ฟังดูชื่อเรื่องแล้ว บางท่านอาจจะงง มีด้วยหรือ กรรมฐานประจำวันเกิด ? เคยได้ยินแต่กรรมฐานที่เหมาะแก่ จริตต่างๆ…. แต่สำหรับกรรมฐานประจำวันเกิดนั้น ไม่เคยได้ยินจริงๆ แล้ว ในตำรา ท่านก็ไม่ได้ระบุไว้ โดยตรง หรอกครับ เป็นแต่เพียงเห็นว่า ลักษณะจริตนิสัยของคนที่เกิดในแต่ละวันนั้นเราสามารถเอาเรื่องของกรรมฐาน เข้าไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อบั่นทอนลักษณะนิสัยที่ไม่ดี และส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้น ก็จึงได้ รวบรวม เพื่อให้เป็นแนวทางได้ศึกษากัน ถ้าประโยชน์อันใด ที่จะพึงบังเกิดมี จากบทความเรื่องนี้ก็ขอน้อมถวาย เป็นพุทธบูชา และอุทิศประโยชน์นี้ ให้แก่เพื่อนร่วมโลก ทุกรูป ทุกนาม แต่ถ้ามีข้อผิดพลาดบกพร่อง อันใด ก็ต้องขอน้อมรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว

กรรมฐานคืออะไร
   ก่อนที่จะว่ากันถึงรายละเอียด ว่ากรรมฐานประจำวันเกิดในแต่ละวันนั้น มีอะไรบ้าง ? เราก็ควรจะได้มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ที่เรียกกันว่า กรรมฐานๆนั้น คืออะไรกันแน่

กรรมฐาน มาจากคำ ๒ คำ คือคำว่า กรรม + ฐาน
กรรม แปลว่า การกระทำก็ได้ หรือแปลว่าการงานก็ได้
ส่วน ฐาน นั้นแปลว่า ที่ตั้ง ฉะนั้น ในเมื่อเอาคำ ๒ คำนี้ มารวมกัน แล้วแปลให้ได้ความ ก็ควรจะแปลว่า อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการงาน ทางใจ คือพูดง่ายๆ หางานให้ใจมันทำซะ อย่าปล่อยใจให้ว่างงาน ไม่เช่นนั้น เดี๋ยวมันจะฟุ้งซ่านแล้วนำความรำคาญ มาสู่จิตใจ

กรรมฐานมี ๒ ขั้น
กรรมฐาน หรืองานทางใจนี้ ยังมีถึง ๒ ขั้น
     ขั้นแรก เป็นงานทางใจในระดับต้น ที่จะช่วยกวาดล้างอารมณ์ฟุ้งซ่านต่างๆ ให้ออกไปจากใจ ทำใจให้สงบ ประณีต ไปโดยลำดับ ซึ่งมีวิธีการฝึก อยู่หลายอย่าง หลายวิธี ซึ่งจะได้แนะนำกันต่อไป… ขั้นนี้ เราเรียกว่า ขั้นสมถกรรมฐาน หรือ สมาธิ
     พอขั้นต่อมาก็เป็นขั้นของการพัฒนาความเห็น ให้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง.. สิ่งใดไม่เที่ยง ก็เห็นโดย ความจริง ว่าไม่เที่ยง… สิ่งใดเป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ก็เห็นโดยความจริง ว่าเป็นทุกข์….สิ่งใดเป็นอนัตตา บังคับบัญชา ให้เป็นไปอย่างใจไม่ได้ ก็เห็นโดยความจริงว่าเป็นอนัตตา… การเห็นความจริงอย่างนี้ ในทุกสิ่งทุกอย่าง จะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ( นิพพิทา ) และคืนคลายถ่ายถอน ความยึดมั่นติดใจ ( อุปาทาน ) ในสิ่งทั้งหลายลงได้ และเมื่อนั้นความทุกข์ทางใจ ก็จะมลาย หายไปสิ้น… ขั้นนี้แหละ ที่ท่านเรียกว่า ขั้นของ วิปัสสนากรรมฐาน เอาล่ะเมื่อได้ทราบแล้วว่า กรรมฐานมีถึง ๒ ขั้นอย่างนี้ ทีนี้ก็เข้าสู่ประเด็น สำคัญของเรื่องล่ะ คือคนเกิดวันไหน ควรฝึกกรรมฐานอย่างใด

โ ด ย : อาจารย์บรรเจิด สังข์สวน

มีต่อ


 โ ด ย : ประคอง ทองมา

จิตวกวนสนธิปฏิสนธิ์
กุศลล้ำนำร่างเทพสร้างทรง

  ใจโฉดชั่วมั่วบาปฉาบอสัตย์
ละเมิดศีลปีนกฏบทบรรยาย

  ใจปองบุญคุณสร้างได้ร่างเทพ
หากบุญเราเบาบางได้ร่างคน

  การกลับใจในขณะจะดับจิต
บาปเคยจับกลับจิตคิดทบทวน

  เคยหงุดหงิดคิดวุ่นหมุนทางทิศ
เคยงมงายหมายหาปัญญาญาณ

  สติอยู่คู่กันกับขันติ
นึกความดีที่สร้างปางก่อนมา
สวมร่างคนร่างสัตว์กรรมจัดส่ง
บาปเจาะจงแตกต่างร่างอบาย ฯ

จิตถนัดเมามัวทำชั่วหลาย
ได้ร่างกายสรรพสัตว์ในวัฏฏ์วน ฯ

ไปซ่องเสพสรวงสวรรค์รับปันผล
มั่งมีจนดีทรามตามสมควร ฯ

ย่อมมีสิทธิ์เปลี่ยนแปรแก้ฉนวน
เปลี่ยนกระบวนเป็นบุญอบอุ่นมาน ฯ

หัดคุมจิตปฏิบัติกัมมัฏฐาน
เคยฟุ้งซ่านปฏิบัติวิปัสสนา ฯ

ความดำริตรงตั้งสิ้นกังขา
ยกวิญญาณ์สู่ทิพย์ลิบลิบลอย ฯ

 

http://www.dhammathai.org


โมหะ

ลักษณะของโมหะ

โมหมูลจิตดวงที่สองเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนาประกอบด้วยอุทธัจจะ โดยศัพท์ อุทธัจจะ หมายถึง สภาพไม่สงบ หรือ ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเกิดกับอกุศลจิต ทุกประเภท (ดวง) ขณะใดที่จิตมีอุทธัจจะขณะนั้นไม่มี สติ สติเกิดกับโสภณจิตทุกดวง สติระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม สติไม่ได้เกิดเฉพาะกับวิปัสสนาเท่านั้น ขณะให้ทาน รักษาศีล ศึกษาพระธรรม แสดงพระธรรม หรือเจริญสมถภาวนานั้น สติก็เกิดร่วมด้วย แต่สติในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม


โมหะเป็นโทษเพราะเป็นมูลของอกุศลธรรมทั้งปวงเมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง อกุศลก็จะสะสมมากขึ้น โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดให้เกิดโลภ เมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ย่อมเพลิดเพลินไปในอารมณ์ทั้งหลายที่ปรากฏทางทวารต่างๆ โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดโทสะด้วย เมื่อไม่รู้สภาพธรรมก็ย่อมจะโกรธเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ โมหะเกิดกับอกุศลจิตทุกดวง และเป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมบถ 10 ทางกาย วาจา ใจ ขณะใดที่สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดใน 6 ทวารเท่านั้น ปัญญาจึงจะเจริญขึ้นจนสามารถดับโมหะได้เป็นสมุจเฉท


