ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภสภาวะธรรมที่ทำให้คนเศร้าหมอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีตนหนึ่งได้อภิญญา บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าหิมพานต์ วันหนึ่งได้เดินทางเข้าไปพำนักในสวนหลวง ในเมืองพารณสี รุ่งเช้าครองผ้าเปลือกไม้ ห่มหนังเสือ เกล้าผมทรงบริขาร เที่ยวภิกขาจารไปถึงประตูพระราชวัง พระราชาทรงเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้เข้าไปฉันในพระราชวัง และนิมนต์ให้อยู่ในสวนหลวง ฤาษีรับคำนิมนต์อยู่เป็นเวลา ๑๖ ปี

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบกบฎแถบชายแดน จึงมอบหน้าที่ถวายภัตตาหารแก่พระมเหสีนามว่ามุทุลักขณา ฤาษีมักเข้าพระราชวังตามเวลาที่ตนพอใจเป็นประจำ วันหนึ่งพระนางได้เตรียมอาหารเสร็จแล้ว เข้าใจว่าฤาษีจะมาช้าจึงเอนพระกายรอที่ท้องพระโรง ขณะนั้น ฤาษีได้เหาะมาถึงพอดี พระนางเมื่อได้ยินเสียงเปลือกไม้ก็รีบเสด็จลุกขึ้น ทำให้ผ้าที่ทรงอยู่ซึ่งเป็นผ้าเนื้อเกลี้ยงหลุดลง เป็นเวลาที่พระฤาษีเหาะเข้าทางช่องพระแกลพอดีทำให้เห็นรูปกายของพระนาง อำนาจแห่งความงามเป็นเหตุให้กิเลสภายในฤาษีกำเริบขึ้น ทันใดนั้น ฌานของท่านเสื่อมลงทันที หลังจากรับอาหารแล้วท่านบริโภคไม่ได้ เดินลงจากปราสาทเข้าไปสวนหลวงนอนซมไม่แตะอาหารปล่อยให้ร่างกายซูบผอมถึง ๗ วัน

ในวันที่ ๗ พระราชาเสด็จกลับมาถึงเมืองทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จตรงไปหาฤาษีทันที เห็นอาการเช่นนั้นแล้วทรงตกพระทัยจึงตรัสถามถึงสาเหตุ ฤาษีได้ตอบว่าเป็นเพราะมีจิตกำหนัดในพระนางมุทุลักขณาเป็นเหตุ พระองค์ทรงยินดีถวายพระนางให้แก่ฤาษี ก่อนถึงเวลาได้สัญญาลับกับพระนางมุทุลักขณาว่า ขอให้พระนางพยายามรักษาตนด้วยกำลัง พระนางได้บอกฤาษีว่าต้องมีเรือนหลังหนึ่ง ฤาษีขอพระราชทานจากพระราชา พระองค์มอบเรือนวัจจกุฏี(ส้วม)ให้หลังหนึ่ง พระนางไม่เข้าไปด้วยความสกปรก ดาบสจึงไปนำตะกร้ามาจากพระราชสำนักมาโกยสิ่งสกปรกและขยะไปทิ้ง พระนางให้ดาบสทำความสะอาดห้องแล้วไปนำเตียงมาและเก้าอี้มาทีละอย่าง และใช้ตักน้ำให้เต็มตุ่ม

เมื่อกำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยกัน พระเทวีจับสีข้างดาบสฉุดให้ก้มลงตรงหน้าพลางตรัสว่า
     " ท่านไม่รู้ตัวว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์เลยหรือ "

ดาบสกลับได้สติคืนมาในเวลานั้นเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านไม่รู้ตัวเอาเสียเลย เพราะอำนาจกิเลส จึงนำพระเทวีไปถวายพระราชาแล้วกล่าวคาถาว่า 


     
" ครั้งก่อน เรายังไม่ได้ประสบพระนางมุทุลักขณา ความปรารถนามีอยู่อย่างเดียว
       ครั้นได้พบพระนาง ผู้มีเนตรแวววาวเข้าแล้ว ความปรารถนาช่วยให้เกิดความต้องการ
       ขึ้นหลายอย่าง "

ฤาษี ได้อำลาพระราชากลับเข้าป่าหิมวันตะด้วยการบำเพ็ญฌานใหม่ เหาะขึ้นสู่อากาศทันที ไม่หวนกลับมาถิ่นของมนุษย์อีกเลย


 

อำนาจแห่งความงามกิเลสตัณหาทำให้คนตาบอด

* เรื่องที่ ๖ ในอิตถีวรรค หน้า ๑๔๖-๑๕๖ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม


 

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดอัญชนวัน เมืองสาเกต ทรงปรารภพราหมณ์ผู้หนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า ...

