กัลยาณมิตรที่ชื่อว่าความดีนี้ จะตามรักษาเราไปทุกหนแห่ง โดยไม่สะทกสะท้านและไม่หวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น


...กัลยาณมิตรที่มีชีวิตนั้น สามารถตายจากเราไปได้
แต่ความดีเป็นกัลยาณมิตรที่จะอยู่กับเราตลอดไป
...ยังตามเราไปเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย และตามไปเกิดเป็นเพื่อนอีกด้วย


...ตราบใดที่เรายังมีความกลัว ยังผิดพลาด มีอุปสรรคปัญหา ทัศนคติยังเป็นลบอยู่
แสดงว่า กัลยาณมิตรคนนี้ยังไม่มีอยู่ในใจ จึงยังต้องเร่งสะสมความดีต่อไป....




จากหนังสือ ทำชีวิตให้ได้ดีและมีความสุข (หน้า92)
โดย ดร.สนอง วรอุไร

คัดลอกจาก...

http://gotoknow.org/blog/pras/138082

 มีเรื่องเล่าเป็นปรัมปราต่อ ๆ กันมาว่า ภายหลังจากพระพรหมที่ได้สร้างโลก ร่วมกับพระเป็นเจ้าองค์อื่น ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับความเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้บรรทมหลับไป ในขณะที่พระพรหมบรรทมหลับอยู่นั้น พระเวทต่าง ๆ ได้หลั่งไหลออกมาจากโอษฐ์ของพระพรหมนั้น ในขณะนั้นได้มียักษ์ตนหนึ่งมีชื่อว่า หัยครีพ ได้ผ่านมาพบเห็นเข้า จึงได้ขโมยเอาพระเวทนั้นไปจนหมด เมื่อเรื่องนี้ได้ทราบถึงพระนารายณ์เข้า จึงได้ติดตามหัยครีพนั้นไป เพื่อจะนำเอาพระเวทนั้นกลับคืนมา เมื่อหัยครีพเห็นเป็นการจวนตัว จึงได้กลืนพระเวทต่าง ๆ นั้น เข้าไว้เสียในท้องของตน พระนารายณ์จึงได้ฆ่าหัยครีพนั้น แล้วผ่าท้องเอาพระเวทนั้นกลับคืนมาจนได้

อีกเรื่องหนึ่งมีใจความเป็นตำนานมาว่า ยักษ์ตนหนึ่งมีชื่อว่า สังข์อสูร เมื่อได้พบพระพรหม ซึ่งกำลังบรรทมหลับอยู่ และได้มีพระเวทต่าง ๆ ไหลออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหมดังนั้น ก็ให้เกิดมีความอิจฉาขึ้นจึงได้ขโมยเอาพระเวทต่าง ๆ นั้นไปเสีย เพื่อจะไม่ให้พวกพราหมณ์ได้มีพระเวทเป็นเครื่องสวดอ้อนวอนพระพรหมและเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นการกระทำของยักษ์สังข์อสูรนั้นทุกประการ จึงได้ติดตามไปเพื่อจะเอาพระเวทนั้นกลับคืนมาเสีย เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นเห็นพระนารายณ์ติดตามตนมาในระยะที่กระชั้นชิดเช่นนั้น ก็เห็นว่าเป็นการจวนตัว จึงได้กลืนพระเวททั้งหมดนั้นลงไปไว้ในท้องของตนเสีย

แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำมหาสมุทร ดำน้ำหายไปในทันที เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบดังนั้น จึงได้เนรมิตร่างของพระองค์ให้เป็นปลาใหญ่เที่ยวค้นหาตัวยักษ์สังข์อสูร เพื่อจะจับตัวไว้ให้ได้ ก่อนที่ยักษ์สังข์อสูรนั้นจะทำลายพระเวทต่าง ๆ ให้หมดไปจากโลก แต่ในที่สุด พระนารายณ์ก็ทรงจับตัวยักษ์สังข์อสูรเอาไว้ได้ แล้วจึงทวงถามเอาพระเวทคืน แต่ยักษ์สังข์อสูรนั้นไม่ได้มีการเจรจาโต้ตอบแต่ประการใด ได้แต่นิ่งเฉยอยู่เท่านั้น เมื่อพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าพิจารณาดูไปก็ได้ทราบว่ายักษ์สังข์อสูรได้กลืนเอาพระเวทเข้าไว้ในท้องของตน จึงได้เอาพระหัตถ์บีบที่ปากของยักษ์สังข์อสูร จนเนื้อที่ปากนั้นปริออกมาตามระหว่างนิ้วพระองค์

แต่เมื่อทรงเห็นว่ายักษ์สังข์อสูรนั้นยังไม่ยอมคืนพระเวทอีก จึงได้ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ล้วงเข้าไปในท้องของสังข์อสูรนั้น แล้วทรงค้นหาพระเวทซึ่งอยู่ในท้องของสังข์อสูรนั้น ในที่สุดก็ได้พบพระเวทนั้น จึงได้เอานิ้วพระหัตถ์จับพระเวทนั้น ดึงลากออกมาทางปากของยักษ์สังข์อสูร เมื่อทรงเอาพระเวทกลับคืนออกมาจากท้องของยักษ์สังข์อสูร ได้จนหมดเรียบร้อยทุกพระคัมภีร์แล้ว พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าจึงได้ทรงสาปยักษ์สังข์อสูรนั้นว่า “ขอให้เจ้าจงมีสภาพร่างกายเป็นอย่างนี้ และจงอยู่แต่ในน้ำสืบไป อย่าได้ขึ้นมาบนบกอีกต่อไปเลยเมื่อชาวมนุษย์จะทำการมงคลใด ๆ จึงค่อยมาจับเอาตัวเอ็งไปร่วมในงานพิธีมงคลนั้น ๆ ด้วย”

เมื่อทรงสาปแล้ว จึงได้ทิ้งร่างของยักษ์สังข์อสูรนั้นลงไปในมหาสมุทรทันที แล้วจึงได้เอาพระเวทนั้นมาส่งคืนให้แก่พระพรหม ผู้เป็นเจ้าของเดิมทันที เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นอยู่ในน้ำมหาสมุทรนั้นนาน ๆ เข้าจึงได้กลับกลายมาเป็นหอยสังข์ และมีสภาพเหมือนกับคำที่พระนารายณ์ท่านได้สาปไว้ทุกประการ และได้เที่ยวเร่ร่อนไปในทะเลลึก เมื่อถึงเวลาจะทำพิธีมงคลต่าง ๆ พวกพราหมณ์จึงได้ไปจับเอาตัวไปเข้าอยู่ในพิธีมงคลนั้น ๆ เหตุผลที่พวกพราหมณ์ผู้ทำพิธีต่าง ๆ จะนำหอยสังข์นั้นมาเข้าร่วมอยู่ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ นั้น ก็เพราะ พราหมณ์มีความเห็นว่า

๑. หอยสังข์นั้นเคยเป็นที่บรรจุพระเวทต่าง ๆ ไว้ในท้องของตนจนครบทุกประการ

๒. ตามบริเวณร่างกายของหอยสังข์นั้น ได้มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้า

