโมงค์เข้าไปใน ปราสาทพระเจ้าจุลนี ทำอุบายหลอกเอาพระชนนี พระมเหสี พระราชบุตร และราชธิดาพระเจ้าจุลนีมากักไว้ใต้วังที่สร้างขึ้น นั้นแล้วจึงกลับไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช พระเจ้าวิเทหราชตกพระทัยว่ากองทหารมาล้อมวัง ตรัสปรึกษา มโหสถ มโหสถจึงทูลเตือนพระราชาว่า

"ข้าพระองค์ได้กราบทูล ห้าม มิให้ทรงประมาท แต่ก็มิได้ทรงเชื่อ พระราชบิดาพระเจ้าจุลนี นั้น ประดุจเหยื่อที่นำมาตกปลา การทำไมตรีกับผู้ไม่มีศีลธรรม ย่อมนำความทุกข์มาให้ ธรรมดาบุคคลผู้มี ปัญญา ไม่พึงทำ ไมตรีสมาคมกับบุคคลผู้ไม่มีศีล ซึ่งเปรียบเสมือนงู ไว้วางใจ มิได้ย่อมนำความเดือดร้อน มาสู่ไมตรีนั้น ไม่มีทางสำเร็จผลได้"

พระเจ้าวิเทหราชทรงเสียพระทัยที่ไม่ทรงเชื่อคำทัดทาน ของมโหสถแต่แรก มโหสถจัดการนำพระเจ้า วิเทหราช ไปพบพระชนนี พระมเหสี และพระโอรสธิดาของพระเจ้าจุลนี ที่ตนนำมาไว้ในอุโมงค์ใต้ดิน แล้วจัดการให้กองทัพที่เตรียมไว้ นำเสด็จกษัตริย์ทั้งหลายกลับไปมิถิลา ส่วนตัวมโหสถเองอยู่ เผชิญหน้า กับพระเจ้าจุลนี เมื่อพระเจ้าจุลนีเสด็จมา ประกาศว่าจะจับพระเจ้าวิเทหราช มโหสถจึงบอกให้ทรงทราบว่า พระเจ้าวิเทหราช มโหสถจึงบอก ให้ทรงทราบว่า พระเจ้าวิเทหราชเสด็จกลับมิถิลาแล้วพร้อมด้วย พระราชวงศ์ ของพระเจ้าจุลนี พระราชาก็ทรงตกพระทัย เกรงว่าพระญาติวงศ์จะเป็นอันตราย มโหสถจึงทูลว่า ไม่มีผู้ใด จะทำอันตราย แล้วจึงทูลเชิญพระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรวังและ อุโมงค์ที่จัดเตรียมไว้อย่างวิจิตรงดงาม ขณะที่พระเจ้าจุลนีกำลัง ทรงเพลิดเพลิน มโหสถก็ปิดประตูกลทั้งปวง และหยิบดาบที่ซ่อนไว้ ทำทีว่าจะ ตัดพระเศียรพระราชา พระราชาตกพระทัยกลัว มโหสถจึงทูลว่า "ข้าพระองค์จะไม่ทำร้ายพระราชา แต่หากจะฆ่า ข้าพระองค์เพราะแค้นพระทัย ข้าพระองค์ก็จะถวายดาบนี้ให้"

    พระราชาเห็นมโหสถส่งดาบถวาย ก็ทรงได้สติ เห็นว่ามโหสถ นอกจากจะประกอบด้วยความสติปัญญาประเสริฐแล้ว ยังเป็น ผู้ไม่มีจิตใจมุ่งร้ายพยาบาทผู้ใด พระเจ้าจุลนีจึงตรัสขออภัยที่ ได้เคยคิดร้ายต่อเมืองมิถิลา ต่อพระเจ้าวิเทหราช และต่อมโหสถ มโหสถจึงทูลลากลับไปมิถิลา จัดให้กองทหารนำเสด็จพระชนนี พระมเหสี และ พระราชบุตร ของพระเจ้าจุลนีกลับมายัง อุตรปัญจาล ส่วนราชธิดานั้นคงประทับอยู่มิถิลา ในฐานะ พระชายาพระเจ้า วิเทหราชต่อไป

พระเจ้าจุลนีทรงตรัสขอให้มโหสถมาอยู่กับพระองค์ มโหสถ ทูลว่า "ข้าพระองค์รับราชการรุ่งเรืองในราช สำนักของพระเจ้า วิเทหราช ผู้เป็นเจ้านายของข้าพระองค์แต่เดิม ไม่อาจจะไปอยู่ที่ อื่นได้หากเมื่อใด พระเจ้าวิเทหราชสวรรคต ข้าพระองค์จะไป อยู่เมืองอุตรปัญจกาล รับราชการอยู่ในราชสำนัก ของ พระองค์" เมื่อพระเจ้าวิเทหราชสิ้นพระชนม์ มโหสถก็ทำตามที่ ลั่นวาจาไว้ คือไปรับราชการอยู่กับพระเจ้าจุลนี และยังถูก กลั่นแกล้งจากเกวัฏพราหมณ์คู่ปรับเก่า แต่มโหสถก็ เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง มโหสถนอกจากจะมีสติปัญญา เฉลียวฉลาดแล้ว ยังประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ มีความสุขุมรอบคอบ มิได้หลงใหล ในลาภยศสรรเสริญ ดังนั้นมโหสถจึงได้รับยกย่องสรรเสริญว่าเป็น บัณฑิตผู้มี ความรู้อันลึกซึ้ง มีสติ ปัญญานั้นประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ ที่กำกับให้ผู้มีสติปัญญาประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร

คติธรรม : บำเพ็ญปัญญาบารมี

"ปัญญาอันล้ำเลิศนั้นย่อมทำคุณให้แก่บุคคล ยิ่งกว่ามีทรัพย์นับแสน แม้มิมีปัญญาดั่งปราชญ์ แต่ถ้าเป็นผู้รู้จักคิดให้รอบคอบก่อน ก็ย่อมเป็นผู้มีปัญญาและประพฤติชอบแล้ว"


 ระราชาแห่งเมืองมิถิลา ทรงมีพระโอรสนามว่า เนมิกุมาร ผู้จะทรงสืบสมบัติในกรุงมิถิลาต่อไป พระเนมิกุมาร ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ในการบำเพ็ญทานมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงรักษาศีลอุโบสถ อย่างเคร่งครัด เมื่อพระบิดาทอดพระเนตรเห็นเส้นพระเกศาหงอก ก็ทรงรำพึงว่า บัดนี้ถึงเวลาที่จะมอบราชสมบัติให้ แก่โอรสแล้ว พระองค์เองก็จะได้เสด็จออกบำเพ็ญเพียรในทางธรรมต่อไป จึงทรงมอบราชสมบัติเมือง มิถิลาให้แก่พระเนมิราชกุมาร ขึ้นครองเป็นพระเจ้าเนมิราช ส่วนพระองค์เองก็เสด็จออกบวช รักษาศีลตราบจนสวรรคต

   เมื่อพระเจ้าเนมิราชครองราชสมบัติ โปรดให้สร้างโรงทาน ริมประตูเมือง 4 แห่ง โรงทานกลางพระนคร 1 แห่ง ทรงบริจาคทานแก่ประชาชนอยู่เป็นนิตย์ ทรงรักษาศีล และสั่งสอนประชาชนของพระองค์ให้ตั้ง มั่นอยู่ในศีลในธรรม ครั้งนั้นปรากฏว่าประชาชนทั้งหลายล้วนแต่เป็นผู้มีศีลมีสัตย์ ไม่มีการเบียดเบียนทำ บาปหยาบช้า บ้านเมืองก็ร่มเย็นเป็นสุข ผู้คนพากันสรรเสริญพระคุณของพระเจ้าเนมิราชอยู่ทั่วไป พระเจ้าเนมิราช เมื่อทรงปฏิบัติธรรมอยู่นั้น ทรงสงสัยว่า การให้ทานกับการประพฤติพรหมจารย์ คือ การรักษาความบริสุทธิ์ ไม่ข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวโลกนั้น อย่างไหนจะประเสริฐกว่ากัน

พระอินทร์ได้ทรงทราบถึงความกังขาในพระทัยของพระเจ้า เนมิราช จึงเสด็จจากดาวดึงส์ลงมาปรากฏ เฉพาะพระพักตร์ พระราชา ตรัสกับพระราชาว่า "หม่อมฉันมาเพื่อแก้ข้อสงสัย ที่ทรงมีพระประสงค์จะทราบว่าระหว่างทานกับการประพฤติ พรหมจรรย์ สิ่งใดจะเป็นกุศลยิ่งกว่ากัน หม่อมฉันขอทูลให้ ทราบว่า บุคคลได้เกิดในตระกูลกษัตริย์นั้นก็เพราะประพฤติ พรหมจรรย์ในขั้นต่ำ บุคคลได้เกิดในเทวโลก เพราะได้ประพฤติ พรหมจรรย์ขั้นกลาง บุคคลจะถึงความบริสุทธิ์ ก็เพราะประพฤติ พรหมจรรย์ขั้นสูงสุด การเป็นพรหมนั้น เป็นได้ยากลำบากยิ่ง ผู้จะประพฤติพรหมจรรย์ จะต้องเว้นจากวิถีชีวิตอย่างมนุษย์ ปุถุชน ต้องไม่มีเหย้าเรือน ต้องบำเพ็ญธรรมสม่ำเสมอ

ดังนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงทำได้ยากยิ่ง กว่าการบริจาคทาน และได้กุศลมากยิ่งกว่าหลายเท่านัก บรรดากษัตริย์ทั้งหลาย มักบริจาคทานกันเป็น การใหญ่แต่ก็ไม่ สามารถจะล่วงพ้น จากกิเลสไปได้ แม้จะได้ไปเกิดในที่อันมีแต่ความสนุก ความบันเทิงรื่นรมย์ แต่ก็เปรียบไม่ได้กับความสุขอันเกิดจาก ความสงบอันวิเวก อันจะได้มาก็ด้วยการประพฤติ พรหมจรรย์เท่านั้น" พระอินทร์ได้ทรงเล่าถึงเรื่องราวของพระองค์เอง ที่ได้ประกอบทานอันยิ่งใหญ่ เมื่อชาติที่เกิดเป็นพระราชา แห่งพาราณสี ได้ทรงถวายอาหารแก่นักพรตที่อยู่ บริเวณแม่น้ำสีทา เป็นจำนวนหมื่นรูปได้รับกุศลยิ่งใหญ่ แต่ก็เพียงแต่ได้เกิดในเทวโลกเท่านั้น ส่วนบรรดานักพรต ที่ประพฤติพรหมจรรย์เหล่านั้น ล้วนได้ไปเกิดในพรหมโลก อันเป็นแดนที่สูงกว่าและมีความสุขสงบอันบริบูรณ์กว่า แต่แม้ว่าพรหมจรรย์จะ ประเสริฐกว่าทาน พระอินทร์ก็ได้ ทรงเตือนให้พระเจ้าเนมิราชทรงรักษาธรรมทั้งสองคู่กันคือ บริจาค ทานและรักษาศีล

   ครั้นเมื่อพระอินทร์เสด็จกลับไปเทวโลกแล้วเหล่าเทวดา ซึ่งครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์นั้นได้เคยรับทานและฟังธรรมจาก พระเจ้าเนมิราช จนได้มาบังเกิดในเทวโลก ต่างพากัน ไปเฝ้าพระอินทร์และทูลว่า "พระเจ้าเนมิราชทรงเป็น อาจารย์ของเหล่าข้าพระบาทมาแต่ก่อน ข้าพระบาท ทั้งหลายรำลึกถึงพระคุณพระเจ้า เนมิราช ใคร่จะได้พบ พระองค์ขอได้โปรดเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราชมา ยังเทวโลกนี้ด้วยเถิด" พระอินทร์จึงมีเทวบัญชาให้มาตุลี เทพสารถีนำเวชยันตราชรถ ไปเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราช จากกรุง มิถิลาขึ้นมายังเทวโลก มาตุลีเทวบุตรรับโองการแล้วก็นำราชรถไปยังมนุษยโบก ในคืนวันเพ็ญ

ขณะพระเจ้าเนมิราชกำลัง ประทับอยู่กับ เหล่าเสนาอำมาตย์ มาตุลีทูลเชิญพระราชาว่า เทพบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์รำลึกถึงพระคุณ ของพระองค์ ปรารถนาจะได้พบ พระองค์ จึงนำราชรถมาเชิญเสด็จไปยังเทวโลก พระเจ้าเนมิราชทรงรำพึงว่า พระองค์ยังมิเคยเห็นเทวโลก ปรารถนาจะเสด็จไปตามคำเชิญของเหล่าเทพ จึงเสด็จประทับ บนเวชยันตราชรถ

มาตุลีจึงทูลว่า สถานที่ที่จะเชิญเสด็จไปนั้น มี 2 ทาง คือ ไปทางที่ อยู่ของเหล่าผู้ทำบาปหนึ่ง และไปทางสถานที่ อยู่ของผู้ทำบุญหนึ่ง พระราชาประสงค์จะเสด็จไปที่ใดก่อนก็ได้ พระราชาตรัสว่า พระองค์ประสงค์จะไปยังสถานที่ของ เหล่าผู้ทำบาปก่อน แล้วจึงไปยังที่แห่งผู้ทำบุญ

มาตุลีก็นำเสด็จ ไปยังเมืองนรก ผ่านแม่น้ำเวตรณี อันเป็นที่ทรมาณสัตว์นรก แม่น้ำเต็มไปด้วยเถาวัลย์ หนามโตเท่าหอก มีเพลิงลุกโชติช่วง มีหลาวเหล็กเสียบสัตว์นรกไว้เหมือนอย่างปลา เมื่อสัตว์นรกตก ลงไปในน้ำก็ถูกของแหลมคมใต้น้ำสับขาดเป็นท่อนๆ บางที นายนิรยบาลก็เอาเบ็ดเหล็กเกี่ยวสัตว์นรก ขึ้นมาจากน้ำ เอามา นอนหงายอยู่บนเปลวไฟบ้าง เอาก้อนเหล็กมีไฟลุกแดงอุดเข้าไป ในปากบ้าง สัตว์นรกล้วนต้องทนทุกขเวทนาด้วยอาการต่างๆ

   พระราชาตรัสถามถึงโทษของเหล่าสัตว์นรกเหล่านี้ ว่าได้ประกอบกรรมชั่วอะไรไว้จึงต้องมารับโทษดังนี้ มาตุลีก็ตอบบรรยายถึงโทษกรรมที่สัตว์นรกเหล่านี้ ประกอบไว้ เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์ จากนั้น มาตุลีก็พาพระราชาไปทอดพระเนตรขุมนรกต่างๆ ที่มีบรรดาสัตว์นรกถูกจองจำและลงโทษ อยู่ด้วยความทรมาณ แสนสาหัส น่าทุเรศเวทนาต่างๆ เป็นที่น่าสะพรึงกลังอย่างยิ่ง

 พระราชาตรัสถามถึง โทษของสัตว์นรกแต่ละประเภท มาตุลีก็ตอบ โดยละเอียด เช่น

ผู้ที่เคยทรมาณไล่จับไล่ยิงนกขว้างนก จะถูกนาย นิรยบาลเอาเหล็กพืดรัดคอ กดหัว แล้วดึงเหล็กนั้นจนคอขาด ผู้ที่เคยเป็นพ่อค้าแม่ค้า แล้วไม่ซื่อต่อคนซื้อ เอาของเลวมาหลอก ว่าเป็นของดี หรือเอาของเลวมาปนของดี ก็จะถูกลงโทษให้เกิด ความกระหายน้ำ ครั้นเมื่อไปถึงน้ำ น้ำนั้นก็กลายเป็นแกลบเพลิง ลุกเป็นไฟ ก็จำต้องกินแกลบนั้นต่างน้ำ เมื่อกินเข้าไปแกลบน้ำ ก็แผดเผาร่างกายได้รับทุกขเวทนาสาหัส

