ความรักก็มีลักษณะเหมือนของหลายเหลี่ยม อาจมีทั้งแง่ดีและไม่ดีแล้วแต่ว่าใครมีประสบการณ์อย่างไร มี แง่หนึ่งซึ่งน่าจะมีประโยชน์คือ ความรักที่เรารู้จักนั้นมีกี่แบบ มีคุณค่ามากน้อยต่างกันหรือไม่เพียงใด ลอง
พิจารณาดูนะครับ


คุณค่าของความรัก


ความรักเป็นสิ่งที่มีสวยงาม มีคุณค่า ทุกคนต่างเสาะแสวงหา แต่คุณค่า ของความรักอยู่ที่ไหน จะเหมือนหรือต่างจากวัตถุ อย่างไร ลองมา เทียบกันดูเพื่อจะง่ายต่อการทำความเข้าใจ สักเล็กน้อย


คุณค่าของวัตถุมี 3 ระดับ


1. ของฟรี ได้มาโดยไม่ต้องซื้อหา ส่วนใหญ่เป็นของไม่ค่อยมีราคา เช่นของแถม ของที่เขาไม่ใช้แล้วให้มา เป็นต้น


2. ของแลกเปลี่ยน เป็นของที่ไม่มีราคาเท่าใด เช่นเอาเสื้อผ้าเก่าๆแลกไข่ ขยะ แลกเศษเงิน


3. ของที่ต้องซื้อ เป็นของมีราคาแพง ตั้งแต่ของเครื่องใช้ จนถึงบ้านและรถยนต์


คุณค่าของความรัก มี 3 ระดับ เช่นกัน


1. รักแบบให้ฟรี หรือความรักแบบบริสุทธ์ เป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ให้เพราะความกรุณา ความหวังดีต่อกัน เป็นที่ตั้ง ผู้ได้รับมีความอบอุ่น สงบเย็น เอิบอิ่มในใจ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือความรักทั้งปวง เช่น ความรัก ของพ่อแม่ต่อลูกๆ ความรักของปู่ย่าตายาย ความรักของครูอาจารย์ที่เมตตาต่อศิษย์

ความรักของเพื่อนแท้ ความรักแบบพรมวิหารสี่ในศาสนาพุทธ มีพื้นฐานจาก

ความเสียสละ ความบริสุทธิ์ของจิตใจ การเสียสละ เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ


2. รักแบบแลกเปลี่ยน เป็นความรักแบบมีข้อแม้ คือ เมื่อฉันรักเธอเธอก็ต้องรักฉัน เช่นความรักระหว่างเพื่อน ความรักระหว่างหนุ่มสาว ทั่วๆไป เป็นความรักที่มีพื้นฐานจากความรักตัวเอง มีความหวังความ
ปราถนา จึงมีความร้อนแรงในใจ เป็นความรักที่ต้องการตอบสนอง จึงมีความหึงหวงเป็นเจ้าของ มีพวกเขาพวกเรา มีอกหัก มีสมหวังในความรัก


3. รักแบบสินค้าหรือวัตถุ รักโดยคิดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เมื่อได้มา จะให้ความสุขแก่เรา เสมือนเข้าร้านเลือกสินค้าชนิดเดียวกัน แต่คุณภาพและราคาต่างกัน เราก็คงจะเลือกสินค้าที่ดีที่สุด สวยที่สุด แพงที่สุด เหมาะที่สุดที่จะสนองความต้องการทางกาย


ความอยากในใจ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ราคาแพง ตอนแรกก็ดีใจ ปลื้มใจ พอใจ สักพักก็เฉยๆ ต่อไปก็เบื่อเพราะเก่า ไม่ทันสมัย อยากเอาไปให้คนอื่น หรือ เก็บไว้ไม่ได้ใช้ หรือ ผู้ชายรักผู้หญิงเพราะสวย รูปร่างดี ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ พอได้แล้ว ก็เบื่อ เพราะเห็นว่าแก่ง่ายตายยาก เป็นต้น


โดยสรุป คุณค่าความรักอยู่ที่การให้ เราจะรู้สึกเมื่อเราได้สัมผัสถึงความความ อบอุ่น ความเมตตา ที่แฝงอยู่ ถ้ามีความยุ่งยาก มีเงื่อนไขข้อแม้คุณค่าก็ลดลง ถ้าถึงขั้น ใช้เงินซื้อมา หรือ ล่อหลอกกันให้หลงรัก หรือใช้กำลังหักหาญน้ำใจกัน ก็แทบไม่เหลือค่าเลย

ความรักทั้งสามระดับไม่แยกจากกันโดยเด็ดขาด เช่นเรารักหญิงสวย คบกันแล้วก็ถนอมน้ำใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน ช่วยเหลือกัน ให้อภัย หวังดีต่อกัน และปล่อยวางแม้ว่าจะต้องแยกกัน เป็นต้น


ความรักทั้งสามอย่างล้วนมีคุณค่าในตัวเอง มากหรือน้อยแล้วแต่สภาพของแต่ละวัย แต่ละคน เท่านั้นเอง


ที่เขียนมาทั้งหมดเพียงเพื่อเตือนสติของเราแองสักนิด ว่า


ประการที่หนึ่ง เราอาจจะประเมินคุณค่าความรักที่ได้ฟรีๆ เช่น คำสั่งสอนของพ่อ แม่ อาจารย์ น้ำใจจากเพื่อน คำแนะนำ การช่วยเหลือ หวังดีของเพื่อนร่วมงาน ว่าเป็นสิ่งที่ไร้ค่า แทนที่เราจะมองว่าได้รับสิ่งที่มีค่าสูงสุด ที่มนุษย์พึงให้แก่กัน

รำลึกถึงบุญคุณและตอบแทนคุณ เมื่อมีโอกาสสมควร จะดีกว่า น่าเบื่อ น่ารำคาญ


ประการที่สอง เราอาจให้ความสำคัญ ความรักของหนุ่มสาวว่าจะเป็นความรักที่ ยิ่งใหญ่ เสียสละ แต่เพราะว่า มันเป็นแค่ความรักแบบแลกเปลี่ยนเท่านั้นในช่วงแรกๆของการคบกัน ถ้าเรามอบความรักอันบริสุทธ์ และตั้งความหวังไว้มากเกินไป เมื่อเจอกับคนที่ไม่รู้จักคุณค่าความรักที่เรามอบให้เลย เราอาจไม่ได้แม้แต่ ความเป็นแฟนหรือ เพื่อน เพราะเขามองเราเป็นแค่วัตถุชิ้นหนื่งในชั่วขณะที่เขายัง ปลื้มอยู่เท่านั้นเอง และ พร้อมจะไปจากเราเพื่อไปหาคนที่สวยกว่า เด็กกว่าเรา อยู่ร่ำไป

ประการที่สาม อย่าให้ความสำคัญกับเงินมากจนเกินไป ในโลกของวัตถุคุณอาจซื้อ สิ่งของราคาแพงได้ เช่น บ้านหรูๆ รถยนต์ราคาแพง แต่คุณไม่อาจซื้อ มิตรภาพ น้ำใจ ความรัก ความเอื้ออาทร ความเป็นเพื่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ คุณต้องแลกมาด้วยหัวใจของคุณเอง แลกมาด้วย ความจริงใจต่อกัน ความมีน้ำใจ แลกมาด้วยความผูกพันธ์อันเนิ่นนาน หรือบางครั้งคุณอาจเป็นผู้ให้ได้ทุกๆอย่าง เพราะหัวใจของคุณเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาปราถนาดี มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ทุกๆคน