ยังปรากฏอยู่ในขณะที่พระองค์ทรงบีบปากเพื่อค้นหาคัมภีร์พระเวทเมื่อครั้งแรกนั้น ที่ปากของหอยสังข์นั้นจึงเป็นรอยยาวออกมานั้น ก็เพราะพระนารายณ์ท่านลากคัมภีร์พระเวทต่าง ๆ ออกมาทางปากนั้น

ด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวแล้วทั้งหมดนี้เอง จึงได้นับถือว่าหอยสังข์นั้นเป็นของที่สูงและศักดิ์สิทธิ์ จึงได้นำเข้ามาร่วมในพิธีมงคลต่าง ๆ ตลอดมา


 ในอินเดียสมัยโบราณ พระพรหมเป็นเทพผู้สร้างโลก ได้รับการยกย่องโดยพวกพราหมณ์ ให้มีฐานะเท่าเทียมกับพระวิษณุ (ผู้คุ้มครองโลก) และพระศิวะ (ผู้ทำลายโลก) วิวัฒนาการทางความเชื่อทางศาสนา และศิลปกรรมของอินเดียมีการ เปลี่ยนแปลง ตามแคว้นต่าง ๆ เสมอรวมถึงการเปลี่ยนแปลงตามประเพณีความเชื่อในช่วงสมัยนั้น ๆ โดยมีการนับถือตามนิกายต่าง ๆ ของความ เชื่อที่มีอยู่นั้น เช่น นิกายไศวะ หรือไศวะนิกาย และไวษณพนิกาย หรือไวษณวนิกาย ทั้ง ๒ นิกายให้ความเคารพนับถือเทพ คือพระศิวะ และ พระวิษณุเป็นพิเศษ จึงลดความศรัทธาความเชื่อถือพระพรหมลง

และเมื่อเวลาผ่านถึง ค.ศ. ที่ ๑๐ ชาวฮินดูจึงหันมาให้ความเคารพ นับถือพระพรหมจากที่นิกายไศวะ และไวษณพนิกาย ซึ่งมีการแข่งขันกันทางด้านความเชื่ออยู่ พระพรหมจึงกลายเป็นเทพองค์สำคัญขึ้นมาใหม่ โดยมีการสร้างเทวาลัย และรูปปั้นไว้เป็นจำนวนมาก พระพรหมได้รับการนับถือบูชาในฐานะที่พระองค์เป็นผู้สร้างของทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นบนโลก พระองค์ทรงเป็นผู้ให้ที่สำคัญ และเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของมนุษย์ พระนาม ที่เรียกขานกันมีมากมายนอกเหนือจากพระพรหม หรือ พระพรหมธาดา เป็นต้นว่า ราชคุณ หมายถึง ความมี กิเลสและความปรารถนา และมูลเหตุของการสร้างโลกทั้งปวง สวายัมภู หมายถึง ผู้เกิดเอง กมลสาส์น และปัทมสาส์น หมายถึง ผู้นั่งบนดอกบัว

ซึ่งเกิดมาจากสะดือของพระวิษณุ คัมภีร์ฤคเวท ปรากฏพระนาม ปชาบดี คัมภีร์รามายณะ ปรากฏพระนามอื่นๆ คือ ปรเมศวร วิธิ-เวธาส อทิกวี สนัต ชาตริวิชาตริ ปิตามหะ ทรุหิณ-สราษฎริ โลเกศ ลักษณะทางศิลป์ รูปเคารพของพระพรหมที่พบในปัจจุบันมีรูปเคารพ ๔ ปาง ๕ พระนาม

ซึ่งมีลักษณะทางศิลป ดังนี้ ปางประชาบดี พระพรหม พระวรกายสีขาว สวมอาภรณ์หนังกวางสีดำพาดบ่า มี ๔ พักตร์ ๔ กร ถือช้อน แจกัน และการทำปางประทานพร ด้านขวาของพระพรหม มีรูปเทพธิดาสรัสวดี ด้านซ้ายของพระพรหม มีรูปเทพธิดาสาวิตรียืนประทับอยู่ พาหนะคือ หงส์ ปางโลกบาล พระพรหมมี ๔ พักตร์ ๔ กร ถือลูกประคำ หนังสือ ดอกบัว และแจกัน ด้านข้างมีนางสาวิตรี (๔ พักตร์) ประทับยืนด้วย ปางวิศวกรรม พระพรหมมี ๔ พักตร์ ๔ กร ถือ ช้อน หนังสือ แจกัน และลูกประคำ ปางกามลักษณะ ปางปิตมหา พระพรหมมี ๔ พักตร์ พระเกศามุ่นขมวด มี ๔ กร ถือ หนังสือ แจกัน หม้อ และช้อน ในสมัยพระพุทธศาสนาได้ถือกำเนิดแล้วได้ปรากฏภาพสลักในรูปของพระพรหมกำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพรหมทรงอาภรณ์ดั่งพราหมณ์ พระกรถือหม้อน้ำข้างหนึ่ง

กำเนิดพระพรหม

จากคัมภีร์และตำนานมากมายที่กล่าวถึงการกำเนิดของพระพรหม กล่าวไว้ อาทิ คัมภีร์วารหปุราณะ และมหากาพย์มหาภารตะ กล่าวไว้ว่า พระพรหมเกิดจากดอกบัวที่พุดขึ้นจากสะดือของพระวิษณุ ที่บรรทมหลับอยู่บนหลังพระยาอนันตนาคราชที่เกษียรสมุทร คัมภีร์ปัทมปุราณะ กล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งพระวิษณุต้องการสร้างโลก จึงแบ่งภาคออกเป็น ๓ ภาค โดยพระพรหม เกิดจากสีข้างเบื้องขวา พระวิษณุ (พระองค์) เกิดจากสีข้างเบื้องซ้าย พระศิวะ เกิดจากบั้นกลางพระองค์คัมภีร์มานวธรรมศาสตร์ กล่าวไว้ว่าในครั้งเมื่อโลกยังไม่ปรากฏสิ่งใดๆ (ว่างเปล่า) พระอาตมภู (ผู้เกิดเอง) ประสงค์จะสร้างทุกสิ่งจึงสร้างน้ำขึ้นมาก่อน แล้วนำพืชโปรยลงน้ำ เวลาผ่านไปพืชนั้นกลายเป็นไข่ทองและกำเนิดพระพรหมปรากฏขึ้น นามว่า หิรัณครรภ์ หลังจากนั้นพระพรหมจึงแบ่งร่างเป็นชาย-หญิง เพื่อสร้างโลกและมนุษย์ต่อมา ช่วงนี้ขอเล่าถึงตำนานพระเศียรของเทพเจ้าผู้สร้างโลกนามพระพรหม