ผู้ที่เคยทำความเดือดร้อนให้มิตรสหายอยู่เป็นนิตย์ รบกวน เบียดเบียนมิตรสหายด้วยประการต่างๆ เมื่อ ตายไปเกิดใน ขุมนรกก็จะรู้สึกหิวกระหายปรารถนาจะกินอาหาร แต่อาหารที่ได้พบ ก็คืออุจจาระปัสสาวะ สัตว์นรกเหล่านี้จำต้องดื่มกินต่างอาหาร

ผู้ที่ฆ่าบิดามารดา ฆ่าผู้มีพระคุณ ฆ่าผู้มีศีลธรรม จะถูกไฟนรกแผดเผาให้กระหายต้องดื่มเลือดดื่มหนอง แทนอาหาร ความทุกข์ทรมาณอันสาหัสในขุมนรกต่างๆ มีอยู่มากมาย เป็นที่น่าทุเรศเวทนา

ทำให้พระราชารู้สึกสยดสยอง ต่อผลแห่งกรรมชั่วร้าย ของมนุษย์ใจบาปหยาบช้าทั้งหลายยิ่งนัก พระราชาทอดพระเนตรเห็นวิมารแก้วของนางเทพธิดาวารุณี ประดับด้วยแก้วแพรวพรายมีสระน้ำ มีสวนอันงดงาม ด้วยดอกไม้นานาพรรณ จึงตรัสถามมาตุลีว่า

นางเทพธิดา วารุณีประกอบกรรมดีอย่างใดไว้ จึงได้มีวิมานที่งดงามวิจิตรเช่นนี้ มาตุลีตอบว่า นางเทพธิดาองค์นี้ เมื่อเป็นมนุษย์ เป็นสาวใช้ของ พราหมณ์ มีหน้าที่จัดอาสนะสำหรับภิกษุ และจักสลากภัตถวายภิกษุ อยู่เนืองๆ นางบริจาคทาน และ รักษาศีลตลอดเวลา

   ผลแห่งกรรมดีของนางจึงได้บังเกิดวิมานแก้วงามเรืองรอง พระราชาเสด็จผ่านวิมานต่างๆ อันงดงามโอฬารและ ได้ตรัสถามเทวสารถี ถึงผลบุญที่เหล่าเทพบุตร เทพธิดาเจ้าของ วิมานเหล่านั้น ได้เคยประกอบไว้ เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์ มาตุลีก็ทูลให้ทราบโดยละเอียด

ความงามและความรื่นรมย์ ในเทวโลกเป็นที่จับตาจับใจของพระราชาเนมิราชยิ่งนัก ในที่สุด มาตุลีก็นำเสด็จพระราชาไปถึงวิมานที่ประทับ ของพระอินทร์ เหล่าเทพยดาทั้งหลายมีความ โสมนัสยินดีที่ได้พบ พระราชาผู้เคยทรงมีพระคุณต่อเทพยดาเหล่านั้น ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็น มนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เหล่าเทพได้ทูลเชิญให้พระราชา ประทับอยู่ ในวิมานของตน เพื่อเสวยทิพย์สมบัติอันรื่นรมย์ ในดาวดึงส์ พระราชาตรัสตอบว่า

"สิ่งที่ได้มาเพราะผู้อื่น ไม่เป็นสิทธิขาดแก่ตน หม่อมฉันปรารถนาจะประกอบกรรมดี เพื่อให้ได้รับผลบุญตามสิทธิ อันควรแก่ตนเอง หม่อมฉันจะตั้งหน้าบริจาคทาน รักษา ศีล สำรวม กาย วาจา ใจ เพื่อให้ได้รับผลแห่งกรรมดี เป็นสิทธิของหม่อมฉันโดยแท้จริง"

พระราชาประทับอยู่ในดาวดึงส์ชั่วเวลาหนึ่ง แล้วจึงเสด็จกลับ เมืองมิถิลา ได้ตรัสเล่าสิ่งที่ได้พบเห็นมา แก่ปวงราษฎร ทั้งสิ่งที่ได้เห็นในนรกและสวรรค์ แล้วตรัสชักชวนให้ประชาชนทั้งหลาย ตั้งใจมั่น ประกอบกรรมดี บริจาคทาน รักษาศีล เพื่อให้ได้ไปเกิด ในเทวโลก ได้รับความสุขสบายรื่นรมย์ในทิพยวิมาน พระราชาเนมิราชทรงครองแผ่นดินสืบต่อมาด้วยความเป็นธรรม ทรงตั้งพระทัยรักษาศีลและบริจาค ทานโดยสม่ำเสมอมิได้ขาด

วันหนึ่งเมื่อทอดพระเนตรเห็นเส้นพระเกศาหงอกขาวก็สลดพระทัยใน สังขาร ทรงดำริที่จะออกบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ จึงตรัสเรียก พระโอรสมาเฝ้าและทรงมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส หลังจากนั้น พระราชาเนมิราชก็ออกผนวช เจริญพรหมวิหาร ได้สำเร็จบรรลุธรรม ครั้นเมื่อสวรรคตก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติอันรื่นรมย์ กุศลกรรมที่พระราชาทรงประกอบ อันส่งผลให้พระองค์ได้ไปสู่เทวโลกนั้นคือ การพิจารณาเห็นโทษ ของความชั่ว และความสยดสยองต่อผลแห่งกรรมชั่วนั้น และ อานิสงส์ของกรรมดีที่ส่งผลให้บุคคลได้เสวยสุขในทิพยสมบัติ อานิสงส์อันประเสริฐที่สุด คือ อานิสงส์แห่งการประพฤติ พรหมจรรย์คือการบวชเมื่อถึงกาลอันสมควร

คติธรรม : บำเพ็ญอธิษฐานบารม

"การหมั่นรักษาความดีประพฤติชอบโดยตั้งใจ โดยมุ่งมั่น หากทำความดีแล้วย่อมได้ดี ประพฤติชั่วย่อมได้ผลชั่วตอบแทน นี้เป็นเรื่องที่สมควรยึดมั่นโดยแท้"


 สุ ว ร ร ณ ส า ม ช า ด ก - ( พระสุวรรณสาม )

รั้งหนึ่ง มีสหายสองคนรักใคร่กันมาก ต่างก็ตั้งบ้านเรือน อยู่ใกล้เคียงกัน ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ทั้งสองคนตั้งใจว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกชาย ก็จะให้แต่งงาน เพื่อครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะได้ ผูกพันใกล้ชิดกันไม่มีเสื่อมคลาย

อยู่ต่อมาฝ่ายหนึ่งก็มีลูกชายชื่อว่า ทุกูลกุมาร อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว ชื่อว่า ปาริกากุมารี เด็กทั้งสองมีรูป ร่างหน่าตางดงาม สติปัญญาฉลาดเฉลียว และมีจิตใจมั่นอยู่ในศีล เมื่อเติบโตขึ้น พ่อแม่ของทั้งสองก็ตกลงจะทำตามที่เคย ตั้งใจไว้ คือให้ลูกของทั้งสองบ้านได้แต่งงานกัน

แต่ทั้งทุกูลกุมารและปาริกากุมารี ต่างบอกกับพ่อแม่ ของตนว่า ไม่ต้องการแต่งงานกัน แม้จะรู้ดีว่า ฝ่ายหนึ่ง เป็นคนดี รูปร่างหน้าตางดงาม และเป็นเพื่อนสนิท มาตั้งแต่เด็กก็ตาม ในที่สุด พ่อแม่ของทั้งสองก็จัดการแต่งงานให้จนได้ แต่แม้ว่าทุกูลและปาริกาจะแต่งงานกันแล้ว ต่างยังคงประพฤติ ปฏิบัติเสมือนเป็นเพื่อนกันตลอดมา ไม่เคยประพฤติต่อกัน ฉันสามีภรรยา ยิ่งไปกว่านั้นทั้ง สองคนมีความปราถนาตรงกัน คือประสงค์จะออกบวช ไม่อยากดำเนินชีวิตอย่างชาวบ้าน ธรรมดาซึ่ง จะต้องพัวพันอยู่กับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อเป็นอาหารบ้าง เพื่อป้องกันตัวเองบ้าง

   เมื่อได้อ้อนวอนพ่อแม่ทั้งสองบ้านอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุด ทั้งสองก็ได้รับคำอนุญาตให้บวชได้ จึงพากัน เดินทางไปสู่ป่าใหญ่ และอธิษฐานออกบวช นุ่งห่มผ้าย้อม เปลือกไม้และไว้มวยผมอย่างดาบส บำเพ็ญ ธรรมอยู่ ณ ศาลาในป่านั้น ด้วยความเมตตาอันมั่นคง ของทั้งสองคน บรรดาสิงสาราสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็มีเมตตาจิตต่อกัน ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน ต่างหากินอยู่ด้วยความสุขสำราญ ต่อมา

วันหนึ่ง พระอินทร์เล็งเห็นอันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ ทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินี จึงตรัสบอกแก่ ดาบสว่า "ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่า อันตรายจะเกิดขึ้นแก่ท่าน ขอให้ท่านจงมีบุตร เพื่อเป็น ผู้ช่วยเหลือ ปรนนิบัติในยามยากลำบากเถิด" ทุกูลดาบสจึงถามว่า "อาตมาบำเพ็ญพรตเพื่อความพ้นทุกข์ อาตมาจะมีบุตรได้อย่างไร อาตมาไม่ต้องการดำเนินชีวิต อย่างชาวโลก ที่จะทำให้ต้องวนเวียนอยู่ในความทุกข์อีก"

พระอินทร์ตรัสว่า "ท่านไม่จำเป็นต้องประพฤติปฏิบัติ อย่างชาวโลก แต่ท่านจำเป็นต้องมีบุตรไว้ช่วย เหลือปรนนิบัติ ขอให้เชื่อข้าพเจ้าเถิด ท่านเพียงแต่เอามือลูบท้องนางปาริกา ดาบสินี นางก็จะตั้งครรภ์ ลูกในครรภ์นางจะได้เป็นผู้ดูแล ท่านทั้งสองต่อไป"

   เมื่อพระอินทร์ตรัสบอกดังนั้น ทุกูลดาบสจึงทำตาม ต่อมานางปาริกาก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบกำหนด ก็คลอดบุตร มีผิวพรรณงดงามราวทองคำบริสุทธิ์ จึงได้ชื่อว่า "สุวรรณสาม" ปาริกาดาบสสินี เลี้ยงดู สุวรรณสามจนเติบใหญ่อยู่ในป่านั้น มีบรรดาสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิดแวดล้อมเป็นเพื่อนเล่น ตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่

สุวรรณสามหมั่นสังเกตจดจำสิ่งที่ พ่อและแม่ได้ปฏิบัติ เช่น การไปตักน้ำ ไปหา ผลไม้เป็นอาหาร เส้นทางที่ไปหาน้ำและอาหาร สุวรรณสามพยายามช่วยเหลือ พ่อและแม่ กระทำกิจกรรมต่างๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พ่อแม่ ได้มีเวลาบำเพ็ญธรรมตามที่ประสงค์ วันหนึ่ง เมื่อทุกูลดาบสและนางปาริกา ออกไปหาผลไม้ในป่า เผอิญฝนตกหนักทั้งสองจึงหลบฝนอยู่ที่ ต้นไม้ใหญ่ใกล้ จอมปลวก โดยไม่รู้ว่าที่จอมปลวกนั้นมีงูพิษอาศัยอยู่ น้ำฝนที่ชุ่มเสื้อฝ้า และมุ่นผมของ ทั้งสองไหลหยดลงไปในรูงู งูตกใจจึงพ่นพิษออกมาป้องกันตัว พิษร้ายของงูเข้าตาทั้งสองคน ความร้ายกาจของพิษทำให้ดวงตาบอดมืดมิดไปทันที ทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินี จึงไม่สามารถจะกลับไปถึง ศาลาที่พักได้ เพราะมองไม่เห็นทาง ต้องวนเวียนคลำทางอยู่แถวนั้นเอง

   คนทั้งสองต้องเสียดวงตา เพราะกรรมในชาติก่อน

เมื่อครั้งที่ ทุกูลดาบสเกิดเป็นหมอรักษาตา ปาริกา เกิดเป็นภรรยาของหมอนั้น วันหนึ่งหมอได้รักษาตาของเศรษฐีคนหนึ่งจนหายขาดแล้ว แต่เศรษฐีไม่ยอมจ่ายค่ารักษา ภรรยาจึงบอกกับสามีว่า "พี่จงทำยาขึ้นอย่างหนึ่งให้มีฤทธิ์แรง แล้วเอาไปให้เศรษฐีผู้นั้น บอกว่าตายังไม่หายสนิท ขอให้ใช้ยานี้ป้ายอีก" หมอตาทำตามที่ภรรยาบอก ฝ่ายเศรษฐีเชื่อในสรรพคุณยา ของหมอ ก็ทำตาม ตาของเศรษฐีก็กลับบอด สนิทในไม่ช้าด้วย บาปที่ทำไว้ในชาติก่อน ส่งผลให้ทั้งสองคนต้องตาบอดไปในชาตินี้

ฝ่ายสุวรรณสาม คอยพ่อแม่อยู่ที่ศาลา ไม่เห็นกลับมาตามเวลา จึงออกเดินตามหา ในที่สุดก็พบพ่อแม่ วนเวียนอยู่ข้างจอมปลวก เพราะนัยน์ตาบอด หาทางกลับไม่ได้ สุวรรณสามจึงถามว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อพ่อแม่เล่าให้ฟัง สุวรรณสามก็ร้องไห้ แล้วก็หัวเราะ พ่อแม่จึงถามว่าเหตุใดจึงร้องไห้แล้วก็หัวเราะ เช่นนั้น

สุวรรณสาม ตอบว่า "ลูกร้องไห้เพราะเสียใจที่พ่อแม่นัยน์ตาบอด แต่หัวเราะ เพราะลูกดีใจที่ลูกจะได้ ปรนนิบัติดูแล ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ที่เลี้ยงดูลูกมา พ่อแม่อย่าเป็นทุกข์ไปเลย ลูกจะปรนนิบัติ ไม่ให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อนแต่อย่างใด" จากนั้น สุวรรณสามก็พาพ่อแม่กลับไปยังศาลาที่พัก จัดหาเชือก มาผูกโยงไว้โดยรอบ สำหรับพ่อแม่จะได้ใช้จับเป็นราวเดินไป ทำอะไรๆ ได้สะดวกในบริเวณศาลานั้นทุกๆ วัน สุวรรณสาม จะไปตักน้ำมา สำหรับพ่อแม่ได้ดื่มได้ใช้ และไปหา ผลไม้ในป่ามาเป็นอาหารและตนเอง

   เวลาที่สุวรรณสามออกป่าหาผลไม้ บรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะพากันมาแวดล้อมด้วยความไว้วางใจ เพราะสุวรรณสาม เป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่เคยทำอันตรายแก่ฝูงสัตว์ สุวรรณสามจึงมีเพื่อนแวดล้อมเป็นบรรดา สัตว์นานาชนิด พ่อแม่ลูกทั้งสามจึงมีแต่ความสุขสงบ ปราศจาก ความทุกข์ร้อนวุ่นวายทั้งปวง

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งเมืองพาราณสี พระนามว่า "กบิลยักขราช" เป็นผู้ชอบออกป่าล่าสัตว์ พระองค์เสด็จออกล่าสัตว์ มาจนถึงท่าน้ำที่สุวรรณสามมาตักน้ำไปให้พ่อแม่ พระราชาสังเกตเห็น รอยเท้า สัตว์ชุกชุมในบริเวณนั้น จึงซุ่มคอยจะยิงสัตว์ที่ผ่านมากินน้ำ ขณะนั้น สุวรรณสามนำหม้อน้ำมาตักน้ำไปใช้ที่ศาลาดังเช่นเคย มีฝูงสัตว์เดินตามมาด้วยมากมาย พระราชาทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงแปลกพระทัยว่า สุวรรณสามเป็นมนุษย์หรือเทวดา เหตุใดจึง เดินมา กับฝูงสัตว์