ที่มา : www. satabun.com

 ณ ฝั่งแม่น้ำโคทาวรี มีพระมหานครแห่งหนึ่งตั้งอยู่นามว่า ประดิษฐาน ที่เมืองนี้ในสมัยบรรพกาลมีพระราชาธิบดีองค์หนึ่ง ทรงนามว่า ตริวิกรมเสน ได้ครองราไชศวรรย์มาด้วยความผาสุก พระองค์เป็นราชโอรสของพระเจ้าวิกรมเสนผู้ทรงเดชานุภาพเทียมท้าววัชรินทร์

ต่อมาได้มีนักบวชชื่อ ศานติศีล ได้นำผลไม้มาถวายทุกวันมิได้ขาด ซึ่งพระราชาแปลกใจ และได้ไปพบในคืนหนึ่งตามนัด ได้ถามถึงเหตุผลและเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ โยคีศานติศีลจอมเจ้าเล่ห์ได้ขอให้พระราชาตริวิกรมเสนนำเวตาลมาให้ตนเพื่อจะประกอบมหายัญพิธี

พระราชาผู้มีสัจจะเป็นมั่น ได้ไปนำเวตาลมาให้โยคีเจ้าเล่ห์ แต่เวตาลก็พยายามหน่วงเหนี่ยวด้วยการเล่านิทานทั้งสิ้น ๒๔ เรื่องด้วยกัน ซึ่งแต่ละเรื่องจะมีคำถามให้พระราชาตอบ โดยมีข้อแม้ว่า หากพระราชาทราบคำตอบแล้วไม่ตอบ ศีรษะของพระราชาจะต้องหลุดจากบ่า และหากพระราชาเอ่ยปากพูดเวตาลก็จะกลับไปสู่ที่เดิม

และก็เป็นดังนั้นทุกครั้ง ที่พระราชาตอบคำถามของเวตาล เวตาลก็จะหายกลับไปสู่ต้นไม้ที่สิงที่เดิม พระราชาก็จะเสด็จกลับไปเอาตัวเวตาลทุกครั้งไป จนเรื่องสุดท้ายพระราชาไม่ทราบคำตอบ ก็ทรงเงียบไม่พูด เวตาลพอใจในตัวพระราชามาก เพราะเป็นพระราชาผู้ไม่ย่อท้อ ผู้มีความกล้าหาญ ทำให้เวตาลบอกความจริงในความคิดของโยคีเจ้าเล่ห์ ว่าโยคีนั้นแท้จริงแล้ว ต้องการตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร โดยจะเอาพระราชาเป็นเครื่องสังเวยในการทำพิธี และอธิบายถึงวิธีกำจัดโยคีเจ้าเล่ห์

เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงโยคีตามที่นัดหมายไว้ ก็ปรากฎว่าโยคีได้เตรียมการทำอย่างที่เวตาลได้บอกกับพระราชาไว้ พระราชาจึงแก้โดยทำตามที่เวตาลได้อธิบายให้พระราชาฟัง พระราชาจึงได้ตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร และเวตาลได้บอกกับพระราชาตริวิกรมเสนว่า "ตำแหน่งนี้ได้มาเพราะความดีของพระองค์ ตำแหน่งนี้จะคอยพระองค์อยู่หลังจากที่ทรงเสวยสุขในโลกมนุษย์จนสิ้นอายุขัยแล้ว ข้าขอโทษในกาลที่แล้วมาในการที่ยั่วยวนประสาทพระองค์ แต่ก็ไม่ทรงถือโกรธต่อข้า บัดนี้ข้าจะถวายพรแก่พระองค์ ขอทรงเลือกอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาเถิด" พระราชาก็ตรัสว่า "เพราะเหตุที่เจ้ายินดีต่อข้า และข้าก็ยินดีในความมีน้ำใจของเจ้าเช่นเดียวกัน พรอันใดที่ข้าจะปรารถนาก็เป็นอันสมบูรณ์แล้ว ข้าเพียงแต่อยากจะขออะไรสักอย่างเป็นที่ระลึกระหว่างข้ากับเจ้า นั่นก็คือนิทานที่เจ้ายกปัญหามาถามข้าถึงยี่สิบสี่เรื่อง และคำตอบของข้าก็ให้ไปแล้วเช่นเดียวกัน และครั้งที่ยี่สิบห้าคือวันนี้ถือเป็นบทสรุป แสดงอวสานของเรื่อง ขอให้นิทานชุดนี้จงมีเกียรติแพร่กำจายไปในโลกกว้าง”

เวตาลก็สนองตอบว่า “ขอจงสำเร็จ โอ ราชะ บัดนี้จงฟังเถิด ข้าจะกล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีเด่นของนิทานชุดนี้ สร้อยนิทานอันร้อยรัดเข้าด้วยกันดังสร้อยมณีสายนี้ ประกอบด้วยยี่สิบสี่เรื่องเบื้องต้น แลมาถึงบทที่ยี่สิบห้า อันเป็นบทสรุปส่งท้าย นับเป็นปริโยสาน นิทานชุดนี้จงเป็นที่รู้จักกันในนามของเวตาลปัญจวิงศติ (นิทานยี่สิบห้าเรื่องของเวตาล) จงมีเกียรติยศบันลือไปในโลก และนำความเจริญมาสู่ผู้อ่านทุกคน ใครก็ตามที่อ่านหนังสือแม้แต่โศลกเดียว หรือเป็นผู้ฟังเขาอ่านก็เช่นเดียวกัน จักรอดจากคำสาปทั้งมวล บรรดาอมนุษย์ทั้งหลาย มียักษ์ เวตาล กุษมาณฑ์ แม่มด หมอผีและรากษส ตลอดจนสัตว์โลกประเภทเดียวกันนี้ จงสิ้นฤทธิ์เดชเมื่อได้ยินใครอ่านนิทาน อันศักดิ์สิทธิ์นี้”

พระศิวะได้ฟังเรื่องของต่าง ๆ ของเวตาลจบก็กล่าวชื่นชมในองค์พระราชาตริวิเสนมาก ซึ่งพระศิวะได้สร้างจากอนุภาคโดยให้มาปราบอสูรคนร้ายต่าง ๆ เมื่อพระราชาตริวิกรมเสนได้เป็นจอมราชันแห่งวิทยาธรทั้งโลกและสวรรค์แล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่าย หันไปบำเพ็ญทางธรรมจนบรรลุความหลุดพ้น

 
หลวงปู่เกษม อาจิณฺณสีโล วัดป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์


"คนเราที่ได้เจ็บป่วย ก็เพราะเคยเบียดเบียนสัตว์ไว้ คนที่อายุสั้นเพราะเคยฆ่าสัตว์เอาไว้ ดวงใจสัตว์ที่เคยเคียดแค้นเหล่านั้น จึงตามมาทวงคืน ฉะนั้นให้อุทิศบุญออกให้แก่เขา เขาจะได้ไม่จองเวรเราอีก จะได้เป็นอโหสิกรรมต่อกันไป"

ที่มา : พลังบุญ (ตอนที่ 2 ) "การใช้บุญรักษาโรค"

 
หลวงพ่อเกษม อาจิณฺณสีโล

เธอผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงตกแต่งรักษาซึ่งตนให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ด้วยว่าเวลาที่จะได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้นในโลกเป็นสิ่งที่หาได้โดยยากนักหนา