อวิชชา ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่รู้อริยสัจจ์ 4 เพราะอวิชชาจึงไม่รู้ในอริยสัจจ์ข้อที่หนึ่ง คือ ทุกข์อริยสัจจ์ ไม่ประจักษ์ว่านามธรรมและรูปธรรมไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ ไม่รู้อริยสัจจ์ข้อที่สอง คือ ตัณหา ซึ่งเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพราะติดข้องในนามและรูป สังสารวัฏฏ์ จึงไม่สิ้นสุด ทุกข์จึงไม่สิ้นสุด ไม่รู้อริยสัจจ์ข้อที่สาม คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมที่ดับทุกข์ ไม่รู้อริยสัจจ์ข้อที่สี่ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นหนทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์ อริยมรรคมีองค์ 8 จะเจริญขึ้นในการเจริญวิปัสสนาภาวนา 

อ่านศึกษาเพิ่มเติมอีกที่

http://www.dharma-gateway.com/ubasika/nina/abhidham-04.htm


 

โทสะ

ลักษณะของโทสะ

โทสะมีหลายขั้น อาจเป็นความขุ่นใจเล็กน้อยหรือรุนแรงขึ้นจนถึงกับโกรธเคือง เรารู้จักโทสะขั้นหยาบ แต่เรารู้จักโทสะอย่างบางเบาบ้างไหม การศึกษาพระอภิธรรมทำให้รู้ลักษณะของโทสะมากขึ้น โทสะ เป็น อกุศลเจตสิก เกิดร่วมกับอกุศลจิต จิตที่มีโทสะเป็นมูล ภาษาบาลีเรียกว่า โทสมูลจิต ลักษณะของโทสะต่างจากลักษณะของโลภะ







โลภะ เกิดขณะใด จิตพอใจอารมณ์ขณะนั้น แต่ โทสะ เกิดขณะใด จิตไม่พอใจอารมณ์ขณะนั้น ขณะที่โกรธใครๆ และกล่าวคำที่ไม่น่าฟังกับใครนั้น เรารู้ว่าเป็นโทสะ แต่เวลากลัวอะไรก็เป็นโทสะเหมือนกัน เพราะไม่ชอบอารมณ์ที่เรากลัวนั้น เรากลัวหลายอย่างในชีวิต กลัวอนาคต กลัวเจ็บป่วย กลัวอุปัทวเหตุและกลัวตาย เราแสวงหาทางที่จะทำให้หายกลัว แต่ทางเดียวก็คือ อบรมเจริญปัญญาที่ดับโทสะได้หมดสิ้น



โลภะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดโทสะ เราไม่อยากสูญเสียสิ่งซึ่งเป็นที่รัก และเมื่อใดที่สูญเสียเราก็โศกเศร้า ความเศร้าโศกเป็นโทสะ เป็นอกุศล เมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ย่อมเห็นว่าคนและสิ่งต่างๆ ยั่งยืน แต่คนและสิ่งต่างๆนั้น เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดแล้วก็ดับไปทันที ชั่วขณะต่อมาสภาพธรรมนั้นๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงก็จะคลายความเศร้าโศกลง ไม่มีประโยชน์เลยที่จะโศกเศร้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปแล้ว




มีอกุศลเจตสิกอื่นๆอีกซึ่งเกิดร่วมกับโทสมูลจิต ความเสียดาย หรือ ความกังวล ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า กุกกุจจะ ก็เป็นอกุศลเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกับโทสมูลจิตขณะที่ได้กระทำสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่ได้ทำสิ่งที่ดี ขณะที่เสียใจนั้นเป็นขณะที่คิดถึงอดีตแทนที่จะระลึกถึงขณะปัจจุบัน เมื่อได้กระทำผิดพลาดไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะกังวลใจ



ความริษยา (อิสสา) เป็นเจตสิกอีกดวงหนึ่งที่เกิดกับโทสมูลจิต เวลาไม่อยากให้ใครได้รับสิ่งที่น่ายินดีพอใจนั้นเป็นความริษยา ขณะนั้นจิตไม่พอใจอารมณ์นั้น ควรจะสังเกตว่าความริษยาเกิดบ่อยเพียงใด แม้ว่าเป็นความริษยาเพียงเล็กน้อยก็ตาม นี่เป็นวิธีที่จะรู้ว่าเราใส่ใจคนอื่นหรือไม่ หรือว่าเราคิดถึงแต่ตัวเองเมื่อคบหาสมาคมกับคนอื่น




ความตระหนี่ (มัจฉริยะ) เป็นอกุศลเจตสิกอีกดวงหนึ่งซึ่งเกิดกับโทสมูลจิต ขณะที่ตระหนี่นั้นมีโทสะด้วย ขณะนั้นไม่อยากให้คนอื่นมีส่วนในสมบัติที่เรามี


โทสะเกิดร่วมกับ ความรู้สึกไม่สบายใจ (โทมนัสเวทนา) เสมอ คนส่วนมากไม่อยากมีโทสะเพราะไม่ชอบความรู้สึกที่ไม่สบายใจ ขณะที่อบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรมมากขึ้นนั้น ก็ใคร่จะละโทสะ ทั้งนี้โดยไม่ใช่เพราะไม่ชอบโทมนัสเวทนา แต่เพราะเห็นโทษภัยของอกุศล



โทสะเกิดขึ้นได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โทสะเกิดได้เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่น่ายินดีพอใจ ได้ยินเสียงหยาบกระด้าง ได้กลิ่นที่ไม่ดี ลิ้มรสที่ไม่ถูกปาก กระทบสัมผัสสิ่งที่ทำให้กายเจ็บปวด และคิดนึกเรื่องที่ไม่พอใจ เมื่อใดที่รู้สึกไม่สบายใจไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ก็แสดงว่าขณะนั้นเป็นโทสะ โทสะอาจจะเกิดบ่อยเมื่อกระทบอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เช่น อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป เมื่อมีความรู้สึกที่ไม่สบายกายเพียงนิดเดียว โทสะก็เกิดได้แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง



โทสะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย โทสะเกิดได้เสมอตราบใดที่ยัง ติดข้อง ในกามอารมณ์ 5 ที่ปรากฏทางปัญจทวาร ทุกคนอยากจะมีแต่อิฏฐารมณ์เท่านั้น และเมื่อไม่ได้อิฏฐารมณ์อีก โทสะก็จะเกิด



ปัจจัยอีกอันหนึ่งที่ทำให้โทสะเกิดก็คือ ความไม่รู้ไม่เข้าใจธรรม ถ้าไม่รู้เรื่องกรรม วิบาก เหตุและผล โทสะอาจเกิดได้ง่ายๆ เมื่อกระทบกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีพอใจทางทวารใดทวารหนึ่ง ฉะนั้น โทสะจึงสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ขณะประสบอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีพอใจทางทวารใดทวารหนึ่งนั้น เป็นอกุศลวิบากซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว เช่น เมื่อขณะที่ได้ยินคำพูดที่ไม่น่ายินดีพอใจก็อาจโกรธคนที่พูด แต่คนที่ศึกษาธรรมแล้วย่อมรู้ว่า การที่ได้ยินสิ่งที่ไม่น่ายินดีพอใจนั้นเป็นอกุศลวิบากซึ่งไม่ได้เกิดจากการกระทำของคนอื่น แต่เป็นผลของอกุศลกรรมที่ตนได้กระทำแล้ว วิบากจิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันทีไม่ดำรงยั่งยืน แต่เราก็มักจะครุ่นคิดถึงสิ่งที่ไม่ดีนั้นอยู่อีกไม่ใช่หรือ ถ้าสติระลึกรู้สภาพธรรมขณะนี้ ก็จะคลายการคิดถึงอกุศลวิบากด้วยโทสะลงได้



บางครั้งเรารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเมตตาแทนโทสะ เช่น เมื่อคนอื่นทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่สบายใจและครุ่นคิดแต่เรื่องไม่สบายใจนั้น เมื่อโทสะยังไม่ดับเป็นสมุจเฉท ก็ยังมีปัจจัยที่โทสะจะเกิดอีก ขณะที่สติระลึกรู้สภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏ ปัญญาจึงจะเจริญขึ้นจนสามารถดับโทสะได้