ครั้นจะเข้าไปถามก็เกรงว่าสุวรรณสาม จะตกใจหนีไป ก็จะไม่ได้ตัวจึงคิดจะยิงด้วยธนูให้หมด กำลังก่อนแล้วค่อยจับตัวไว้ซักถาม เมื่อสุวรรณสามลงไปตักน้ำแล้ว กำลังจะเดินกลับไปศาลา พระราชากบิลยักขราชก็เล็งยิงด้วยธนูอาบยา ถูกสุวรรณสาม ที่สำตัวทะลุจากขวาไปซ้าย สุวรรณสามล้มลงกับพื้น แต่ยังไม่ถึงตาย จึงเอ่ยขึ้นว่า "เนื้อของเรากินไม่ได้ หนังของเราเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ จะยิงเราทำไม คนที่ยิงเราเป็นใคร ยิงแล้วจะ ซ่อนตัวอยู่ทำไม"

กบิลยักขราชได้ยินวาจาอ่อนหวานเช่นนั้นก็ยิ่งแปลกพระทัย ทรงคิดว่า "หนุ่มน้อยนี้เป็นใครหนอ ถูกเรายิงล้มลงแล้ว ยังไม่โกรธเคือง กลับใช้ถ้อยคำอันอ่อนหวาน แทนที่จะด่าว่า ด้วยความ โกรธแค้น เราจะต้องแสดงตัวให้เขาเห็น"

คิดดังนั้นแล้ว พระราชาจึงออกจากที่ซุ่มไปประทับอยู่ข้างๆ สุวรรณสาม พลางตรัสว่า "เราชื่อกบิลยักขราช เป็นพระราชา แห่งแมืองพาราณสี เจ้าเป็นผู้ใด มาทำอะไรอยู่ในป่านี้" สุวรรณสามตอบไปตามความจริงว่า "ข้าพเจ้าเป็นบุตรดาบส ชื่อว่าสุวรรณสาม พระองค์ยิงข้าพเจ้าด้วยธนูพิษ ได้รับ ความเจ็บปวดสาหัส พระองค์ประสงค์อะไรจึงยิงข้าพเจ้า" พระราชาไม่กล้าตอบความจริง จึงแสร้งตรัสเท็จว่า "เราตั้งใจจะยิงเนื้อเป็นอาหาร แต่พอเจ้ามาเนื้อก็ เตลิดหนีไปหมด เราโกรธจึงยิงเจ้า " สุวรรณสามแย้งว่า "เหตุใดพระองค์จึงตรัสอย่างนั้น บรรดาสัตว์ทั้งหลายในป่านี้ไม่เคยกลัวข้าพเจ้า ไม่เคยเตลิด หนีข้าพเจ้าเลย สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า"

พระราชาทรงละอายพระทัยที่ตรัสความเท็จแก่สุวรรณสาม ผู้ถูกยิงโดยปราศจากความผิด จึงตรัสตามความจริงว่า "เป็นความจริงตามที่เจ้าว่า สัตว์ทั้งหลายมิได้กลัวภัย จากเจ้าเลย เรายิงเจ้าก็เพราะความโง่เขลาของเราเอง เจ้าอยู่กับใครในป่านี้ ออกตักน้ำไปให้ใคร" สุวรรณสามบ้วนโลหิตออกจากปาก ตอบพระราชาว่า "ข้าพเจ้าอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งตาบอดทั้งสองคน อยู่ในศาลา ในป่านี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่ปรนนิบัติพ่อแม่ ดูแลหาน้ำและอาหาร สำหรับท่านทั้งสอง เมื่อข้าพเจ้า มาถูกยิงเช่นนี้ พ่อแม่ก็จะไม่มี ใครดูแลปรนนิบัติอีกต่อไป อาหารที่ศาลายังพอสำหรับ 6 วัน แต่ไม่มีน้ำ พ่อแม่ของข้าพเจ้าจะต้องอดน้ำและอาหาร เมื่อปราศจากข้าพเจ้า

โอ พระราชา ความทุกข์ ความเจ็บปวด ที่เกิดจากถูกยิงด้วยธนูของท่านนั้น ยังไม่เท่าความทุกข์ ความเจ็บปวดที่เป็นห่วงพ่อแม่ของข้าพเจ้า จะต้องได้รับ ความเดือดร้อนเพราะขาดข้าพเจ้าผู้ปรนนิบัติ ต่อไปนี้พ่อแม่คงไม่ได้เห็นหน้าข้าพเจ้าอีก แล้ว" สุวรรณสามรำพันแล้วร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจอย่างยิ่ง

   พระราชาทรงได้ยินดังนั้นก็เสียพระทัยยิ่งนักว่า ได้ทำร้าย สุวรรณสามผู้มีความกตัญญูสูงสุด ผู้ไม่เคยทำอันตราย ต่อสิ่งใดเลย จึงตรัสกับสุวรรณสามว่า "ท่านอย่ากังวลไปเลย สุวรรณสาม เราจะรับดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ของท่านให้เหมือน กับที่ท่านได้เคย ทำมา จงบอกเราเถิดว่าพ่อแม่ของท่านอยู่ที่ไหน" สุวรรณสามได้ยินพระราชาตรัสให้สัญญาก็ดีใจ กราบทูลว่า "พ่อแม่ของข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มาก นัก ขอเชิญเสด็จไปเถิด" พระราชาตรัสถามว่า สุวรรณสามจะสั่งความไปถึงพ่อแม่ บ้างหรือไม่ สุวรรณสามจึงขอให้พระราชาบอกพ่อแม่ว่า ตนฝากกราบไหว้ลาพ่อแม่มากับพระราชา

เมื่อสุวรรณสาม ประนมมือกราบลงแล้ว ก็สลบไป ด้วยธนูพิษ ลมหายใจหยุด มือเท้าและร่างกายแข็งเกร็งด้วยพิษยา พระราชาทรงเศร้า เสียพระทัยยิ่งนัก รำลึกถึงกรรมอันหนักที่ได้ก่อขึ้นในครั้งนี้ แล้วก็ทรงระลึกได้ว่า ทางเดียวที่จะช่วยผ่อนบาปอันหนักของ พระองค์ได้ก็คือ ปฏิบัติตามวาจาที่สัญญาไว้กับสุวรรณสาม คือไป ปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สุวรรณสาม เหมือนที่สุวรรณสามได้เคยกระทำมา พระราชากบิลยักขราชจึงนำหม้อน้ำที่สุวรรณสามตักไว้นั้น ออกเดินทางไปศาลาที่สุวรรณสามบอกไว้

ครั้นไปถึง ทุกูลดาบสได้ยินเสียงฝีเท้าพระราชา ก็ร้องถามขึ้นว่า "นั่นใครขึ้นมา ไม่ใช่สุวรรณสามลูกเราแน่ ลูกเรา เดินฝีเท้าเบา ไม่ก้าวหนักอย่างนี้" พระราชาไม่กล้าบอกไปในทันทีว่าพระองค์ยิงสุวรรณสาม ตายแล้ว จึงบอกแต่เพียงว่า "ข้าพเจ้าเป็นพระราชา แห่งเมืองพาราณสี มาเที่ยวยิงเนื้อในป่านี้" ดาบสจึงเชิญ ให้พระราชาเสวยผลไม้ และเล่าว่าบุตรชายชื่อสุวรรณสาม เป็นผู้ดูแลจัดหาอาหารไว้ให้ ขณะนี้สุวรรณสาม ออกไปตักน้ำ อีกสักครู่ก็คงจะกลับมา พระราชาจึงตรัสด้วยความเศร้าเสียพระทัยว่า "สุวรรณสาม ไม่กลับมาแล้ว บัดนี้สุวรรณสามถูกธนูของ ข้าพเจ้าถึงแก่ ความตายแล้ว"

ดาบสทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เสียใจยิ่งนัก นางปาริกาดาบสินีนั้นแต่แรกโกรธ แค้นที่พระราชา ยิงสุวรรณสามตาย แต่ทุกูลดาบสได้ปลอบประโลมว่า "จงนึกว่าเป็นเวรกรรมของสุวรรณสามและของเราทั้งสองเถิด จงสำรวมจิตอย่าโกรธเคืองเลย พระราชาก็ได้ยอมรับผิดแล้ว" พระราชาตรัสปลอบว่า "ท่านทั้งสองอย่ากังวลไปเลย ข้าพเจ้าได้สัญญากับสุวรรณสามแล้วว่าจะปรนนิบัติ ท่านทั้งสองให้เหมือนกับที่สุวรรณสามเคยทำมาทุกประการ"

   ดาบสทั้งสองอ้อนวอนพระราชาให้พาไปที่สุวรรณสาม นอนตายอยู่ เพื่อจะได้สัมผัสลูบคลำลูกเป็นครั้งสุดท้าย พระราชาก็ทรงพาไป ครั้นถึงที่สุวรรณสามนอนอยู่ ปาริกาดาบสินีก็ช้อนเท่าลูกขึ้นวางบนตัก ทุกูลดาบส ก็ช้อนศีรษะสุวรรณสามประคองไว้บนตัก ต่างพากัน รำพันถึงสุวรรณสามด้วยความโศกเศร้า บังเอิญปาริกา ดาบสินีลูบคลำบริเวณหน้าอกสุวรรณสาม รู้สึกว่ายังอบอุ่นอยู่ จึงคิดว่าลูกอาจจะเพียงแต่ สลบไป ไม่ถึงตาย

นางจึงตั้ง สัตยาธิษฐานว่า "สุวรรณสามลูกเราเป็นผู้ที่ประพฤติดีตลอดมา มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่อย่างยิ่ง เรารักสุวรรณสาม ยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง ด้วยสัจจวาจาของเรานี้ ขอให้พิษ ธนูจงคลายไปเถิด ด้วยบุญกุศลที่สุวรรณสามได้เลี้ยงดู พ่อแม่ตลอดมา ขออานุภาพแห่งบุญจงดล บันดาลให้ สุวรรณสามฟื้นขึ้นมาเถิด" เมื่อนางต้งสัตยาธิษฐานจบ สุวรรณสามก็พลิกกายไป ข้างหนึ่งแต่ยังนอนอยู่ ทุกูลดาบสจึงตั้งสัตยาธิษฐาน เช่นเดียวกัน

สุวรรณสามก็พลิกกายกลับไปอีกข้างหนึ่ง ฝ่ายนางเทพธิดาวสุนธรี ผู้ดูแลรักษาอยู่ ณ บริเวณ เขาคันธมาทน์ ก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า "เราทำหน้าที่ รักษาเขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน เรารักสุวรรณสาม ผู้มีเมตตาจิต และมีความกตัญญูยิ่งกว่าใคร ด้วยสัจจวาจานี้ ขอให้พิษจงจางหายไปเถิด"

ทันใดนั้น สุวรรณสามก็พลิกกายฟื้นตื่นขึ้น หายจาก พิษธนูโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้นดวงตาของพ่อและแม่ ของสุวรรณสามก็กลับแลเห็นเหมือนเดิม พระราชา ทรงพิศวงยิ่งนัก จึงตรัสถามว่าสุวรรณสามฟื้นขึ้นมา ได้อย่างไร สุวรรณสามตอบพระราชาว่า "บุคคลใดเลี้ยงดูปรนนิบัติบิดามารดาด้วยความรักใคร่เอาใจใส่ เทวดาและมนุษย์ย่อมช่วยคุ้มครองบุคคลนั้น นักปราชญ์ย่อม สรรเสริญ แม้เมื่อตายไปแล้ว บุคคลนั้นก็จะได้ไปบังเกิด ในสวรรค์ เสวยผลบุญแห่งความกตัญญูกตเวทีของตน"

พระราชากบิลยักขราชได้ยินดังนั้นก็ชื่นชมโสมนัสตรัสกับ สุวรรณสามว่า "ท่านทำให้จิตใจและดวงตาของ ข้าพเจ้า สว่างไสว ข้าพเจ้ามองเห็นธรรม ต่อนี้ไป ข้าพเจ้าจะรักษาศีล จะบำเพ็ญกุศลกิจ จะไม่เบียด เบียนชีวิตสัตว์อีกแล้ว" ตรัสปฏิญญาณแล้วพระราชาก็ทรงขอขมาโทษที่ได้กระทำ ให้สุวรรณสามเดือดร้อน แล้วพระองค์ก็เสด็จ กลับพาราณสี ทรงปฏิบัติตามที่ได้ตรัสไว้ทุกประการจนตลอดพระชนม์ชีพ ฝ่ายสุวรรณสามก็เลี้ยงดูปรนนิบัติพ่อแม่ บำเพ็ญเพียรใน ทางธรรมเมื่อสิ้นชีพก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก ร่วมกับพ่อแม่ ด้วยกุศลกรรมที่กระทำมาคือ ความเมตตากรุณาต่อมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย และความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา อันเป็นกุศลกรรมสูงสุดที่บุตรพึงกระทำต่อบิดามารดา

คติธรรม : บำเพ็ญเมตตาบารม

"ว่าด้วยเรื่องของความมีเมตตาจิต ซึ่งจะทำให้ชีวิตสุขสงบได้โดยไร้ภยันอันตรายใดๆ ธรรมนั้นคือเกราะแก้วมิให้ถูกผู้ใดทำร้ายได้เป็นแน่แท้ "


 ช น ก ช า ด ก - ( พระมหาชนก )

เมืองมิถิลาแห่งรัฐวิเทหะ พระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหาชนก ทรงมีพระโอรสสององค์ คือ เจ้าอริฏฐชนก และ เจ้าโปลชนก เจ้าอริฏฐชนกทรงเป็นอุปราช ส่วนเจ้าโปลชนกทรง เป็นเสนาบดี เมื่อพระราชบิดาสวรรคต เจ้าอริฏฐชนกผู้เป็นอุปราช ก็ได้ครองบ้านเมืองต่อมา เจ้าโปลชนกทรงเป็นอุปราช ทรงเอาใจใส่ดูแลบ้านเมืองช่วยเหลือพระเชษฐาอย่างดียิ่ง มีอำมาตย์คนหนึ่งไม่พอใจพระเจ้าโปลชนก จึงหาอุบายให้ พระราชาอริฏฐชนกระแวงพระอนุชา โดยทูลพระราชาว่า เจ้าโปลชนกคิดขบถ จะปลงพระชนม์พระราชา พระราชาทรงเชื่อคำ อำมาตย์ จึงให้จับเจ้าโปลชนกไปขังไว้ เจ้าโปลชนกเสด็จหนี ไปจากที่คุมขังได้หลบไปอยู่ที่ชายแดนเมืองมิถิลา เจ้าโปลชนก ทรงคิดว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นอุปราชนั้น มิได้เคยคิดร้ายต่อพระราชา ผู้เป็นพี่เลย แต่ก็ยังถูกระแวงจนต้องหนีมา ถ้าพระราชาทรงรู้ว่า อยู่ที่ไหนก็คงให้ทหารมาจับไปอีกจนได้ บัดนี้ผู้คนมากมาย ที่ชายแดนที่เห็นใจ และพร้อมที่จะเข้าเป็นพวกด้วย ควรที่จะรวบรวมผู้คนไปโจมตีเมืองมิถิลาเสียก่อนจึงจะดีกว่า

   เมื่อคิดดังนั้นแล้ว เจ้าโปลชนกก็พาสมัครพรรคพวกยกเป็น กองทัพไปล้อมเมืองมิถิลา บรรดาทหารแห่งเมืองมิถิลาพากัน เข้ากับเจ้าโปลชนกอีกเป็นจำนวนมาก เพราะเห็นว่าเจ้าโปลชนก เป็นผู้ซื่อสัตย ์และมีความสามารถ แต่กลับถูกพระราชาระแวง และจับไปขังไว้โดยไม่ยุติธรรม ครั้นเมื่อเจ้าโปลชนกมีผู้คนไพร่พลเข้าสมทบด้วยเป็นจำนวน มากมายเช่นนี้ พระเจ้าอริฏฐชนกทรงเห็นว่า ไม่มีทางจะเอาชนะ ได้ จึงตรัสสั่งพระมเหสีซึ่งกำลังทรงครรภ์แก่ ให้ทรงหลบหนี เอาตัวรอด