เช้าตรู่วันหนึ่ง พระพุทธองค์ พร้อมหมู่ภิกษุสงฆ์ ได้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาเกตพบพราหมณ์ผู้หนึ่งเดินสวนไปนอกเมือง แล้วกรูเข้ามาหมอบแทบเท้าจับข้อเท้าไว้แน่นแล้วพลางกล่าวว่า

     " ลูก ธรรมดาบุตร ต้องปรนนิบัติมารดาบิดา ในยามแก่ชรามิใช่หรือ ทำไม ลูกจึงไม่มาเยี่ยมเราเลย ไป พ่อจะพาไปพบแม่เจ้า "
แล้วจึงนำไปเรือนของตน

พระพุทธองค์ประทับนั่งเหนืออาสนะพร้อมภิกษุสงฆ์ นางพราหมณีมาหมอบแทบเท้าแล้วร่ำไห้คร่ำครวญเช่นกันกับพราหมณ์แล้วแนะนำให้บุตรธิดาไหว้พี่ชาย วันนั้น ครอบครัวของพราหมณ์ได้ถวายมหาทานแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์ได้ตรัสชราสูตรทำให้พราหมณ์ทั้งสองเป็นอนาคามีแล้วเสด็จกลับวัด

ตอนเย็นพวกภิกษุตั้งความสงสัยว่า
      " ทำไม พราหมณ์ทั้งสองจึงเรียกตนเองว่า เป็นพ่อเป็นแม่ของพระตถาคต "
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
      " พราหมณ์เคยเป็นพ่อของเรา ๕๐๐ ชาติ เป็นอา ๕๐๐ ชาติ เป็นปู่ ๕๐๐ ชาติ นางพราหมณีเคยเป็นมารดาของเรา ๕๐๐ ชาติ เป็นน้า ๕๐๐ ชาติ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติติดต่อกันไม่ขาดสาย "
แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า
     
" บุคคลมีจิตใจจดจ่อและเลื่อมใสอยู่ในผู้ใด บุคคลพึงคุ้นเคยสนิทสนมในผู้นั้น
       แม้ทั้ง ๆ ที่ ไม่เคยเห็นกันมาก่อนเลย "



คนจะเป็นญาติมิตรสหายกันเป็นเรื่องอดีตชาติแต่ปางก่อน

* เรื่องที่ ๘ ในอิตถีวรรค หน้า ๑๕๙-๑๖๑ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม


กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วยังมีแม่หม้ายขี้โอ่คนหนึ่ง นอกจากจะไม่สวยแล้วยังปากร้าย ระรานชาวบ้านเป็นนิจสิน ไม่มีใครอยากจะคบหรือพูดด้วย


หญิงขี้เหร่คนนี้มีลูกสาว 2 คน ที่แปลกก็คือ ลูกสาวคนโตที่ชื่อ มะลิ มีรูปร่างหน้าตาและนิสัยเหมือนแม่

ส่วนคนน้องชื่อ พิกุล หน้าตาและนิสัยไม่เหมือนแม่เลย กลับไปเหมือนพ่อที่ตายไปนานแล้ว หน้าตาหมดจด รูปร่างกริยาท่าทางเรียบร้อยสำรวมดี จะพูดจาก็ไพเราะ ชาวบ้านไม่ชอบแม่หม้ายและมะลิ กลับไม่รังเกียจพิกุล ไปที่ไหนใครๆ ก็ทักทาย พูดคุยด้วยความเอ็นดูและเมตตา


แม่หม้ายกลับไม่รักลูกคนเล็ก รักมะลิลูกสาวคนโตมาก เพราะมีนิสัยเหมือนกัน ด้วยความรักแกจึงไม่ค่อยจะใช้งาน หากจะใช้บ้างก็มีแต่งานเบาๆ งานหนักในบ้านจึงตกเป็นหน้าที่ของพิกุล


พิกุลต้องตักน้ำ ตำข้าว รดน้ำผัก เย็นวันหนึ่งพิกุลออกไปตักน้ำที่ลำห้วย ขณะที่แบกหม้อน้ำมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งพิงต้นไม้ ด้วยความเหนื่อย เมื่อหญิงแก่ขอน้ำกินพิกุลก็เดินเข้าไปหา แล้วก็ส่งหม้อน้ำให้ด้วยความเต็มใจ เมื่อหญิงชรารับน้ำไปดื่มจนอิ่ม แล้วก็พูดขึ้นว่า