การละโทสะนั้นเป็นไปตามลำดับขั้น พระโสดาบันบุคคล (ผู้ที่บรรลุอริยสัจจธรรมขั้นต้น) ยังละโทสะไม่ได้ การบรรลุอริยสัจจธรรมขั้นต่อมาคือ ขั้นพระสกทาคามีบุคคล ก็ยังดับโทสะเป็นสมุจเฉทไม่ได้ ผู้บรรลุอริยสัจจธรรมขั้นที่สาม คือ พระอนาคามีบุคคล ดับโทสะได้เป็นสมุจเฉท ไม่มีปฏิฆานุสัยกิเลสอีกเลย



แม้ว่ายังดับโทสะไม่ได้ แต่เมื่อโทสะเกิด สติก็สามารถระลึกรู้ลักษณะของโทสะว่าเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่เมื่อสติไม่เกิด ก็ดูราวกับว่าเกิดโทสะอยู่นาน และยึดมั่นโทสะว่าเป็นตัวตน และไม่ได้สังเกตรู้นามธรรมและรูปธรรมอื่นๆที่ปรากฏ การเจริญสติระลึกรู้สภาพนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏแต่ละขณะนั้น จะทำให้รู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรมซึ่งไม่เที่ยง และรู้ว่าโทสะเป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ตัวตน



เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในสภาพธรรมต่างๆ ชัดแจ้งขึ้น ก็จะครุ่นคิดถึงอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจน้อยลง เพราะเป็นเพียงนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป และจะใส่ใจในขณะปัจจุบันมากขึ้น แทนที่จะคิดถึงอดีตหรืออนาคต เราจะเล่าเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับตัวเราให้คนอื่นฟังน้อยลง เพราะรู้ว่าจะเป็นปัจจัยให้ทั้งตนเองและคนอื่นสะสมโทสะมากขึ้น เมื่อคนอื่นโกรธเรา เราก็จะเข้าใจสภาพของเขาดีขึ้น เขาอาจจะเหนื่อยหรือไม่สบายก็ได้ คนที่ไม่ดีต่อเรานั้นสมควรได้รับความเมตตา เพราะเขาทำตนเองให้เป็นทุกข์


ความเข้าใจในสภาพธรรมต่างๆ จะทำให้เรามีเมตตากรุณาต่อคนอื่นมากกว่าอื่นใดแทนที่จะเกิดโทสะ

 http://www.dhammajak.net

 ลักษณะของโลภะ

..... โลภะมีอันยึดซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะดุจลิงติดตัง มีความข้องเฉพาะเป็นรสดุจชิ้นเนื้ออันเขาทิ้งไปที่กระเบื้องร้อน มีอันไม่สละเป็นเครื่องปรากฏ ดุจน้ำย้อมเจือน้ำมันสำหรับหยอด มีอันเห็นความแช่มชื่นในสังโยชนิยธรรมเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเมื่อโลภะเจริญอยู่โดยความเป็นแม่น้ำ คือ ตัวตัณหาย่อมพาไปสู่อบายถ่ายเดียว ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยวพัดพาไปสู่มหาสมุทรฉะนั้นฯ



ที่มา วิสุทธิมัคค์ขันธนิทเทส




คนส่วนมากรู้ว่าเป็นโลภะก็ต่อเมื่อเป็นโลภะที่แรงกล้า แต่ไม่รู้เมื่อเป็นโลภะที่ไม่รุนแรง

เช่น เราอาจจะรู้ว่าเป็นโลภะเมื่ออยากจะรับประทานอาหารที่อร่อยมาก ๆ หรือขณะที่อยากดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ เรามีความผูกพันยึดมั่นในบุคคล และเป็นทุกข์เมื่อผู้เป็นที่รักตายจากไป เมื่อนั้นเราก็จะรู้ว่าความผูกพันทำให้เกิดความทุกข์ บางครั้งความผูกพันยึดมั่นก็เห็นได้ชัด แต่โลภะก็มีหลายระดับขั้น โดยมากเราไม่รู้ว่าเรามีโลภะ

จิตเกิดดับอย่างรวดเร็วมาก

และเราอาจไม่รู้ว่าโลภะเกิดขณะที่สภาพธรรมปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นโลภะที่ไม่แรงกล้าถึงขั้นที่เป็นราคะหรือตันหา ขณะใดที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจปรากฏ ขณะนั้นโลภะย่อมเกิดขึ้น

วันหนึ่ง ๆ โลภะเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน

โลภะ ความผูกพันยึดมั่น ทำให้เกิดความทุกข์โทมนัส ถ้าเข้าใจความจริงข้อนี้อย่างถ่องแท้ เราคงปรารถนาที่จะกำจัดโลภะให้หมดไป แต่โลภะจะหมดไปในทันทีทันใดไม่ได้ เราอาจจะระงับโลภะได้เพียงชั่วคราว แต่โลภะก็จะเกิดอีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่ทำให้โลภะเกิดขึ้น แม้จะรู้ว่าโลภะทำให้เกิดทุกข์โทมนัส โลภะก็ย่อมเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็มีวิธีที่จะกำจัดโลภะให้หมดไปได้ นั่นคือ ด้วยการอบรมเจริญปัญญาซึ่งประจักษ์สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง

เมื่อศึกษาเรื่องจิตละเอียดขึ้น ก็จะทำให้เรารู้จักตัวเอง เราไม่ควรรู้เพียงแต่โลภะขั้นหยาบเท่านั้น แต่ควรรู้โลภะขั้นต่าง ๆ ที่ละเอียดขึ้น


เราควรรู้โลภะที่ละเอียดขึ้นเมื่อชื่นชอบกลิ่นหอมหรือดนตรีเพราะ ๆ ด้วย ดูเหมือนกับว่าจิตไม่เป็นอกุศลเมื่อไม่ได้ทำร้ายใคร แต่โลภะที่ละเอียด ๆ ก็เป็นอกุศลด้วย โลภะต่างกับอโลภะซึ่งเป็นกุศล เราไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้มีโลภะ แต่เราก็สามารถรู้ลักษณะโลภะได้เมื่อโลภะเกิดปรากฏ



โลภะทุกระดับขั้น ไม่ว่าหยาบหรือละเอียด ย่อมเป็นเหตุของทุกข์ เราเป็นเหมือนทาสตราบใดที่ยังเพลิดเพลินมัวเมาหลงติดในอารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราไม่เป็นอิสระเลยถ้าความสุขของเราขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดกับเรา และการกระทำของคนอื่นต่อเรา คนอื่นอาจดีกับเราขณะหนึ่ง แต่อีกขณะหนึ่งก็อาจไม่ดีก็ได้ ถ้าเรายึดถือในความชอบพอรักใคร่ที่คนอื่นมีต่อเราอย่างมากมายเหลือเกินแล้ว จิตก็จะหม่นหมองได้ง่ายและตกเป็นทาสของอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ

เราจะเป็นอิสระขึ้นได้ถ้ารู้ความจริงว่าทั้งตัวเราเองและคนอื่นเป็นเพียงนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป เมื่อใครพูดคำที่ไม่น่าฟังกะเรา ก็เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เขาพูดอย่างนั้น และก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้เราได้ยินคำเหล่านั้น การกระทำของคนอื่นและปฏิกิริยาของเราต่อการกระทำนั้น ๆ ล้วนเป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยและไม่เที่ยง ขณะที่กำลังคิดถึงสภาพธรรมเหล่านี้ สภาพธรรมเหล่านี้ก็ดับไปแล้ว การอบรมเจริญปัญญาเป็นทางที่จะทำให้ละคลายการยึดมั่นในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต เมื่อสติระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังเกิดปรากฏ การถือว่าการกระทำของคนอื่นต่อเราก็สำคัญน้อยลง