บางส่วนของตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อแรกพระพรหมทรงมี ๕ เศียร เรื่องมีอยู่ว่าพระองค์ทรงหลงรักและหวงแหนพระมเหสี (พระมเหสีองค์มีหลายพระนาม อาทิ สรัสวดี สาวิตรี พราหมณี) เพื่อคุ้มครองพระมเหสีองค์นี้ด้วยว่าไม่ว่าจะเสด็จที่ใดก็ตาม พระองค์จะทรงใช้ตาที่เศียรทั้ง ๕ เศียรของ พระองค์เฝ้าติดตามไม่ว่าจะเกิดเหตุใดขึ้นก็ตามจะได้ช่วยทันทุกเวลาต่อมาเศียร ๑ ใน ๕ เศียรเกิดพูดจากดูหมิ่นพระแม่ปารพตี มเหสีของพระศิวะเมื่อพระองค์ทราบเรื่องจึงบันดาลโทสะจนเกิดการต่อสู้กันระหว่าง พระพรหมกับพระศิวะ เมื่อเวลาต่อมาพระพรหมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกพระศิวะตัดเศียรไปหนึ่งเศียร จึงเป็นเหตุให้พระพรหม เหลือเพียง ๔ เศียร นับแต่นั้นเป็นต้นมา บางตำนานกล่าวไว้ว่า พระพรหมทรงถูกพระศิวะใช้ฤทธิ์เพ่งตาที่ ๓ ทำให้เกิดไฟเผาผลาญเศียรที่ ๕ ของพระพรหมจนมอด ไหม้ เพราะกล่าวคำหมิ่นพระศิวะนั่นเอง

ตำนานการเกิดของมนุษย์

ตำนานกล่าวว่าพระพรหมสร้างมนุษย์ จากอวัยวะของพระองค์ ซึ่งได้เกิดเป็นวรรณะต่างๆ ดังนี้


  • วรรณะพราหมณ์ เกิดจากเศียรของพระองค์
  • วรรณะกษัตริย์ เกิดจากบ่าของพระองค์
  • วรรณะแพศย์ เกิดจากส่วนท้องของพระองค์
  • วรรณะศูทร เกิดจากเท้าของพระองค์

บางตำรากล่าวถึงเริ่มแรกทรงเนรมิตมนุษย์มีขาข้างเดียว แต่ก็เห็นว่าเดินไม่สะดวก จึงสร้างมนุษย์มี ๓ ขา ดูเหมือนจะไม่พอพระทัยเพราะว่าเกะกะเกินไปไม่สวยงาม จึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งให้มี ๒ ขา ที่ปรากฏจนทุกวันนี้

 ก็จะย้อนไปถึงสมัยโบราณกาลเลยนะครับ เทพกับอสูร นี่ก็รบกันมานานนม โดยเทพมีผู้นำ ที่สามารถ ไม่มากเท่าไหร่ คือ พระอินทร์ ตามตำนานก็ว่าเป็นโอรสของพระพรหม จริง ๆ เกือบทุกอย่าง ยกเว้น พระนารายณ์ กับพระอิศวรนั้น มาจากพระพรหม ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ดั้งเดิม แต่ตอนหลังพอกลายเป็นฮินดู พระพรหม นั้น เสื่อมความนิยมไปมากครับ

อ่ะต่อนะครับ อสูร นั้นก็ศัตรูของเหล่าเทพ ซึ่งอสูรนี่ พระพรหม ก็สร้างมาเหมือนกัน แต่พวกยักษ์ นี่มักจะถูกหาว่าเกเร และอยากเป็นใหญ่ จะมาหาเรื่องรบกันเทพเสมอ ๆ ก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ไปเรื่อย ๆ แต่เหล่าอสูร นี่ มักจะชอบทำอยู่อย่าง คือ การบำเพ็ญเพียรขอให้ มหาเทพ คือ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม มาให้พร เรื่องให้พร เนี่ย พระศิวะนี่ เป็นตัวปัญหาอันดับหนึ่งครับ คือ ใครก็ตามนั่งบำเพ็ญเพียร นาน ๆ ท่านทนไม่ได้ หรือท่านพอใจ ท่านก็มาให้พรง่าย ๆ เรียกว่า ถูกใจขออะไรก็ให้ ซึ่งจะต้องเดือดร้อน องค์นารายณ์ ตลอด ต้องคอยตามปราบ พวกอสูรที่หลอกเอาพรจากพระอิศวรไป พระพรหม นี่ก็ใช่ย่อยครับ ให้พรเยอะเหมือนกัน

ส่วนพระนารายณ์นี่ให้น้อยสุดครับ จะเห็นตามตำนานไม่ค่อยมีใครไปขอท่านเท่าไหร่ อ่ะนอกเรื่องไปนาน กลับเข้าเรื่องต่อ อสูรกับเทพ ก็รบกันมานาน ฝ่ายเทพ ก็ตายลงเยอะ สู้แล้วก็เหนื่อย พระอินทร์จึงพาลูกน้องไปหาพระพรหม ขอให้ทรงช่วย พระพรหม ท่านก็บอกว่าให้ไปหาพระนารายณ์ (คลับคล้ายคลับคลา)  พระพรหมนั้นจะเห็นว่า ทรงวางตัวเป็นผู้สร้างจริง จะไม่มีภาคการลงมาปราบ หรือทำลายอะไรทั้งสิ้น ทรงสร้างแล้วก็ไม่แก้ด้วย พระนารายณ์ มักจะเป็นผู้จัดการเป็นส่วนใหญ่ พระอิศวรท่านนี่ก้ำกึ่งครับ บางที ก็ปราบมารบ้าง  เผาคนด้วยตาที่สามบ้าง พระพรหมท่านอ้างพรหมลิขิตร ลูกเดียว พวกเทพก็มาขอให้องค์นารายณ์ช่วย พระนารายณ์ ก็ต่อว่า พระอินทร์ว่าเสียแรงเป็นใหญ่ในสวรรค์ อาวุธวัชระ ก็ยิ่งใหญ่ ปราบอสูรไม่ค่อยจะได้ ต้องมาขอให้ท่านช่วยทุกครั้ง

เอาล่ะ คราวนี้จะแนะวิธีให้ คือให้ทำการกวนเกษียรสมุทร ครับ เพื่อ เอาน้ำ อมฤต มากิน งานนี้พระนารายณ์ ทรงเจ้าเล่ห์มากครับ บอกว่า กวนเกษียรสมุทรคราวนี้งานใหญ่ครับ ต้องให้พวกอสูรร่วมมือด้วย แล้วก็มีการไปเจรจากัน ให้อสูรกับเทพ หยุดทำสงครามกันชั่วคราว มาช่วยกัน กวนเกษียรสมุทรก่อน ว่าแล้ว ก็ไปเอายอดเขาพระสุเมรุมา แล้วก็ใช้พระยาอนันตนาคราช (ผู้น่าสงสารที่สุด รองจากเหล่าอสูร) มาพันกับยอดเขาพระสุเมรุแล้วก็ให้ เหล่าเทพ ดึงฝ่ายหนึ่ง อสูรดึงอีกข้างหนึ่ง