"ยายขอบใจหลาน จงเอาหม้อน้ำของหลานกลับไป" เมื่อรับหม้อน้ำ ยายแก่จึงกล่าวต่อไปว่า "หลานเอ๋ย เจ้าช่างเป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดจาก็ไพเราะ มาเข้ามาใกล้ๆ ยาย ยายจะให้รางวัล"


ความจริงหญิงชรานั้นก็คือ นางไม้ ผู้มีฤทธิ์แปลงตัวมา แต่พิกุลไม่รู้จัก เมื่อพิกุลชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ หญิงชราแกก็ให้พรว่า


"ตั้งแต่นี้ไป เมื่อหลานพูดคำไหน จะมีดอกพิกุลทองร่วงมาจากปากหลาน คำละดอกเสมอไป" พอให้พรเสร็จร่างของหญิงชราก็ค่อยๆ เลือนหายไป พิกุลทองก้มลงกราบที่โคนไม้ แล้วก็แบกหม้อน้ำกลับบ้าน

พอถึงบ้านพิกุลก็ถูกแม่ดุด่า "เอ็งไปตักน้ำแค่นี้ทำไมถึงได้นานนัก คงจะไปไถลเลี่ยงงานมาน่ะซี"
พิกุลจะพยายามจะเล่าความจริงให้แม่ฟัง และขอโทษในความล่าช้า พอพิกุลพูดคำว่า "ขอโทษจ๊ะแม่" ขาดคำดอกพิกุลก็ร่วงมาจากปากหล่นลงยังพื้นเรือน หญิงหม้ายพอเห็นเช่นนั้นก็ตาลุกร้องว่า


"นี่มันดอกพิกุลทองนี่ ที่ร่วงมาจากปากของเจ้า ลูกของแม่ไปได้มาจากไหน" เป็นครั้งแรกที่แม่เรียกพิกุลว่า "ลูกของแม่"


พิกุลเป็นเด็กซื่อ จึงเล่าความจริงให้แม่ฟังทุกอย่าง ขณะเล่าก็มีดอกพิกุลล่วงลงมาทุกคำไป แม่ก็เอามือรองบ้าง กวาดเก็บจากพื้นบ้าง เก็บไว้เป็นของตัวทั้งหมด เมื่อพิกุลเล่าเรื่องทั้งหมดจบลง แล้วแกก็พูดว่า


"เอาล่ะตั้งแต่นี้ต่อไป เรานับวันจะมั่งมีเทียมหน้าคนอื่นแล้ว แม่จะไม่ให้ลูกของแม่ทำอะไรอีกเลย วันๆ หนึ่งขอให้นั่งคุยกับแม่เท่านั้นก็พอแล้ว"


ตั้งแต่นั้นต่อมา พิกุลทองก็นั่งอยู่แต่ในห้องกับแม่ ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะชวนคุย ถามโน่นถามนี่ เพื่อให้พิกุลตอบแกโดยไม่หยุดหย่อน ทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อจะให้ได้พิกุลทองให้มากที่สุด แม้ได้พิกุลทองวันละมากมาย แกก็ยังไม่พอใจ อยากได้อีกมากๆ พิกุลต้องนั่งพูดจนเหนื่อย นานเข้าถ้าพิกุลหยุดพูด แกก็จะด่าว่าและถึงตบตี พิกุลจะวิงวอนขอพักผ่อนบ้าง เขาก็ไม่ยอม


ในที่สุดเมื่อไม่ได้กินได้นอน พิกุลก็อ่อนเพลียเสียงแห้งลงๆ เมื่อไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ ดอกพิกุลทองก็ไม่ร่วง แม่หม้ายผู้ละโมภ จึงคิดได้ว่า "เราก็มีลูกสาวอีกคนหนึ่ง มะลิอย่างไร เราต้องใช้ให้มะลิไปตักน้ำบ้าง จะได้พบยายแก่มาขอน้ำกิน แล้วมะลิก็จะได้รับพรอย่างพิกุลเป็นแน่ สบายละเรา"


คิดดีแล้วหญิงหม้ายก็ใช้มะลิออกไปตักน้ำ สั่งลูกสาวคนโตว่า" ถ้าเอ็งพบยายแก่กลางทาง แกจะขอน้ำกิน รีบให้แกกินนะลูก แกจะได้ให้รางวัล"


มะลิฟังคำแม่แล้ว ก็แบกหม้อตักน้ำไปที่ลำห้วย เนื่อจากเป็นลูกรักของแม่ เกิดมาไม่เคยทำงานหนัก มะลิจึงอารมณ์เสีย เดินบ่นหน้างอไปตลอดทาง พอได้น้ำแล้วก็แบกน้ำที่พร่องหม้อกลับบ้าน ผ่านต้นไม้ใหญ่ แต่แทนที่จะได้พบหญิงชรา เหมือนพิกุลผู้น้อง กลับพบสาวสวยคนหนึ่ง แต่งตัวด้วยแพรพรรณงดงาม มีเครื่องประดับที่สูงค่า ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เดียวกันนั้น และร้องขอน้ำกินจากมะลิ