เมื่อโลภะฝังลึกในจิตอย่างเหนียวแน่นถึงเพียงนี้ การละโลภะต้องเป็นไปตามลำดับขั้น มิจฉาทิฏฐิต้องดับหมดก่อน แล้วโลภะอื่น ๆ จึงจะดับหมดสิ้นได้ พระโสดาบันบุคคล (บุคคลที่บรรลุโลกุตตธรรมขั้นที่หนึ่ง) ดับมิจฉาทิฏฐิเป็นสมุจเฉท ท่านอบรมเจริญปัญญาซึ่งรู้ชัดว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นนามธรรมและรูปธรรม ไม่ใช่ตัวตน เพราะเหตุที่พระโสดาบันบุคคลละมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว โลภมูลจิตซึ่งเกิดร่วมด้วยมิจฉาทิฏฐิจึงไม่เกิดอีกเลย

ดังที่ได้ศึกษาแล้วว่า โลภมูลจิต 4 ดวง เกิดร่วมด้วยมิจฉาทิฏฐิ (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) และโลภมูลจิต 4 ดวง ไม่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิ (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) โลภมูลจิตที่ไม่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิยังคงเกิดกับพระโสดาบันบุคคล เพราะพระโสดาบันบุคคลยังไม่ได้ดับโลภะทั้งหมด พระโสดาบันบุคคลยังมีมานะ มานะเกิดกับโลภมูลจิต 4 ดวงที่ไม่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิ (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เมื่อเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ขณะนั้นเป็นมานะ เช่น ขณะที่คิดว่าเรามีปัญญามากกว่าคนอื่น เป็นต้น เมื่อถือว่าตนเอง ดีกว่า เสมอกัน หรือ ด้อยกว่า คนอื่น นั่นเป็นการสำคัญตน ขณะนั้นจึงเป็นมานะ ขณะที่คิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่นนั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นกุศล อาจเป็นอาการหนึ่งของการถือตน ฉะนั้นจึงเป็นมานะ มานะฝังลึกในจิตซึ่งจะดับหมดเป็นสมุจเฉทก็ต่อเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์

 อาตมาเคยเล่าเสมอว่า รักษาอุโบสถตั้ง ๓๐ กว่าปี ทอดกฐินเป็นร้อยครั้ง ทอดผ้าป่าไม่พัก ตายไปยังเป็นเปรตได้ เพราะจิตไม่ดี ไม่แยก มันยังเกาะกับสมบัติ ด้วยอำนาจโลภะ มีโมหจริตอยู่ในจิตใจมาก คนแก่คนนี้อายุ ๘๐ กว่าปีแล้ว ร่ำรวยเงินทองมาก ได้แบ่งสมบัติให้ลูกๆ ไปแล้ว รักลูกคนเล็กมากก็แบ่งให้มาก

ลูกชายคนโตได้ไม่เท่าไร แต่ไปสร้างฐานะเป็นเศรษฐีที่เชียงใหม่ สมบัติของแม่ให้ไปก็ยังอยู่ แต่น้องสาวมีสามีแล้วเกิดนำไปเล่นการพนัน แม่เห็นลูกสุดท้องจะลำบาก จึงไปขอสมบัติลูกชายคืนด้วยอำนาจโลภะ ลูกคนสุดท้องก็นำไปให้สามีเล่นการพนันจนหมด เลยเสียใจตาย ด้วยอำนาจกรรม จิตเศร้าหมอง บุญไม่เคยช่วยต้องไปนรกก่อน

บัดนี้ยังเป็นเปรตอยู่นะ ยังหาที่เกิดไม่ได้ ต้องหมดเวร หมดกรรมจากเปรตเสียก่อน จึงจะไปเกิดบนสวรรค์ เพราะทอดกฐินไว้ตั้งร้อยโครม ทอดผ้าป่าไว้มาก ต้องไปเสวยกรรมที่ตนทำมาก่อน กรรมที่ไปเอาสมบัติลูกชายคืน ให้ลูกคนสุดท้อง และลูกสุดท้องนำไปให้สามีเล่นการพนันหมด ตรงนี้เป็นบาป จิตใจก็เกาะอยู่ แยกรูปแยกนามไม่ได้ เพราะคนนี้ไม่เคยนั่งกรรมฐาน

รู้ซึ้งซึ่งปัญญาแต่ทางโลกีย์เท่านั้น แถมมีโมหจริตปิดบังปัญญา ปัญญาก็ไม่รู้ซึ้ง แล้วเขาก็ตายไปนรก ยังเป็นเปตวิสัยอยู่ด้วยอำนาจโลภะ ยังไปเที่ยวเข้าเขาอยู่ ยังไม่ได้ไปไหนเลย ยังเป็นเปรตอยู่นะ ในวัดอัมพวันนี้มีพระ ๔-๕ องค์เป็นเปรต มารับส่วนบุญทุกวันพระ ท่านทั้งหลายจะเห็นหรือไม่ ก็ไม่ทราบกันนะ

อาตมาถามว่า “ยังไม่ไปเกิดอีกหรือ”

เขาตอบว่า “ยังครับ ผมยังไม่หมดกรรม เที่ยวมาขอทานอยู่ที่วัดนี้ มีหลวงตาเฟื่องเป็นต้น”

อีกองค์หนึ่งชื่อ หลวงตาเก๊า ยังอยู่ที่นี่ ถ้าวันพระโผล่มาทุกที อยู่ข้างโบสถ์โน้น มารับส่วนสังฆทานที่เขาทำกัน และก็มาด้อมๆ มองๆ ที่กุฏิกรรมฐาน ว่าคนไหนมีบุญวาสนาได้กรรมฐานก็เข้าไปขอ คนไหนค้าขายไม่ได้กำไร ขาดทุน เขาไม่ไปขอ คนที่ไร้บุญวาสนา เปรตไม่เข้าไปขอบ้านนั้น เปรตนี่เข้าได้ทุกบ้าน คือ ขอทาน เปรตเข้าโบสถ์ได้ไหม ได้ แต่อสุรกายดุร้ายเข้าไม่ได้

ถ้าบ้านเรามีบุญกุศล มีเทวดารักษา อสุรกายยักษ์ร้าย อมนุษย์เข้าบ้านไม่ได้ ไม่ต้องไปหาเครื่องป้องกัน ไม่ต้องเอาพระมาเขียนผ้ายันต์ ไม่ต้องหว่านทรายหรอก เขาไม่เข้าหรอก ถ้าเราสวดมนต์ไหว้พระทุกวันนะ หมั่นเจริญกรรมฐานแผ่เมตตา พวกนี้เข้าบ้านเราไม่ได้ แต่ถ้าเข้าได้อยู่อย่างหนึ่ง คือ เปรต ประตูเปรตนี่เป็นโลภะ ที่เป็นขอทานจะเข้าได้ทุกแห่ง ไปเที่ยวไหว้กราบขอบุญกุศล

อย่างเรามาเจริญกรรมฐาน ปู่ย่าตายาย ตายไปเป็นเปรต จะมาขอเลย ถ้าคนไหนได้ยินเสียงเปรตร้อง คือ ญาติของคนนั้น ถ้าเราไม่ได้ยิน ไม่ใช่ญาติของเรา ถ้าได้ยินเตรียมแผ่ส่วนกุศลได้ เป็นญาติของเราเลยทีเดียว ร้องขึ้นมาต้องการขอบุญกุศล รีบแผ่ให้เลยนะ นั่นแหละญาติของโยมตั้งแต่ชาติไหนก็ตาม ไม่ใช่ตายไปสวรรค์ทุกคนนะ ขอฝากไว้