การที่จะมีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่หาได้โดยยาก การที่เป็นมนุษย์แล้วจะถึงพร้อมด้วยศรัทธา ก็เป็นสิ่งที่หาได้โดยยาก การที่ผู้มีศรัทธาจะได้มีโอกาสบรรชาอุปสมบท ในพระพุทธศาสนา ก็เป็นสิ่งที่ทำได้โดยยากและการที่จะได้มีโอกาสสดับตรับปังพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเล่า เป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก ..(พุทธวจนะ)


 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



วันมาฆบูชา
เป็นวันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา


ได้กล่าวไว้นานปีมาแล้ว
เมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มสนใจวันวาเลนไทน์กันอย่างท่วมท้นเปิดเผย
ว่าเป็นวันแห่งความรัก และคำวาเลนไทน์ก็เป็นชื่อนักบุญต่างศาสนา

ถ้าคนไทยผู้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
จะสนใจวันแห่งความรักมากมายเพียงใด ก็จะไม่กังวลห่วงใย
ถ้าจะเป็นวันท่านผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา
ที่ท่านบรรลุธรรมสำคัญทั้งหลายองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม


นานปีมาแล้วได้พยายามจะช่วยคนไทยจำนวนไม่น้อยนั้นพ้นจากความคิดผิด
หันมาคิดให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตจิตใจ จึงได้ยกวันมาฆบูชาขึ้นให้ปรากฏประจักษ์อย่างชัดเจน

ทั้งที่วันมาฆบูชามีมานานเป็นพันๆ ปี แล้ว
เป็นวันแห่งความรักสูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา
ที่ควรได้รับการเทิดทูนบูชาเหนือวันแห่งความรักอื่นใด
แต่ก็หาได้รับความสนใจเท่าที่ควรไม่ น่าเสียใจเป็นที่สุด


น่าเสียใจเป็นที่สุด ที่พากันไม่แยแสที่จะอัญเชิญสิริมงคลยิ่งใหญ่เข้าสู่ชีวิต ให้เป็นเครื่องยังความร่มเย็นเป็นสุขสวัสดีเกิดมีแก่ชีวิต
แก่ประเทศชาติบ้านเมืองที่รักของเรา โดยเฉพาะในยามนี้ที่โลกเดือดร้อนวุ่นวายนัก

ได้กล่าวตลอดมานับครั้งไม่ถ้วนว่า
"วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา"


สมเด็จพระบรมศาสดาโปรดประทานความรักนั้นแก่สัตว์โลกทั้งปวงในวันมาฆบูชา
จึงกล่าวว่าวันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก ที่ไม่ใช่ธรรมดา
ไม่ใช่ความรักแบบของมารดาบิดาบุตรธิดาที่มีต่อกัน
ไม่ใช่ความรักแบบของสามีภริยาที่มีต่อกัน ไม่ใช่ความรักของหญิงชายที่มีต่อกัน

ความรักของสมเด็จพระบรมศาสดา
ทรงมีท่วมท้นพระพุทธหฤทัยแตกต่างกับความรักที่นำมากล่าวแล้วทั้งหมด
สูงเหนือความรักทั้งหลายทั้งปวงในโลก

พระพุทธหฤทัย หรือพระหฤทัยในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
มีความบริสุทธิ์ครบถ้วนทุกประการ
คือ ปราศจากกิเลสสิ้นเชิง ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ไม่แตะต้องพระพุทธหฤทัยได้เลยแม้แต่น้อย

ทรงเป็นเช่นที่กล่าวว่าทรงไกลกิเลสแล้ว
สมเด็จพระบรมศาสดาทรงไกลกิเลสแล้วสิ้นเชิง
ความรักในพระพุทธหฤทัยจึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างห่างไกลกันที่สุดกับความรักในใจเราทั้งหลายคน

สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรักสัตว์โลกทั้งปวงเสมอกัน ความรักของพระองค์ท่านเป็นแบบที่ปุถุชนคนมีกิเลสทั้งหลายมีไม่เหมือนแน่นอน
เพียงใกล้เคียงก็แสนห่าง ถ้าจะพูดให้ตรงอย่างไม่เกรงใจก็พูดได้ว่า
ความรักของเราผู้เป็นปุถุชนนั้น
สกปรกด้วยแรงของกิเลส ครบถ้วนทั้ง โลภะ โมหะ โทสะ


ความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังมีอยู่ในเราผู้เป็นปุถุชนครบถ้วน
จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ความรักของเราบริสุทธ
ิ์สะอาดปราศจากความสกปรกของกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
ซึ่งแตกต่างห่างไกลนักกับที่เรียกว่า ความรักของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่จริงที่นำมาเรียกว่าความรักในสมเด็จพระบรมศาสดาก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะย่อมจักนำให้ผู้รู้เท่าไม่ถึงความหมายของคำว่าความรักในที่นี้เข้าใจไปในทางไม่ดีไม่ถูกต้อง
ว่าเป็นการแสดงความไม่รู้ของผู้ใช้คำความรักกับสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า


แต่ขอยืนยันความแน่ใจ ว่าใช้คำอื่นจะให้ความลึกซึ่งแก่จิตใจคนทั่วไปไม่เสมอคำว่ารัก
คำว่าเมตตานั้นพูดจริงๆ อย่างจริงใจ ผู้ฟังไม่ค่อยรู้สึกลึกซึ่งในความหมายเท่าคำว่ารัก จึงเลือกใช้คำว่ารักแม้เมื่อใช้เกี่ยวกับพระผู้ทรงไกลพ้นแล้วจากความรักอย่างสิ้นเชิง


ขอให้ท่านผู้อ่านหรือผู้ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับที่กล่าวว่า
สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีความรักสัตว์โลกทั้งปวง
โปรดเข้าใจเครื่องหมายที่ลึกซึ่งบริสุทธิ์สูงส่งของคำว่ารักในที่นี้
โปรดอย่าคิดให้เป็นบาปเป็นกรรมหนักหนาแก่จิตใจเลย

กล่าวได้ว่าวันมาฆบูชาเป็นวันที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงประกาศความรักอันบริสุทธิ์ต่อสัตว์โลกทั้งปวง ในโอวาทปาติโมกข์ที่ทรงแสดง ที่เป็นธรรมเครื่องนำชีวิตสัตว์โลกให้สวัสดีมีสุข ตั้งแต่สุขเล็กสุขน้อยจนถึงสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

คือสุขที่ปราศจากทุกข์สิ้นเชิงไม่พบความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายอีกต่อไป
ทรงแสดงไว้ในพระโอวาทปาติโมกข์
เมื่อวันมาฆะพระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ ในท่ามกลางบริสุทธิ์สงฆ์ ผู้ล้วนเป็นพระอรหันตขีณาสพพุทธสาวกที่ยิ่งแล้วด้วยปัญญา สามารถน้อมรับพระธรรมที่ทรงแสดงไปประกาศได้อย่างถูกต้องแนนอน

ความรักที่บริสุทธิ์สูงส่งที่พระพุทธองค์โปรดประทาน
เพื่อประคับประคองรักษาชีวิตสัตว์โลกทั้งหลาย
จึงมีพระอรหันตขีณาสพพุทธสาวกอัญเชิญไปประกาศอย่างถูกแท้ และความรักของพระพุทธองค์ ก็ได้มาประดิษฐานอยู่ในบ้านเมืองไทยของเราด้วยแล้วเป็นพันๆ ปี ควรจะภาคภูมิใจ ควรจะนอบน้อมรับสิริมงคลที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต

ไม่ควรปล่อยปะละเลยถือเป็นเรื่องธรรมดา จนอัปมงคลต่างๆ นาๆ เข้าถึงได้ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายได้อย่างไม่ควรเกิด
และจะเกิดไม่ได ้แม้อัญเชิญพระพุทธบารมีไว้เหนือเศียรเกล้าชีวิตจิตใจ
ให้ทุกถ้วนหน้า นี้เป็นความจริง

วันเริ่มแรกมาฆบูชา วันแห่งความรักที่สูงส่งบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนานั้น ด้วยอำนาจพระพุทธจิตจึงมีจาตุรงคสันนิบาติเกิดขึ้นในวันนั้น
ยังให้เกิดความยิ่งใหญ่พรั้งพร้อม คือ

๑. พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ไปประชุมพร้อมกันในวันจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์

๒. พระภิกษุทั้ง ๑,๒๕๐ องค์นั้นล้วนเป็นพระอรหันตขีณาสพ ไกลกิเลสแล้วสิ้นเชิง

๓. พระอรหันตขีณาสพทั้ง ๑,๒๕๐ องค์นั้นมิได้นัดหมายกัน

๔. พระอรหันตขีณาสพทั้ง ๑,๒๕๐ องค์นั้นล้วนพระพุทธองค์ท่านโปรดประทานการบวชให้
โดยเปล่งพระพุทธวาจาว่า เอหิ ภิกขุ จงเป็นภิษุมาเถิด

ความพร้อมทั้ง ๔ ประการนี้ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เกิดขึ้น
เพื่อให้การทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์
ทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาได้เป็นไปสมบูรณ์พร้อม
ยิ่งใหญ่จริง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน


หลักพระพุทธศาสนา หรือหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ
ที่เป็นเครื่องแสดงพระพุทธหฤทัย ที่มีความรักสูงส่งบริสุทธิ์ต่อสัตว์โลกทั้งปวง
ที่ทรงแสดงไว้ในวันพระจันทร์เต็มดวง เสวยมาฆฤกษ์ ณ พระวิหารเวฬุวัน
และพระอรหันต์ขีณาสพพุทธสาวก ๑,๒๕๐ องค์
ที่ได้รับพุทธจิตสั่งให้ไปประชุมพร้อมกันในกาลครั้งนั้น
ได้อัญเชิญหัวใจพระพุทธศาสนาทั้ง ๓ ประการ เผยแผ่แก่โลก
ให้เป็นเครื่องประคับประคอง ชีวิตจิตใจให้ร่มเย็นเป็นสุข

จนปัจจุบันสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธ์ปรินิพานไป ๒๕๔๘ ปีแล้ว
หัวใจพระพุทธศาสนายังดำรงอยู่อย่างมั่นคง
แม้จะไม่ในทุกจิตใจผู้ได้รับรู้รับฟัง ที่ควรถือว่าบุญน้อย
จึงไม่เห็นคุณค่าสูงส่งของสิริมงคล จากหัวใจพระพุทธศาสนา

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


รับสั่งว่า

ถ้าจะถือว่ามีวันแห่งความรัก ก็ต้องถือวันมาฆบูชา
วันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศความรักอันบริสุทธิ์สูงส่ง

วันมาฆบูชา-วันแห่งความรัก

วันที่พระจันทร์เต็มดวง เสวยมาฆฤกษ์ ในเดือนสาม
วันแห่งความรัก อันสูงส่งบริสุทธิ์ ในพระพุทธศาสนา

ด้วยทรงมีความรักบริสุทธิ์สูงส่ง ไม่มีเสมอเหมือน
พระพุทธองค์จึงทรงแผ่พระมหากรุณาได้กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีขอบเขต
ทั้งแก่พรหมเทพ มนุษย์สัตว์
ปรากฏแจ้งชัดในพระโอวาทปาติโมกข์ ที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชา

พึงไม่ทำบาปทั้งปวง
พึงทำกุศลให้ถึงพร้อม
พึงรักษาจิตของตนให้ผ่องใส


บาปย่อมก่อให้เกิดทุกข์โทษภัยแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนไม่ให้ทำ

กุศลย่อมเป็นคุณแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้ทำ

จิตผ่องใส่คือจิตที่ไกลได้จากกิเลสโกรธหลง ที่มีอยู่เต็มโลก
ย่อมให้ความสุขสงบอย่างยิ่งจนถึงเป็นบรมสุข
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้รักษาจิตของตน

เป็นชาวพุทธพึงซาบซึ่งพึงมั่นใจ
ในพระคุณยิ่งใหญ่แห่งความรัก
ที่บริสุทธิ์ผ่องใสไพจิตรนัก
โลกประจักษ์วันรักนั้นวันมาฆะ

: มาฆบูชา ๒๕๔๗
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


คัดลอกจาก...คุณ I am
http://www.dhammajak.net

 ชายคนหนึ่งมีภรรยา 4คน


คนที่1 รักมากตามใจทุกอย่างอยู่กินด้วยกัน
คนที่2 รักรองลงมาหน่อยตามใจบ้าง
คนที่3 ไม่ค่อยรักเท่าไรนานๆก็ไปหาบ้าง
คนที่4 ไม่รักไม่สนใจไม่ค่อยไปหา


อยู่มาวันหนึ่งชายคนนี้เกิดทำความผิดอย่างร้ายแรงต้องรับโทษถึงกับประหารชีวิต
ชายคนนี้ก็ขออนุญาติไปลาภรรยาก่อนแล้วจะกลับมารับโทษที่ทำผิด เจ้าหน้าที่ก็ได้ให้ไป
ตามสิ่งที่ขอเป็นครั้งสุกท้ายของชีวิต
ชายคนนี้ก็ได้ไปหา

ภรรยาคนที่1 แล้วบอกเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่าตัวเองจะต้องตายแล้วนะ
คำตอบที่ได้รับ (ตายก็ตายเราก็จบกัน) ชายคนนี้เสียใจอย่างมากที่ได้ยินคำตอบเช่นนี้
เพราะเขารักภรรยาคนนี้มาก

ก็ไปลาภรรยาคนที่2 แล้วก็บอกเรื่องราวว่าตัวเองจะต้องตายให้ฟัง
คำตอบที่ได้รับ(ตายไปฉันก็มีผัวใหม่) ชายคนนี้ก็เสียใจอย่างนักเมื่อได้ฟังคำตอบ

ภรรยาคนที่3 ชายคนนี้ก็เลยไปลาบอกเรื่องราวเช่นเดียวกันว่าตัวเองจะต้องตายแล้ว
คำตอบที่ได้รัย จากภรรยาคนที่3 (ไม่เป็นไรฉันจะไปส่งพี่เป็นครั้งสุดท้าย) ชายคนนี้ก็เริ่มดีใจขึ้นมาบ้าง
เริ่มคิดได้ว่าภรรยาคนที่3 เขาไม่ค่อยได้สนใจเท่าที่ควรเลย

ภรรยคนที่4 คนสุดท้ายที่ชายคนนี้ไปลา และก็เล่าเรื่องราวให้ฟังเหมือนกันว่าตัวเองจะต้องตายแล้ว
คำตอบที่ได้รับจากภรรยาคนที่ 4 คือ (ฉันจะตายตามพี่ไปด้วย) เมื่อชายคนนี้ได้ฟังคำตอบแล้วก็ยิ่งดีใจอย่างมาก และก็ได้สำนึกว่าตัวเองไม่เคยทำความดีกับภรรยาคนนี้เลยไม่สนใจปล่อยใหอยู่ตามลำบัง
สำนึกได้ก็สายไปเสียแล้วเพราะเขากำลังจะตายไม่มีโอกาสที่จะทำดีได้อีกแล้ว