ความจริงหญิงสาวนั้นคือ นางไม้ คนเดิมปลอมตัวมานั่นเอง มะลิเห็นไม่ใช่หญิงชราตรงตามที่แม่สั่ง ประกอบทั้งมะลิมักจะไม่ชอบหน้าผู้หญิง ที่สวยกว่าตัวอยู่แล้ว จึงตอบสบัดๆ ปราศจากหางเสียงว่า


"เออ! อะไรกันคนสวย น้ำนี้ฉันลงแรงตักมาแสนเหนื่อย แกจะเล่นมาขอกินเฉยๆ ไม่มีทางหรอกสาวๆ แข็งแรงอย่างนี้ อยากกินก็เดินไปกินเองที่ลำห้วยโน่นแน่ะ" ว่าแล้วมะลิก็รีบสาวเท้า ผละหนีกลับบ้านอย่างไม่เอื้อเฟื้อ หญิงสาวนั้นจึงเดินตามและยึดตัวมะลิไว้ พูดว่า


"ช่างไม่เอื้อเฟื้อเสียเลยนะ แล้วยังไม่สุภาพด้วย เอาเถอะฉันจะให้พรแก ให้สมกับความปากร้ายของแก ตั้งแต่นี้ต่อไป ทุกคำที่แกพูดจะมีไส้เดือน กิ้งกือ หล่นลงมาจากปากเสมอไป" พูดเท่านั้นหญิงสาวก็หายวับไปกับตา


มะลิตกใจมาก วิ่งกลับมาถึงบ้าน พอเห็นหน้าแม่ก็ร้องว่า "โอ๊ย! แม่" ยังไม่ทันจะพูดต่อไป ก็มีไส้เดือนกิ้งกือร่วงออกมาจากปาก เมื่อมะลิเล่าเรื่องของตัวเองให้แม่ฟัง พูดคำใดก็มีไส้เดือน แมงป่อง ตะขาบ กิ้งกือ ร่วงลงมาจากปาก พอเล่าเสร็จปรากฎว่าสัตว์เหล่านั้น เลื้อยคลานเต็มบ้านไปหมด


แม่หม้ายเห็นเช่นนั้น กลับโกรธลูกสาวคนเล็ก ว่ามาเล่าเรื่องเท็จให้ฟัง ฉวยไม้ไล่ตีจนพิกุลหนีออกจากบ้านเข้าป่าไป นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางป่า เพราะหมดปัญญาจะเดินทางต่อไป


ขณะนั้นมีเจ้าชายหนุ่มขับม้าผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดม้าถามพิกุล พิกุลก็เล่าว่า ถูกแม่ด่าตีขับไล่ออกจากบ้าน ขณะที่เล่าก็มีดอกพิกุลทองร่วงจากปาก เจ้าชายเห็นเช่นนั้น ประหลาดใจมากลงจากหลังม้า เข้าไปทรงเก็บดอกพิกุลทองขึ้นมาพิจารณา แล้วเปล่งสุรเสียง ด้วยความประหลาดพระทัย
เอ๊ะ! แม่นาง พิกุลเหล่านี้เป็นทองแท้ๆ นี่ ไหนลองเล่าเรื่องให้ฉันฟังให้ตลอดซิ"


พิกุลจึงเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบถวาย เจ้าชายทรงฟังแล้วก็ตบพระหัตถ์ "งั้นก็เธอนี่เองน่ะซี ที่เป็นเนื้อคู่ของฉัน" ว่าแล้วเจ้าชายก็ตรัสเล่าให้พิกุลฟังว่า


"ที่ฉันขับม้าออกมาในป่าวันนี้ เพราะเมื่อคืนฉันฝันประหลาดว่า ตัวฉันเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พบหญิงชราคนหนึ่งร้องเรียกฉันให้หยุด แล้วบอกให้ฉันขับม้าเข้ามาในป่าวันนี้ จะได้พบเนื้อคู่เป็นหญิง ที่ทุกคำที่กล่าวจะมีดอกพิกุลทองร่วง ตามมาคำละดอก คำบอกเล่าของหญิงชราได้กลายเป็นความจริงแล้ว แต่งงานกับฉันเถิด ฉันจะพาไปอยู่ในวัง"


พิกุลจึงทูลตอบว่า "เป็นพระคุณ เพราะหม่อมฉันก็หมดหนทางไป แต่เราก็ควรพากันไปที่ต้นไม้ใหญ่ แม้ไม่พบหญิงชรา เราก็จะกราบโคนไม้ระลึกถึงพระคุณของแก"