ส่วนพระองค์เองทรงออกทำสงคราม และสิ้นพระชนม์ ในสนามรบ เจ้าโปลชนกจึงทรงได้เป็นกษัตริย์ ครองเมืองมิถิลาสืบต่อมา ฝ่ายพระมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก เสด็จหนีออกจาก เมืองมา ตั้งพระทัยจะเสด็จไปอยู่เมือง กาลจัมปากะ แต่กำลังทรงครรภ์แก่ เดินทางไม่ไหว ด้วยเดชานุภาพ แห่งพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในพระครรภ์ พระอินทร์จึงเสด็จมาช่วย ทรงแปลงกายเป็นชายชราขับเกวียนมาที่ศาลาที่ พระนางพักอยู่ และถามขึ้นว่า 


   "มีใครจะไปเมืองกาลจัมปากะบ้าง" พระนางดีพระทัยรีบตอบว่า "ลุงจ๋า ฉันจะไปจ๊ะ" พระอินทร์แปลงจึงรับพระนางขึ้นเกวียน พาเดินทางไป เมืองกาลจัมปากะ ด้วยอานุภาพเทวดา แม้ระยะทาง ไกลถึง 60 โยชน์ เกวียนนั้นก็เดินทางไปถึงเมืองในชั่ววันเดียว พระมเหสีเสด็จไปนั่งพักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งในเมืองนั้น

   บังเอิญมีพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่งเดินผ่าน มาเห็น พระนางเข้า ก็เกิดความเอ็นดูสงสาร จึงเข้าไปไต่ถาม พระนางก็ตอบว่าหนีมาจากเมืองมิถิลา และไม่มีญาติพี่น้องอยู่ ที่เมืองนี้เลย พราหมาณ์ทิศาปาโมกข์จึงรับพระนางไปอยู่ด้วย ที่บ้านของตน อุปการะเลี้ยงดูพระนางเหมือนเป็นน้องสาว ไม่นานนัก พระนางก็ประสูติพระโอรส ทรงตั้งพระนามว่า มหาชนกกุมาร ซึ่งเป็นพระนามของพระอัยกา ของพระกุมาร มหาชนกกุมารทรงเติบโตขึ้นในเมืองกาลจัมปากะ มีเพื่อนเล่นเด็กๆ วัยเดียวกันเป็นจำนวนมาก วันหนึ่ง มหาชนกกุมารโกรธกับเพื่อนเล่น จึงลากเด็กคนนั้นไปด้วย กำลังมหาศาล เด็กก็ร้องไห้บอกกับคนอื่นๆ ว่า

ลูกหญิงม่าย รังแกเอา มหาชนกกุมารได้ยินก็แปลกพระทัยจึงไปถาม พระมารดาว่า "ทำไมเพื่อนๆ พูด ว่า ลูกเป็นลูกแม่ม่าย พ่อของลูกไปไหน"

พระมารดาตอบว่า "ก็ท่านพราหมณ์ทิศา ปาโมกข์นั่นแหล่ะเป็น พ่อของลูก" เมื่อมหาชนกกุมารไป บอกเพื่อนเล่นทั้งหลาย เด็กเหล่านั้นก็หัวเราะเยาะ บอกว่า "ไม่จริง ท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ไม่ใช่พ่อของเจ้า" มหาชนกก็กลับมาทูลพระมารดา อ้อนวอนให้บอกความจริง พระมารดาขัดไม่ได้ จึงตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระโอรสทรงทราบ

   เมื่อพระกุมารทราบว่าพระองค์ทรงมี ความเป็นมาอย่างไร ก็ทรงตั้งพระทัยว่าจะร่ำเรียนวิชาการเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ จะได้เสด็จไปเอาราชสมบัติเมืองมิถิลาคืนมา ครั้นมหาชนกกุมารร่ำเรียนวิชาในสำนักพราหมณ์จนเติบใหญ่ พระชนม์ได้ 16 พรรษาจึงทูลพระมารดาว่า

"หม่อมฉันจะเดินทาง ไปค้าขาย เมื่อมีทรัพย์สินมากพอแล้ว จะได้คิดอ่าน เอาบ้านเมืองคืนมา" พระมารดาทรงนำเอาทรัพย์สินมีค่ามาจากมิถิลา 3 สิ่ง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร อันมี ราคามหาศาล จึงประทานแก้วนั้นให้พระมหาชนกเพื่อนำไปซื้อสินค้า พระมหาชนกทรงจัดซื้อสินค้าบรรทุกลงเรือร่วมไปกับ พ่อค้าชาวสุวรรณภูมิ ในระหว่างทาง เกิดพายุใหญ่ โหมกระหน่ำ คลื่นซัดจนเรือจวนจะแตก บรรดาพ่อค้าและลูกเรือพากัน ตระหนกตกใจ บวงสรวง อ้อน วอนเทพยดาขอให้รอดชีวิต

ฝ่ายมหาชนกกุมาร เมื่อทรงทราบว่าเรือจะจมแน่แล้ว ก็เสวยอาหารจน อิ่มหนำ ทรงนำผ้ามาชุบน้ำมันจนชุ่ม แล้วนุ่งผ้านั้นอย่างแน่นหนา ครั้นเมื่อเรือจมลง เหล่าพ่อค้ากลาสี เรือทั้งปวงก็จมน้ำ กลายเป็นอาหารของสัตว์น้ำไปหมด แต่พระมหาชนกทรงมีกำลังจากอาหารที่เสวย มีผ้าชุบน้ำมัน ช่วยไล่สัตว์น้ำ และช่วยให้ลอยตัวอยู่ในน้ำได้ดี จึงทรงแหวกว่าย อยู่ในทะเลได้นานถึง 7 วัน

ฝ่ายนางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร เห็นพระมหาชนก ว่ายน้ำอยู่เช่นนั้น จึงลองพระทัย พระมหาชนก

"ใครหนอ ว่ายน้ำอยู่ได้ถึง 7 วัน ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง จะทนว่ายไปทำไมกัน"

พระมหาชนกทรงตอบว่า "ความเพียรย่อมมีประโยชน์ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะว่ายไปจนกว่าจะถึง ฝั่งเข้าสักวันหนึ่ง"

นางมณีเมขลากล่าวว่า "มหาสมุทรนี้กว้างใหญ่นัก ท่านจะพยายามว่ายสักเท่าไรก็คงไม่ถึงฝั่ง ท่านคงจะ ตายเสียก่อนเป็นแน่"

พระมหาชนกตรัสตอบว่า "คนที่ทำความเพียรนั้น แม้จะต้องตายไปในขณะกำลังทำ ความเพียรพยายามอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใดมาตำหนิติเตียนได้ เพราะได้ทำหน้าที่เต็มกำลังแล้ว "

นางมณีเมขลาถามต่อว่า "การทำความพยายามโดยมองไม่เห็น ทางบรรลุเป้าหมายนั้น มีแต่ความยากลำบาก อาจถึงตายได้ จะต้องเพียรพยายามไปทำไมกัน"

พระมหาชนกตรัสตอบว่า "แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เรา กำลังกระทำนั้นอาจไม่สำเร็จก็ตาม ถ้าไม่เพียรพยายามแต่กลับหมดมานะเสียแต่ต้นมือ ย่อมได้รับ ผลร้ายของความเกียจคร้านอย่างแน่นอน ย่อมไม่มีวัน บรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ บุคคลควรตั้งความเพียรพยายาม แม้การนั้นอาจไม่สำเร็จก็ตาม เพราะเรามีความพยายาม ไม่ละความตั้งใจ เราจึงยังมีชีวิตอยู่ได้ ในทะเลนี้ เมื่อคนอื่นได้ตายกันไปหมดแล้ว เราจะพยายามสุดกำลัง เ พื่อไปให้ถึงฝั่งให้จงได้"

นางมณีเมขลาได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยสรรเสริญความเพียร ของมหาชนกกุมาร และช่วยอุ้มพามหาชนกกุมาร ไปจนถึงฝั่งเมืองมิถิลา วางพระองค์ไว้ที่ศาลาในสวนแห่งหนึ่ง

   ในเมืองมิถิลา พระราชาโปลชนกไม่มีพระโอรส ทรงมีแต่ พระธิดาผู้ฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง พระนามว่า เจ้าหญิงสิวลี ครั้นเมื่อพระองค์ประชวรหนักใกล้จะสวรรคต บรรดาเสนา ทั้งปวงจึงทูลถามขึ้นว่า เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วราชสมบัติ ควรจะตกเป็นของผู้ใด ในเมื่อไม่ทรงมีพระโอรส พระเจ้าโปลชนก ตรัสสั่งเสนาว่า "ท่านทั้งหลายจงมอบ ราชสมบัติให้แก่ผู้มีความสามารถดังต่อไปนี้

ประการแรก เป็นผู้ที่ทำให้พระราชธิดาของเราพอพระทัยได้

ประการที่สอง สามารถรู้ว่าด้านไหนเป็นด้านหัวนอนของ บัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม

ประการที่สาม สามารถยกธนูใหญ่ ซึ่งต้องใช้แรงคนธรรมดา ถึงพันคนจึงจะยกขึ้นได้

ประการที่สี่ สามารถชี้บอกขุมทรัพย์มหาศาลทั้ง 13 แห่งได้"

แล้วจึงตรัสบอกปัญหาของขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่ง แก่เหล่าอำมาตย์ เช่น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่ภายในและภายนอก ขุมทรัพย์ที่ปลายไม้ ขุมทรัพย์ที่ปลายงา ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง เป็นต้น เมื่อพระราชาสิ้นพระชนม์ บรรดาเสนาบดี ทหาร พลเรือน และประชาราษฎร์ทั้งหลายต่างพยายามที่จะ เป็นผู้สืบราชสมบัติ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้เจ้าหญิงสีวลีพอพระทัยได้ เพราะล้วนแต่พยายามเอาพระทัยเจ้าหญิงมากเกินไป จนเสียลักษณะของผู้ที่จะปกครองบ้านเมือง ไม่มีผู้ใดสามารถยก มหาธนูใหญ่ได้ ไม่มีผู้ใดรู้ทิศหัวนอนของบัลลังก์สี่เหลี่ยม และไม่มีผู้ใดไขปริศนาขุมทรัพย์ได้

   ในที่สุดบรรดาเสนาข้าราชบริพารจึงควรตั้งพิธีเสี่ยงราชรถ เพื่อหาตัวบุคคลผู้มีบุญญาธิการสมควรครองเมือง บุษยราชรถเสี่ยงทายนั้นก็แล่นออกจากพระราชวัง ตรงไปที่สวน แล้วหยุดอยู่หน้าศาลาที่ พระมหาชนกทรงนอนอยู่ ปุโรหิตที่ตามราชรถจึงให้ประโคมดนตรีขึ้น พระมหาชนกได้ยินเสียงประโคม จึงลืมพระเนตรขึ้น เห็นราชรถ ก็ทรงดำริว่า คงเป็นราชรถเสี่ยงทาย พระราชาผู้มีบุญเป็นแน่ แต่ก็มิได้แสดงอาการอย่างใดกลับบรรทมต่อไป

ปุโรหิตเห็นดังนั้น ก็คิดว่า บุรุษผู้นี้เป็นผู้มีสติปัญญา ไม่ตื่นเต้นตกใจกับสิ่งใดโดยง่าย จึงเข้าไปตรวจดูพระบาทพระมหาชนก เห็นลักษณะต้องตาม คำโบราณว่าเป็นผู้มีบุญ จึงให้ประโคมดนตรีขึ้นอีกครั้ง แล้วเข้าไปทูลอัญเชิญ พระมหาชนกให้ทรงเป็นพระราชาเมืองมิถิลา พระมหาชนกตรัสถามว่า พระราชาไปไหนเสีย ปุโรหิตก็กราบทูลว่า พระราชาสวรรคต ไม่มีพระโอรสมี แต่พระธิดาคือเจ้าหญิงสิวลี แต่องค์เดียว พระมหาชนกจึงทรงรับเป็นกษัตริย์ครองมิถิลา

ฝ่ายเจ้าหญิงสิวลีได้ทรงทราบว่า พระมหาชนกได้ราชสมบัติ ก็ประสงค์จะทดลองว่า พระมหาชนก สมควรเป็นกษัตริย์หรือไม่ จึงให้ราชบุรุษไปทูลเชิญเสด็จมาที่ปราสาทของพระองค์ พระมหาชนกก็เฉยเสีย มิได้ไปตามคำทูล เจ้าหญิงให้คนไปทูล ถึง 3 ครั้ง พระมหาชนกก็ไม่สนพระทัย จนถึงเวลาหนึ่งก็ เสด็จไปที่ปราสาทของเจ้าหญิงเอง โดยไม่ทรงบอกล่วงหน้า เจ้าหญิงตกพระทัยรีบเสด็จมาต้อนรับเชิญ ไปประทับบนบัลลังก์

   พระมหาชนกจึงตรัสถามอำมาตย์ว่าพระราชาที่สิ้นพระชนม์ ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง อำมาตย์ก็ทูลตอบ พระมหาชนกจึงตรัสสั่งว่า ข้อที่ 1 "ที่ว่าทำให้เจ้าหญิงพอพระทัย เจ้าหญิงได้ แสดงแล้วว่าพอพระทัยเราจึงได้เสด็จมาต้อนรับเรา" ข้อที่ 2 เรื่องปริศนาทิศหัวนอนบัลลังก์นั้น พระมหาชนกทรง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอดเข็มทองคำที่กลัดผ้าโพกพระเศียรออก ส่งให้เจ้าหญิงให้วางเข็มทองคำไว้

เจ้าหญิงทรงรับเข็มไปวางไว้ บนบัลลังก์สี่เหลี่ยม พระมหาชนกจึงทรงชี้บอกว่าตรงที่เข็มวาง อยู่นั้นแหละคือทิศหัวนอนของบัลลังก์ โดยสังเกต จากการที่ เจ้าหญิงทรงวางเข็มทองคำ จากพระเศียรไว้ ข้อที่ 3 นั้นก็ตรัสสั่งให้นำมหาธนูมา ทรงยกขึ้นและน้าวอย่าง ง่ายดาย ข้อที่ 4 เมื่ออำมาตย์กราบทูลถึงปัญหาของขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่ง พระมหาชนกทรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ ตรัสบอกคำแก้ปริศนา ขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่งได้หมด เมื่อสั่งให้คนไปขุดดู ก็พบขุมทรัพย์ ตามที่ตรัสบอกไว้ทุกแห่ง ผู้คนจึงพากันสรรเสริญปัญญาของ พระมหาชนกกันทั่วทุกแห่งหน

พระมหาชนกโปรดให้เชิญพระมารดาและพราหมณ์ ทิศาปาโมกข์จากเมืองกาลจัมปากะ ทรงอุปถัมภ์ บำรุงให้สุขสบาย ตลอดมา จากนั้นทรงสร้างโรงทานใหญ่ 6 ทิศในเมืองมิถิลา ทรงบริจาคมหาทานเป็นประจำ เมืองมิถิลาจึงมีแต่ความผาสุก สมบูรณ์ เพราะพระราชาทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ต่อมาพระนางสิวลีประสูติพระโอรส ทรงนามว่า ทีฆาวุกุมาร เมื่อเจริญวัยขึ้น พระบิดาโปรดให้ดำรง ตำแหน่งอุปราช อยู่มาวันหนึ่ง พระราชามหาชนกเสด็จอุทยานทอดพระเนตร เห็นมะม่วงต้นหนึ่งกิ่งหัก ใบไม้ร่วง อีกต้นมีใบแน่นหนา ร่มเย็นเขียวชอุ่ม จึงตรัสถาม อำมาตย์กราบทูลว่าต้นมะม่วง ที่มีกิ่งหักนั้น เป็นเพราะรสมีผลอร่อย ผู้คนจึงพากันสอยบ้าง เด็ดกิ่งและขว้างปาเพื่อเอาบ้าง จนมีสภาพเช่นนั้น