คัดลอกมาจาก
http://www.jarun.org/


 เมื่อก่อนที่ค่ายบางระจันเฮี้ยนมาก ใครจะตักน้ำในสระอาจารย์โชตินำไปใส่หม้อรถ ระเบิดเลย ใครลักอะไรไปต้องนำไปคืน ใครจะไปเอาอิฐดอกจันทน์ ต้องนำไปคืนหมด แต่ก็มีคนอยากได้ เพื่อนำมาป่นเป็นผงผสมสร้างพระ อาตมาเคยไปเอาอิฐ ๙ ตรามาได้ สมัย นายพุก ฤกษ์เกษม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี

มีคราวหนึ่งหลายปีผ่านมาแล้ว เจ้าคณะอำเภอเดิมบางนางบวชองค์เก่า ตอนนี้มรณภาพแล้ว ท่านเคยมาที่วัดอัมพวัน ท่านอยากได้บ้าง ท่านเลยมาค้างที่วัดนี้ รุ่งขึ้นก็ไปเอา เก็บอิฐใส่ย่าม ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไป ท่านจะนำไปทำพระหรืออะไรก็ไม่ทราบ

พอไปถึงจะเข้าเขตสุพรรณ เดิมบางนางบวช เลี้ยวไปตลาดท่าช้างมันมืด รถคว่ำศีรษะแตก ก็เก็บอิฐไปค้างบ้านของน้องสาวที่อยู่ในดงอ้อย ตกกลางคืนเสียงครางกันกระหึ่ม เลยต้องนำอิฐมาคืน นี่คือเหตุการณ์ที่ผ่านมา คนที่ตายขณะมีโทสะ ตายในสงครามด้วยอำนาจโทสะ นี่เป็นอสุรกายดุร้ายมาก ใครจะมาเอาอะไรไม่ได้

อาตมาก็บอกกับนายพุก ฤกษ์เกษม ว่า ถ้าสร้างค่ายสร้างวัดขึ้น มีโครงการสร้างสะพานขึ้น ก็จะหายดุร้ายไปได้ ในเวลากาลต่อมาก็สร้างสำเร็จตามเหตุการณ์ ตามลำดับ ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฉลองค่าย และทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชตัดลูกนิมิต

หลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแล้ว ดวงวิญญาณของอสุรกายก็กลับไปเกิด เลยความดุร้ายหายไป เห็นจะเป็นจริงตามหลักพระพุทธศาสนา คนดุคือตายด้วยโทสะ ตายด้วยอารมณ์ดี จิตเป็นกุศลก็ไม่มาดุร้าย ตายด้วยอำนาจโทสะก็อยู่ตรงนั้น มันดุ

ยกตัวอย่าง สองสามีภรรยามาแวะที่วัดนี้ หาว่าเมียมีชู้ ขับรถเบนซ์ไปก็ทะเลาะระหว่างทางไปเรื่อย ไปถึงบางปะอินก็คิดว่าอย่าอยู่เลย จึงขับรถชนท้ายรถซุง ตายคาที่ทั้งสองคน ด้วยอำนาจโทสะดุร้ายเหลือเกินที่ตรงนั้น

เหมือนต้นมะขามหน้าวัดก็ดุร้าย และแสดงอภินิหารออกมา เมื่อขุดบ่อเอาร่างขึ้นมาเผาแล้วบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล อุทิศให้ มะขามก็ตายตรงนั้น กลายเป็นที่เตียน และเป็นที่สำนักกรรมฐานต่อไป และจะไม่มีวี่แววอะไรอีกต่อไป เหมือนแต่ก่อนมา ขอฝากไว้เป็นข้อคิดโดยทั่วหน้า มันมีหลักฐานที่แน่นอน

ที่มา http://www.dhammajak.net


 เป็นเรื่องเกิดขึ้นที่หน้าวัด มีต้นมะขามใหญ่แต่ตายไปแล้ว อยู่ตรงปากตรอก เมื่อก่อนเป็นทางควาย ตอนนั้นอาตมายังไม่ได้บวช ลุงคำ เล่าตั้งแต่อาตมายังเป็นเด็ก มาที่แถวนี้

มีคนสองคน คนหนึ่งอยู่บ้านใกล้วัดอัมพวัน อีกคนหนึ่งอยู่บ้านเหนือขึ้นไป เขาติดต่อชอบพอกัน อย่าไปออกชื่อเลย เขาตายไปตั้ง ๖๐ ปีแล้ว เขาก็รักใคร่กันดี

เขาได้สัญญาสาบานต่อกันว่า จะรักเดียวใจเดียว จะไม่รักคนอื่นต่อไป พูดถึงตอนนี้ขอฝากโยมไว้ ไปรักใครอย่าไปสาบานนะ สบถก็ไม่ได้

ผู้หญิงก็สาบานให้กับผู้ชาย ผู้ชายก็สาบานให้กับผู้หญิง ว่าจะแต่งงานกัน

ต่อมาผู้หญิงเกิดมาเป็นไข้ทับระดูตาย ตายแล้วยังห่วง ด้วยอำนาจรัก ยังห่วงผู้ชายคนนี้ตลอด พยายามจะเอาเป็นสามีให้ได้ ถึงตายไปแล้วก็ปรารถนาเหมือนเดิม เพราะสาบานกันไว้

ผู้ชายคนนี้เกิดนอกใจ เพราะแฟนเก่าตายไปแล้ว จะไปแต่งได้อย่างไร ได้เกิดชอบพอกับลูกสาวคนข้างวัดอัมพวัน ได้ไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงเขาไม่ยกให้ เพราะผู้ชายจน

แต่เขารักกันแล้ว เมื่อขอไม่ให้ก็ต้องตามกันไป หน้านั้นเป็นหน้าเกี่ยวข้าว เขาไปเกี่ยวข้าวที่บางชันด้วยกัน ก็นัดกันว่า ๒ ทุ่มให้มาคอยที่ต้นมะขามหน้าวัด ผู้ชายจะมารับ ฝ่ายหญิงก็ตกลง

เกี่ยวข้าวกลับมา ผู้หญิงแต่งตัวมาคอยก่อนสองทุ่ม เมื่อถึงเวลาสองทุ่ม ผู้ชายก็มา ปรากฏว่าแฟนเก่ามาคอยบอกว่า พี่ทำไมมาช้าจัง ผู้ชายก็บอกว่ามาตามเวลาสองทุ่ม แล้วก็รีบไป

นี่แฟนเก่าปลอมเป็นผู้หญิงที่จะต้องพากันไป เขาอาฆาตจะต้องมาเอาผู้ชายคนนี้ไปเป็นสามีให้ได้

ผลสุดท้าย ผู้ชายก็บอกว่า น้องออกหน้าไป ผู้หญิงก็บอกว่า ออกไม่ได้ ให้น้องอยู่ข้างหลังเถอะ เพราะว่าถ้าพี่ออกหน้าไป หากเขาตามมายิง ฉันอยู่ข้างหลังจะได้ตายก่อน

ผู้ชายเสียรู้ผีก็ออกหน้าไป สมัยนั้นสองข้างทางก็เป็นป่าดงพงไพร ก็พากันวิ่งไป วิ่งไปถึงป่าทึบที่วัดพระแก้ว มีพระประธานอยู่ในวิหาร อยู่เหนือวัดอัมพวัน

วิ่งๆ ไปผู้ชายก็ได้ยินเสียง หนุมๆ นิ่มๆ ก็บอกว่า

“เอ๊ะ ! น้องทำอะไร

ผู้หญิงก็บอกไม่เป็นไร พี่รีบเดิน เดี๋ยวเขาจะตามมา

สักพักก็มีเสียงอีก หนุมๆ นิ่มๆ นึกว่าเอ๊ะอะไรกัน จึงได้หันหลังไปดู เห็นผู้หญิงถลกหนังออกมา แล้วเก็บตัวหนอนกิน ตาโบ๋