คติธรรมแทนตัวภรรยาทั้ง 4คน คือ


ภรรยาคนที่1 คือ ร่างกายตัวเราเอง ตายไปเขาก็เผาไหม้ไม่เหลืออะไรเลย
ภรรยาคนที่ 2 คือ ทรัพย์สมบัติ ตายไปเอาไปไม่ได้เช่นกัน ก็กลายเป็นของคนอื่น
ภรรยาคนที่3 คือ พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ที่ไปส่ง คือ จัดงานศพให้ ทำบุญอุทิศไปให้
ภรรยาคนที่4 คือ บุญและบาป ที่จะตามติดตัวเราไปตัวตลอด


เมื่อยังมีชีวิตอยู่ควรที่จะเลือกใช้ชีวิตให้ถูกและควรทำในสิ่งที่ดีงามรู้สำนึกบุญคุณยังไม่สายเกินไปหรอกนะค่ะ สะสมไว้เป็นเสบียงไว้ในชาติภพหน้า



ที่มา เว็บไซต์ธรรมะไทย


 
พระธรรมกิตติวงศ์ ( ทองดี )


     คำว่า กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ หมายความว่าอย่างไร เพราะบางคนพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางคนครอบครัวดี แต่มีบริวารนำความเดือดร้อนมาให้ บางคนลูกดีแต่บุพพการีไม่ดี ถ้าจะถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูง ที่เคยพัวพันกันมา จะต้องไปพบกันทุกชาติเช่นนั้นหรือ จึงมีการกล่าวถึงคำว่า "ทำกรรมร่วมกันมา" 



     คำว่า "กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ" เป็นคำที่หมายถึงคนสองคน หรือสองฝ่ายเคยทำอะไรร่วมกันมา จะเป็นทางดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยร่วมปล้นฆ่าคนมาด้วยกันเป็นต้น การกระทำที่ทำร่วมกันอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “กรรมร่วมกันมา” ถ้าเป็นกรรมในชาติก่อนๆ ก็เรียกว่า เป็นกรรมในอดีตชาติความจริงมิใช่ เพราะกรรมเท่านั้นที่จะส่งผลให้มาพบกันในชาตินี้ แม้เวรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกกันไว้ หรือผูกไว้ทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเหตุส่งให้มาพบกันในชาตินี้ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงมักพูดติดต่อกันว่า "กรรมเวร" ความเข้าใจที่ว่า ถ้าถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อแม่ พี่น้องเพื่อนฝูงที่เคยพัวพันกันมาจะต้องไปพบกันทุกชาตินั้น ยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด อันที่จริงชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้จริง ในฐานะเป็นชาติที่เป็นเหตุให้เกิดมีชาตินี้ขึ้น แต่พ่อแม่พี่น้องญาติมิตรในชาติก่อนนั้น หาได้เกิดพบกันทุกชาติไม่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเงื่อนไขที่ว่า เมื่อพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรนั้นๆ ได้ทำกรรมจะดีหรือไม่ก็ตาม หรือได้มีเวรต่อกันมา กรรมและเวรอันนั้นแหละก็จะส่งผลให้เกิดมาพบกันในชาติต่อไป แต่จะทุกชาติหรือไม่ ก็แล้วแต่กรรมเวรที่จะก่อใหม่อีก 



     นัยตรงข้าม หากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร มีความผูกพันกันเพียงสายเลือดซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ หาได้ทำกรรมดีกรรมชั่ว หรือผูกเวรกันไว้ไม่ อย่างนี้ก็ไม่มีสาเหตุอันใดที่จะทำให้ไปเกิดพบกันอีก คือไม่มีกรรมเวรร่วมกันนั่นเอง เรื่องกรรมเรื่องเวร เป็นเรื่องลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก ยากที่จะอธิบายให้เห็นแจ้ง ด้วยหน้ากระดาษเพียงเท่านี้ได้ แต่ผู้สนใจในเรื่องนี้ศึกษาได้จากตำราและจากการสังเกตชีวิตจริงของตนและของคนอื่น จะช่วยความเข้าใจได้มาก 



     เราอาจแบ่งบุคคลในกรณีนี้ ได้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ 



     ๑. ประเภทดีด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายหรือทั้งหมด ได้เคยทำบุญทำความดี สร้างบารมีร่วมกันมา เรียกว่ามีดีเท่ากันว่างั้นเถอะ ประเภทนี้ก็มักจะเกิดมาดีด้วยกัน ได้ดีพอๆกันเช่นตำนานเรื่อง มฆมาณพสร้างถนนสร้างศาลามาด้วยกัน กับพวกอีก ๓๒ คน ตายไปแล้วได้เสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้น ประเภทนี้ ความดีมีเท่ากัน จึงได้ดี ได้พบความดีมีสุข และเสวยความดีอยู่ด้วยกันได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้มีคุณธรรมเสมอกันนั่นเองที่เห็นง่ายๆ ในประเทศนี้ก็คือ ถ้าเป็นสามีภรรยากัน สามีก็ดี ภรรยาก็ดี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเห็นอกเห็นใจกัน เรียกว่า ดีทั้งคู่ถ้าเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็ดีทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูกพ่อแม่ก็รักลูก ทำเพื่อลูก และเป็นผู้นำที่ดีของลูกฝ่ายลูกก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาท รักเคารพพ่อแม่ด้วยใจจริงถ้าเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ ไม่ชักชวนกันไปในทางเสียหาย เป็นต้น 



     ๒. ประเภทเสียด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายเคยทำบาปทำกรรมร่วมกันมา มีความชั่วพอๆกัน ชอบเรื่องร้ายๆพอกันอย่างนี้ก็เกิดมาพบกันอีก และอยู่ด้วยกันได้ แม้จะลุ่มๆดอนๆก็ไม่ค่อยแยกกัน ถึงคราวสุขก็สุขด้วยกัน ถึงคราวทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันได้ประเภทนี้ก็เช่นกัน ถ้าเป็นสามีภรรยากันก็ประเภทหญิงร้ายชายเลวนั่นแหละ หรืออย่างพวกนักเลงเที่ยว นักเลงพนัน นักเลงสุรา จนกระทั่งนักเลงปล้นจี้ เป็นต้นคือชอบอย่างเดียวกัน ย่อมไปด้วยกันได้ 



     ๓. ประเภทมีเวรต่อกัน คือประเภทที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจดี แต่อีกฝ่ายอาจเสีย ฝ่ายดีก็จะถูกฝ่ายเสียคอยรบกวน คอยรังควาน คอยทำลายอยู่เรื่อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมอย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมา เช่นบางรายพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางรายครอบครัวดี แต่บริวารนำความเดือดร้อนมาให้นั่นแหละ กรณีอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังผูกเวรจองกรรมไว้ จึงต้องมาพบกัน คอยขัดขวางกันอยู่ร่ำไปไม่ต้องอื่นไกลหรอก แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงมีมารคอยผจญ มีพระเทวทัตคอยทำลาย และมีนักบวชต่างศาสนาคอยล้างผลาญเลยนี่แหละอำนาจของเวรล่ะ ลองได้ก่อไว้ หรือถูกก่อไว้ ก็เป็นได้ตามผจญกันไม่สิ้นสุดสักที ประดุจเวรของงูกับพังพอน เวรของกากับนกเค้า และเวรของมนุษย์ผู้ถือตัวจัดในเรื่องศาสนากับผิวในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ละเวรเสีย อย่างน้อยก็ด้วยการรักษาศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล เพราะศีลเป็นเวรมณี เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้หมดเวรได้ แม้อย่างกรรมก็เช่นกัน ไม่ว่าจะทำคนเดียว หรือร่วมทำกับใคร หากเป็นกรรมชั่วกรรมเสียแล้ว ท่านว่าไม่ควรทำทั้งนั้น