ส่วนอีกต้น ไม่มีผล จึงไม่มีคนสนใจ ใบและกิ่งจึงสมบูรณ์เรียบร้อยดี พระราชาได้ฟังก็ทรงคิดว่า ราชสมบัติ เปรียบเหมือน ต้นไม้มีผลอาจถูกทำลาย แม้ไม่ถูกทำลายก็ต้องคอย ระแวดระวังรักษา เกิดความกังวล เราจะทำตนเป็นผู้ ไม่มีกังวลเหมือนต้นไม้ไม่มีผล เราจะออกบรรพชา สละราชสมบัติเสีย มิให้เกิดกังวล

   พระราชาเสด็จกลับมาปราสาท ปลงพระเกศาพระมัสสุ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ครองอัฏฐบริขารครบถ้วน แล้วเสด็จออกจากมหาปราสาทไป ครั้นพระนางสิวลีทรงทราบ ก็รีบติดตามมา ทรงอ้อนวอนให้ พระราชาเสด็จกลับ พระองค์ก็ไม่ยินยอม พระนางสิวลีจึงทำอุบายให้อำมาตย์ เผาโรงเรือนเก่าๆ และ กองหญ้า กองใบไม้ เพื่อให้พระราชา เข้าพระทัยว่าไฟไหม้พระคลังจะได้เสด็จกลับ พระราชาตรัสว่า พระองค์เป็นผู้ไม่มีสมบัติแล้ว สมบัติที่แม้จริงของพระองค์ คือความสุขสงบจากการบรรพชานั้นยังคงอยู่กับพระองค์ ไม่มีผู้ใดทำลายได้ พระนางสิวลีทรงทำอุบายสักเท่าไร

พระราชาก็มิได้สนพระทัย และตรัสให้ประชาชนอภิเษก พระทีฆาวุราชกุมารขึ้นเป็นกษัตริย์ เพื่อปกครองมิถิลาต่อไป พระนางสิวลีไม่ทรงละความเพียร พยายามติดตาม พระมหาชนกต่อไปอีก วันรุ่งขึ้นมีสุนัขคาบเนื้อที่เจ้าของเผลอ วิ่งหนีมาพบผู้คนเข้าก็ตกใจทิ้งชิ้นเนื้อไว้ พระมหาชนกคิดว่า ก้อนเนื้อนี้เป็นของไม่มีเจ้าของ สมควรที่จะเป็นอาหารของเราได้ จึงเสวยก้อนเนื้อนั้น พระนางสิวลีทรงเห็นดังนั้น ก็เสียพระทัย อย่างยิ่ง ที่พระสวามีเสวยเนื้อที่สุนัขทิ้งแล้ว แต่พระมหาชนกว่า นี่แหล่ะเป็นอาหารพิเศษ ต่อมาทั้งสองพระองค์ทรงพบเด็กหญิงสวมกำไลข้อมือ ข้างหนึ่งมีกำไลสองอัน อีกข้างมีอันเดียว พระราชาตรัสถามว่า "ทำไมกำไลข้างที่มีสองอันจึงมีเสียงดัง"

เด็กหญิงตอบว่า "เพราะกำไลสองอันนั้น กระทบกันจึงเกิดเสียงดัง ส่วนที่มี ข้างเดียวนั้นไม่ได้กระทบกับอะไรจึงไม่มีเสียง" พระราชาจึง ตรัสแนะให้ พระนางคิดพิจารณาถ้อยคำของเด็กหญิง กำไลนั้นเปรียบเหมือนคนที่อยู่สองคน ย่อมกระทบกระทั่งกัน ถ้าอยู่คนเดียวก็จะสงบสุข แต่พระนางสิวลียังคงติดตาม พระราชาไปอีก จนมาพบนายช่างทำลูกศร

นายช่างทูลตอบ คำถามพระราชาว่า "การที่ต้องหลับตาข้างหนึ่งเวลาดัด ลูกศรนั้น ก็เพราะถ้าลืมตาสอง ข้างจะไม่เห็นว่าข้างไหนคด ข้างไหนตรง เหมือนคนอยู่สองคนก็จะขัดแย้งกัน ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่ขัดแย้ง กับใคร" พระราชาตรัสเตือนพระนางสิวลีอีกครั้งหนึ่งว่า พระองค์ประสงค์จะเดินทางไปตามลำพัง เพื่อแสวงหา ความสงบไม่ประสงค์จะมีเรื่องขัดแย้งกระทบกระทั่ง หรือความไม่สงบอันเกิดจากการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น อีกต่อไป

   พระนางสิวลีได้ฟังพระวาจาดังนั้นก็น้อยพระทัยจึงตรัสว่า "ต่อไปนี้หม่อมฉันหมดวาสนาจะได้อยู่ร่วมกับ พระองค์อีกแล้ว" พระราชาจึงเสด็จไปสู่ป่าใหญ่แต่ลำพังเพื่อบำเพ็ญสมาบัติ มิได้กลับมาสู่พระนครอีก ส่วนพระนางสิวลี เสด็จกลับเข้าสู่ พระราชวัง อภิเษกพระทีฆาวุกุมารขึ้นเป็นพระราชา แล้วพระนางโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นในที่ต่างๆ เพื่อรำลึกถึง พระราชามหาชนก ผู้ทรงมีพระสติปัญญา และที่ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือ ทรงมีความ เพียรพยายามเป็นเลิศ มิได้เคยเสื่อมถอย จากความเพียร ทรงตั้งพระทัยที่จะกระทำการโดยเต็มกำลัง ความสามารถ เพราะทรงยึดมั่นว่า บุคคลควรตั้งความเพียรพยายามไม่ว่ากิจการนั้น จะยากสักเพียงใด ก็ตาม คนมีปัญญาแม้ได้รับทุกข์ ก็จะไม่สิ้นหวัง ไม่สิ้นความเพียรที่จะพาตนให้พ้นจากความทุกข์นั้นให้ ได้ในที่สุด

คติธรรม : บำเพ็ญวิริยบารมี

"เกิดเป็นคนควรมีความพากเพียรให้ถึงที่สุด เพื่อให้ถึงแก่สิ่งที่มุ่งหวัง เพียรสุดกำลังจนชีวิตหาไม่ก็จงเพียร แล้วความสำเร็จจะมาเยือน"


พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  แคว้นสักกะ    พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์  สกุลโคตมะ    พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕  ค่ำ เดือน ๖ (  เดือนวิสาขะ )  ปีจอ  ก่อนพุทธศักราช  ๘๐  ปี  ณ สวนลุมพินีวัน  ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์  แคว้นสักกะ  กับกรุงเทวทหะ  แคว้นโกลิยะ   ( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด  ประเทศเนปาล  )

การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์
             พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส   มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “  พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์  มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่  “  
              หลังจากประสูติได้  ๕ วัน  พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท   จำนวน ๑๐๘ คน  เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร

             พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า  “สิทธัตถะ”  มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้  ๘ คน   เพื่อทำนายพระราชกุมาร   พราหมณ์ ๗ คนแรก  ต่างก็ทำนายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก”     ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า  พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต  แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก “
              เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต  ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู  เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้  ๘  พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตร  ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ   เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง  ๑๘  สาขา  เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์ 

 

อภิเษกสมรส
 
              ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม   จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ  แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก   เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้  ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส  จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น  ๓ หลัง สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน   ฤดูฝน  และฤดูหนาว   แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า  รมยปราสาท  สุรมยปราสาท  และสุภปราสาทตามลำดับ  และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย  เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส    พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า  “ ราหุล  ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว  “

 

ออกบรรพชา
              เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์  ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์  พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ    พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่  คนเจ็บ  คนตาย และบรรพชิต   พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต  และพอพระทัยในเพศบรรพิต  มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก  พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ     มุ่งสู่แม่น้ำอโนมานที  แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ  ๔๘๐ กิโลเมตร )   เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต  และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์ 

 

เข้าศึกษาในสำนักดาบส
                    ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่  ณ อนุปิยอัมพวัน  แคว้นมัลละเป็นเวลา  ๗ วัน  จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์  แคว้นมคธ   พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ   ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม  เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม  จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น   พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน  และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร                                                                         

                   การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว   สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส  รามบุตร  ณ   กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส  กาลามโคตร  ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน   ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร  นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน    สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล  ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
                   เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง  พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  กรุงราชคฤห์  แคว้นมคธ

 

  บำเพ็ญทุกรกิริยา
                   “ ทุกร “ หมายถึง  สิ่งที่ทำได้ยาก     “  ทุกรกิริยา”   หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” 
                   เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์      ณ ทิวเขาดงคสิริ  ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น  พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา  คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น  การอดพระกระยาหาร  การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ  พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์  การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น  พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์   พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่  ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ  วัปปะ  ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ  เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้  ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา  ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน   นครพาราณสี    เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง  พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง

 

  ตรัสรู้
         พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้   เวลารุ่งอรุณ  ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา  ก่อนพุทธศักราช  ๔๕    ปี 
นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา  ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ  นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส  แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์
อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด “  แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่

ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า  “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง  เอ็น  กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “  เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว  พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่  มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง  อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี      ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย  การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี       ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ (  ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ   นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา     นี้อาสวะ    นี้อาสวสมุทัย  นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา   เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้  จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ  ภวาสวะ  และอวิชชาสวะ   เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป  นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่  ๓ คือ  อาสวักขยญาณ  ในปัจฉิมยาม  แห่งราตรีนั้นเอง   ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด   พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖  ปีระกา  ขณะพระชนมายุได้  ๓๕  พรรษา  นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี
   พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔  ( ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  )

 

ประกาศพระศาสนาครั้งแรก

         เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ  บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา  ๗ สัปดาห์ ทรงรำพึงว่า  ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม  พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์  โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า   และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง  สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม  เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้  ยังมีอยู่ “    พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม   แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ) เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร  ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ  คือบรรลุพระโสดาบัน  ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า  “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ”  พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา


 การประกาศพระพุทธศาสนา

            เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดปัญจวัคคีย์ และสาวกอื่นๆซึ่งต่อมาได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์  จำนวน  ๖๐ องค์แล้ว  และเป็นช่วงที่ออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศพระศาสนาให้เป็นที่แพร่หลาย  จึงมีพุทธบัญชาให้สาวกทั้ง ๖๐  องค์ จาริกออกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนา  โดยให้ไปแต่เพียงลำพัง  แม้พระองค์ก็จะเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม     ในการออกจาริกประกาศ พระศาสนาครั้งนั้นทำให้กุลบุตรในดินแดนต่างๆหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและขอบรรพชา อุปสมบทเป็นอันมาก     ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นสามารถอุปสมบทให้แก่กุลบุตรได้  เรียกว่า   “  ติสรณคมนูปสัมปทา   คืออุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาตนเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์”  พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา



พรรษาที่ ๑   ที่พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสาวกและได้อรหันตสาวกจำนวน ๖๐ องค์แล้ว พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแผ่คำสอน  จนเกิดพุทธบริษัท  ๔    อันมี    ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก อุบาสิกา   อย่างแพร่หลายและมั่นคง การประกาศพระพุทธศาสนาของพระองค์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง  โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป
พรรษาที่ ๒  พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดประชาชน  ได้พุทธสาวกดังนี้  เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ในระหว่างทางได้โปรดกลุ่มภัททวัคคีย์ ๓๐ คน  ที่ตำบลอุรุเวลาได้โปรดชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวกัสสปะ  นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ  กับศิษย์  อีก ๑๐๐๐ คน  ทรงเทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่คยาสีสะ  แล้วเสด็จไปยังนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร  พระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันเป็นที่อาศัยแด่คณะสงฆ์ และได้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นสาวก     อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังนครกบิฬพัสดุ์  ทรงพำนักที่นิโครธาราม ทรงได้สาวกอีกมากมาย เช่น  พระนันทะ  พระราหุล พระอานนท์  พระเทวทัต  และพระญาติอื่นๆ    ต่อมาอนาถปิณฑิกะเศรษฐีอาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล  ได้ถวายสวนเชตวันแด่คณะสงฆ์  พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ
พรรษาที่ ๕ เสด็จโปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล   และทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโหริณี  ต่อมาทรงอุปสมบทพระนางประชาบดีโคตมี และคณะเป็นภิกษุณี
พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในกรุงสาวัตถี  ทรงจำพรรษา ณ ภูเขามังกลุบรรพต
พรรษาที่ ๗ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี  ระหว่างจำพรรษาได้เสด็จไปทรงเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พรรษาที่ ๘  ทรงเทศนาในแคว้นมัคคะ ทรงจำพรรษาในเภสกลาวัน
พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์ในแคว้นโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรง  พระพุทธองค์ทรงตักเตือนแต่คณะสงฆ์ไม่เชื่อฟัง  พระองค์จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่าปาลิไลยยกะ   มีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา
พรรษาที่ ๑๑  เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา
พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา   และเกิดความอดอยากรุนแรงขึ้นในเวลานั้น
พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี  พระราหุลขอผนวช
พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร

พรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่อาลวี
พรรษาที่ ๑๗  เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี  แล้วเสด็จกลับมายังอาลวี และทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์
พรรษาที่  ๑๘  เสด็จไปยังอาลวี ทรงจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่  ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๒๐ โจรองคุลิมารกลับใจเป็นสาวก และทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล  ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์และทรงเริ่มบัญญัติวินัย
พรรษาที่ ๒๑-๔๔  ทรงใช้เชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และเป็นที่ประทับจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆ
พรรษาที่ ๔๕ เป็นพรรษาสุดท้าย พระเทวทัตคิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหินจนต้องพระองค์เป็นเหตุให้พระบาทห้อพระโลหิต  ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวกโกมารภัต

 

ทรงปรินิพาน 

                พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐  พรรษา   พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้ายณ เมืองเวสาลี  ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย     พระองค์ได้ทรงพระดำเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น    พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ  นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย   แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา  เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง  พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง  ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา  ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้    ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน 

พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ  พระพุทธองค์ได้มีพระดำรัสครั้งสำคัญว่า  “ โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา ”  อันแปลว่า  “ ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว “
                และพระพุทธองค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด “
                แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕  แล้ว  นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย  แต่คำสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่  คำสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่องนำบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต  ขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง
                หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว  สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก  เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผลเชื่อถือได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง
สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์
๑. ปุพพณเห  ปิณฑปาตญจ   ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์
๒.สายณเห  ธมมเทสน  ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า
๓.ปโทเส  ภิกขุโอวาท   ตอนหัวค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่
๔.อฑฒรตเต  เทวปญหาน  ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ
๕.ปจจสเสว  คเต  กาเล  ภพพาภพเพ  วิโลกน  ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้  แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำบากเพียงใดก็ตาม

 