ว่าแล้ว เจ้าชายก็ประคองพิกุลให้ขึ้นนั่งซ้อนบนหลังม้า พากันไปกราบไหว้ต้นไม้ใหญ่ อันเป็นที่สิงสถิตย์ของนางไม้ผู้มีพระคุณ เพื่อขอพรให้ประสบแต่ความสุขสำราญต่อไป


 
พระครูวจีสุนทร ( วิจิตร อนีโฆ )

ช่วงเดือน เมษา ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสบวชสามเณรช่วงปิดภาคเรียน ที่จังหวัดอุบล ที่วัดหนองแกใหม่
อ.เมือง ซึ่งมี พระอุโบสถสวยงามมากครับ และที่วัดนี้มีพระนักเทศน์แล่(ทำนองอิสาน)เป็นหลักชัยของชาวบ้านและหระแวกใกล้เคือง คือ พระครูวจีสุนทร เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบล
ท่านเป็นพระที่มีคำพูดและคติเตือนใจที่ดีมาก มีอยูวันหนึ่งหลังจากท่านฉันเช้าเสร็จเรียบร้อย
ท่านก็เรียกผมเข้าไปหาและ ... ท่านถามว่าถ้าอยากให้มีคนรักคนเมตตาต้องมีอะไรบ้าง
...ผมตอบว่าต้องเป็นเด็กดีครับ
... ท่านเลยตอบว่าก็ถูกแต่เป็นเด็กดีอย่างเดียวไม่พอหรอก
... ผมเลยถามว่าแล้วต้องมีอะไรอีกครับ

...ท่าเลยตอบว่าต้องมี 3 อ ด้วยกัน
... มี อ อะไรบ้างครับ ผมถาม
...ท่านตอบว่า

อ ที่ 1 คืออ่อนหวาน ต้องมีความออ่นหวานในตัวเองก่อน
เพื่อดึงดูดความรักและความเมตตาเหมือนกับดอกไม้ที่มีน้ำหวานแมลง
ก็มาดอมดมเยอะ

อ ที่ 2 คืออ่อนโยน คนเราต้องมีความอ่อนโยนอยู่ใน
ตัวเองหมือนกับกิ่งไม้ที่เอนตามลมยาม
ลมพัดถ้าไม่เอนตามลมก็อาจจะหักได้

และ อ ที่ 3 คืออ่อนน้อม สิ่งนี้เป็นสิ่ง
ที่สำคัญมากถ้าใครไม่มี อ ที่ 3 จะไม่
มีความเจริญได้เลย เราต้องมีความ
อ่อนน้อมเป็นหลักเหมือนที่เราได้ยิน
บ่อย ๆ ว่า อ่อนน้อม ถ่อมตน

...จำเอาไว้นะแล้วจะมีคนเมตตา วันนี้พอแค่นี้ก่อนหลวงพ่อจะพักผ่อนหลวงพ่อพูด

นี้เป็นคำสอนดี ๆ จากพระครูวจีสุนทรนำมาฝากครับ

ผู้สร้างทาน สร้างทาน คือผู้สร้างวิมานให้แก่ตัวเอง
ผู้สร้างศีล สร้างทาน คือผู้สร้างวิมานขึ้นในเมืองฟ้า
ใจลาทาน วิมานลาผู้สร้าง"

ธรรมะ ของ "หลวงปู่สาย เขมธัมโม"
วัดป่าพรหมวิหาร
บ.ภูศรีทอง
ต.โนนเมือง
อ.โนนสัง
จ.หนองบัวลำภู


 ทุกข์เพราะคนรักหนีจากไป


โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี


..... สามีภรรยาคู่หนึ่งรักใคร่กันดี แต่พอประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี ก็เริ่มมีปากเสียงกันและมากขึ้นๆ จนภรรยาทนไม่ได้ขอกลับไปอยู่กับแม่ ต่อมาเมื่อสามีได้อ่านหนังสือ “ทุกข์เพราะคิดผิด” ก็ได้คิดสำนึกรู้ตัวว่าตัวเองก็ผิดมากเพราะใช้อารมณ์และบ่นมากไป จึงไปเจรจาขอให้ภรรยากลับบ้าน แต่ภรรยาไม่ยินยอม คงพูดถึงเรื่องเก่าๆ ด้วยความเจ็บใจ สามีก็เป็นทุกข์เพราะทั้งห่วงและหวงภรรยา จึงมีจดหมายมาปรับทุกข์กับพระอาจารย์