 

บุพกรรมของพระสีวลี

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยกย่องพระสีวลีเถรเจ้าด้วยพระวาจาว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของเราตถาคต พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภ” และตามคัมภีร์มโนรถปูรณี ในเรื่องของพระสีวลีก็ได้กล่าวไว้ว่ายกเว้นแต่พระตถาคตเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดเลิศด้วยลาภเหมือนพระสีวลีเถรเจ้า

ในอดีตชาติ (ครั้งพุทธกาลแห่งพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า) มีกุลบุตรผู้หนึ่งได้เกิดในบ้านเล็ก ๆ ตำบลหนึ่งใกล้เมืองพันธุมดี ในสมัยนั้นชาวเมืองกับพระราชาได้จัดการถวายทานแด่พระวิปัสสีพระพุทธเจ้าเป็นการแข่งขัน วันหนึ่งพวกชาวเมืองเตรียมจะกวายทานก็ได้พบว่าในทางของพวกตนนั้นขาดน้ำผึ้งและเนยแข็ง จึงได้จัดคนส่งออกไปหาน้ำผึ้งกับเนยแข็ง โดยคอยดักดูผู้คนจากชนบทที่เดินทางเข้าเมืองว่าผู้ใดมีสิ่งที่พวกตนต้องการบ้าง

บังเอิญวันนั้นกุลบุตร (คือพระสีวลีในชาติต่อมา) ก็จะเดินทางเข้าเมือง โดยนำกระบอกเนยแข็งมาด้วยหมายจะแลกสิ่งของในเมือง แต่ระหว่างทางก่อนจะเข้าเมือง ในที่นั้นได้พบรวงผึ้งรวมหนึ่งโตขนาดงอนไถ เมื่อเดินทางเข้าสู่เมือง ชาวเมืองจึงได้ขอซื้อในราคาถึงหนึ่งพันมหาปนะ ซึ่งทำความแปลกใจให้กุลบุตรเป็นอย่างมาก เพราะลำพังเนยแข็งกับน้ำผึ้งไม่ใช่ของมีราคาเพียงนี้ จึงทำเป็นไม่ขาย เพื่อใคร่รู้ราคาที่แท้จริง ชาวเมืองเกรงจะแพ้พระราชา จึงขึ้นราคาให้ถึงสองพันมหาปนะ

พอรู้ว่าจะไปถวายทานแด่พระวิปัสสีพระพุทธเจ้า ก็เกิดความคิดว่า ตนเองมีสิ่งของที่เป็นของสำคัญในการถวายทาน ก็ควรจะเป็นผู้ถวายทานครั้งนี้ด้วย จึงบอกกับชาวเมืองว่าตนไม่ขายแล้ว แต่จะขอร่วมถวายทานด้วยมือของตน ครั้นถวาย เมื่อพระวิปัสสีพระพุทธเจ้า ทรงรับทานของกุลบุตรแล้วก็อธิษฐานว่า อย่าให้น้ำผึ้งของกุลบุตรหมดไปจนกว่ากุลบุตรจะได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ครบทุกองค์ ซึ่งทำให้กุลบุตรได้ใส่บาตรด้วยน้ำผึ้งครบทุกองค์ และได้ขอพรจากพระวิปัสสีพระพุทธเจ้าว่า

“ด้วยผลแห่งกุศลที่ตนได้กระทำ ขอให้ตนเองเป็นผู้เลิศด้วยลาภเถิด” พระองค์ก็ทรงอนุโมทนาให้ ต่อมากุลบุตรนั้นก็ได้สร้างกุศลอยู่เสมอจนสิ้นชีวิต


ครั้นในชาติต่อมาคือในสมัยพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรนั้นถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาธิดาแห่งโกลิยวงศ์ พระนางต้องทรงพระครรภ์ถึง 7 ปี 7 เดือน มิได้ประสูตรพระกุมาร พระนางต้องได้รับทุกขเวทนาในการเจ็บพระครรภ์เป็นอย่างมาก พระนางจึงให้พระสวามีไปกราบถวายบังคมพระศาสดา พระองค์ก็ทรงตรัสประทานพรให้ว่า “พระนางสุปปวาสา ผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุเทวทหะ จงเป็นหญิงมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชบุตรผู้หาโรคมิได้เถิด”

ครั้งครบ 7 วันแล้วก็ทรงประสูติได้อย่างง่ายดายเปรียบประดุจน้ำไหลออกมาจากหม้อ ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพ และในระหว่างที่พระนางทรงครรภ์อยู่นั้น ก็บริบูรณ์ไปด้วยลาภสักการะ ด้วยมีผู้นำมาถวายทั้งเช้าและเย็น พระนางทรงใช้สอยไปอย่างๆก็ไม่รู้จักพร่อง ทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจของบุญกุศลของบุตรที่อยู่ในครรภ์ อันเนื่องมาจากศุภนิมิตอันเป็นมงคลนี้พระญาติทั้งหลายจึงได้ถวายพระนามพระโอรสของพระนางว่า
“สิวลีราชกุมาร



เนื่องจากพระสีวลีราชกุมาต้องอยู่ในครรภ์ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน พอประสูติออกมาจึงมีความรู้มาก ในวันที่เจ็ดพระสารีบุตรได้สนทนากับพระสีวลี พระนางสุปปวาสาเห็นพระโอรสประสูติได้เจ็ดวันก็พูดได้ก็ถามพระสารีบุตรว่า พระสีวลีกล่าวว่าอย่างไร พระสารีบุตรตอบว่า พระสีวลีบอกถึงการระลึกถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ตลอดมา ถ้าหากได้รับอนุญาตให้บรรพชาก็จะขอบรรพชา พระนางก็ทรงอนุญาต

ขณะเมื่อบรรพชาพระสารีบุตรได้สอนให้พระสีวลีพิจารณาถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ โดยให้พิจารณาเป็นทุกข์ลักษณะขึ้น ครั้นในขณะที่จรดมีดโกนเพื่อปลงผมในครั้งแรกนั้น พระสีวลีก็ได้สำเร็จโสดาปัตติผล เวลาจรดมีดลงในครั้งที่สองก็ได้สกิทาคามิผล และได้อนาคามิผลในเวลาโกนผมเสร็จ คือพอหมดศีรษะก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

นับแต่พระสีวลีได้บรรพชาแล้ว ก็มีปัจจัยลาภเกิดแก่หมู่สงฆ์ ตามปรารถนาเสมอมา แม้นท่านจะไปอยู่ที่ไหนจะไปอยู่ที่ใด ๆ แม้นแต่พระพุทธเจ้าจะเสด็จพาพระสงฆ์ไปในที่กันดารก็ยังต้องเอาท่านไปด้วย มีอยู่คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปกรุงสาวัตถี พระสีวลีได้ทูลขอทดลองในบุญของท่าน โดยขอพระภิกษุสงฆ์ 500 องค์ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตครั้งนั้นเทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่นั้นก็ได้ถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 500 องค์นั้น โดยมีพระสีวลีเป็นประธานอยู่ตลอด 7 วัน จากสาเหตุนั้นเอง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตั้งพระสีวลีไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ถึงซึ่งความเลิศด้วยลาภในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นพระสีวลีก็ดำรงชีวิตอยู่ถึงอายุขัยของท่าน แล้วก็เสด็จเข้าสู่นิพพาน