ที่มา http://watsansai.igetweb.com


“เหนื่อยว่ะ”         พฤหัสบ่นดังๆพลางปาดเหงื่อ ก้าวเท้าเดินออกจากสนามแบดมินตันพร้อมกับเพื่อน ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างเขากับอีกฝ่ายคือฝ่ายนั้นไม่ได้มีท่าทีอิดโรยสักนิด ผู้ชนะมักจะเป็นอย่างนี้เอง เหมือนมีพลังพิเศษประจุแน่นไปทุกรูขุมขน ก้าวย่างเป็นสง่าน่าอิจฉาและชวนให้เกิดความหมั่นไส้เป็นที่สุด เดินตามหลังแล้วอยากถีบให้หมดสง่าดูสักทีวันนี้เขาดวงตกอย่างน่าแปลกใจ กำลังตบอย่างเมามันดันติดเน็ตง่ายๆ ก็มี โดนเพื่อนหลอกหยอดนิดหน่อยแล้วหลงกลก็มี นี่ยังไม่นับการเสิร์ฟลูกเสียเองบ่อยๆ น่าโมโหอย่าบอกใครผู้แพ้มักขี้บ่น เกมจบอารมณ์ไม่จบตาม พฤหัสกระแทกเสียงสวดเพื่อนทันทีที่มานั่งดื่มน้ำด้วยกันข้างสนาม“ทำไมเสือกชวนเล่นแต่วันวะเนี่ย? เดี๋ยวก็ไม่ต้องทำอะไรกัน”คู่แข่งผู้เงียบขรึมใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อก่อนตอบด้วยยิ้มเย็น“เล่นดึกเดี๋ยวนอนไม่หลับ อีกอย่างเล่นช่วงนี้ไม่ต้องแย่งสนามกับใคร”เป็นความจริงที่ถ้าเล่นกีฬาเช่นแบดมินตันในช่วงกลางคืน แม้เหนื่อยอ่อนเพียงใดร่างกายก็ตื่นตัว นอนกันไม่ค่อยลง พฤหัสส่ายหน้าดิกพลางบ่นอุบ“ทีหลังกูไม่มาแต่วันกะมึงหรอก ไอ้เวร!จองฤกษ์ยังคงยิ้มสงบ ไม่ถือสาหาความอย่างรู้จังหวะอารมณ์พาลของผู้ปราชัย“โอเค เอาไว้กูจะชวนเฉพาะเวลาที่มึงมือขึ้น”พฤหัสคอแข็งไปนิดหนึ่ง เพราะฟังน้ำเสียงแฝงแววหยันนั้นออก ความจริงเขารู้สึกอยู่ว่าหลายเดือนที่ผ่านมาจองฤกษ์พัฒนาทักษะไปไกลขึ้นมาก ไม่ทราบว่าเจ้าเพื่อนยากไปฝึกความว่องไวในการเคลื่อนตัวและความรุนแรงในการตบลูกมาจากไหน แถมรังสีอำมหิตของผู้กำชัยที่มีความเชื่อมั่นสูงส่งจนข่มขวัญเขาได้นั่นอีก สงสัยนักว่าเพื่อนไปเติมพลังประหลาดชนิดนั้นมาจากไหนมากมายเหลือเกิน“ไม่ช่าย…” เด็กหนุ่มลากเสียงหนีบ รู้สึกว่าตัวถูกบีบให้เล็กลง ผู้แพ้พูดอย่างไรก็ฟังบ้อท่าไปหมด “จะไปเลือกได้ยังไงวะ ให้มึงชวนเฉพาะวันมือขึ้น แต่บ่ายสองยังร้อนจะตายชัก ทีหลังรู้จักรอให้มันเย็นๆหน่อย”จองฤกษ์หัวเราะหึๆ ก้มหน้าสางผมเผ้าที่ชื้นเหงื่อของตนโดยไม่โต้ตอบอะไร ขณะนั้นเองสองหญิงต่างวัยเดินเข้ามาในเขตสนามเพื่อแทนที่สองหนุ่ม ภาพที่เห็นทำให้พฤหัสตาตื่น ลืมเรื่องขุ่นใจชั่วคราว“เฮ้ย! เด็กหนุ่มอุทานไม่ดังนัก พอได้ยินถึงหูเพื่อน “บังเอิญจริง เจอแม่ลูกคู่นี้อีกแล้วจองฤกษ์เงยหน้าขึ้นชำเลือง เห็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักก็จำได้ว่าเพิ่งเจอกันคราวก่อน แล้วก็เคยชายตามาสบกับพฤหัสแบบปิ๊งๆกันอยู่ นับเป็นความบังเอิญยิ่งที่ได้เจอกันอีก

          “สงสัยเนื้อคู่ของมึงมั้ง”

เขาออกความเห็นแบบทีเล่นทีจริง“กูก็ว่าน่าจะเป็นไปได้!พฤหัสเออออห่อหมกหน้าตาเฉย จ้องหญิงผู้น่ารักตาค้างด้วยความอยากรู้ว่าแม่นางมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร“เสียดายเอวหนาไปนิด”จองฤกษ์วิจารณ์ยิ้มๆ แต่พฤหัสมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแค่การปล่อยเนื้อปล่อยตัวชั่วคราว“เฮ่ย! พออยู่ในคอนโทรลแล้วสั่งลดด้าย”เด็กหนุ่มโต้พลางคิดค่อนขอดอยู่ในใจ อย่างเพื่อนเขานี้ประเภทมีตาหามีแววไม่ ไม่รู้หรอกว่าหน้าสวยๆกับอกเด้งๆในสนามแบดนี่ควรให้กี่ดาว มัวแต่ไปตั้งข้อสังเกตในจุดที่ไม่จำเป็นต้องถือสาให้ป่วยการสองแม่ลูกเริ่มเล่น และท่าทางฝ่ายลูกสาวก็กรี๊ดกร๊าดเป็นพิเศษ โดนคุณแม่หยอดนิดหยอดหน่อยหรือตบไปไกลบ้างก็อุ๊ย! ว้าย! อ๊าย! บางทีทำหน้าสงสัยโลก หรือไม่ก็หัวร่อเอิ๊กอ๊ากอย่างไม่มีเหตุผลบ่อยๆ เห็นได้ชัดว่าสายตาเฝ้าชมการเล่นของสองหนุ่มข้างสนามมีอิทธิพลต่อจิตใจเด็กสาวมิใช่น้อยอันที่จริงการเฝ้าชมคนอื่นเล่นเป็นเรื่องปกติของกีฬาทุกประเภท แต่จ้องเอาๆราวกับเสือใหญ่เตรียมตะครุบนางกวางอย่างนี้ ก็แน่นอนว่าย่อมก่อความวอกแวกให้กับอีกฝ่ายเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางกวางก็มีใจอยากให้ตะครุบอยู่ด้วย!         จองฤกษ์เคยเห็นอิทธิฤทธิ์แห่งใบหน้าอาบเสน่ห์ของเพื่อนมาหลายครั้งหลายหน จนต้องยอมรับโดยดีว่าเจ้าเพื่อนคนนี้เกิดมาเพื่อทำให้สาวแก่แม่ม่ายหมดความยับยั้งชั่งใจทางเพศโดยเฉพาะ เพียงการปรากฏตัวของพฤหัสก็เป็นแม่เหล็กทรงพลังพอจะดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้ไขว้เขวจากกิจกรรมที่ทำอยู่ทุกชนิดได้แล้ว“มึงนี่หล่อแบบไม่ต้องพึ่งคุณไสยฯเลยนะ”พฤหัสยืดอกอย่างปลาบปลื้มที่เพื่อนพูดเหมือนยอมรับในความเป็นคนเจ้าเสน่ห์ของตน นับว่าชดเชยความพ่ายแพ้ลุ่ยหูเมื่อครู่ได้เยอะ แม้ไม่โชคดีคงเส้นคงวาในเกมกีฬา ก็จัดว่าโชคดีในเกมรักตลอดกาล“พึ่งคุณไสยฯทำไม แค่ความเชื่อมั่นอย่างเดียวก็เอาอยู่แล้ว ความเชื่อมั่นของผู้ชายนั่นแหละคลื่นรบกวนจิตใจสาวๆที่แรงที่สุดในโลก!“มึงเชื่อมั่นอะไรในตัวเองบ้าง?”“ถามออกมาได้ยังไง เห็นๆอยู่ ก็ความหล่อสิวะ” พฤหัสเปิดอกแบบไม่ต้องบันยะบันยัง “แล้วกูมั่นใจด้วยว่าพ้นจากความช่วยเหลือของความหล่อ ก็ยังมีคารมกับสารพัดวิธีให้หญิงถึงใจได้ครบวงจรด้วย”“ดีนะ” จองฤกษ์พยักหน้าหงึก “เกิดเป็นมึงนี่มีโอกาสชิมหญิงเยอะ อายุยังไม่ถึงยี่สิบ ฟันคนสวยไปกี่สิบแล้ว?”พฤหัสยิ้มลำพอง“ไม่ได้นับหรอก แต่เฉพาะที่สวยน่าจดจำจริงๆและกูแอบถ่ายลงคอมพ์ไว้ก็ ๔ คน!”

          จองฤกษ์เบิกตากว้าง

“แอบถ่าย?”“เดี๋ยวนี้เขาเก็บไว้ดูเล่นตอนแก่กันทั้งนั้นแหละ”“ไอ้บ้ากาม! มึงทำอย่างนี้ไม่ดีเลย” จองฤกษ์ขมวดคิ้วใช้เสียงตำหนิเต็มที่ “ไม่เห็นเคยเอามาแบ่งให้กูดู”พฤหัสหัวเราะประสาวัยรุ่นที่ไม่ค่อยคิดอะไรไกลเกินกว่าการได้มาซึ่งกามรส“มึงไม่ได้ช่วยกูซ่อนกล้องนี่โว้ย เหนื่อยคนเดียว เสี่ยงถูกตบคนเดียว สมควรแบ่งปันรางวัลให้คนอื่นร่วมตื่นตาตื่นใจด้วยเหรอะ?”จองฤกษ์แค่ยิ้มแค่นๆไม่ว่าอะไร สมัยนี้รูปเปลือยของโฉมงามใช่จะหาดูได้ยากลำบากแต่อย่างใด แค่อยู่บนท้องถนนธรรมดาก็เห็นผู้หญิงสวยที่สุดในประเทศมาเปลือยกายแทบล้อนจ้อนท้าทายสายตาตามป้ายรถเมล์เป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกระตือรือร้นเห็นไส้เห็นพุงสาวของเพื่อนขี้หวงแต่ประการใดระหว่างสนทนากัน สองสหายยังคงจับตามองสาวน้อยหน้าใสในสนามแบดไม่วาง จองฤกษ์เกิดความรู้สึกขึ้นมาเดี๋ยวนั้นว่าตนรู้น้อย คนสวยมีรายละเอียดอย่างไร นิสัยใจคอผิดแผกจากสาวธรรมดาอื่นๆขนาดไหน ไม่มีข้อมูลและประสบการณ์เอาเลย ได้แต่เลียบๆเคียงๆถามจากเพื่อนผู้มีกิตติศัพท์เลื่องลือว่าเป็นเสือร้าย         “ผู้หญิงสวยๆนี่ มักจะเป็นยังไง มีอะไรที่เหมือนกันบ้างวะ? ชนิดที่มึงรู้เลยว่าเป็นจุดอ่อน จับจุดถูกแล้วจีบง่ายขึ้น”พฤหัสยิ้มกว้าง นึกดีใจที่เพื่อนเขามีความเป็นไก่อ่อนให้เขาสอนอะไรบ้าง“ก่อนกูตอบ กูถามมึงก่อน ในสายตาคนขรึมๆที่ไม่สุงสิงกะหญิงแบบมึงเนี่ย ผู้หญิงสวยเป็นยังไง?”จองฤกษ์เหลือบตามองพื้นครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำตอบ“ผู้หญิงสวยก็… โง่คอมพ์น่ะซี”“ฮ่ะๆ ไอ้เวร”“จริงๆ! อย่างยายเนื้อคู่ของมึงเนี่ย รับประกันว่าไม่รู้ความแตกต่างระหว่างบิตกับไบต์ มีคอมพ์ไว้เปิดเพลง หรืออย่างมากก็เอาไว้ทำการบ้านส่งครูเท่านั้น”

         “มึงสันนิษฐานอย่างนี้คงเพราะพวกผู้หญิงเกิดปัญหาเรื่องคอมพ์เป็นต้องวิ่งโร่มาหามึงน่ะซี”

“คงงั้นมั้ง”แน่นอนว่าประสบการณ์อาจทำให้คนๆหนึ่งเกิดมุมมองด้านเดียว พอไม่มีมุมมองอื่นมาแทรกแซงก็กลายเป็นความปักใจเชื่อไปโดยปริยาย พฤหัสยังอยากซักต่อ

         “สรุปจากประสบการณ์ของมึง ความโง่ความฉลาดเรื่องคอมพ์นี่เป็นของประจำเพศหรือเปล่า?”

จองฤกษ์สั่นศีรษะเกือบทันทีแทบไม่เสียเวลาคิด“มียายอะไรคนหนึ่ง รู้จักกันในนามซูซาน ธันเดอร์ อีเป็นแฮกเกอร์มือวางอันดับต้นๆของโลก แล้วก็ยังมีแฮกเกอร์หญิงดังๆรายอื่นอีก ที่เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าขอเพียงมีความสนใจทุ่มเทพอ จะเพศไหนก็เชี่ยวคอมพ์ได้ทั้งนั้น”“เอาอะไรมาวัดวะว่าเป็นแฮกเกอร์มือวางอันดับต้นๆของโลก?”“ก็เช่นพิสูจน์ให้กองทัพสหรัฐเห็นว่าถ้าจะเอาจริง ยายซูซานสั่งปล่อยนิวเคลียร์ได้ก็แล้วกัน”“ฮ้า!” พฤหัสละสายตาจากสนามแบดชั่วคราวแล้วหันมาจ้องเพื่อนหนุ่ม เพราะรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับโลกคอมพิวเตอร์ของเจ้านี่ไม่เคยมั่ว “นิวเคลียร์อะไรมันจะปล่อยกันง่ายๆขนาดนั้น?”“มันมีการเล่นลูกชิ่งที่เป็นไปได้ พวกแฮกเกอร์จะเหมือนหัวขโมยฉลาดๆที่รู้ว่าการฉกสมบัติไม่ใช่ทำได้ด้วยวิธีปีนกำแพงหรือระเบิดเซฟ มันมีการล่อหลอก มีการใช้ทางอ้อมได้สารพัด แต่ก็ไม่ง่ายประเภทนั่งกดปุ่มจากคอมพ์ในบ้านหรอก ยายซูซานนี่พิสูจน์ให้ทางการสหรัฐมองเห็นช่องโหว่มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน”“นังคนนี้ท่าทางจะเซียนคอมพ์มาแต่เกิดเลยซี”“เปล่า! ตรงข้ามเลย อีเคยเป็นกะหรี่มาก่อนด้วยซ้ำ คนเห็นนึกว่าโง่ ที่ไหนได้ พอมีแฟนเป็นแฮกเกอร์เลยอยากเป็นกับเขามั่ง แล้วก็ดันขึ้นทำเนียบสิบอันดับที่ทางการต้องการตัวเสียด้วย!”พฤหัสย่นคิ้วนิ่งไปอึดใจ ลืมไปสนิทว่าแต่แรกตนเป็นฝ่ายถูกถาม“แปลว่าต้องสวยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์โง่คอมพ์?”“กูแค่รู้ว่าถ้าสวยก็คิดมากเรื่องสวย ถ้าไม่สวยก็มีเวลาไปคิดมากเรื่องอื่น ก็อยู่ที่แรงบันดาลใจของแต่ละคน อย่างยายซูซานนี่ ข่าวว่าอยากเป็นแฮกเกอร์เพราะคิดเอาชนะแฟนเก่าเซียนคอมพ์ที่ทอดทิ้งกันไปอะไรทำนองนั้น”“อือ… น่าทึ่งดีว่ะ จากกะหรี่ผันตัวเองมาเป็นแฮกเกอร์ระดับโลกได้”

         “แล้วมึงล่ะ ยังไม่ตอบกูเลย ผู้หญิงสวยๆมักจะเป็นยังไง?”

“ก็…” พฤหัสยักไหล่ “ไม่ว่าจะเกิดราศีไหน วันอะไร โดยทั่วไปผู้หญิงสวยจะเข้าข้างตัวเองเก่ง ประเภททึกทักว่าใครๆต้องมาตกหลุมรักฉัน”จองฤกษ์ยิ้มเห็นฟัน กระแสคำพูดของพฤหัสทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอะไรสักสาขา         “แปลว่าถ้าเราทำหยิ่งๆ เมินๆ ไม่สนใจมาก หรือแกล้งมองเหยียดๆไปเลย เดี๋ยวก็เป็นจุดเด่นเรียกความสนใจ ท้าทายให้คนสวยอยากพยายามมาจับเราเองหรือเปล่า?”“นั่นมันวิธีคิดแบบเด็กๆ ไอ้เรื่องแกล้งทำเป็นปฏิปักษ์เรียกร้องความสนใจน่ะ ไม่ใช่สะพานเชื่อมที่ดีหรอก ไปทำเป็นศัตรูกับเขา เขาเกลียดขี้หน้าขึ้นมาจริงๆจะเรียกคะแนนคืนลำบาก คือมันต้องมีศิลปะ อย่างตอนนี้มึงเห็นไหมกูมองเขาไม่วางตา แสดงความสนใจอย่างเปิดเผย แต่ข้างในกูก็ยังรั้งตัวเองไว้ ไม่ปล่อยใจถลำไปหลงชนิดโงหัวไม่ขึ้น นี่แหละ… ถ้าเริ่มต้นด้วยใจที่ครึ่งๆระหว่างสนมากแต่ไม่ตกหลุมจนมิดกบาล ก็ทำคะแนนแตกต่างจากพวกหน้าโง่ที่ออกอาการลิ้นห้อยน้ำลายหกตั้งแต่แรกมากแล้ว”ฟังผู้ชำนาญการด้านหญิงสวยพูดแล้วจองฤกษ์ชักเลื่อมใสเพื่อนรักมากขึ้นทุกที

         “มึงพูดเข้าท่า แล้วยังไงอีก ทำเหตุการณ์แรกพบสบตาให้เหมาะ เสร็จแล้วต้องต่อด้วยอะไร?”