ผู้ชายเลยออกวิ่ง ว่าอรหังก็ไม่ได้ ผีก็แปลงตัวเป็นคนเดิมไปดักหน้าบอกว่า พี่ไม่น่าเลย จะหนีน้องไปทางไหนเล่า

ฝ่ายชายก็จำได้ว่าเป็นแฟนเก่าที่ตายไปแล้ว ก็วิ่งเตลิดเปิดเปิงไป กระโดดขึ้นบ้านลุงคำ

ผีเอื้อมมือมาจับคอบิดไปเลยถึงแก่ความตาย บ้านลุงคำอยู่ทางทิศเหนือของวัดอัมพวันนี้ นี่เป็นทัศนศึกษาของชีวิต ผู้ชายคนนี้ขาดสติ ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน ขาดสติสัมปชัญญะนั่นเอง ขอฝากญาติโยมไว้ด้วย เลยในที่สุดก็ต้องไปเป็นสามีเขา แต่ตอนนี้อาตมาไม่ได้รู้ว่า ตามไปเป็นคู่กันชาติไหนอย่างไรกัน


http://www.dhammajak.net


 โ ด ย : พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์

การประพฤติผิดในกามนั้น มีผลต่อสังคม คือทำให้สังคมเลวลง เสื่อมลง ตลอดจน ล่มจม
  ลงไป ท่านอธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า "ก่อนจะพูดถึงสังคม ต้องพูด ถึงครอบครัวก่อน ครอบ
  ครัวแต่ละครอบครัว ก็คือสังคมหนึ่งๆ นั่นเอง เราไม่ต้องเริ่มเรื่องอะไรกันมาก ทำให้เสีย
  เวลาเช่นทำไมคนจึงรักกัน ทำไมจึงอยู่กินเป็นผัวเมียกัน ไม่ต้องพูด ลัดมาพูดตรงที่ว่า การตั้ง
  ครอบครัว อยู่กินเป็นผัวเมียกันนั้น มีสิ่งใดเป็นสำคัญ ? มีอะไรเป็นแกนของความสุข ความ
  เจริญที่แท้จริง ?เงินรึ ? บ้านรึ ? รูปร่างที่สวยงามรึ ? ถ้อยคำพร่ำ พรอดที่หวานหูรึ ?
  ถูกแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำหรับการครองเรือน แต่ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน ความเป็นปึก
  แผ่นเท่านั้นแกนสำคัญ ของครอบครัว ยังมีต่างหาก ไม่ใช่สมบัติภายนอก แต่เป็นสมบัติในใจ
  สิ่งนั้นคือ "ความรัก"

    คนเราแม้จะจนแสนจน ถ้ายังรักกัน ก็อยู่กินกันเป็นครอบครัวได้ แต่ถ้าเลิก รักกันเสียแล้ว
  แม้ว่าจะมั่งมีทรัพย์ เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ความเป็นปึกแผ่น ของครอบครัวก็สลายสิ้น
  ความรักนั่นแหละเป็นแกน หรือศูนย์กลางของความสุข ในครอบครัว

    ฉะนั้น การเข้าไปทำลายความรักของเขา จึงเป็นการทำลายความสุขของคนทั้ง ครอบครัว
  ให้สูญสิ้นไปเรื่องความรักความเยื่อใยของผัวเมียนั้น เป็นของตัด ขาดได้ยากโจรปล้นเอา
  ทรัพย์ไปเกลี้ยงบ้าน เขาก็ไม่เลิกรักกัน จับเอาฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งไปใส่คุกใส่ตะรางไว้ เขา เลิก
  รักก็ไม่เลิกรักกันชั้นที่สุด แม้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล้มหายตายจากไปแล้ว อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ยังไม่
  ความรักมันเป็นของแปลก ยืดหยุ่นได้ ไม่ยอมขาดง่ายๆ ยืดข้ามน้ำข้ามทะเล ไปถึงเมือง
  แขกเมืองฝรั่งก็ได้ ยืดเข้าไปในคุกยืดเข้าไปในคุกในตะรางก็ได้ ยืดตามเข้า ไปในเตาเผา
  ศพก็ได้ มันขาดยากจริงๆ สุนทรภู่จึงได้กล่าวว่า

              จะหักอื่น ขืนหัก ก็จักได้
              หักอาลัย นี้ไม่หลุด สุดจะหัก
              สารพัด ตัดขาด ประหลาดนัก
              แต่ตัดรัก นี้ไม่ขาด ประหลาดใจ


    ท่านว่าไว้ถูกต้องมาก คือว่าให้เห็นข้างเหนียว ยากที่จะหาอะไรมาตัดให้ขาด แต่ก็ยังมี
  ศัสตราที่ความรักกลัว ที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอย่างเดียว ที่สามารถ ตัดความรักให้ ขาด
  สะบั้นลงอย่างง่ายดาย และโดยทันทีทันใด ศัสตราร้ายที่ว่านั้น ก็คือ "การนอกใจ" นั่นเอง
  หญิงนอกใจผัว ไปเป็นชู้กับชายอื่น หรือชายไปลัก ลอบล่วงเกินภรรยาของ ผู้อื่นเข้า การนอก
  ใจนั่นแหละ เป็นเครื่องประหารความ รักให้ขาดสะบั้น อย่างไม่มี เหลือหรอ และขาดในทันที
  ที่จับได้ ไม่มีการลดหย่อน ผ่อนผัน ทราบเรื่องเข้าเมื่อไร เป็นต้องเลิกรัก ลงในเมื่อนั้นทันที
  ไม่ว่าจะเป็น เวลาค่ำคืนดึกดื่น วันอาทิตย์ วันจันทร์ ไม่มีการยกเว้น ที่จะ ให้ความรักได้ทุเลา
  ไปก่อนได้เคยมีเรื่องปรำปราเล่ากันมา เท็จจริงไม่รับรอง แต่ก็น่าเป็นไปได้

      เขาเล่าว่า ผัวเมียคู่หนึ่ง รักกันมาก ครั้นอยู่มาๆ เมื่อตายลง ฝ่ายผัวก็ร้องไห้ หามรุ่งหาม
  ค่ำ คิดถึงเมีย ไม่เป็นอันกินอันนอน ใครจะห้ามจะปลอบเท่าไรก็ไม่ได้ ผล เอาแต่ร้องไห้ผล
  ที่สุด มีเพื่อนคนหนึ่งออกอุบาย ทำเป็นปรารภว่า "รู้สึกเห็น ใจแกจริงๆ เพราะเมียของแกน่า
  รักมาก อย่าว่าแต่แกซึ่งเป็นผัวเลย ที่จะอดกลั้น ความอาลัยได้ แม้แต่อีตาผู้ชายบ้านโน้น ซึ่ง
  เป็น เพียงชู้ ก็ร้องไห้เป็นวักเป็นเวร เหมือนกัน"เท่านั้นแหละท่านเอ๋ย การร้องไห้หายไปเป็น
  ปลิดทิ้ง หมดรักหมดอาลัย ลงทันที แถมยังคิดเสียด้วยว่า "คนพรรณนี้ ตายเสียก็ดี"


      นี่แหละท่าน ความรักเป็นของแปลกประหลาด เอาความตายตัดไม่ขาด แต่มาขาดด้วยการ
  นอกใจ เพราะฉะนั้น การนอกใจ จึงเป็นความผิดร้ายแรงมาก ในระหว่างผัวเมีย ชายที่เข้าไป
  ล่วงเกินภรรยาของคนอื่น ก็เป็นการข่มเหงน้ำใจลูกผู้ชายด้วยกันอย่างร้าย แรงที่สุด เขาเป็น
  คนที่สังคมมนุษย์ตอกหน้าตราชื่อว่าเป็นคนชั่วสาระเลว ร้ายยิ่งกว่ามหาโจร ที่เข้าปล้นเอา
  ทรัพย์สักสิบครั้งสิบหน เพราะผู้ล่วงเกินในภรรยาเขานั้น เป็นผู้เข้าไปทำลายความ สุขทั้งสิ้น
  ที่ครอบครัว เขามีอยู่ และทำลายอนาคตของลูกเต้าเหล่ากอในครอบครัวนั้นให้ย่อย ยับอับสูญ