ส่วนในคัมภีร์พระธรรมบทนั้น กล่าวถึงสาเหตุที่พระนางสุปปวาสารทรงตั้งครรภ์อยู่ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน นั้นก็เนื่องมาจากบุพกรรมในอดีตชาติเมื่อครั้นเสวยชาติเป็นพระราชา ได้ทรงยกกองทัพไปล้อมเมือง โดยชาวเมืองนครนั้นที่ถูกล้อมนั้น ได้เข้าออกเพื่อนำฟืน และน้ำเป็นต้นจากภายนอกทางประตูเล็กของนคร จึงสามารถครองตนอยู่ได้แม้ถูกข้าศึกล้อมอยู่ ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน พระราชชนนีจึงแนะนำพระราชา(พระสีวลีในอดีต)ว่าให้ปิดประตูเล็กเสีย พระราชาทรงปฏิบัติตาม เมื่อชาวเมืองออกไปภายนอกไม่ได้ จึงปลงพระชนม์พระราชาของตนเองเสียในวันที่ 7 แล้วถวายราชสมบัติแก่พระราชา(พระสีวลีในอดีต)นั้น

ด้วยบุพกรรมนี้ติดตามมาสนองท่านพร้อมกับพระมารดาพระนางสุปปวาสาในชาตินี้

ที่มา : หนังสือ"พระปัจเจกพุทธเจ้า" รุจน์ มัณฑิรา

 

๑. คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด


ชัก คือชักชวน เชิญชวน ชี้ชวน หรืเสนอแนะ
นำ คือการทำให้เป็นเป็นตัวอย่าง


เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ชักชวนไปลักข่โมย ชักชวนให้เสพยาบ้า เสพยาเสพย์ติด ชักนำไปเป็นอันธพาล ฯลฯ การชักนำนี้อาจทำด้วยความหวังดีก็ได้แต่ว่ามันผิด เช่น ได้เงินมาก็ชักชวนเพื่อนไปเลี้ยงเหล้า เที่ยวกลางคืน อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นพาลผู้ที่ยังเยาว์วัย อ่อนความคิด อ่อนสติ มักถูกนำได้โดยง่าย ฉะนั้นผู้ใหญ่ในบ้านจึงควรระมัดระวังการกระทำและคำพูด ทั้งของตนเองและผู้ที่มาติดต่อคบหา เพราะเด็กมักจะจำและทำตามอย่างด้วยความไม่รู้ หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ดีควรกระทำ


๒. คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเร หน้าที่การงานของตนไม่พยายามจัดการให้เรียบร้อย แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของผู้อื่น เช่น จับผิดผู้ร่วมงาน เขียนบัตรสนเท่ห์ กลั่นแกล้ง รังแก ทำความรบกวนให้เดือดร้อน ฯลฯ


๓. คนพาลชอบแต่สิ่งผิด ๆ ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่นชอบเล่นไพ่ ชอบสูบบุหรี่ ชอบหนีโรงเรียน ชอบเถียงพ่อแม่ ฯลฯ เห็นคนทำถูกเป็นคนโง่ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนขี้ขลาด ฯลฯ


๔.คนพาลแม้พูดดี ๆ ก็โกรธ เช่น เตืนให้ดูหนังสืนตอนใกล้สอบก็โกรธ เตือนให้ตื่นเช้าก็โกรธ แค่มองหน้าบางครั้งก็โกรธ ฯลฯ


๕. คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย เช่น ไม่ชอบข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะบนพื้อนถนน ไปโรงเรียนสาย ไปทำงานสาย ฯลฯ


ที่มา : มงคลทีปะนี

 เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเป็นนายทหาร เป็นคนเรียบง่าย ร่าเริง มองโลกในแง่ดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เข้าได้กับคนทุกระดับ จึงเป็นที่รักของทุกคน ซึ่งเรียกเขาว่า ‘กะปุกกะปุย’ ส่วนเธอ ‘จริยา ประโคน’ จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับราชการอยู่ในฝ่ายปกครองของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง


เขาเป็นลูกชายคนที่สองของกำนันที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ คนหนึ่งที่ทุกคนต่างก็ให้ความศรัทธา เคารพยกย่อง และมีฐานะทางการเงินเข้าขั้นเศรษฐีเมืองไทยคนหนึ่ง เขามีความเป็นลูกผู้ชายที่ใครจะมาลบเหลี่ยมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มีความทรนง เป็นตัวของตัวเอง และรักศักดิ์ศรีเทียบเท่าชีวิต บ้านของเขาไม่ได้อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ มากนัก เขาได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ซึ่งสมัยนั้นยังตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง

ส่วนจริยาเป็นสาวน้อยน้ำหนักแค่ 33 กก. เท่านั้น จึงเป็นคนที่คล่องแคล่ว กร้าวแกร่ง และไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ชอบแต่งกายด้วยชุดกางเกงยีนส์ เสื้อยืดเป็นประจำ

กะปุกกะปุยกับจริยาควงกันเที่ยวอยู่หลายปี ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ จนกระทั่งเขาเรียนจบและได้เลื่อนยศเป็นนายร้อยโท รับราชการในเขตอีสาน ซึ่งขณะนั้นเต็มไปด้วยภัยจากคอมมิวนิสต์คุกคาม ส่วนเธอก็ได้มารับตำแหน่งในอีสานเช่นกัน ต่างคนต่างทุ่มเทกับการทำงาน จึงห่างเหินไม่ได้ติดต่อกันนานเป็นปีๆ คงมีแต่จดหมายติดต่อกันเท่านั้น และเธอก็ได้ส่งขนมนมเนยไปให้เขาอย่างสม่ำเสมอ

แต่แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น จู่ๆ มีผู้ชายร่างคมสันคนหนึ่ง แต่งกายด้วยชุดฝึกทหาร เปื้อนไปด้วยฝุ่นลูกรังสีแดงติดกรังตั้งแต่หัวจดเท้า และผมยาวจดลำคอ ขี่รถจักรยานยนต์คันใหญ่มาหาเธอ เมื่อถอดหมวกออก เธอก็จำได้ทันทีว่าเป็นเขา คนที่เธอห่วงใยอยู่เสมอนั่นเอง

เขาเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้รับคำสั่งให้มารับราชการ ในอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดที่เธออยู่นั่นเอง ซึ่งเป็นพื้นที่สีชมพู ดินแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์ มีกฎห้ามว่าคนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง เขาจึงจำต้องอดทนใส่ชุดเก่าชุดเดิมออกมาจากหมู่บ้านนั้น แต่หลังจากอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาก็มารับเธอไปดูหนัง ไปหาอาหารอร่อยๆ รับประทานกัน แล้วก็จะกลับเข้าฐานในเวลาไม่เกิน 2 ทุ่มตามกฎ เป็นอย่างนี้ประจำแทบทุกวัน เว้นวันที่ต้องนำกำลังออกซุ่มโจมตี หรือว่าเข้าเวรรักษาการณ์เท่านั้น

เขาเป็นทั้งเพื่อนและเป็นทั้งน้องที่ดี มีปัญหาคับข้องใจอย่างไรจะหันหน้าปรึกษา ช่วยกันแก้ปัญหาและให้ความช่วยเหลือตามอัตภาพ สำหรับเธอแม้จะเป็นสาว แต่เลือกคบคน เขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่เธอให้ความสนิทชิดชอบ ให้ความไว้วางใจอย่างเต็มที่ คบกันมาหลายปีจนเขาได้รับพระราชทานยศนายพันตรี