คราวนี้พวกเทพก็ฉลาดแกมโกงตามเคย คือ ตัวเองไปดึงทางหางนาค แล้วให้อสูรไปดึงทางหัวนาค  เพราะว่า พอดึง ๆ ไปแล้วนี่พญาอนันตนาคราชก็จะเจ็บปวด ก็จะคายพิษออกมา ซึ่งพวกอสูรก็จะโดนพิษ โดยความร้อนที่พ่นจากปากของพญานาค พวกอสูรก็ต้องทนไป ทีนี้พอกวนเกษียรสมุทร ไป เค้าว่าความสั่นสะเทือนมันไปถึงสามโลก แล้วอาจจะทำให้โลกมนุษย์พังทลายได้อีก พระนารายณ์ท่านจึงต้องแบ่งภาค อวตารไปเป็นเต่ายักษ์ เอากระดองไปรองรับยอดเขาพระสุเมรุไว้  ไม่ให้เจาะลงไปกระทบก้นเกษียรสมุทรโดยตรง


เขาว่างานนี้กวนกันนานมากครับ เป็น พัน  ๆ ปี พญาอนันตนาคราชผู้น่าสงสาร ก็ต้องทนเจ็บปวด มานานในที่สุดก็ทนไม่ไหว จะต้องสำรอก พิษร้ายออกมาเต็มที่ งานนี้แตกฮือ กันครับ ทั้งเทพทั้งอสูรเผ่นกันก่อน แล้วพิษร้ายนั้น ถ้าตกลงสู่โลก ก็จะทำให้เหล่ามนุษย์และสัตว์ต้องตายหมดแน่นอนครับ คราวนี้ พระอิศวร ด้วยความรักและเมตตาอันสูงสุดต่อมนุษย์และสัตว์ พระองค์จึงปรากฎกาย ขึ้น ดูกเอาพิษร้าย ไปไว้ในตัวพระองค์ทั้งหมด และพิษร้ายนั้น ได้เผาผลาญทำให้คอของพระองค์ เป็นสีดำสนิท จึงทำให้มีคนชื่อว่า สีดำเป็นสีแห่งความรักของการเสียสละอันยิ่งใหญ่  เอาล่ะครับ พวกเทพ กับอสูรก็กลับมากวนเกษียรสมุทรกันต่อไป คงแทบจะหมดแรงกันเต็มทนล่ะครับ แล้วก่อนที่จะเลิกราแยกย้ายกลับบ้านนอนกันนั่นแหละ ก็เกิดเหคุการณ์ประหลาด มหัศจรรย์ครับ คือมีปฎิกริยาจากเกษียรสมุทร แล้วก็มีของวิเศษต่าง ๆ เกิดจาก เกษียรสมุทรขึ้นมา
เช่น โคอุสุภทราชซึ่ง พระอิศวรเอาไป เป็นพาหนะ ม้า (จำชื่อไม่ได้) พระอาทิตย์ เอาไปประดับรถทรง


นอกจากนี้มาถึงทีเด็ดครับ นางงาม นางอัปสรสวรรค์ ก็ออกมาด้วย เหล่าอสูร (ไม่แตะสุรา) แต่บ้าผู้หญิง ก็เพลินสิครับ หันไปสนใจนางงามเหล่านั้นไล่จับกันพัลวัน ยกเว้น ราหู อสูรตัวเดียวที่ไม่สนใจนางงามเหล่านั้น (จะเป็นเกย์หรือเปล่า) ยังรอคอยของวิเศษสุดที่หวังกันมานาน ในที่สุด ก็ออกมาครับ มีเทพองค์หนึ่ง ทูนคณโฑไว้เหนือศรีษะซึ่งนั่นก็คือ น้ำอมฤกตนั่นเอง แล้วด้วยความที่กลัวพวกอสูรจะรู้สึกตัว พระนารายณ์ก็ทรงเล่นทริค แบ่งภาคไปเป็นนางงาม ที่งามหาใดเสมอเหมือนได้ หลอกล่อพวกอสูรออกไปอีก (พระนารายณ์นี่ท่านมักจะชอบแปลงเป็นนางงามนะครับ หลายตอนไม่รู้เพราะอะไร)  พวกเทพ ได้โอกาสที่เหล่าอสูรมัวแต่บ้าผู้หญิง

เหล่าเทพ ผู้บ้าน้ำเมาก็เข้าแถว กินน้ำอมฤกตทันที จะมีก็แต่ ราหู อสูรตนเดียวที่ไม่สนใจนางงาม แปลงร่างเป็นเเทพปลอม ๆ คนหนึ่งไปต่อแถว รอรับน้ำอมฤกต อยู่ด้วย แต่ว่า พอดี พระจันทร์ (มาอีก) กับพระอาทิตย์ แอบไปเห็นเข้า รีบไปฟ้ององค์พระนารายณ์ ว่าราหูมาแอบปลอมเป็นเทพ องค์นารายณ์จึง ปล่อยจักร ไปตัดร่างกายราหูออกเป็นสองท่อน ทันที แต่ช้าไปครับ ราหูกินน้ำอมฤกตไปแล้ว จึงกลายเป็นอมตะ แต่ก็ร่างกายเหลือเพียงครึ่งท่อน เท่านั้น ตัดกลับมา เหล่าอสูรพอรู้สึกตัว ก็หันกลับมาจะขอแบ่งน้ำอมฤกตจากเหล่าเทพ

แต่ว่าน่าสงสารเหล่าอสูร ครับ ช่วยกันชักลาก นาคกวนเกษียรสมุทร มาก็นาน แล้วยังไปเสียแรงไล่ปล้ำนางอัปสรอีก กับฝ่ายเทพ ที่แม้จะเหนื่อย เหมือนกัน แต่ตอนนี้ กินน้ำอมฤกตเป็นอมร (ไม่ตาย) กันแล้ว หายเหนื่อย ฝ่ายเทพ จึงโกงกันหน้าด้าน ท้าสู้กับอสูรครับ อสูรก็แพ้สิครับ ต้องแตกพ่ายกลับไปด้วยความเจ็บใจที่เสียรู้พวกเทพ ที่มีพระนารายณ์ คอยช่วย จึงทำให้มีราหู อสูรตนเดียวที่เป็นอมตะ แต่ก็มีกายเพียงครึ่งเดียวจึงทำอะไรไม่ได้  นี่แหละครับ พวกเทพจึงเป็น อมตะ ตั้งแต่นั้นมา แล้วก็พอจะสู้กับเหล่าอสูรได้บ้าง

แต่ไม่ใช่ไม่แพ้นะครับ ยังแพ้อยู่บ่อย ๆ ให้พระนารายณ์ท่านต้องเหนื่อยเสมอมา แต่น้อยลงนิดหนึ่ง ฝ่ายราหูด้วยความแค้น พระจันทร์ และพระอาทิตย์ ก็คอย ดักจับพระจันทร์กับพระอาทิตย์ กินอยู่เรื่อย ๆ แต่ว่า ก็มีร่างกายครึ่งเดียว กลืนพระจันทร์ไปได้หน่อย ก็หลุดออกมา ราหูนั้นจับพระจันทร์ได้บ่อยกว่า เพราะว่า อยู่ใกล้มากกว่า ส่วนพระอาทิตย์โคจรอยู่สูง จึงไม่ค่อยถูกจับเท่าไหร่ นี่แหละครับ ตำนานอีกเรื่องนึง ของเหล่าเทพเจ้าเล่ห์ กับอสูรที่น่าสงสาร และคำอธิบาย เหตุการณ์ราหูอมจันทร์ ตามความเชื่อ เก่า ๆ