    นี่เพียงสังคมส่วนน้อย ในวงสังคมทั่วไปก็เหมือนกัน คนรักกันอาจเสีย สละทุกสิ่งทุก อย่าง
  ให้แก่กันได้ ไม่ว่าจะเป็นให้เงินให้ทอง ให้ข้าวให้ของ ให้แก่กัน ได้เสื้อผ้าอาภรณ์ แม้จะหยิบ
  ยืมกันใช้ก็ได้ทุกอย่าง ยืมไม่ทัน จะถือวิสาสะ ฐานคนรัก ก็ยังได้เว้นอย่างเดียว คือการล่วงเกิน
  ในภรรยาเพื่อนกับเพื่อนก็ไม่อาจรักกันต่อไปได้ พี่กับน้องก็ไม่อาจรักกันต่อไปได้ตกลงว่า การ
  นอกใจ การทำชู้ มันเป็นศัตรูโดยตรงกับความรัก"

 

http://www.dhammathai.org


 ถาม – การข่มขืนเป็นบาปแค่ไหน? มีหลายคดีที่ตอนแรกชายหน้ามืดตั้งใจข่มขืนและผู้หญิงก็ขัดขืน แต่ต่อมาผู้หญิงสมยอมด้วยความคล้อยตาม อย่างนี้ถือว่าสิ่งที่ฝ่ายชายเป็นบาปหรือไม่ครับ? ทางกฎหมายมีช่องคือถ้าพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายหญิงสมยอม ก็ไม่ถือว่าฝ่ายชายผิด หรือมีโทษเบามาก ในทางกรรมวิบากก็เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า?

บางครั้งการเล่นแง่ทางกฎหมายที่ยึดตัวอักษรและดุลพินิจของศาลเป็นหลัก ก็ทำให้คนเลวดูดี หรือทำให้คนดีดูแย่ได้ครับ แต่ทางกรรมวิบากจะไม่ยึดอักษรหรือดุลพินิจของใครอื่นมากไปกว่าเจตนาของผู้กระทำการ ฉะนั้นถ้าเจตนาดีก็เป็นบุญ เจตนาร้ายก็เป็นบาป และไม่มีคนดีคนเลวอยู่ในใครถาวร ต่างก็สลับบทเป็นเลวหรือดีตามสถานการณ์ หรือตามน้ำหนักของเจตนา

เจตนาข่มขืนนั้นถือเป็นบาปใหญ่ครับ เนื่องจากเป็นกรรมที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมกัน ประมาณยากว่าเกิดความเสียหายมากน้อยขนาดไหนกับคนๆหนึ่ง

ตามธรรมชาติเพศหญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำ และความเสียหายทางเพศก็เกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง ปมแห่งความหวาดกลัวอาจฝังกายฝังใจไปจนสิ้นลมเพียงเพราะถูกรังแกแค่ครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม เรื่องของกรรมนั้น ถ้าอยากรู้ผลชัดเจนต้องดูครอบคลุมทั้งหมด ไม่เฉพาะตัวเจตนาของผู้กระทำ แต่ต้องเล็งกันที่ความเสียหายของฝ่ายถูกกระทำด้วย เราพอแจกแจงรูปแบบการขืนใจได้คร่าวๆเป็น ๒ ประเภทคือ

๑) ปลุกปล้ำให้สมยอม หมายถึงใช้กำลังเพื่อให้ฝ่ายหญิงตกเป็นสมบัติของตน โดยคาดหมายได้ว่าเธอจะมีความสุขไปด้วย ไม่ได้มีเจตนาข่มเหงให้เกิดความบาดเจ็บหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นหลัก

การปลุกปล้ำให้สมยอมเกิดขึ้นได้เฉพาะที่ทั้งสองฝ่ายรู้จักสนิทสนม หรือถึงขั้นเป็นคู่รักกันแล้ว โทษที่จะเกิดกับชายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกระทบทางใจของฝ่ายหญิงเป็นสำคัญ เพราะแม้เบื้องต้นไม่เต็มใจ ไม่สมยอมมอบกายให้ แต่เมื่อทำๆไปแล้วเกิดความโอนอ่อน และภายหลังไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อนมากมาย ก็แสดงว่ามีใจให้ฝ่ายชายอยู่ก่อน

แต่การปลุกปล้ำให้สมยอมมีความเสี่ยง คือไม่รู้จะออกหัวออกก้อยอย่างไรแน่ เพราะแม้เล็งว่าเธอคงยินดี แต่ความจริงอาจไม่ใช่อย่างนั้น แค่ความแตกต่างทางภาษากายเล็กๆน้อยๆระหว่างปลุกปล้ำ ก็อาจพลิกความรู้สึกของผู้หญิงจากค่อยๆยอมโอนอ่อน กลายเป็นทวีความรุนแรงในการปฏิเสธได้อย่างรวดเร็ว หรือถึงขั้นเคืองแค้นแบบเลิกคบไม่ต้องเผาผีกันเลย

ความต่างเกี่ยวกับเจตนาของฝ่ายชายยังแยกย่อยได้อีกมาก เช่น ชายบางคนหมายจะลิ้มลองเฉยๆ ในขณะที่บางคนใจร้อน อยากได้เร็วๆ แล้วค่อยแห่ขันหมากไปสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวภายหลัง เหล่านี้ก็ให้ผลต่างด้วย ถ้าเพียงคิดไว้ในใจว่ามีจังหวะกับหญิงอื่นเมื่อไหร่จะเอาอีก ก็เท่ากับผูกใจไว้กับภพแห่งความเป็นนักเลงเล่นหญิง พอถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผลก็อาจกลายเป็นเพศหญิงที่ถูกมองเป็นของเล่นสนุกบ้าง

แต่หากปล้ำด้วยใจรัก คิดไว้ว่าจะรับผิดชอบแน่นอน ตลอดจนรู้ๆอยู่ว่าฝ่ายหญิงก็มีใจให้ และเชื่อมั่นว่าสามารถทำให้เธอมีความสุข อย่างนี้โทษของการปลุกปล้ำอาจมาในรูปของการผูกกรรมกันโดยเฉพาะ กล่าวคือฝ่ายหญิงจะรู้สึกว่าเธอเป็นเจ้าหนี้ สามารถทวงหนี้คืนในรูปแบบไหนก็ได้ เพราะฝ่ายชายเริ่มก่อน คือเป็นฝ่าย ‘ปล้นสมบัติ’ ของเธอไป ดังนั้นฝ่ายชายจึงต้องมีหน้าที่สำนึกผิดและชำระคืน ซึ่งแน่นอนครับว่าแพง เนื่องจากนารีมีรูปเป็นทรัพย์ ยิ่งทรัพย์งามเพียงใดก็ต้องคิดดอกเบี้ยมหาโหดเพียงนั้น

ฉะนั้นอย่าแปลกใจ หากได้เธอมาโดยมิชอบก็เป็นธรรมดาที่จะโดนเรียกร้องนั่นเรียกร้องนี่ไม่มีวันจบวันสิ้น เผลอๆความผูกใจว่าคุณเป็นลูกหนี้เธอ อาจข้ามภพข้ามชาติไปเลยทีเดียว