มีอยู่วันหนึ่งที่เธอไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อครบกำหนดก็จะต้องกลับบ้าน ขณะนั้นค่ำแล้ว ฟ้าครึ้มด้วยฝน และเริ่มมีฝนตกปรอยๆ เขาก็ขับรถจี๊ปไปรับ ระหว่างทางฝนก็ตกหนักอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น จนทั้งคู่เปียกปอน เขาจึงเลี้ยวรถพาเข้าโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อหลบฝน

เวลานั้นเขาสั่งเครื่องดื่มมาดื่มจนเมาและกอดเธอไว้แนบอก พร้อมกับสารภาพว่ารักเธอมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนายร้อย และขอแต่งงาน เธอจึงงงงันไปหมด ทำอะไรไม่ถูก มือไม้ไม่รู้ว่าจะวางตรงไหน เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีผู้ชายมาบอกรัก จึงได้ตอบไปว่าไม่เชื่อว่าเขาจะรักเธออย่างชู้สาว เพราะเขาเจ้าชู้ มีสาวๆ หน้าตาดีๆ มากมาย จะมารักคนแก่อย่างเธอทำไม และจะให้เชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง เขาตอบว่า

“อะไร ? ไม่เชื่อใจหรอกหรือ 3 - 4 ปี ที่ยอมลงทุนไว้ผมยาวประบ่า ขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าฝุ่นดินลูกรัง หัวฟู ฝุ่น เกาะเต็มหัวหนาเตอะ เสี่ยงตายถึง 45 กิโล ฝ่าหลุมฝ่าบ่อฝ่าความตายจากผู้ก่อการร้าย มาหาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยขาด แล้วอย่างนี้ยังไม่เชื่อใจเขาหรือ”

แรกๆ เธอก็ยอมรับว่าเห็นใจอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เพราะความเป็นผู้หญิงต้องไว้ตัว จึงดุไปว่าเธอเพิ่งจะออกมาจากห้องวิปัสสนา ซึ่งถือว่าไปทำบุญอันยิ่งใหญ่มาใหม่ๆ จะมาพูดพล่อยๆ พูดเล่นๆ สนุกๆ ได้อย่างไรกัน คำพูดออกมาแต่ละคำนั้นศักดิ์สิทธิ์ และจะต้องเป็นไปตามปากพูด ทันใดนั้น !! โดยไม่คาดคิด เขาพนมมือไหว้ต่อหน้าสายฟ้าที่กำลังร้องครืนๆ ส่งเสียงเปรี้ยงปร้างและสายฝนที่กำลังเทลงมาอย่างหนัก และพูดว่า


หากเขาพูดไม่จริง ทรยศมีหญิงอื่น ทำให้เธอเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง ก็ขอให้ฟ้าผ่าตาย !!


ไม่นานทั้งคู่ต่างคนก็ต่างห่างกันไประยะหนึ่งด้วยภาระหน้าที่การงาน จริยาทราบว่าเขารับตำแหน่งเป็นรองผู้การทหารบก และขลุกอยู่กับงานที่ทำเพื่อความเจริญก้าวหน้า ส่วนเธอก็ย้ายเข้ามารับราชการที่กระทรวงในกรุงเทพฯ ต้องเรียนรู้ระบบงาน ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ ทันกับยุคสมัย เธอกับเขาจึงแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย จนเกือบลืมกันเสียสนิท

กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนรักของเขา ซึ่งไปเรียนต่อหลักสูตรสำคัญทางด้านทหารเพิ่มเติมพร้อมกันที่ประเทศอังกฤษ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวาย ญาติๆ นำศพมาทำพิธีในเมืองไทย เขาก็ร่วมนำศพกลับมาด้วย ทำให้ทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง เขาก็ยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน เขาขับรถมาส่งเธอที่บ้าน แสดงทีท่าอาลัยอาวรณ์ สั่งเสียร่ำลาไม่ยอมไปสักที บอกว่าไม่ไปเรียนต่ออีกแล้ว ขออยู่ทำงานที่เมืองไทยเพราะทิ้งงานไปนาน และเห็นว่าเธอกำลังเดือดร้อน สุขภาพก็ไม่สู้ดี จะขออยู่เป็นกำลังใจคอยให้การช่วยเหลือ

แต่แล้วเขาก็หายหน้าไปพักใหญ่ๆ มีเพียงการพูดคุยทางโทรศัพท์และติดต่อกันทางจดหมาย อยู่มาวันหนึ่ง เขาขับรถมารับเธอไปรับประทานข้าวข้างนอกบ้านเหมือนเคย แต่ครั้งนี้เขาทำให้เธอตัวชา เสียใจ และเสียความรู้สึกมาก เขาบอกว่าเพื่อนที่ทำงานกับเธอและคบกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว ไปไหนก็ไปด้วยกัน สนิทกันเป็นอย่างดี ไปหาเขาถึงที่ทำงาน ด้วยความที่เขาเป็นสุภาพบุรุษและเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอ จึงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แต่เขาเองก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึกเหมือนกัน และด้วยอำนาจสุราพาไป ขาดความยับยั้งชั่งใจ ความเหงาว้าเหว่ จึงขาดสามัญสำนึกที่ดีและถูกต้อง เขาจึงมีอะไรกับผู้หญิงคนนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกเสียใจ และขอให้เธออโหสิกรรมให้เขาด้วย

เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ฝืนยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านเธอจึงร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร และด้วยความที่ได้ผ่านการปฏิบัติธรรมมาบ้างแล้ว ทำให้เธอสามารถประคองจิตให้สงบได้ในที่สุด

เวลาผ่านไปได้เดือนเศษๆ ที่เธอกับเขายุติการติดต่อกัน เพื่อนรักคนนั้นของเธอ ก็มาถามว่าทำไมไม่เห็นเธอไปงานศพเขา ซึ่งขณะนี้ได้เผาเรียบร้อยแล้ว เธอได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจ จึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อนสนิทของเขา ที่ช่วยกันเล่าให้ฟังว่า เขาได้รับคำสั่งให้นำกำลังไปเสริมที่ชายแดนด้านเขมร


ขณะนั้นฝนตกหนักไม่ลืม หูลืมตา จึงได้สั่งทหารให้กางเต็นท์ เพื่อเข้าไปหลบฝน เมื่อทหารกางเต็นท์เสร็จเขาก็ไปยืนพิงเสาเหล็กของเต็นท์ ขณะนั้นเองก็เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงเต็มแรงลงมายังเสาเหล็กเปียกน้ำที่เขายืนอยู่ ทำให้เขาถึงแก่ความตายทันที ตัวดำเป็นตอตะโกโดยไม่ทันได้ร้องสักคำเดียว !! เธอไม่นึกไม่ฝันเลยว่า คำสาบานของเขาที่มีต่อเธอจะกลายเป็นเรื่องจริง !!


กรรม ก็คือการกระทำทั้งทางกาย และทางใจ เมื่อประพฤติผิดศีล ผิดธรรม และสร้างบาป ซึ่งจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม กรรมย่อมส่งผล ทำกรรมใดก็ได้รับผลเช่นนั้น ตอบสนองตามโทษานุโทษที่กรรมจะเป็นผู้กำหนดเช่นกัน

ที่มา ผู้จัดการ