 ศาสตราจารย์หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล หนึ่งในนักโบราณคดีชื่อดังของไทย อธิบายไว้ว่า "ตรีมูรติ" แปลว่า รูปสาม หมายถึง รูปสามองค์ของเทวะ หรือธรรมชาติที่ทรงอำนาจ คือ อัคนี (ไฟ) วายุ (ลม) และสุริยะ (ดวงอาทิตย์)

ตามความเชื่อ โลกต้องมีความร้อน เพื่อเผาไหม้สิ่งปฏิกูล ต้องมีลมหายใจและแสงสว่าง เพื่อดำเนินชีวิต หรือพูดอีกอย่าง ตรีมูรติ" ก็คือ พระเป็นเจ้า 3 พระองค์รวมกันเป็นหนึ่ง ได้แก่ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ กลายเป็นพระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์เดียว

พระพรหม พระศิวะ


ตำนาน "ตรีมูรติ" เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย ตามความเชื่อที่ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริงสมัยที่ชนชาวอารยันบุกเข้าไปในอินเดีย พร้อมกับนำ "ศาสนาพระเวท" เข้าไปเผยแผ่ผสมกับคติความเชื่อพื้นเมือง เพื่อใช้ในการครอบครองอินเดีย แม้ว่าศาสนาพระเวท ไม่เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเพียงว่ามีเทวดาหลายองค์ เชื่อว่าผู้ที่ตายแล้วจะไปรวมกันในสถานที่มีพระยมเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย ต่อมาเมื่อความเชื่อผสมปนเป จึงเกิดเป็น "ศาสนาพราหมณ์"

พระนารายณ์ พระตรีมูรติ


ม.จ.สุภัทรดิศ อธิบายว่า เดิมศาสนาพราหมณ์มีเทวดาองค์เดียว ไม่ได้เป็นพระพรหม แต่เรียกว่า "พรหมมัน" หรือประชาบดี คล้ายกับเป็นเทวะผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ ในยุคที่ ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง เชื่อกันว่า สิ่งที่มนุษย์ปรารถนา คือ ความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาพราหมณ์จึงพัฒนาขึ้นใหม่กลายเป็น "พราหมณ์ยุคใหม่" หรือศาสนาฮินดูเกิดมีเทวดาที่สำคัญขึ้น 3 พระองค์ คือ พระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์

พระพรหม คือ ผู้สร้างโลก พระวิษณุหรือนารายณ์ คือผู้บำรุงรักษาโลก และ พระศิวะหรืออิศวร คือผู้ทำลาย หมายถึง การทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่พร้อมกัน เมื่อนำคติความเชื่อเหล่านี้รวมกัน จึงกลายเป็น "ตรีมูรติ"

ถ้าจะพูดถึงที่มาของการกำเนิด “พระตรีมูรติ” อาจกล่าวได้ว่ามีด้วยกันหลายตำนาน กำเนิดของ“พระตรีมูรติ” มีแหล่งที่มาที่แตกต่างกันในรายละเอียด ในความแตกต่างกันนั้นแสดงถึงวันเวลาที่จารึกตำนานที่มีความเชื่อกันในแต่ละยุค ไม่เหมือนกันโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับลัทธิที่นับถือ “พระทัตตาเตรยะ” (ตรีมูรติ) มีการบูชา “พระตรีมูรติ” โดยทั่วไป นิยมสร้างรูปปั้นหรือรูปหล่อ เป็นการแสดงออกทางรูปธรรมที่ประชาชนทั่วไปมีต่อสิ่งสูงสุด ทั้งนี้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าหากบูชา “พระตรีมูรติ” จะมีความหมายที่แสดงถึง ความอุดมสมบูรณ์ทั้งในชีวิต ความรัก และการงาน เทพทัตตาเตรยะเป็นอวตารของมหาวิษณุ (พระนารายณ์) มีฤาษีอัตริเป็นบิดาและนางอนุสูยาเป็นมารดา เรื่องที่กล่าวไว้ในพฺรหมณฺฑปุราณอัธยายที่ ๑๙ ถึง ๔๐ มีดังนี้...

มีฤาษีตนหนึ่งชื่อ อณิมาณฺฑวฺย (อะ-นิ-มาน-ดับ-วยะ) ขณะที่ฤาษีตนนี้นั่งสมาธิอยู่ โจรกลุ่มหนึ่งได้หนีเจ้าหน้าที่ผ่านมาทางนั้น ตำรวจหลวงที่ติดตามโจรได้สอบถามถึงโจรกับฤาษี ฤาษีอยู่ในสมาธิจึงไม่ยอมปริปากใด ๆ ตำรวจหลวงเข้าใจว่าฤาษีนั่นเองเป็นโจร จึงจับมัดมือมัดเท้านำไปเฝ้าพระราชา พระราชาทรงตัดสินประหารชีวิตฤาษีโดยใช้วิธีเสียบด้วยตรีศูล เจ้าหน้าที่ได้ทำตามนั้น และนำฤาษีที่ถูกเสียบแต่ยังไม่ตายไปปักไว้บนยอดเขา

ในระหว่างนั้น นางศีลวตีซึ่งเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อสามีอย่างยิ่ง เดินทางผ่านมาทางนั้น โดยให้สามีชื่อ อุครศรวัส (อุค-คระ-คระ-วัส) ขี่คอ เพื่อไปยังบ้านของหญิงแพศยา ขณะที่ฝนตกทำให้ทางเดินลำบากอุครศรวัสได้ด่าทอฤาษีหาว่าเป็นตัวการทำให้ฝนตก ฤาษีโกระจึงสาปให้ศีรษะของอุครศรวัสแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ศีลวตีได้ยินคำสาป นางมีความซื่อสัตย์ต่อสามีมาก จึงตั้งจิตอธิษฐานไม่ให้พระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งคำอธิษฐานก็ได้ผล


เมื่อพระอาทิตย์ไม่ขึ้น ทำให้เดือดร้อนไปทั่วจักรวาลรวมถึงเทวดา เทวดาพากันไปเฝ้า พระพรหมพระพรหมช่วยอะไรไม่ได้ จึงพากันไปเฝ้าพระศิวะ พระศิวะก็ช่วยอะไรไม่ได้จึงพากันไปเฝ้าพระมหาวิษณุ พระตรีมูรติ (พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ) จึงพากันไป หานางอนุสูยาเพื่อให้นางขอร้องศีลวตี ถอนคำอธิษฐาน นางอนุสูยา และเทพตรีมุรติ จึงไปพบนางศีลวตี และขอร้องให้นางถอนคำอธิษฐาน นางก็ยอมตามที่ขอ และเทพตรีมูรติได้ให้คำมั่นสัญญาว่า อุครศรวัส จะไม่ตาย เทพตรีมูรติยินดีในความสำเร็จจึงให้นางอนุสูยาขอพร นางจึงขอขอพรให้เทพทั้งสามมาเกิดเป็นลูกของนาง เทพตรีมูรติ จึงให้พรตามที่ขอ พระวิษณุจึงเกิดจากนางเป็น พระทัตตาเตรยะ พระศิวะเป็น ทุรวาสัส และพระพรหมเป็นพระจันทร์ พระทัตตาเตรยะ บำเพ็ญตบะตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และได้เป็นฤาษีทัตตาเตรยะ