“ต่อด้วยการทำยังไงก็ได้ ให้เขารู้สึกตัวว่าเป็นนางเอก สาวสวยเนี่ยช่างฝันเกือบทั้งนั้น ยิ่งถ้ามึงทำให้เขาเชื่อได้ว่าเป็นคู่แท้ที่หอบหิ้วตามกันมาแต่ชาติปางก่อนได้นะ เรียบร้อย… หาที่เหมาะๆทำการสำเร็จโทษได้เลย”จองฤกษ์ไม่ได้ฟังอย่างเดียว แต่คิดต่อด้วย เขาว่ามนุษย์มีมุมมองที่จำกัด อย่างเช่นเพื่อนซี้ของเขาเจออยู่แค่นี้ก็เห็นได้แค่นี้ จากการไปงานสมรสล่าสุดของเขา เขาเห็นเจ้าสาวแสนสวยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าบ่าวหน้าเหลี่ยมๆหัวล้านๆ นั่นแปลว่าพอพ้นวัยหนึ่งผู้หญิงสวยอาจเลิกช่างฝัน เปลี่ยนไปคิดฟันกำไรจากการแต่งงานกับเจ้าบ่าวผู้เป็นทาสตัณหาท่าเดียว เพราะเมื่อมายืนอยู่ในโลกความเป็นจริงเต็มตัว ผู้หญิงสวยคงเห็นความจริงได้เร็วกว่าใคร นั่นคือความฝันเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ ความหล่อไม่ทำให้อิ่มท้อง เงินทองต่างหากที่ทำได้

         “แล้ว… ที่มึงทำให้เขารู้สึกว่าเป็นนางเอกนี่ยังไงวะ ลองยกตัวอย่างหน่อยได้ไหม?”

“ก็ทำตัวเป็นพระเอกซีวะ พอมึงเป็นพระเอก คนที่ถูกมึงจีบก็จะมีสถานภาพเป็นนางเอกโดยอัตโนมัติ พระเอกกับนางเอกเป็นยังไงก็ดูได้จากละครที่คนติดกันมากๆน่ะ”“พระเอกต้องหล่อ พูดเก่ง อันนี้มึงได้ แต่เรื่องรวยนี่ยังขาดไป มึงยังขึ้นรถเมล์อยู่นี่หว่า ต่อให้ถึงอายุขอใบขับขี่ได้ พ่อมึงก็ไม่ซื้อรถให้แหงๆ”“ของแบบนี้ลงทุนเพื่อยกระดับได้เป็นครั้งคราวน่า แท็กซี่หรูๆมีถมไป วิ่งให้เกลื่อนขนาดยืนรอกวักมือเรียกตรงหน้าบ้านยังไหว อีกอย่าง ตอนที่ต่างฝ่ายต่างแบมือขอตังค์พ่อแม่กันอยู่น่ะ ความรวยไม่ใช่เรื่องสำคัญอันดับหนึ่งหรอก ความฝันต่างหาก มึงทำให้เขาฝันได้ มึงก็ฟันเขาได้”จองฤกษ์หัวเราะเบาๆ“เช่นฝันว่าอะไร?”“ฝันว่าจะรักและติดตามกันไปทุกภพทุกชาติไง”

         “สรุปง่ายๆว่ามึงหลอกเขาทั้งที่มึงก็ไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลพวกนี้?”

“ไม่ใช่หลอก… กูทำตัวเหมือนเซลล์แมนไง แค่ให้ในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ ทุกคนต้องการสิ่งล่อใจทั้งนั้น”“โอเค สรุปคือเพื่อที่จะเจาะไข่แดงหญิง มึงมีวิธีที่แนบเนียนตั้งแต่เริ่มลงมือจีบ แล้วคราวนี้ลงเอยยังไง ตอนเบื่อแล้วอยากทิ้งน่ะ?”พฤหัสยักคิ้วเบะปากนิดๆ“ก็ลบความจำในสมองพวกเธอซะ แปลงร่างจากเทพบุตรเป็นซาตานพักเดียวก็เผ่นกันไปเอง”“อือม์…” จองฤกษ์ครางอย่างคนตาสว่าง “มึงนี่ระยำใช้ได้เลยนะเนี่ย!สองเกลอหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องจริงจังนัก

 

“สมัยนี้ไม่ต้องห่วงหรอก ผู้หญิงใจง่ายแล้วก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ไม่มีใครถือสาหรือยึดติดมากมายหรอก สนุกกันพักหนึ่ง พอเบื่อก็หารสชาติใหม่ๆ สาวยุคก่อนถูกสอนให้เห็นเซ็กซ์เป็นการเสียท่าหรือเสียตัว แต่เดี๋ยวนี้โลกเปิดกว้างให้เห็นเป็นการร่วมสนุกไปแล้ว”“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทำไมข่าวฆ่าแกงด้วยเรื่องชู้สาวถึงเพิ่มขึ้นผิดปกติล่ะ? พ่อกูบอกว่าสมัยพวกเราเพิ่งเกิดไม่ฆ่ากันถี่ยิบราวกับเห็นแฟนเป็นเป้าซ้อมปืนอย่างนี้หรอก มึงเพลินไปเพลินมาระวังเจอของแข็งเข้าก็แล้วกัน”“โอ๊ย! ไม่มีทาง” พฤหัสยิ้มหยัน และเอ่ยด้วยความเชื่อมั่น “กูนี่แหละของแข็ง!จองฤกษ์กะพริบตาทีหนึ่ง สัมผัสถึงความเชื่อมั่นอย่างน่าหมั่นไส้ของเพื่อนแล้วคิดในใจว่าอย่างนี้น่าจะเจอดีสักที!“ไหนบอกแผนซิ มึงจะจีบคนสวยตรงหน้านี่ยังไง บอกตามตรงกูอยากดูมึงสาธิตจะจะสักทีเหมือนกัน”พฤหัสก้มหน้าแล้วสั่นศีรษะเล็กน้อย“แม่อยู่ด้วยแบบนี้ยากว่ะ”“แน่จริงต้องไม่เกี่ยงสถานการณ์ซิ คิดเสียว่าถ้าต่อไปมึงเปิดมหาลัยสอนจีบหญิง ลองตั้งโจทย์ท้าทายดู เช่นจะเข้าไปท่าไหนดีถ้าสาวที่สนกำลังมีคุณแม่ประกบติดแจ”หนุ่มหน้าหล่อหัวเราะ เพราะรู้ว่าเพื่อนของเขาต้องการรู้ผลจริงๆว่าเขาจะทำเรื่องยากได้สำเร็จหรือไม่“ฤกษ์… เท่าที่รู้จักมึงมาตั้งแต่เด็ก กูเห็นมึงเป็นคนเงียบๆ แต่ชอบลองของ ชอบท้าทาย ชอบเล่นอะไรเสี่ยงๆเสมอ รู้ตัวหรือเปล่า ตามึงเป็นประกายแบบพวกโรคจิตอยู่เรื่อยตอนอยากทำอะไรแผลงๆ”ถูกสะกิดเช่นนั้น ท่าทีกระตือรือร้นของจองฤกษ์ก็คลายลงเล็กน้อย แต่ยังไม่วายออกแรงยุ“แค่มีแม่อยู่ด้วยคนเดียว ถือว่าทำอะไรแผลงๆแล้วเหรอะ? กูอยากเห็นมึงแสดงฝีมือในทางที่ถนัด ทำนองเดียวกับมึงอยากดูมวยหมัดหนักถล่มมวยการ์ดแข็ง อยากดูปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจอะไรทำนองนั้น เอาสิวะ โชว์หน่อยดิ้”พฤหัสหุบยิ้ม ชักนึกเคืองที่เพื่อนคะยั้นคะยอให้ทำในสิ่งที่กำลังขี้เกียจทำ และถ้าไม่ทำก็เหมือนไม่แน่จริง“เอางี้ สัญญากับมึงเลย เจอหน้ายายนี่คราวหน้ากูจีบ ไม่ว่าจะพกแม่มาด้วยหรือเปล่า วันนี้กำลังเหนื่อยโว้ย แล้วอีกอย่างเพิ่งแพ้มึงหมดรูป กำลังเซ็งในอารมณ์ หลักการเข้าหาผู้หญิงที่มีแม่มาด้วยน่ะง่ายนิดเดียว จีบแม่ติดได้ก็ได้ลูกมาเอง เรื่องเข้าผู้ใหญ่น่ะกูไม่เกี่ยงอยู่แล้ว ผลัดเป็นคราวหน้าต่อให้มากะแฟนกูก็จะแสดงฝีมือให้มึงชมเป็นขวัญตา!ประกายสนใจถูกจุดขึ้นในตาจองฤกษ์อีกครั้ง พฤหัสเหลือบมาเห็นแล้วคิดในใจว่าไอ้หมอนี่ช่างคลั่งไคล้โจทย์ยากเสียจริงๆ ได้ยินอะไรท้าทายหน่อยไม่ได้ เป็นต้องยิ้มพึงใจเหมือนเด็กจอมขโมยเสมอ และนี่ก็เป็นสิ่งที่พฤหัสเพิ่งเรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนรัก จองฤกษ์จะหยุดเซ้าซี้ เลิกสนใจโจทย์ยากข้อเดิม ขอเพียงมีโจทย์ใหม่ที่ยากเย็นท้าทายกว่า น่ารู้น่าเห็นมากกว่าเก่ามายื่นให้!และเพราะโดนจี้เรื่องจีบสาว เลยพานทำให้พฤหัสเบื่อหน่ายความน่ารักของเจ้าหล่อนขึ้นมาแบบปุบปับฉับพลัน“ไปกันเหอะ! กินข้าวกะมึงเสร็จกูต้องรีบกลับ”“นัดสาว?”พฤหัสโคลงศีรษะไปมา“เปล่า… เจอเปรตที่ไหนไม่รู้ ส่งเมลมาหลอกให้ไปดาวน์โหลดโปรแกรมป้องกันไวรัสมาติดตั้ง แม่ม! พอติดตั้งเสร็จถึงรู้ว่าเป็นกับดักระดับโลก ทำให้กูเสียเวลาครึ่งค่อนวันไปเปล่าๆ ต้องทำงานใหม่หมด มึงระวังๆให้ดีนะ เจอแหกตากันเป็นล้านเลย”“เหรอ…”น้ำเสียงของจองฤกษ์เปลี่ยนไป แต่พฤหัสไม่ทันสังเกต“ไอ้พวกแฮกเกอร์ที่แกล้งปล่อยไวรัส แกล้งส่งโทรจันไปใส่เครื่องคนอื่นนี่ไม่รู้มันจะเกิดมาให้หนักกบาลชาวบ้านทำไม อย่าให้รู้ว่าใครนะมึง กูจะไปเผาบ้านมันจริงๆ”พฤหัสได้ยินจองฤกษ์หัวเราะหึหึ แปลกที่เพื่อนรักหัวเราะคราวนี้ฟังดูชวนให้อยากตบกะโหลกสักผัวะ เพราะสำเนียงหยันเยาะพิลึก“กูดูข่าวเหมือนกัน” จองฤกษ์เอ่ยเสียงปกติ “เจ้าแฮกเกอร์มันก็เก่งนะ อุตส่าห์เจาะระบบของบริษัทผลิตโอเอสหมายเลขหนึ่งของโลก เอาไฟล์ไปวางไว้ที่นั่นรอคนมาโหลด แม้แต่พนักงานของบริษัทเองยังหลงกล เรียกว่าค่ายซอฟต์แวร์ยักษ์โดนตบหน้าแรงที่สุดเท่าที่เคยโดนมา”“เก่งเกิ่งอะไรวะ สงสัยเป็นคนในที่มีความแค้นเคืองอะไรกันน่ะซี ข่าวว่ากำลังสืบหาร่องรอยกันจ้าละหวั่น ข่าวบอกเป็นไปไม่ได้ที่คนนอกจะเจาะสำเร็จ”จองฤกษ์หัวเราะฮ่าๆดังเป็นกังวาน เป็นเสียงหัวเราะที่มีแรงอัดกระทุ้งแก้วหูขนาดทำเอาพฤหัสสะดุ้ง และเรียกความสนใจจากสองแม่ลูกในสนามแบดให้เหลียวมาดูว่าเกิดเหตุพิเศษอันใดขึ้น“มึงขำใครวะ?”“ขำพวกปัญญาอ่อนที่เสียหน้า พลาดท่าแล้วโยนบาปให้คนในกันเองน่ะซี”พฤหัสตะแคงหน้ามองเพื่อนหนุ่มด้วยความฉงน เสียงห้าวลึกของจองฤกษ์ฟังแล้วชักสะดุด ชวนให้รู้สึกตะครั่นตะครอหนาวสันหลังชอบกล“พวกแฮกเกอร์คงจะเลวชาติ คุยกับคนธรรมดาอย่างพวกเราไม่รู้เรื่องหรอกนะ มึงว่าไหม?”“กูเชื่อว่าทุกคนในโลกมีเชื้อความเลวในตัวเอง และกำลังทำร้ายคนอื่นในทางใดทางหนึ่งอยู่ทั้งนั้นแหละ”มีความเย็นชาที่น่าขนลุกอย่างประหลาดขณะจองฤกษ์ตอบ พฤหัสถึงกับนิ่งงันและไม่อยากคุยอะไรต่ออีก           จองฤกษ์กับพฤหัสออกจากสนามแบดมินตันมาทานข้าวกลางวันด้วยกันที่ร้านตึกแถวในละแวกใกล้ พฤหัสทานข้าวหมูแดงไปเพียงจานเดียวก็อิ่ม ในขณะที่จองฤกษ์เอี้ยวตัวสั่งก๋วยเตี๋ยวต่ออีกชาม“งั้นกูกลับก่อนนะฤกษ์”พฤหัสขอตัวด้วยความเพลีย อยากรีบกลับไปพัก ด้วยเห็นว่าอย่างไรก็กลับคนละทางอยู่แล้ว จองฤกษ์พยักหน้าหงึกหนึ่งก่อนไล่ส่ง

         “มึงไปเถอะ”

พฤหัสผลุนผลันลุกจากโต๊ะทันที“ค่าข้าวมึงล่ะ?”จองฤกษ์ประท้วงท่าทีอันน่าเสียวไส้ของเพื่อน เกรงว่าตนจะต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงโดยไม่มีการหาร“อ้าว! ก็มึงให้กูไปเถอะ กูก็ลุกตามคำสั่งสิวะ”พฤหัสพูดกลั้วหัวเราะพลางล้วงกระเป๋าสตางค์ ควักเงินออกมาจ่ายให้เพียงครึ่งหนึ่งของค่าอาหารและน้ำที่ตนบริโภคเสร็จไป“ที่เหลือช่วยหน่อยละกัน ติดกระเป๋าอยู่ร้อยเดียวกูอยากเอาไปนอนในแท็กซี่ เมื่อคืนอยู่ดึกแล้วมึงมาชวนเล่นแบดแต่วันอีก ถือว่าเป็นค่าจ้างกูมาเล่นเป็นเพื่อนละกัน”สิ้นคำพฤหัสก็สะพายเป้อุปกรณ์กีฬาขึ้นหลัง หมุนตัวจากไปทันที ปล่อยจองฤกษ์ให้อ้ำอึ้งพูดไม่ออกอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่มทานก๋วยเตี๋ยวด้วยอารมณ์ขุ่นมัวต่ออีกพักใหญ่ก็เรียกเด็กมาเก็บเงิน ก่อนลุกขึ้นเดินลึกเข้าไปในร้านเพื่อเข้าห้องน้ำ ซึ่งตนรู้แหล่งดีว่าเป็นห้องขนาดเล็กใต้บันไดเนื่องจากเห็นว่าประตูแง้มอยู่เล็กน้อย จึงผลักเปิดโดยไม่ระมัดระวังค่อนข้างแรง ผลที่ผิดคาดคือบานประตูไม่ได้เจออากาศว่างเปล่า แต่ไปปะทะอย่างจังกับหลังของใครคนหนึ่งเข้า ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นบุรุษร่างโตที่กำลังยืนระบายความเครียดจากท้องน้อยอยู่ พอโดนแรงกระแทกของประตูก็ตกใจ ร่างคะมำไปอัดโถฉี่เต็มรัก“โอ๊ย!”ชายผู้เคราะห์ร้ายอุทานลั่นด้วยความตระหนกมากกว่าเจ็บปวด จองฤกษ์ผงะด้วยความตกใจในฐานะผู้กระทำโดยไม่เจตนาเช่นกัน แต่พอหายตกใจ แทนที่จะขอโทษกลับเผลอหัวเราะเหมือนเยาะซ้ำอย่างอดขำไม่ได้คนอยู่หลังประตูห้องน้ำจัดการธุระต่อด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลชั่วอึดใจเดียว ก็เปิดประตูออกมาประจัญหน้าผู้บุกรุกด้วยสีหน้าถมึงทึง

         “ทำไมเปิดประตูซุ่มซ่ามอย่างนี้วะไอ้น้อง?”