พระอาจารย์สอนว่า

..... ..... อาตมาได้รับจดหมายจากคุณโยมแล้ว รู้สึกว่าเห็นใจคุณโยมเหมือนกัน แต่ว่าคุณโยมก็ควรพิจารณาให้เข้าใจ และยอมรับความจริงของชีวิต คุณโยมคงจะรู้สึกเป็นทุกข์และคิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคร้ายมากคนเดียวในโลก แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่คุณโยมกำลังประสบอยู่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกชีวิต ไม่มากก็น้อย ไม่ปัจจุบันก็ในอนาคต ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ความรู้สึกผิดหวัง ไม่สมปรารถนา เสื่อมลาภ ทุกข์ เป็นโลกธรรมฝ่ายที่ให้โทษ แต่ทุกคนก็ล้วนต้องประสบ ถ้าเราศึกษาพุทธประวัติ จะพบว่าแม้แต่พระพุทธองค์เองก็ประสบเหมือนกัน เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จหนีออกจากวังไปบวชเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์ เพื่อช่วยตนเองและผู้อื่นนั้น แม้ว่าเป็นเจตนาที่ดีก็ตาม แต่เมื่อดูความรู้สึกของพระบิดา พระมเหสี พระโอรส และพระญาติของพระองค์ ก็คงมีความรู้สึกเหมือนคุณโยมในปัจจุบันนี้เช่นกัน

นอกจากนั้น ลูกศิษย์ของพระองค์เองคือ พระเทวทัต ก็ได้พยายามฆ่าพระองค์อยู่หลายครั้ง และมีช่วงหนึ่งพระราชาผู้ซึ่งเป็นโยมอุปฐากของพระพุทธองค์มีเหตุให้ต้องยกกองทัพไป ฆ่าพระญาติของพระองค์ทั้งหมด พระพุทธองค์ได้ทรงห้ามถึง 3 ครั้ง จนถึงครั้งที่ 4 พระองค์ทรงพิจารณาแล้วว่าเป็นกรรม ไม่สามารถห้ามได้ เป็นเหตุให้ราชวงศ์ศากยะถูกฆ่าหมด พระพุทธองค์หมดสิ้นพระญาติตั้งแต่บัดนั้น และครั้งหนึ่งพระองค์เสื่อมเอกลาภถึงขนาดที่ทั้งพระองค์และหมู่ภิกษุต้อง ฉันอาหารที่ใช้เลี้ยงม้าตลอดทั้งพรรษา

ในบางพรรษา ลูกศิษย์ของพระพุทธองค์มีเรื่องขัดแย้งถึงแตกสามัคคีกัน พระองค์ทรงห้ามอย่างไรก็ไม่เชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ในป่าตามลำพัง อีกครั้งหนึ่งที่โลกธรรมฝ่ายที่เป็นโทษเกิดแก่พระพุทธเจ้า คือเมื่อ พระองค์ถูกชาวเมืองนินทาว่าร้าย เพราะถูกนักบวชนอกศาสนาใส่ความว่า พระองค์ทำให้อุบาสิกาตั้งท้อง

ให้คุณโยมน้อมพิจารณาดู แม้แต่พระพุทธองค์ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษของโลก ชีวิตของพระองค์ก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสสอนว่า “ชีวิตเป็นทุกข์”

“ทุกข์สัจจะ” ได้แก่

1. ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์
2. ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์
3. ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
4. ความผิดหวัง ไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ก็เป็นทุกข์


สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงของชีวิต
เราจึงควรยอมรับความจริงเหล่านี้
ไม่มีชาวโลกคนใดจะหนีพ้นได้

ปัญหาคุณโยมกับภรรยานั้น ถ้าพูดถึงความถูกผิดแล้ว
ต่างก็ผิดเหมือนกัน ถูกผิดเท่ากัน
ดังนี้ ต่างคนควรหาข้อเสียของตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นความพอดีกับการกระทำที่แต่ละคนได้ทำมา
ถ้าผิดฝ่ายเดียว ปัญหาคงไม่เกิด
เหมือนกับตบมือข้างเดียว เสียงย่อมไม่ดัง

ดังนั้น สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ

ประการที่หนึ่ง ..... ทำความรู้สึกปล่อยวาง เพื่อให้ใจสงบ

ประการที่สอง ..... เจริญเมตตา พยายามส่งกระแสใจที่เป็นความปรารถนาดี เป็นความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่ภรรยา อาจใช้วิธีนึกเห็นมโนภาพ เห็นหน้าเห็นตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใจของเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนกับใคร ขอให้เขามีความสุข ให้พยายามเจริญเมตตา คิดดี พูดดี ทำดี ทั้งแก่ตัวเราเองและแก่ภรรยา ผลก็คือ ตัวเราก็จะเกิดความสุขด้วย