หากมองตามความหมายทางธรรม ความเชื่อในศาสนาฮินดูแล้ว การบูชา “พระตรีมูรติ” คือ การที่บุคคลนั้นกำลังบูชาเพื่อรับรู้ และเข้าถึงสภาวธรรมทั้งสามอันได้แก่ การสร้าง การ ดำรงอยู่ และแตกสลายไปของสิ่งทั้งปวง (ไตรลักษณ์ : ทุกขํ อนิจฺจํ อนตฺตา) แต่เดิม ความเชื่อในยุคต้นของพระตรีมูรติแบ่งได้มาตั้งแต่ยุคพระเวทตอนต้น ยุคพระเวทตอนปลายและตรีมูรติ ในศาสนาฮินดูยุคใหม่ ซึ่งความเชื่อที่ส่งผ่านมาในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนากันต่อเนื่องตามลำดับ

ความศรัทธาใน "ตรีมูรติ" ได้สืบทอดผ่านยุคผ่านสมัย ทั้งในอินเดีย เขมร พม่า ลาวและไทย เทพตรีมูรติ มีเศียรกลางเป็นพรหม เศียรขวาและองค์เป็นวิษณุ เศียรซ้ายและยอดเป็นศิวะ ได้รับการเทิดทูนจนกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ ของการประทานความรัก และความสมหวังให้มวลมนุษย์ผู้โหยหาความรักไปแล้วในปัจจุบัน

บทสรรเสริญพระตรีมูรติ

พาลารกปรภมินทรนีลชฎิล ภสมางคราโคชวลศานต นทวิลีนจิตตปวน ศารทูลจรมามพรม พรหมชไชญะ สนกาทิภิะ ปริวฤต สิทไธะ สมาราธิตม อาเตรย สมุปาสมเห หฤทิมุท เธยย สทา โยคิภิะ


บทสวดขอพรพระตรีมูรติ


สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ข้าพเจ้า

นาย,นาง............................( บอกชื่อ นามสกุล และที่อยู่ )

กราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย ผู้ปฎิบัติดี ผู้ปฎิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ามากราบเบื้องบาทแด่พระองค์ท่านแล้ว จึงขอพรจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ บัดนี้ ( .....ขอพร..... )

เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้าตุมหากัง และจงบังเกิดแด่ผู้คุ้มครองข้าพเจ้าฑีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติภยันจะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ อุบัติอันตรายยัญจะ อัยยัญติกะอันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ
( พระตรีมูรติ )

วิธีการบูชา

ธูปแดง ๙ ดอก, เทียนแดง, ดอกกุหลาบแดง และ ผลไม้

ขอให้ท่านตั้งจิตเป็นกุศล และขอพรจากองค์พระตรีมูรติในเรื่องที่ดีงาม ถูกต้องตามทำนองครองธรรม พรนั้นก็จะสัมฤทธิ์ผลตามต้องการ

ที่มา : http://www.thaitv3.com/sodsamosorn/sodsamosorn_korbok-1.php


 มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ

1. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)
อานิสงส์ --- เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า
เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย
จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล

2. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
อานิสงส์ --- เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง
จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว
แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา , พระคาถาชินบัญชร ,พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น
เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้

3. ถวายยารักษาโรคให้วัด , ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
อานิสงส์ --- ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา
สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า
ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา

4. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า
อานิสงส์ --- ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า
ไม่ขาดแคลนอาหาร
ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน
ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

5. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
อานิสงส์ --- เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง
ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ
สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น
เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน

6. สร้างพระถวายวัด
อานิสงส์ --- ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดากอุปสรรคทั้งปวง
ครอบครัวเป็นสุข
ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป

7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป
อานิสงส์ --- ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่

ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร
สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป
ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา
จิตเป็นกุศล

8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย
อานิสงส์ --- ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ
ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก
เทพยดาปกปักรักษา
ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า
ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง

9. ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
อานิสงส์ --- ช่วยต่ออยุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป
ให้ทำมาค้าขึ้น
หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด
ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส
เป็นอิสระ

10. ให้ทุนการศึกษา , บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ , อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์ --- ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้
สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม

11. ให้เงินขอทาน , ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
อานิสงส์ --- ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน
ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง
จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน

12. รักษาศีล 5 หรือศีล 8
อานิสงส์ --- ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์
ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยันตรายไม่ย่างกราย
เทวดานางฟ้าปกปักรักษา

www.seal2thai.org


 ดอกไม้สำหรับบูชาพระสงฆ์ โดยความมุ่งหมายว่า ธรรมดาดอกไม้นานาพันธุ์ เมื่อยังอยู่ ณ สถานที่เกิดของมันก็ย่อมมีความสวยงามตามสมควรแก่สภาพของพันธุ์ไม้นั้น ๆ ครั้นบุคคลเราเก็บดอกไม้นานาพันธุ์เหล่านั้นมากองรวมกับไว้โดยมิได้จัดสรร ย่อมหาความเป็นระเบียบมิได้ ย่อมไม่สวยงาม ไม่น่าดูไม่น่าชม ต่อเมื่อนายมาลาการ คือ ช่างดอกไม้ผู้ฉลาด มาจัดสรรดอกไม้เหล่านั้นโดยจัดใส่แจกันหรือจัดใส่พานประดับให้เข้าระเบียบแล้ว ย่อมเป็นระเบียบเรียบร้อยเกิดความสวยงามน่าดูน่าชม ฉันใด

บรรดาพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สมัยเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์อยู่บ้านเรือนของตน ๆ ย่อมมีกิริยามารยาททางกายทางวาจา และจิตใจ เรียบร้อยตามสมควรแก่ภูมิชั้นแห่งตระกูลของตน ๆ หยาบบ้าง ปานกลางบ้าง ละเอียดบ้าง ครั้งคฤหัสถ์เหล่านั้น ซึ่งต่างชาติกัน ต่างตระกูลกัน มีนิสัยอัธยาศัยต่าง ๆ กัน มีศรัทธาเลื่อมใสเข้ามาบวชอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่มีระเบียบปฎิบัติเป็นแบบแผนเดียวกัน พระสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะหาความเป็นระบียบมิได้ ย่อมไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเลื่อมใสของผู้ได้ประสบพบเห็น ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เปรียบเสมือนนายมาลาการผู้ฉลาดได้ทรงวางพระธรรมวินัย ไว้เป็นแบบแผนประพฤติปฎิบัติ จัดพระสงฆ์สาวกเหล่านั้น ให้ประพฤติปฎิบัติอยู่ในระเบียบเดียวกัน จึงเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าเคารพ น่าสักการะบูชา ฉันนั้น