สีหน้าคุกคามจะเอาเรื่อง บวกกับวาจานักเลงโตนั้น แทนที่จะทำให้จองฤกษ์หวาดกลัว กลับกลายเป็นเลือดขึ้นหน้าและพูดสวนทันควัน“แล้วพี่เสือกไม่ล็อกประตูเองทำไมล่ะครับ?”“ใส่กลอนแล้วแต่มันขัดไม่อยู่นี่โว้ย”“งั้นก็ช่วยไม่ได้”ชายวัยฉกรรจ์ตาลุกวาบ โกรธจนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ"น้องไม่ชอบหน้าพี่ใช่ไหม?"จองฤกษ์มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา“พี่เยี่ยวเสร็จก็หลีกทางผมหน่อยเถอะ จะยืนขวางหาพระแสงอะไร ผมจะเข้าห้องน้ำบ้าง”คนร่างใหญ่หน้ามืดและหูอื้อจนฟังคำพูดเด็กหนุ่มไม่รู้เรื่อง“เฮ้ย! ตัวแค่นี้ทำไมทำกร่างนักวะ? ขอโทษซักคำก็ไม่มี”“เออ! โทษที หลีกหน่อย”น้ำเสียงกระด้างไม่กลัวตีนนั้นทำให้นักเลงโตหมดความอดทน ใช้มือขวาผลักหน้าอกเด็กหนุ่มวัยรุ่นเต็มแรง“มึงจะเอายังไงกะกูวะ?”ร่างบางของจองฤกษ์ปลิวคว้างไปปะทะกับตั้งรังใส่ขวดน้ำอัดลมล้มครูดผนังระเนระนาด เด็กหนุ่มเด้งพรวดขึ้นมาทันทีพร้อมกับขวดเป๊บซี่ในมือ“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน!”ไม่ทันขาดเสียงเหี้ยมนั้น น้ำอัดลมขวดเล็กก็ถูกเขวี้ยงเข้าใส่เป้าหมายคือศีรษะของฝ่ายตรงข้ามแบบไม่ให้ตั้งตัว“โอ๊ย!”พี่เบิ้มยกมือไม้ปิดป้องร้องสุดเสียง จองฤกษ์ขวาหันดีดตัวหนีทันทีโดยไม่ดูผล มือคว้าเป้บนโต๊ะอาหารเผ่นโผนโจนทะยานจากร้านสุดฝีเท้าท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าลูกค้าโดยไม่ทันมีเวลาจ่ายสตางค์ให้ถูกต้องเสียก่อนวิ่งออกมาได้ประมาณ ๓๐ เมตรก็เหลียวหลังกลับไปมอง จึงทราบว่าลูกพี่ที่โดนเขาเล่นงานไปมีพรรคพวกมาด้วยหลายคน ได้ยินเสียงซอยเท้ากรูตามเขามาเป็นขบวน จองฤกษ์บังเกิดความตระหนกกลัวขนหัวพองขึ้นมาชั่ววาบ แต่ก็พยายามตั้งสติ สะบัดหน้าหันมองตรงและเพิ่มความเร็วในการวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พยายามใช้ความสามารถของนักกีฬาลมกรดให้เป็นประโยชน์ ขืนอืดอาดให้ถูกจับตัวได้ล่ะก็ไม่ทราบจะออกหัวออกก้อยอย่างไร อย่างเบาะๆก็เจอยำปลาหมึกรสเผ็ดเลือดกบปากเป็นแน่ในความตื่นเต้นสุดระทึก จองฤกษ์ไม่ปล่อยให้จิตใจตนเองเตลิดผวา เขาเลี้ยวซ้ายเข้าซอยหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด พยายามทำระยะห่างจาก ๓๐ เมตรให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความห่างขนาดนี้เป็นโอกาสได้เปรียบ กลายสภาพเป็นมนุษย์ล่องหนได้ไม่ยากจนเกินไปหลังจากเลี้ยวซ้าย จองฤกษ์วิ่งมาตามทางเปิดโล่งประมาณ ๒๐ เมตร พอเจอบ้านหลังแรกทางขวามือก็ปีนรั้วสูงแค่เกินศีรษะฟุตเดียว โดดตุ้บลงไปโดยปราศจากการกดออดขออนุญาตเจ้าของบ้าน จากนั้นซอยเท้าวิ่งตื๋อโดยไม่เจอใครยืนขวาง เพียงได้ยินเสียงวี้ดว้ายจากในบ้านเสียงเดียว พอถึงหลังบ้านก็กระโดดเกาะขอบกำแพงเหวี่ยงตัววาดขาขึ้นคร่อมแล้วหย่อนร่างลงเขตบ้านหลังติดกัน        บ้านหลังนี้เงียบสนิท แต่เร็วเกินไปถ้าจะเสี่ยงซ่อนตัวที่นี่ เพราะบ้านหลังก่อนเห็นตัวเขาแล้ว และมีสิทธิ์บอกทางให้บรรดาชายฉกรรจ์ที่แห่ตามมารุมกินโต๊ะได้ จองฤกษ์หัวใจเต้นแรง แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มสนุกกับการถูกไล่ล่าที่เขานำหน้ามาก่อน กับทั้งมีโอกาสและช่องทางหนีรอดเห็นๆ เขาไม่เคยต้องถูกกวดตามกระทืบมาก่อน เพิ่งรู้ว่าในความกลัวมีความสนุกเจืออยู่ยิ่งกว่าเกมไหนๆ เพราะขืนพลาดก็ไม่ใช่แค่เจ็บใจ แต่จะต้องโดนลงโทษให้เจ็บกายขนาดร้องโอ๊ยลั่นหมู่บ้าน นึกแล้วทำให้ฉีกยิ้มตาวาวราวกับสนุกกับการแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้ายนักหนาวิ่งมาปีนรั้วออกทางหน้าบ้าน ข้ามถนนไปปีนรั้วบ้านที่อยู่เยื้องซ้ายไปสามหลัง นี่คือการผจญภัยที่ทำให้เห็นความแตกต่างของบรรยากาศของเขตบ้านหลายๆแห่งในเวลาไล่เลี่ยกัน บางบ้านก็เงียบวังเวง บางบ้านก็มีเสียงเอะอะมะเทิ่งต้อนรับการปรากฏตัวของผู้บุกรุก จองฤกษ์ปีนบ้านข้ามซอยแล้วซอยเล่า โดยเดินทางเป็นแนวทะแยงไปเรื่อยๆ ประสาทตื่นเพริดลืมความเหน็ดเหนื่อย กระทั่งกะว่าจุดเชื่อมต่อของสายตาผู้พบเห็นเขาขาดจากกันอย่างยากจะสืบทราบแล้ว อีกทั้งปีนเข้าบ้านที่เงียบกริบสองหลังติดกัน ก็ตกลงใจเลือกบ้านหลังสุดท้ายนั้นเองเป็นแหล่งกบดานชั่วคราว

 

ผู้เขียน ดังตฤณ

อ่านต่อ ตอน ผู้บุกรุก
 


 เ ต มี ย์ ช า ด ก - ( พระเตมีย์ใบ้ )

ระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้ากาสิกราช ครองเมืองชื่อว่า พาราณสี มีพระมเหสี พระนามว่า จันทรเทวี พระราชาไม่มีพระราชโอรสที่จะครองเมืองต่อจากพระองค์ จึงโปรดให้ พระนางจันทรเทวีทำพิธีขอพระโอรสจากเทพเจ้า พระนางจันทรเทวีจึงทรงอธิษฐานว่า


"ข้าพเจ้าได้รักษาศีล บริสุทธิ์ตลอดมา ขอให้บุญกุศลนี้บันดาลให้ข้าพเจ้ามีโอรสเถิด" ด้วยอานุภาพแห่งศีลบริสุทธิ์ พระนางจันทรเทวีทรงครรภ์ และประสูติพระโอรสสมดังความปราถนา พระโอรส มีรูปโฉม งดงามยิ่งนัก ทั้งพระราชาพระมเหสี และประชาชนทั้งหลาย มีความยินดีเป็นที่สุด พระราชาจึงตั้งพระนามโอรสว่า เตมีย์ แปลว่า เป็นที่ยินดีของคนทั้งหลาย บรรดาพราหมณ์ผู้รู้วิชาทำนายลักษณะบุคคล ได้กราบทูล พระราชาว่า พระโอรสองค์นี้มีลักษณะประเสริฐ เมื่อเติบโตขึ้น จะได้เป็นพระราชาธิราชของมหาทวีปทั้งสี่ พระราชาทรงยินดี เป็นอย่างยิ่ง และทรงเลือกแม่นมที่มีลักษณะดีเลิศตามตำรา จำนวน 64 คน เป็นผู้ปรนนิบัติเลี้ยงดูพระเตมีย์กุมาร วันหนึ่ง พระราชาทรงอุ้มพระเตมีย์ไว้บนตัก ขณะที่กำลัง พิพากษาโทษผู้ร้าย 4 คน พระราชาตรัสสั่งให้เอาหวาย ที่มีหนามแหลมคมมาเฆี่ยนผู้ร้ายคนหนึ่ง แล้วส่งไปขังคุก ให้เอาฉมวกแทงศีรษะผู้ร้ายคนที่สาม และให้ใช้หลาว เสียบผู้ร้ายคนสุดท้าย

   พระเตมีย์ซึ่งอยู่บนตักพระบิดาได้ยินคำพิพากษาดังนั้น ก็มีความตกใจหวาดกลัว ทรงคิดว่า
"ถ้าเราโต ขึ้นได้เป็นพระราชา เราก็คงต้องตัดสินโทษผู้ร้ายบ้างและคงต้องทำบาป เช่นเดียวกันนี้ เมื่อเราตายไป ก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน"
   เนื่องจากพระเตมีย์เป็นผู้มีบุญ จึงรำลึกชาติได้และทรงทราบว่า ในชาติก่อนได้เคยเป็นพระราชาครองเมือง และได้ตัดสินโทษ ผู้ร้ายอย่างเดียวกันนี้ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์จึงต้องตกนรก อยู่ถึง 7,000 ปี ได้รับความทุกข์ทรมาณเป็นอันมาก พระเตมีย์ทรงมีความหวาดกลัวอย่างยิ่ง ทรงรำพึงว่า
   "ทำอย่างไร หนอ เราจึงจะไม่ต้องทำบาป และไม่ต้องตกนรกอีก"
ขณะนั้นเทพธิดาที่รักษาเศวตฉัตรได้ยินคำรำพึงของพระเตมีย์ จึงปรากฏกายให้พระองค์เห็นและแนะนำพระเตมีย์ว่า
   "หากพระองค์ทรงหวั่นที่จะกระทำบาป ทรงหวั่นเกรงว่าจะตกนรก ก็จงทำเป็น หูหนวก เป็นใบ้ และเป็นง่อยเปลี้ย อย่าให้ชนทั้งหลาย รู้ว่าพระองค์เป็นคนฉลาด เป็นคนมีบุญ พระองค์ จะต้องมีความอดทน ไม่ว่าจะได้รับความเดือดร้อนอย่างใดก็ต้องแข็งพระทัย ต้องทรงต่อสู้ กับพระทัย ตนเองให้จงได้ อย่ายอมให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมาชักจูงใจ พระองค์ไปจากหนทางที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้" 


   
พระเตมีย์กุมารได้ยินเทพธิดาว่าดังนั้น ก็ดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า
"ต่อไปนี้ เราจะทำตนเป็นคนใบ้ หูหนวก และง่อยเปลี้ย ไม่ว่าจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น เราก็จะ ไม่ละความตั้งใจเป็นอันขาด"

   นับแต่นั้นมา พระเตมีย์ก็ทำพระองค์เป็นคนหูหนวก เป็นใบ้ และเป็นง่อย ไม่ร้อง ไม่พูด ไม่หัวเราะ และไม่เคลื่อนไหว ร่างกายเลย พระราชาและพระมเหสีทรงมีความวิตกกังวล ในอาการของพระโอรส ตรัสสั่งให้พี่เลี้ยงและแม่นมทดลอง ด้วยอุบายต่างๆ เช่น ให้อดนม พระเตมีย์ก็ทรงอดทน ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงความหิวโหย ครั้นพระราชาให้พี่เลี้ยง เอาขนมล่อ พระเตมีย์ก็ไม่สนพระทัย นิ่งเฉยตลอดเวลา พระราชาทรงมีความหวังว่า พระโอรสคงไม่ได้หูหนวก เป็นใบ้ และง่อยเปลี้ยจริง จึงโปรดให้ทดลอง ด้วยวิธีต่างๆ เป็นลำดับ เมื่ออายุ 2 ขวบ เอาผลไม้มาล่อ พระกุมารก็ไม่สนพระทัย อายุ 4 ขวบ เอาของเสวยรสอร่อยมาล่อ พระกุมารก็ไม่สนพระทัย อายุ 5 ขวบ พระราชาให้เอาไฟมาขู่ พระเตมีย์ก็ไม่แสดงความ ตกใจกลัว อายุ 6 ขวบ เอาช้างมาขู่ อายุ 7 ขวบ เอางูมาขู่ พระเตมีย์ก็ไม่หวาดกลัว ไม่ถอยหนีเหมือนเด็กอื่นๆ พระราชาทรงทดลองด้วยวิธีการต่างๆเรื่อยมา จนพระเตมีย์ อายุได้ 16 พรรษา ก็ไม่ได้ผล พระเตมีย์ยังทรงทำเป็นหูหนวก ทำเป็นใบ้ และไม่เคลื่อนไหวเลย ตลอดเวลา 16 ปี

   ในที่สุด พระราชาก็ให้หาบรรดาพราหมณ์และที่ปรึกษาทั้งหลายมาและตรัสถามว่า
"พวกเจ้าเคยทำนายว่า ลูกเราจะเป็น ผู้มีบุญ เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อลูกเรามีอาการเหมือนคน หูหนวก เป็นใบ้ และเป็น ง่อยเช่นนี้ เราจะทำอย่างไรดี"
พราหมณ์และที่ปรึกษาพากันกราบทูลว่า

   "เมื่อตอนที่ประสูตินั้นพระโอรส มีลักษณะเป็นผู้มีบุญ แต่บัดนี้ เมื่อได้กลับกลายเป็นคนหูหนวก เป็นใบ้ เป็นง่อย ก็กลายเป็นกาลกิณีจะ ทำให้บ้านเมืองและประชา