ประการที่สาม ...... ถ้าพูดในระยะยาวถึงเรื่องภพชาติแล้ว คุณโยมและภรรยาคงเคยผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตชาติ จึงเป็นเหตุให้ชาตินี้ได้เป็นสามีภรรยากัน และต่อไปในชาติหน้าก็อาจจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีก

ถ้าคุณโยมไม่แก้ปัญหาให้เกิดความเข้าใจกัน
ไม่ได้ให้อภัยและอโหสิกรรมให้แก่กันในชาตินี้
ชาตินี้เป็นอยู่อย่างไร ชาติหน้าก็จะเป็นเหมือนกับที่เป็นอยู่ในชาตินี้เช่นกัน

ใครได้เปรียบในชาตินี้ ชาติหน้าก็จะเสียเปรียบ
ใครเสียเปรียบในชาตินี้ ชาติหน้าก็จะได้เปรียบ


เรื่องกรรมก็เป็นเช่นนี้
ใครฆ่าเราในชาตินี้ ชาติหน้าเราก็ฆ่าเขา

ถ้าชาตินี้เขาทอดทิ้งเรา ชาติหน้าเราก็ทอดทิ้งเขา
ถ้าชาตินี้ใครนอกใจเรา ชาติหน้าเขาก็จะถูกนอกใจเช่นกัน


เรื่องที่คุณโยมประสบอยู่ในขณะนี้
ชาติก่อนคุณโยมอาจเป็นฝ่ายทำเขาก่อนก็เป็นได้

ดังนั้น ถ้าเรามองจากทั้ง 2 ฝ่ายในระยะยาวแล้ว
ต่างคนจึงต่างเป็นผู้ผิด
เหมือนไก่กับไข่ซึ่งไม่มีเงื่อนงำว่าอะไรเกิดก่อนกัน
ในเรื่องนี้ก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครผิดก่อนกัน

เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้ว พิจารณาดูจะเห็นว่า
สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว
เพราะถ้ายังอยู่ในสภาพนี้ ชาติต่อๆ ไป ก็จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
ทำให้ต้องทุกข์ต่อไปหลายภพหลายชาติ

ผู้ที่ไม่ประมาทจึงควรแก้ปัญหาในชาตินี้
ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ คือคิดแก้ปัญหาที่ตัวเราก่อน แก้ที่ใจเรา

สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ

(1.) ยอมรับความจริงดังกล่าว
(2.) ปล่อยวางอดีต ให้เหมือนกับไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
(3.) ให้อภัย เจริญเมตตา ไม่ถือโกรธ ไม่อาฆาตพยาบาทเขา
(4.) ทำใจเราให้สงบ


เมื่อทำได้เช่นนี้จริงๆ เราจะอยู่ด้วยกันในชาตินี้ก็ดี ชาติหน้าก็ดี
ก็อยู่ด้วยกันอย่างปกติสุขได้

การคืนดีกันในชาตินี้ จะได้หรือไม่ ไม่ควรถือว่าสำคัญ
ขอให้เรามีจิตใจที่จะคืนดีแก่เขาอยู่ในตัวเราก่อน
ปฏิบัติตนเป็นคนดี คิดดี พูดดี ทำดี

จนเขารู้จัก เข้าใจ และเห็นใจเรา
และควรจะปฏิบัติให้มีการอโหสิกรรมแก่เขา
ซึ่งก็เหมือนช่วยตัวเองด้วย อย่างน้อยเราก็จะมีชีวิตที่เป็นสุขได้

ในเรื่องภรรยาและลูกก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากนัก
ขณะนี้เราอาจจะมีความรู้สึกว่าเขาหนีจากเราไป
ถ้าลองเปลี่ยนความคิดดู “พลิกนิดเดียว”
ลองคิดว่า เราจะหนีจากเขาบ้าง
ลองมาบวชดูชั่วคราว
หรือจะบวชตลอดไปก็ได้ ถ้ามีความสุข
เพราะความสุขความสบายจากการอยู่คนเดียวก็มีเหมือนกัน

อย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า

“การไม่มีภรรยา เป็นลาภอันประเสริฐ”

ถึงจะอยู่คนเดียว ก็พยายามอยู่ให้มีความสุข
เขาจะกลับมาก็ได้ ไม่กลับมาก็ได้

สุดท้ายนี้ ขอให้คุณโยมพิจารณาให้ดีๆ
ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพุทธธรรม สมเหตุ สมผล
และขอให้บรรเทาทุกข์ พ้นทุกข์โดยเร็วๆ นี้
ขอให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป….. เจริญพร