 อนึ่ง ดอกไม้สำหรับให้บูชาพระสงฆ์ นิยมไช้ดอกไม้ที่เพรียบพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ:-

๑. มีสีสวย
๒. มีกลิ่นหอม
๓. กำลังสดชื่น


ดอกไม้ที่บูชาพระประจำวันนั้น นิยมจัดเปลี่ยนให้สดอยู่เสมอ อันนี้เป็นนิมิตหมายแห่งความสดชื่น ความรุ่งเรือง ไม่นิยมปล่อยให้เหี่ยวแห่ง เพราะความเหี่ยวแห้ง เป็นนิมิตหมายแห่งความหดหู่ใจ ความเสื่อมโทรม เป็นต้น


บุคคลผู้บูชาด้วยดอกไม้ที่มีสีสวย แต่ไม่มีกลิ่นหอม เช่น บูชาพระด้วยดอกไม้พลาสติก หรือดอกไม้ประดิษฐ์เป็นต้น ต่อไปในภายหน้าบุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่มีรูปร่างลักษณะดีมีรูปสวย แต่คุณภาพไม่ดี ดังคำพังเพยว่า “ สวยแต่รูป แต่จูบไม่หอม ”


บุคคลผู้บูชาพระด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม แต่มีสีไม่สวย ต่อไปในภายหน้า บุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่มีคุณภาพดีแต่รูปร่างลักษณะไม่สวย ไม่งดงาม ดังคำพังเพย “ ถึงรูปชั่วตัวดำแต่น้ำใจดี ”


บุคคลผู้บูชาด้วยพระดอกไม้กำลังสดชื่น ต่อไปภายหน้า บุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นของใหม่ ๆ ไม่ต้องใช้ของที่ขาใช้แล้ว เป็นมือหนึ่ง ไม่ต้องเป็นมือสองรองใคร ดังตัวอย่างเช่น ชูชกมีอายุคราวปู่ได้นางอมิตตดาซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นคราวลูกคราวหลานเป็นภรรยา เพราะอานิสงส์ที่ชูชกได้เคยบูชาพระด้วยดอกบัวตูมที่กำลังสดชื่น ฉะนั้น


บุคคลผู้บูชาพระด้วยดอกไม้ที่บอบช้ำเหี่ยวแห้ง ต่อไป ในภายหน้า บุคคลผู้นั้นจะได้อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็น ของเก่า ๆ เหี่ยว ๆ แห้ง ๆ เป็นของที่ผ่านมือผู้อื่นมาแล้ว ตัวอย่างเช่น นางอมิตตดาได้ชูชกแก่คราวปู่เป็นสามี เพราะโทษที่ได้เคยบูชาพระด้วยดอกไม้ที่บอบช้ำเหี่ยว ๆ ฉะนั้น

ที่มา palungjit.com


 

ถาม ทำบุญอะไร มากและน้อยอย่างไร จึงจะได้บุญมาก

ตอบทำบุญอย่างหนึ่ง ทำทานอย่างหนึ่ง ทำกุศลอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน
แต่ลงที่ เจตนาอันเดียวเป็นรากฐาน

ทำบุญ นั้น มีเจตนาศรัทธาเป็นทุนก่อน จะมีวัตถุหรือไม่ก็ตาม ศรัทธานั้นเต็มเปี่ยมบริบูรณ์อยู่ในใจแล้ว ยิ่งมีวัตถุสิ่งของเป็นเครื่องแสดงให้ไปก็ยิ่งเพิ่มศรัทธาขึ้นเป็นทวีคูณ นี่เรียกว่า บุญ
บุญคือ ความยินดีในสิ่งที่ตนให้แล้วเกิดเต็มเปี่ยมขึ้นมาในใจ

ทำทาน นั้น จะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม คิดจะให้แล้วก็ให้ไปเลย
ไม่ว่าสิ่งของอะไรทั้งหมด ถ้ามีเจตนาศรัทธาเลื่อมใสในบุคคลผู้รับและสิ่งที่ตนให้นั้น หรือเอ็นดูต่อบุคคลผู้รับนั้นแล้วให้ไปเรียกว่า ทาน
สมดังคำว่า ทานํ เทติ เทก็หมายความว่า เทให้ ทอดให้ ให้สิ่งของจึงเรียกให้

สรุปได้ว่า

ทำทาน คือ ให้สิ่งของพัสดุนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยหยาบหรือละเอียด ไม่ปรารถนาผลตอบแทน แต่มีเมตตาจิตเป็นพื้นฐาน แม้ที่สุดให้ด้วยแก้ความรำคาญ เรียกว่าทำทาน

การทำบุญนั้น ต้องมีเจตนาศรัทธาเป็นพื้นฐาน ก็การให้นั่นแหละ เรียกว่า ทำบุญ จะให้สิ่งของอะไรมากและน้อย หยาบและละเอียดก็ตาม ให้แล้วหวังผลตอบแทน เช่น ปรารถนาว่าด้วยอำนาจอานิสงส์ที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญแล้วในครั้งนี้
ขอให้ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เป็นต้น

การกุศล นั้นคือ ทำบุญทำทานนั่นเอง
แต่เป็นกุศโลบายของท่านผู้รู้ทั้งหลาย
ที่จะให้พ้นจากความยากและความหิวทั้งปวงทำไป
เพื่อให้ใจผ่องใสสะอาดไม่พึงปรารถนาสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
แม้แต่จิตคิดจะทำภาวนาสมาธิก็เช่นเดียวกัน

ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล ไม่ว่ามากหรือน้อย วัตถุมิใช่ตัวบุญแท้
ตัวบุญแท้มันเกิดที่หัวใจ คือ เจตนาของบุคคลนั้นต่างหาก

ถ้าเจตนาศรัทธาในขณะใด ในบุคคลใด ในสถานที่ใด ในที่นั้นๆ ได้บุญมาก

ฉะนั้น บุญในพุทธศาสนานี้ คนทำจึงไม่รู้จักหมดจักสิ้นสักที
พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้สองพันกว่าปีแล้วว่า ทำบุญได้บุญเช่นไร
มาในปัจจุบันนี้หรือในอนาคต ต่อไปก็ได้อย่างนั้นเช่นเคย

คนทำบุญมากเท่าไรก็จะได้บุญมากเท่าที่ตนนั้นสามารถจะรับเอาไปได้
เหมือนกับคนนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ
ถือเทียนมาคนละเล่มไปขอจุดจากผู้ที่มีเทียนที่จุดอยู่แล้ว
ย่อมได้แสงสว่างตามที่ตนมีเทียนเล่มโตหรือเล่มเล็ก
ส่วนดวงเดิมที่ตนขอจุดต่อนั้นก็ไม่ดับเทียน
หลายดวงยิ่งเพิ่มแสงสว่างยิ่งๆ ขึ้นไปอีก


: หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://www.thewayofdhamma.org/page4_1/puchainn.html