อีกประการหนึ่งที่ควรคำนึง คือความยอกย้อนทางอารมณ์ของผู้หญิงจะมากกว่าผู้ชาย เพราะเป็น ‘ฝ่ายเสีย’ ถึงแม้ถูกเร้าให้คล้อยตามได้ หรือร่วมสุขไปด้วยได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ภายหลังอาจกลับเปลี่ยนเป็นเสียดาย เสียใจ และเสียความรู้สึกกับฝ่ายชาย กล่าวตรงนี้เพราะอยากบอกคุณๆที่คิดว่า ‘ไม่เป็นไร’ หรือ ‘ปล้ำไปปล้ำมาเดี๋ยวก็ชอบเอง’ นั้น นับว่าเสี่ยงที่จะเดาผิดนะครับ ผลของการเดาผิดก็อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิด เช่น เสร็จเรื่องแล้วเธออาจเครียด ไม่กินข้าวกินปลา การเรียนหรือการงานตกต่ำ ที่เคยกระหนุงกระหนิงกับคุณก็กลายเป็นบึ้งตึงใส่ หรือที่เคยชอบพออยู่บ้างก็อาจเปลี่ยนเป็นเกลียดและขยะแขยง ฯลฯ อะไรๆเป็นไปได้ทั้งนั้น

ผมเคยได้ยินนักจิตวิทยาบางคนพูดนะครับ ว่าผู้หญิงที่กลัวเพศสัมพันธ์มากๆนั้น ต้องแก้ด้วยการให้แฟนที่รักและไว้ใจปลุกปล้ำเสียบ้าง มันก็อาจถูกในเชิงวิชาการ แต่ขอบอกว่าอาจเสี่ยงในความเป็นจริง เพราะนอกจากความซับซ้อนทางอารมณ์ของผู้หญิงแล้ว ยังมีตัวแปรคือความสามารถของผู้ชายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อะไรๆในโลกไม่มีบทสรุปตายตัวหรอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ควรทำอย่างนั้น จะเหมาะหรือไม่เหมาะขึ้นอยู่กับว่าใครทำกับใคร เมื่อไหร่ และอย่างไรมากกว่า

๒) ทำร้ายเพื่อขืนใจ หมายถึงการข่มขืนของจริง ชนิดที่ไม่อาจคาดหมายได้เลยว่าฝ่ายหญิงจะมีความสุขจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำ และฝ่ายชายอาจใช้รูปแบบใดๆ นับแต่การข่มขู่ด้วยอาวุธ ตลอดจนกระทั่งการตบตีชกต่อยให้เจ็บปวด

การทำร้ายเพื่อขืนใจเกิดขึ้นกับหญิงแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมักจี่ หรือรู้จักแต่เป็นศัตรูกันอยู่ หรือกระทั่งรู้จักสนิทแต่มีลักษณะต้องห้ามบางประการ เช่น เป็นญาติ เป็นหญิงที่ยังอยู่ในการปกครองเลี้ยงดูของพ่อแม่ หรือเป็นภรรยาของผู้อื่น แม้ฝ่ายหญิงจะเกิดความยินดีในเพศรสขึ้นมาบ้างตามธรรมชาติ ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาน้ำหนักบาปของชายโฉดลงสักเท่าใด เพราะเจตนาแต่แรกของชายโฉดมิใช่เพื่อให้ฝ่ายหญิงเป็นสุข กับทั้งคาดหมายได้ว่าเสร็จกามกิจแล้วเธอจะต้องทุกข์ทรมานทั้งกายทั้งใจอย่างใหญ่หลวง

จะเป็นชายโฉดได้ต้องมีความชั่วร้ายในจิตใจ มโนธรรมต่ำเข้าใกล้ศูนย์ ซึ่งถ้าถามหาว่าใครผิด ใครเป็นคนทำให้มโนธรรมตกต่ำ เล็งหาไปเล็งหามาคงไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นราคะและโทสะต่างหาก

ถ้าลงมือข่มขืนโดยเริ่มจากความมีราคะกล้า เช่น เห็นผู้หญิงนุ่งห่มล่อแหลมเข้าห้องน้ำบ่อยๆ อย่างนี้พอทนไม่ไหวก็นำมาซึ่งรูปแบบการข่มขืนที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย ฉายให้เห็นสัญชาตญาณดิบแบบเดียวกับเดรัจฉาน กรรมที่ทำจึงมีแนวโน้มว่าจะดึงดูดไปสู่ภพแห่งความเป็นเดรัจฉาน ที่สมสู่ได้โดยปราศจากความละอายหรือขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ

แต่ถ้าลงมือข่มขืนโดยเริ่มจากความมีโทสะแรง เช่น อาฆาตแค้นนายจ้างสาวที่ข่มขี่ด้วยวาจาผรุสวาทหรือตบตีเตะถีบด้วยมือเท้า อย่างนี้รูปแบบการข่มขืนจะเต็มไปด้วยความก้าวร้าว ใกล้กันมากกับการคิดฆ่ากันให้ตาย อันเป็นกรรมร้อนแรง เผาผลาญได้ในระดับไฟนรก คือทำให้ผู้หญิงรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น กรรมที่ทำจึงเป็นไปเพื่อภพแห่งความเป็นสัตว์นรกมากกว่าอบายภูมิอื่นที่โทษเบากว่า

ดังกล่าวแล้วว่าการทำร้ายเพื่อขืนใจนั้น อย่างน้อยขณะนั้นต้องชั่วจริงๆถึงจะออกแรงทำได้สำเร็จ สำคัญคือถ้าทำได้ครั้งหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะทำได้อีก ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไร แนวโน้มที่จะย่ามใจกับการลงมือก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ายอมก้มหน้าให้ซาตานรดน้ำมนต์จนศีรษะชุ่มโชก หน้ามืดหน้ามัว ลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเมื่อใด ก็หมดความเป็นผู้เป็นคนไปเมื่อนั้น

กรณีที่เพิ่งก่อคดีข่มขืนแค่ครั้งสองครั้ง โทษทัณฑ์เช่นถูกจับขังคุกหรือถูกรุมประชาทัณฑ์ในชาติปัจจุบัน อาจได้น้ำหนักพอจะปลดหนี้กรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสำนึกผิดด้วยใจจริง และไม่คิดทำอีกเลยตลอดไป แต่หากเคยมีความสุขบนความทุกข์ของผู้หญิงมามากหน้าหลายตา จนจิตใจถูกห่อหุ้มด้วยบาปอกุศลมืดคลุ้มเกินกว่าจะสำนึกผิด อย่างนี้ต่อให้เข้าคุกตลอดชีวิตหรือกระทั่งถูกประหาร ก็ยากจะเปลื้องหนี้หมด ต้องไปผ่อนส่งต่อในอบายภูมิค่อนข้างแน่นอน

สำหรับอาชญากรทางเพศที่ทำผู้หญิงมามากด้วยความสะใจ ไม่สำนึกผิด ไม่อยากกลับตัวเลยจนตายนั้น เมื่อพ้นจากอบายแล้ว ก็มักต้องเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิงด้วยชะตาไม่สู้ดี มีแต่การสั่งสมพฤติกรรมทางเพศแบบผิดๆ กระทั่งเป็นไปได้ที่จะมีความสุขกับการถูกทรชนข่มขืน ด้วยความรู้สึกลึกๆที่อธิบายใครไม่ได้ เหมือนเป็นวิถีทางของตนที่ต้องชดใช้ให้หมดๆ หรือกลั่นเป็นคำพูดจากก้นบึ้งก็อาจว่า ‘โดนแค่นี้ดีกว่าที่เคยเจอในนรก!’

กามนั้นดูเผินๆเหมือนเป็นสุข หรือกระทั่งพาไปสู่สุดยอดแห่งความสุข แต่แท้ที่จริงหากเห็นให้ครบทุกแง่มุม คุณจะรู้สึกว่ากามคือเครื่องล่อให้สรรพสัตว์ติดวนอยู่กับทุกข์ ทั้งทุกข์เพราะไม่พ้นไปจากการเกิดแก่เจ็บตาย และทั้งทุกข์เพราะกรรมอันดึงให้ตกต่ำลงสู่อบายภูมิครับ

ที่มา หนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว

จากดังตฤณ