ที่มา : หนังสือพลิกนิดเดียว โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ


 ในครั้งพุทธกาล มีสามเณรองค์หนึ่ง พระอาจารย์ให้ไปถามพี่สาวว่าอายุครบบวชแล้วหรือยัง แต่พี่สาว จำไม่ได้ จึงได้เดินทางไปหาบิดามารดาซึ่งอยู่อีกเมืองหนึ่ง

ระหว่างทางได้ผ่านป่าแห่งหนึ่งจึงถูกโจรป่าจับไว้ โจรบางคนบอกให้ฆ่าสามเณรนั้นเสีย สามเณร จึงใช ้ ปัญญาหาเหตุผลบอกโจรว่า ถ้าโจรฆ่าเณร จะเกิดเป็นข่าวใหญ่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ไม่กล้าเดิน ทางผ่าน แถบนี้อีก ทางที่ดีให้ปล่อยสามเณรไปเถอะ แล้วสามเณรสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ๆ ว่ามีโจรอยู่แถวนี้ เมื่อเดินทางไปพบบิดามารดาแล้วก็กลับ

อยู่มาวันหนึ่ง บิดามารดาพาญาติเดินทางผ่านทางนี้ก็ถูกโจรจับ ได้รับความทุกข์ลำบาก จึงร้องไห้รำพึง ต่อว่าสามเณรว่า ไม่บอกกับเราเลยว่ามีอันตรายอยู่แถบนี้

เมื่อโจรได้ยินจึงถามว่า "สามเณรเป็นอะไรกับท่าน"

มารดาตอบว่า "เป็นลูกของเรา "

โจรทั้งหลายได้ยินดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสในสามเณรที่มีสัจจะ แม้บิดามารดาก็ไม่แพร่งพรายที่อยู่ ของโจร จึงปล่อยคนทั้งหมด แล้วชวนกันมาบวชในพระพุทธศาสนา เรียนพระวิปัสนากรรมฐานจนสำเร็จ เป็นพระอรหันต์

เรื่องนี้สอนเราว่าการคบคนดี การมีญาติที่ดี เช่น กรณีนี้สามเณรมีสัจจะ เป็นต้น สามารถนำความปลอดภัย ความเจริญมาสู่ตนได้

 
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต



อย่าทำผิดซ้ำซาก

จงระลึกถึงคติพจน์ว่า.....

...do no wrong is do nothing...
ทำอะไรไม่ผิดเลย ก็คือไม่ทำอะไรเลย


ความผิดนี้แหละเป็นครูอย่างดี
ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเอง ที่ทำอะไรผิดพลาด
และควรสบายใจที่ได้พบกับอาจารย์ผู้วิเศษ คือ ความผิด
จะได้ตรงกับคำว่า ...เจ็บแล้วต้องจำ...
ตัวทำเอง ผิดเอง นี้แหละ เป็นอาจารย์ผู้วิเศษ
เป็น ...good example... ตัวอย่างที่ดี
เพื่อจะได้จดจำไว้สังวรระวังไม่ให้ทำผิดต่อไป
แล้วตั้งต้นใหม่ด้วยความไม่เลินเล่อ เผลอประมาท
อดีตที่ผิดไปแล้วก็ผ่านล่วงเลยไปแล้ว แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังอยู่
คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอทุกขณะว่า...

...ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก เพื่อนเอย ถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำ อภัยไฉน...


จงสังเกตพิจารณาดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่า
นักค้นคว้าวิทยาศาสตร์ทางโลกก็ดี
และท่านผู้วิเศษที่เป็นศาสดาจารย์ในทางธรรมทั้งหลายก็ดี
ล้วนแต่ผ่านพ้นอุปสรรคความผิดพลาด


ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ

ที่มา : http://larndham.net

 
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม



บาปบุญคุณโทษที่มีอยู่กับเราเหมือนเป็นเงาตามตัว
ถ้าตัวเราสวย กายเป็นบุญ จิตเป็นบุญ
เงามันก็ตามเป็นบุญไปด้วย เหมือนกระจกส่องเงาฉะนั้น


กายไม่เป็นบุญ เป็นบาป จิตเป็นบาป
กระจกที่ตามเราเป็นเงาก็เป็นบาป
สะท้อนย้อนเงากระจก เป็นเงาบาปเป็นเงาโทษติดตัวเราไป

ที่มา : http://www.jarun.org

 สุธา ธรรมชาติ

เขาไม่รักเราอย่ารักให้หนักจิต เก็บมาคิดให้หนักใจทำไมเล่า
คนดีดียังมีที่ชอบเรา ไม่มีเขาไม่เห็นจะเป็นไร

ที่มา : วัดทุ่งไผ่