 ความงามภายนอก เป็นเพียงความงามที่ไม่คงที่จีรังมิอาจอยู่ได้นาน แต่ยังมีความงามที่สำคัญยิ่งกว่าซึ่งใครมีไว้ประจำตัวแล้วจะงามตลอดไป เป็นความงามที่อมตะไม่มีวันโรยรา เรียกว่าเป็นการเสริมสวยอย่างแท้จริง เป็นความสวยที่เกิดจากจิตใจ ซึ่งจะเผยออกมาทางกิริยาที่ประณีต วาจาที่อ่อนช้อยนุ่มนวล ควรค่าแก่การทนุถนอม มีเสน่ห์เป็นคนงามโดยธรรมชาติจริงๆ งามอย่างประหยัด และงามอย่างมีคุณค่าในตัวเองซึ่งมีเทคนิคที่ง่ายนิดเดียว ตามที่พระพุทธองค์ท่านได้ตรัสสอนไว้เรียกว่า "เบญจกัลยาณธรรม" คือ ธรรมที่ทำให้เป็นคนงาม หรือ ธรรมอันดีงาม 5 อย่าง ได้แก่

1. ใจดีมีเมตตา เมตตากรุณา

คือ ความรักและปรารถนาดีที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข และมีความสงสารคิดที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ภัยความเดือดร้อนทั้งปวง เอื้อเฟื้อและแบ่งปันน้ำใจให้สังคม มีจิตใจเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ หรือแม้กระทั่งต่อหมู่สัตว์ทั้งหลาย มักจะมีหน้าตาที่ผ่องใสอิ่มเอิบ มีสง่าราศี ผิดกับคนที่มีจิตอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนต่อผู้อื่น ความเมตตาอย่างไม่มีข้อจำกัด ถือว่าเป็นตัวยาที่วิเศษในการที่จะเสริมความงามให้อย่างยิ่งยวด

2. ใฝ่หาอาชีพสุจริต สัมมาอาชีวะ

คือ การทำมาหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต ไม่หลอกลวงหรือโกงคนอื่นให้เสียหายไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่ทรยศต่อสังคมประเทศชาติ เช่น ค้ายาเสพติดหรือค้าประเวณี เป็นต้น ไม่เป็นคนลักเล็กโขมยน้อย อันจะก่อความเดือดร้อนตามมา เพราะการเห็นแก่สิ่งเล็กน้อย เห็นว่าไม่มีใครรู้ แต่ถึงแม้ไม่มีใครรู้ ฟ้าก็รู้ ถึงแม้ฟ้าไม่รู้ แต่เรารู้ ทำมาหากินที่สุจริตแม้จะรวยช้า แต่ก็มีความสุขนาน ดีกว่าทุจริตประพฤติมิชอบ รวยเร็ว แต่ก็อยู่ไม่นาน อยู่ได้ด้วยความหวาดระแวง ไม่มีความสุข หน้าตาก็ไม่ผ่องแผ้ว อันเกิดจากจิตใจที่ไม่สะอาด

3. ไม่คิดเฟ้อฟุ้ง กามสังวร

คือ การสำรวมระวัง ควบคุมตนในเรื่องกามารมณ์ ความต้องการทางเพศให้พอเหมาะพอดี ไม่ให้หลงใหลในรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส ตามกระแสแฟชั่นนิยม ที่ผิดธรรมผิดทางหรือเกินพอดี จนทำให้ตนเอง ครอบครัว และสังคมต้องเดือดร้อน พอใจยินดีในคู่ครองตัว ไม่มัวเมาเจ้าชู้ ควบคุม และยับยั้งอารมณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหา รักษาจิตของตนให้ดี ไม่ให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะบางครั้งอำนาจของอารมณ์อาจทำให้อนาคตพังทลายลงได้ในพริบตา นำมาซึ่งความน่ารังเกียจต่อผู้พบเห็น ฉะนั้นจะทำอะไรก็ให้อยู่ในความพอดี เมื่อพอดีก็จะพองาม ความงามที่แท้จริงก็จะตามมา

4. มุ่งมั่นจริงใจ มีสัจจะ

คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จริงใจต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่สับปรับกลับกลอกที่เรียกว่าหน้าไหว้หลังหลอก เป็นคนตรงต่อหลักการและความถูกต้อง การเป็นคนมีสัจจะ จะเป็นเสน่ห์อย่างมากในการเข้าสังคม เป็นที่เชื่อถือของคนในสังคม ไม่ว่าใครก็ตามจะให้ความไว้วางใจอย่างไม่รีรอ นับว่าเป็นความงามที่มีผลสำคัญต่อชีวิต หน้าที่การงาน อันจะส่งผลถึงอนาคตความมั่นคงในชีวิต

5. ทำสิ่งใดให้รู้ตัว มีสติสัมปชัญญะ

คือ ฝึกตนให้เป็นคนหนักแน่นในอารมณ์ รู้จักยั้งคิด และควบคุมความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ สิ่งใดมีคุณให้โทษมีประโยชน์และไร้สาระ ตลอดจนระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาทในทุกลมหายใจเข้าออก มีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิต คิดไม่ผิดพลาด พูดไม่ผิดพลาด และทำไม่ผิดพลาด การมีสตินับว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตอย่างมาก ความระลึกได้ และความรู้สึกตัวในทุกขณะที่กระทำจะก่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย การมีสตินั้นเป็นข้อสำคัญที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอน เพราะสติเป็นหัวใจของทุกอย่าง ของทุกการกระทำ หรือที่เรียกว่า สมาธิ ก็คือการฝึกสตินั่นเอง เมื่อฝึกสติบ่อยเข้า ความหลงมัวเมาในมายาก็จะไม่มี เมื่อไม่มีความหลงการรู้ตามความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นมา และเมื่อใดที่มีสติรู้ตามความเป็นจริงแล้วจิตก็จะไม่มีความทุกข์ เมื่อไม่มีความทุกข์ความสุขก็จะบังเกิด เมื่อสุขบังเกิดความสบายใจ ความผ่องใส แช่มชื่น ความปีติ เอิบอิ่ม ปรากฏในจิตใจ ก็จะเปล่งประกายฉายออกมาทางสีหน้า กิริยาท่าทาง ที่เรียบร้อยงดงามความสวยงามที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น


 อันงามกายมันไม่จีรัง
ถึงจะอำพรางจะพอกจะพัน
ด้วยเวอร์ซาเช่จากอิตาลี
ถึงคราวจะลาทีก็สุดจะเยียวยา
อันสวยกายงามแม้นแสนจะเก๋
มีเสน่ห์ให้ผู้คนเรียกหา
ต่อเนื้อหนังยังตึงจึงจะต้องนัยน์ตา
แต่เมื่อร่างชราใครเล่าเขาจะแล
ควรจะเสริมสวยให้กับดวงใจ
ซึ่งเป็นโฉมในนั่นแหละสวยแน่
เสริมศีลเสริมธรรมเสริมแล้วงามแท้
ถึงมันจะแก่ก็คงแก่เพียงกาย